Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ความเจ็บปวดของสัตว์ โดย ลี่อี้เจ๋ง | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ความเจ็บปวดของสัตว์ โดย ลี่อี้เจ๋ง

298 Views

            1. คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน คือ “ชีวิต” ความ โหดร้ายอันมหันต์ของมนุษย์โลกคือ “ฆ่า” ซึ่งเป็นคำกล่าว ที่กระจ่างที่สุดของคนโบราณ เป็นคำพูดที่สั้นและเข้าใจง่ายที่สุด เป็นคำพูดที่เจ็บปวดที่สุด พวกเราควรจะรู้ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด การฆ่าเป็นสิ่งที่โหดร้ายเจ็บปวดที่สุดเหมือนกัน พวกเราเคยอ่านหนังสือถึงโทษทัณฑ์ที่หนักที่ สุดของมนุษย์ ก็คือ “ตาย” เท่านั้น ก็จะรู้ถึงความชั่วร้ายที่ก่อไว้ ความโหดร้าย แม้จะท่วมท้น เลวทรามที่สุด เมื่อตายลงแล้ว ทุกอย่างก็สิ้นสุด ไม่สามารถจะเพิ่มโทษได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่กลับกันพวกสัตว์ที่ไม่มีพิษร้ายต่อผู้คน   ถึงมีโทษก็ไม่ถึง ตาย ฟ้าดินยังอภัยโทษให้ได้ ผู้คนกับไม่คำนึงถึงสิ่งใดๆ จับ มาฆ่าแกงทารุณกรรมอย่างโหดร้าย แล้วก็กินมันเข้าไป แทบถือเป็นเรื่องธรรมดา เฮ้อ! โลกนี้ ช่างโหดร้าย ไร้เหตุผล ยังมีอะไรหนักมากยิ่งไปกว่านี้บ้างไหม? 

            ทุกชีวิตของสัตว์ที่มีอยู่ในโลกนี้ ตั้งแต่มนุษย์จนกระทั่งสัตว์บกสัตว์น้ำ ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันทั้งรูปร่างและน้ำหนักแต่วิญญาณนั้นเหมือนกัน หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่ง คือ สัตว์แม้ไม่มีรูปร่างเหมือนกัน แต่ก็มีน้ำจิตน้ำใจเหมือนคน ต่างก็รู้จักรักชีวิตของตน  รู้จักกลัว  รู้สึกเจ็บปวด  ดังนั้นคน  ควรมีอัธยาศัยต่อสัตว์เหมือนมีอัธยาศัยต่อคน   ไม่ควรเห็น ความแตกต่างจากร่างกายสังขารเป็นข้ออ้าง ในการแบ่งแยก ในจุดนี้ อย่างน้อยที่สุดพวกเราต้องจดจำว่ามูลฐานของชีวิต  ต่างก็มีชีวิตขึ้นตรงต่อฟ้าดิน   ต่างก็ส่งกระแสจิตติดต่อกัน  ไม่อาจที่จะดูหมิ่นเหยียดหยามกันได้ เธอลองคิดดูซิว่าเวลา  เราถอนขนสักเส้นหนึ่ง เราจะรู้สึกสะดุ้งสะเทือนไปทั้งตัว เพียงเข็มแทงอันเดียว ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายเท่า นั้น หาใช่ร่างทั้งร่างไม่ นั้นก็คือ ทุกชีวิตก็มีชีวิตเหมือนตัวเรา เอง เลือดเนื้อก็เหมือนกัน ความเจ็บปวดทรมานจะต่างกัน อย่างไร? ที่ยกย่องกันว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มีคุณธรรมย่อมไม่มีเหตุผลพอที่จะกินสรรพสัตว์ได้ ควรจะรู้ว่า ฟ้าดินได้ให้กำเนิดชีวิตที่โง่เขล่า
เฉลียวฉลาด ตั้งชื่อว่า “มนุษย์” แล้วก็ให้กำเนิดชีวิต ที่โง่เขล่าเบาปัญญา   ตั้งชื่อว่า  “สัตว์”  ทั้งสองอยู่ร่วมกัน เพียงแต่ต่างกันเหมือนกับชีวิตของคนที่มีลูกคนโต แล้วมีลูก คนเล็กถัดๆ กันไป แม้มีความต่างกันเป็นพี่เป็นน้อง แต่ก็มี เลือดเนื้อ มีความสนิทสนมดุจเดียวกัน หากแต่ว่าคนมี สติปัญญาและพละกำลัง สมบูรณ์สมกับชีวิตสัตว์ประเสริฐ พวกที่หลงงมงาย และเข้าข้างตัวเองก็ทึกทักเอาว่า สวรรค์ ส่งสรรรพสัตว์มาให้คนกิน คำพูดเหล่านี้มีหลักฐานอะไร? ถ้าอย่างนั้น เวลาเสือมันมาเจอคนเข้า มันก็กินคนเลยก็น่าจะพูดว่าสวรรค์ส่งคนมาให้เสือกินบ้าง การดำรงชีพของคน มีธัญพืชหลายชนิดมากเกินพอ สำหรับดำรงชีพ ฟ้าดินประ ทานให้มากมายขนาดนี้แล้ว ยังมีเหตุผลอะไรอีก หรือที่อาหาร การกินของคนเราจำเป็นต้องพึ่งชีวิตของสัตว์อีก? 

            พูดถึงคำที่ว่า ทุกชีวิตคือร่างเดียวกัน ผู้คนคงรู้สึกว่า ตนเองใหญ่ที่สุดแล้ว แต่ละคนก็มีร่างของแต่ละคน จะเป็น ร่างเดียวกันได้อย่างไร? ที่แท้แล้วในครอบครัวหนึ่ง ก็เหมือน ร่างเดียวกัน   เช่นแม่ลูกเป็นต้น   นี่เป็นความจริงที่แน่แท้ แต่ปัจจุบันจะไปแลดูได้อย่างไรว่า ทุกชีวิตจะมีร่างกายอัน เดียวกัน? ถ้าอย่างนั้น เมื่อร่างของแม่เห็นลูกน้อยดีใจ แม่ก็ดีใจด้วย ถ้าหากลูกน้อยเจ็บปวด แม่ก็รู้สึกเจ็บปวดด้วย ถ้าลูกน้อยเกิดเจ็บป่วยและตายไป ถ้าเป็นไปได้แม่ก็พร้อม จะเจ็บป่วยและตายแทน ภายใต้จักรวาลนี้ คนที่เป็นแม่จะไม่นับว่าลูกน้อยและตนเอง มีร่างดุจเดียวกัน ดุจเช่นผู้ที่รักบ้านรักชาติรักประเทศดุจเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเหตุผลเดียวกับการรักมนุษยชาติรักผู้คน เม่งจื้อ กล่าวว่า พระเจ้าแผ่นดิน  “อู้” เห็น ไพร่ฟ้าจมน้ำก็เหมือนกับตนเองจมน้ำด้วย พระเจ้าแผ่นดิน “เจ็ก” เห็นไพร่ฟ้าอดอยากก็เหมือนตนเองอดอยากด้วย พระอรหันต์กษิติครรภ์ กล่าวว่า “ถ้าผู้คนยังไม่สำเร็จ เป็นพระอรหันต์ ข้าก็จะไม่เข้าสู่พระนิพพาน”  ด้วยเหตุ อันนี้ก็เช่นเดียวกับแม่ที่คอยดูแลลูกน้อย ที่มีความจริงใจคอย เฝ้าห่วงใยประดุจมีชีวิตอันเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถจะแบ่ง แยกความสัมพันธ์อันนี้ได้ คนๆ นี้ คนๆ นั้น และอีกหลายๆ คน ก็มีดวงจิตที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าบนร่างกายนั้น ภายใต้ หนังที่หุ้มอยู่ถ้าเอาเนื้อที่หนักไม่กี่สิบกิโลกรัมออกเสีย ก็จะกลายเป็นว่านี่เป็นของฉันนั่นเป็นของเขา   ในกรณีที่เราไม่ สามารถแยกหนังออกมาได้   ถ้ามีโอกาสก็เอาส่วนที่มีคุณ สมบัติเหมือนกัน มารวบรวมกันเข้าจากความน้อยนิดของฉันก็เพิ่มให้มันใหญ่ขึ้น เพิ่มเข้าไปอีกเรื่อยๆ จนใหญ่คับฟ้า กลายเป็น “ฉันแท้ๆ” ไม่บกพร่องเลย! สิ่งที่ต้อง รู้ก็คือเมื่อ เปรียบเทียบส่วนที่ใหญ่ของฉัน กับความประพฤติที่สูงหรือต่ำ ก็รู้ว่า คนที่เลวทรามที่สุด ก็คือ คนที่เอาเนื้อไม่กี่สิบกิโลกรัม นั้นมาเป็นของฉันนั่นแหละ ดังนั้น พฤติกรรมของเขาก็จะ กลายเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ความชั่วร้ายขนาด ไหนก็ทำมาแล้ว ความชั่วร้ายที่ฆ่าชีวิต ก็เนื่องจากขาด ความเห็นอกเห็นใจ อันสืบเนื่องมาจากความคิดเห็นของผู้คนไม่มีร่างเป็นดุจอันเดียวกัน! 

            2. ไม่ว่าใครฆ่าใครก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมีขึ้นแต่ชาวโลกมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน      “การฆ่า” มีคนฆ่าคน คนฆ่าสัตว์ และ สัตว์ฆ่าคน 3 ชนิด แต่ผู้คนกลับเห็นว่า “คนฆ่าคน” เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด “คนฆ่าสัตว์”เป็นเรื่อง ธรรมดาที่สุด “สัตว์ฆ่าคน” เป็นเรื่องน่ากลัวและแตกตื่นมาก! ข้าอยากให้พวกเราเปิดใจ ให้สอบถามสักหน่อยดูซิว่าน่า จะมีการแบ่งประเภทการฆ่าหรือไม่ พูดออกอย่างจริงใจโดย ที่จริงแล้วคนฆ่าสัตว์นั้น ดุร้ายกว่าคนฆ่าคนมาก ยังดุร้าย กว่าสัตว์ฆ่าคนด้วย! เป็นเพราะอะไรหรือ? เพราะว่าคนฆ่าคน อาจเกิดจากการคดโกงทางกฎหมาย หรือไม่ก็เพื่อป้อง กันตนเอง หรือไม่ก็ด้วยสาเหตุอื่นๆ สัตว์แม้จะฆ่ากันก็ยัง มีขอบเขตจำกัด เช่นเสือก็ไม่อาจ ทำร้ายพวกนกได้ สัตว์น้ำ ก็ไม่สามารถทำลายสัตว์บก เป็นต้น มีแต่คนที่ฆ่าสัตว์ ฆ่าได้แม้แต่อยู่ในอากาศ อยู่ในท้องทะเลลึกในป่าและบน ภูเขา ไม่มีที่ไหนที่ไม่ถูกฆ่า ทุกชนิดถูกฆ่ามาเพื่อบำเรอ ปากท้องทั้งสิ้น ก่อให้เกิดสิ่งน่าเศร้าสะเทือนใจ ทำให้นก ไร้เพื่อนบินโดดเดี่ยว สัตว์ป่าหลงฝูง น่าสมเพชยิ่ง ลิ้นคน แลบถึงฟ้าและทะเลลึก การกระทำของคนเช่นนี้ กฎหมาย ก็ไม่สามารถเอาโทษได้ แต่ยังได้รับการยกย่องจากคน พวกเดียวกันอีก การเข่นฆ่าของสัตว์ยังมีขอบเขต แต่การ ฆ่าของคนนั้นไร้ขอบเขตจริงๆ เมื่อพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้แล้วจะเห็นว่า “คนฆ่าสัตว์” นั้นดุร้ายกว่า “คนฆ่าคน” อย่างโหดเหี้ยมที่สุดใช่ไหม? แล้วยังมีน้ำหน้ายกย่อง ตนเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ น่าจะเรียกว่าสัตว์โหดเหี้ยม จะเหมาะกว่า? 

            น่าสังเวชที่ชั่วชีวิตของคนเรานี้ ตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่โตจนแก่ ไม่เคยที่ไม่พ้นการฆ่า ตั้งแต่แรกเริ่มคลอด จากครรภ์มารดา ก็ถือโอกาสเลี้ยงฉลองด้วยการฆ่าชีวิตเพียงไม่นาน พอเด็กอายุครบเดือน ก็ฆ่าชีวิตเลี้ยงกันอีก พอครบขวบปี ก็ฆ่าชีวิตอีก จนกระทั่งเติบโตได้เวลาแต่งงาน ถือว่าเป็นงานมงคลก็ฆ่าชีวิตอีก โดยถือโอกาสไหว้เจ้า ฆ่าชีวิต แต่งงานก็ฆ่าชีวิตซึ่งวนเวียนไปวนเวียนมา ฆ่ากัน ตลอดศก ล้วนแล้วแต่สังเวยปากท้องทั้งนั้น ตลอดชีวิต สะสมแต่บาปเวร ชีวิตที่ถูกเราฆ่านั้นไม่รู้จักกี่ร้อย กี่พัน ยังมีอีก ตอนที่เจ็บป่วยก็อยากต่อชีวิต ร้องขอชีวิตอยู่ แต่กลับทำลายชีวิต แล้วอย่างนี้จะมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร ชีวิตการแต่งงาน   เป็นชีวิตคู่ที่เริ่มรักสมานฉันท์  เหตุไฉน กลับเชือดเฉือนพรากให้มันจากกัน การให้กำเนิดบุตรนั้น ถือว่าเป็นนิมิตอันดี แต่เหตุไฉนต้องฆ่าแม่ (ไก่) พรากลูกมันมี เหตุผลอะไรหรือ?    โดยปกติคนเราเมื่อมีงานมงคลก็ควรที่ หาฤกษ์ยามและปฏิบัติสิ่งที่เป็นสิริมงคล  จึงจะถูกต้อง เช่น อวยพรงานวันเกิด ควรใช้คำอวยพรให้อายุยืนยาวเหมือนเต่า เหมือนนกกระเรียน  ถ้าอวยพรเพื่อให้เพิ่มบุตรควรใช้คำพูด ว่ามีบุญวาสนามีโชคได้บุตรประเสริฐรุ่งเรืองสืบสกุล ในขณะ ที่เราอยู่ในความคิดที่ดีๆ ก็เกิดมีการฆ่ากันอย่างมากๆ ขึ้นมา ก็จะบั่นทอนอายุที่ยืนยาวให้สั้นเข้า พวกที่ลูกมากก็มักจะด่าว่าลูกให้ฉิบหายตายเร็ว หน้าบ้านก็กล่าวอวยพรกันเอิกเกริก หลังบ้านก็เป็นแดนประหาร   เสียงร้องอย่างตระหนกตกใจ เมื่อจวนจะตาย มันน่าฉงนจริงๆ ชีวิตบางชีวิตเหมือนตัวละคร ถูกฆ่า ชีวิตบางชีวิตอยู่ดีๆ ก็ถูกฆ่า บางชีวิตก็ทรงอำนาจแล้วถูกฆ่าน่าแปลกแท้ๆ 

            ลองมาดูกันว่าอาหารมื้อหนึ่งๆ ของคนเราก็ไม่พ้น จากการฆ่าชีวิต เช่น นกกระจาบจานหนึ่ง ๆ ไม่น้อยกว่าสิบชีวิต พวกหอยพวกกุ้งเป็นร้อยชีวิตจึงจะได้สักมื้อหนึ่ง แค่นั้นยัง ไม่พอต้องแต่งกลิ่นแต่งรส หาวิธีปรุงอาหารต่างๆ เพื่อให้ รสชาติเหมาะชวนกิน บางอย่างก็กินกันสดๆ เลือดสดๆ กินกันอย่างพิสดาร กินกันอิ่มแล้วก็พออกพอใจ ถ้าหาก ทำมาช้าหน่อยก็พาลอารมณ์เสีย ไม่เคยคิดถึงบุญคุณของ ของที่อยู่ในจาน   ล้วนมาจากความเคียดแค้น ความทุกข์แสน สาหัส เพื่อปรนเปรอความสุขขั้นสุดยอดของท่าน  โดยกลืน กินชิ้นส่วนของมัน ไม่เคยคิดถึงกรรมจะสนองอย่างไร เราลองคิดให้ลึกซึ้งอีกนิดว่า ฉากแห่งความเหี้ยมโหดเกิดขึ้น ขนาดไหน? เพื่อสนองความต้องการของปากท้อง ดังนั้น เมื่อฟ้าเริ่มสางของทุกๆ วัน เพชฌฆาตที่นับจำนวนไม่ถ้วน มือถือมีด เพียงไม่ถึงชั่วยาม ชีวิตของสรรพสัตว์เป็นแสนเป็น ล้านต้องดับลง ถ้าเอาซากศพมันมากอง ก็จะได้ภูเขาสูง มหึมา แล้วเลือดของมันมารวมกัน ก็จะไหลหลั่งสามารถ ย้อมแม่น้ำได้ทั้งสายทีเดียว ดูสภาพอนาถเวทนายิ่งนักพวกมันทุกข์ยิ่งกว่าถูกโจรปล้นผลาญล้างเมือง ฟังเสียงร้องของ พวกมันสะเทือนยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จะพบ แต่คมมีดกรีดแหวะท้อง ปลายมีดทิ่มแทงหัวใจถลกหนัง ถอดกระดูกถอดเกล็ด เชือดคอลอกคราบ เอาน้ำร้อนต้มตุ๋น อีกทั้งเกลือเหล้าหมักดองทั้งหอย กุ้ง ปู ปลา ฟ้าเอ๋ย! น่าสงสารเจ็บซ้ำยิ่งนัก ยากที่จะหาทางระบายออกมาได้ น่าอเนจอนาถสุดทนได้ สร้างบาปมหันต์ จมปรักอยู่ในความ แค้นนับหมื่นๆ ชาติ ซึ่งสืบเนื่องแต่ปากท้องทำให้ก่อเวรกรรม  ขึ้น 
3. ความมีพรหมวิหารสี่ ความจงรักภักดี ความมีสัมมา คารวะ ความมีปัญญาและความดี สัจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ควร มีไว้ประจำตัวคุณธรรม 5 ประการนี้  ถ้ารักษาได้เป็นปกติ ก็จะไม่ละอายใจตนเอง เป็นบุคคลที่สง่าผ่าเผย อันชีวิตมนุษย์ ที่อยู่ภายใต้ฟ้าดินนี้ มีสังขารเล็กๆ เพียงแค่เจ็ดฟุตเมื่อยืนหยัด อยู่กับความกว้างใหญ่ของฟ้าดิน ที่แท้อาศัยกับอะไรเล่า? มนุษย์ที่ยกย่องว่าเป็นสัตว์ประเสริฐพึ่งพิงอยู่กับอะไร? ก็ เพราะมนุษย์มีคุณธรรมห้าประการ ที่สามารถยืนหยัดอยู่กับฟ้าดินโดยไม่ละอายใจ และไม่ละอายใจที่ยกย่องตนเอง เป็นสัตว์ประเสริฐเลย แต่ทว่า ถ้าขาดศีลข้อห้ามฆ่าสัตว์ เกิดการฆ่าชีวิตขึ้น ก็เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ ที่มี คุณธรรมประจำใจ เช่น ฆ่าตัวเขาเพื่อความอ้วนท้วนของ ตัวเรา ก็จะขาดพรหมวิหารสี่ พรากญาติขาดมิตรเขา เพื่อ เลี้ยงดูเพื่อนพ้องตนเอง ก็เป็นผู้ขาดความจงรักภักดี ถ้าเอา เนื้อหนังมันมาเซ่นเจ้า ก็จะขาดคุณธรรมข้อสัมมาคารวะ และที่ยกย่องว่าชะตาชีวิตล้ำเลิศ ต้องเสพกินคาวเลือดก็เป็น ผู้ที่ขาดสติปัญญา เอาเหยื่อล่อหลอกให้เหยื่อติดกับ ก็เป็น ผู้ไร้สัจจะ  เฮ้อ!   มันอาศัยอยู่ในโลกกิเลส    ถ้าไม่รักษาคุณ ธรรมทั้งห้าก็จะไร้ความเป็นมนุษย์ไป    เมื่อเปรียบเทียบกับ สัตว์เดรัจฉานแล้วมันจะแตกต่างกันมากน้อยเท่าไร จิวอันสือ กล่าวว่า “ความมีพรหมวิหารสี่เป็นธรรมข้อแรกของคุณธรรม ความรักเมตตาเกิดก่อนบุญกุศลทั้งหลาย”    ถ้าหากเราต้อง การเป็นคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ก็ควรปลุกใจเราให้มีพรหม วิหารและการให้อภัย อะไรคือพรหมวิหาร อะไรคือการ ให้อภัย? นั่นคือทำจิตใจเราให้เผื่อแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลาย คิด เพื่อมัน ถ้าหากทำได้ แม้แต่คนที่ใจคอโหดเหี้ยมก็จะรู้สึกหวั่น ไหวอ่อนลงได้  เมื่อทนทำต่อสังคมไม่ได้ ก็ยิ่งทนทำต่อคนด้วย กัน ก็เมตตาต่อสัตว์ด้วยเช่นกัน ผู้ที่มีจิตใจรักสัตว์ก็ย่อมมีจิต ใจรักคนทั้งหลายด้วย  ดังนั้นจะพูดแทนสัตว์ว่า  ใจที่ไม่ทน ทำสิ่งเลวร้ายได้นี้ จะเห็นคนทั้งหลายดั่งพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ก็จะพ้นภัยพิบัติการฆ่าฟันกัน ได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข! 
ท่านลองหวนคิดดูซิ ตอนที่จะจับมันฆ่า มันตกใจกลัว ขนาดไหน ถ้าบินหนีได้ก็จะบินหนี ถ้ามุดดินได้ก็จะมุด มันก็จะโทษฟ้าดินไม่ปราณีมัน เช่นเดียวกัน  ถ้าเราถูกโจรจับ ขวัญหนีดีฝ่อมันมีอะไรต่างกันเล่า? มันก็น่าสงสารเหมือนกับ พวกสัตว์อย่างเดียวกัน ฆ่าไก่สักตัวหนึ่ง ฝูงไก่ที่เหลือก็กลัว ลาน ฆ่าหมูสักตัวหนึ่ง หมูที่เหลือก็ไม่ยอมกินอาหาร ถ้าพวก เราถูกโจรมันขัง ทั้งบ้านก็จะตกใจกลัว หรือหากมีใครตายลง ญาติมิตรของเรา ร้องไห้ที่ต้องตายจากกัน มันก็ไม่ต่างกันใช่ ไหม? ให้คิดถึงทุกชีวิตตอนที่ถูกฆ่า เสียงร้องจะโหยหวน หวังจะได้รอดชีวิตมา แม้นเลือดจะหยุดหยด ลมหายใจ จะขาดลง แต่เสียงร้องจะยังไม่หยุดลงทันที เหมือนกับ พวกเรา  ยามต้องโทษประหาร    ก็หวังที่ให้เทพเจ้าช่วยเหลือ ให้พระคุ้มครอง จิตวิญญาณกำลังแยกจากกัน ในเสี้ยววินาที นั้นก็ยังหวังที่จะรอดชีวิต สิ่งเหล่านี้จะมีอะไรแตกต่างกัน ไหม? ถ้าหากคนกินเนื้อ พูดว่าสัตว์มันพูดไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น พวกใบ้ก็น่าจะถูกฆ่าด้วยใช่ไหม? ถ้าพูดว่าสัตว์มันมีบาปตก ต่ำลง ถ้าเช่นนั้นพวกยากจนตกต่ำก็ควรฆ่าใช่ไหม? โอ้! มนุษย์ หนอ? ชอบโทษว่ามันเป็นสัตว์ต่างประเภทต้องถูกกิน ตอนที่ กินมันก็ถือว่าฉันเก่งกว่ามัน แต่ตอนที่จะชดใช้กรรมมันก็น่า จะพูดว่ามันถูกต้องฉันนั้นผิดเอง ควรรู้ไว้ว่า คนและสัตว์ก็ เหมือนกันรักชีวิตกลัวตาย รักใคร่เพื่อนพ้อง ถ้าถูกฆ่าก็รู้ สึกทุกข์ร้อนเหมือนกัน ที่ต่างกันก็คือ คนมีปัญญา สัตว์โง่ เขลา คนพูดได้ สัตว์พูดไม่ได้คนเก่งกว่าสัตว์เช่นนี้ เป็นต้น คนถ้าหากไม่มีปัญญา ก็ไม่สามารถป้องกันตัวได้ ถ้าพูด ไม่ได้ก็บอกกันไม่ได้ ถ้าหากเทียบพละกำลังกัน ถ้าน้อย กว่าเรา ก็จะถือว่าแตกต่างกันอย่างนั้นหรือ? ก็ควรถูกฆ่า เอามากินใช่ไหม? พูดแบบนี้ไม่มีเหตุผล ผิดคุณธรรม แต่คน ก็พูดออกมาได้! 
ชาวโลกเมื่อประสพภัยจวนตัว ไม่มีใครที่ไม่ร้องขอ ให้ช่วยชีวิต จะหยุดต่อเมื่อตามองไม่เห็น ถ้าได้รับอันตราย จากมีดหรือปืนหรือพวกโจรผู้ร้าย จะไม่ตัวสั่นขวัญผวาหรือ ถ้าหากพบว่าโจรมันใจอ่อนลง ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ  เกิดบังเอิญมีคนช่วยเหลือชีวิตรอดมาได้ ก็จะรู้สึกขอบคุณ จนโศกสะอื้น จดจำบุญคุณไม่ลืมจนวันตาย แต่ถ้าจับสัตว์มาได้ ความ สมเพชเวทนาต่างๆ จนกระทั่งเสียงร้องอันโหยหวน ก็เหมือน กับไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังเลย น่าสมเพชคนพวกนี้ เมื่อถูกยุงกัด ก็เกิดรำคาญ แต่สัตว์ที่อยู่บนเขียงนั้น ก็ไม่เวทนาสงสาร แต่พอปวดหลังปวดตาเข้าหน่อย ก็รีบหาหมอหายา หรือ ได้รับบาดเจ็บจากมีด เข็ม หรือไฟลวก ก็ร้องโอดโอย ขอ ความช่วยเหลือ  รักตัวสงวนชีวิตถึงเพียงนี้ แล้วทำไมต่อ สัตว์กลับไม่ให้ความเวทนาสงสารบ้าง ฆ่าแกงได้ตาม อำเภอใจ เราจะไม่พูดถึงกฎแห่งกรรม จะไม่พูดถึงการห้าม ฆ่าสัตว์ของพุทธศาสนา เราพูดกฎแห่งกรรมรักตนเองแต่ไม่ รู้ไม่มีจิตใจของความรักสัตว์ ความไม่มีเมตตาอารีย์และ อภัยเช่นนี้ รู้แต่ผลประโยชน์ส่วนตนเห็นแก่ตัวที่สุด สุภาพบุรุษ ผู้ที่รักศักดิ์ศรีของตนเองอยู่บ้าง ก็ไม่ควรประพฤติแบบนี้ ผู้คนหากอยู่ในสภาพที่โง่กว่าหรืออ่อนแอกว่า ขณะนั้น จิตใจก็อยากให้มีคนสงสาร ถึงแม้โจรจะเหี้ยมโหด เสือ หมาป่า จะโง่เขล่า คนก็ยังหวังว่าในตอนนั้น ในเวลานั้น ก็เปลี่ยนสภาพไปอีกแบบหนึ่ง ไม่ยอมให้ความสงสารแก่ผู้ที่ อ่อนแอกว่าตนล่ะ! น่าหัวเราะคนเราที่กลัวคนดุร้าย แต่ กลับไปรังแกคนที่ดีๆ ใจในก็เกิดการดูหมิ่นและรังแกคนดี ตลอดชีวิตที่ชอบรังแกคนดีๆ แต่กลัวคนดุร้าย มักไม่ค่อย รู้สึกตัว และไม่มีปัญญาไปปราบปรามคนดุร้าย ก็จับคน ดีไปรังแกแทน วิธีที่ใช้กำลังที่เหนือกว่าไปรังแกคนที่อ่อน แอกว่า หรืออาศัยจำนวนคนที่มากกว่าไปรังแกคนที่จำนวนน้อยกว่า จิตใจที่เลวทรามชั่วช้าเช่นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบ่อเกิด ของการสร้างบาปก่อเวร เราเริ่มสังเกตพวกมนุษย์จากจุดนี้ ว่าแตกต่างจากสัตว์หรือไม่ บางทีมนุษย์แย่กว่ามันด้วยซ้ำไป เป็นสิ่งน่าละอายใจของมนุษย์แท้ๆ ดังนั้นศาสดาเมื่อจะเริ่ม สอนคน ก็จะเริ่มด้วยความเมตตาและให้อภัย เมตตาและ ให้อภัยก็คือ เอาตนเองไปเปรียบเสมือนผู้อื่น เมตตาต่อผู้คนและมีจิตใจรักสัตว์ไงล่ะ! 

            เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีข้อความที่ห้ามการฆ่าสัตว์ของสมาคม “อี่เก้ย” สาระสำคัญของข้อความนี้คือ เอาใจเราไปเปรียบใจ สัตว์เพื่อน้ำใจอันดีงาม ที่ถูกปิดตายด้วยประตูเหล็ก บุรุษนิรนามพวกนี้ตั้งคำถามสิบข้อ ถามใจที่ถูกปิดด้วยประตูเหล็ก แรงดลใจของเขาใหญ่หลวงนัก เขาต้องการให้ประตูเหล็ก เปิดออก จะได้เห็นใจอันงามอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

            ในสมัยสงคราม พวกเราต้องหนีภัยสงคราม อาศัย โชคดีที่สุดก็รอดชีวิตมา ถ้าหากในเวลานั้น ถูกศัตรูไล่ตาม เข้ามาทุกๆ ระยะ เมื่อรู้ว่าไม่มีโอกาสจะรอดแน่ จิตใจขณะนั้น ไม่แตกตื่นผวาขึ้นมาบ้างหรือ? 

            2. ในขณะนั้น ถ้าถูกจับได้ ลากเดินเหมือนลากหมูลาก หมารู้แน่ว่าต้องถูกฆ่า จิตใจอยู่ในสภาพอะไร? ไม่แตกกระเจิง หรอกหรือ? 

            3. ในขณะนั้น ถ้าพบคู่ชีวิต กำลังถูกโจรเชือดเฉือน เลือดไหลเนืองนอง จิตใจเราจะอยู่ในสภาพอย่างไร? ไม่ขวัญ หนีดีฝ่อหรอกหรือ? 

            4. ในขณะนั้น ถ้าพบว่าเพื่อนฝูงญาติมิตร กำลังถูกโจร มัดหมดทางช่วยเหลือ จิตใจเราจะเป็นอย่างไร? จะไม่รู้สึก สงสารเจ็บปวดบ้างหรือ? 

            5. ในขณะนั้น ถ้าเราถูกฆ่า กำลังถูกชำแหละ เสียงร้อง เจ็บปวดโหยหวน ชีวิตยังไม่สิ้น อยากให้ตายโดยเร็ว จิตใจเรา ขณะนั้นเป็นอย่างไร? ไม่โกรธแค้นหรอกหรือ? 

            6. ในขณะนั้น เราต้องถูกฆ่าแน่นอน เกิดมีโจรหนึ่งใจดี ปล่อยเราไป จิตใจของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร? ไม่รู้สึกดีใจ หรอกหรือ? 

            7. และแล้วมีอีกโจรหนึ่ง ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมา ก่อนเข้ามาห้ามปรามไม่ให้ปล่อย ต้องการฆ่าเราลูกเดียว จิตใจเราขณะนั้นเป็นอย่างไร ไม่เคียดแค้นบ้างหรอกหรือ? 

            8. อีกแบบหนึ่งคือ โจรทุกคนให้ปลดปล่อยนักโทษหมด ผู้ถูกจับมาก็มีหวังรอดตายได้ แต่บังเอิญมีโจรอีกคนหนึ่งว่า พวกเรานั้นเกิดมามีเคราะห์กรรมควรฆ่าให้หมด ใจเราขณะ นั้นเป็นอย่างไร? ไม่รู้สึกโกรธเคืองหรอกหรือ? 

            9. ในขณะนั้น คู่ชีวิตของเรากำลังเจ็บป่วยอยู่ ที่จริงควร ปล่อยตัวเราไป แต่มีโจรหนึ่งคัดค้านพูดว่า ป่วยหนักอย่างนี้ ฆ่าเสียดีกว่าเพื่อหมดปัญหา อยากรู้ว่าใจเราขณะนั้นไม่เคียดแค้นบ้างหรอกหรือ? 

            10. อีกอย่างหนึ่ง ในบรรดาญาติมิตรเรา กว่าครึ่งเป็น เด็กอยู่ ที่จริงควรปล่อยไป แต่มีโจรหนึ่งคัดค้านขึ้นพูดว่า ชีวิตน้อยๆ อย่างนี้ ไม่ฆ่าก็ต้องตาย เอามาฆ่าแกงกินจะไม่ อร่อยปากหรือ? ใจเราขณะนั้นรู้สึกอย่างไร? จะไม่เจ็บช้ำ ปวดร้าวหรอกหรือ? 

            เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาเรียกเราให้ถามใจเราเอง ด้วย ข้อคิดต่างๆ ถามใจเราว่าเพื่อปากท้องของเรา ไปเชือด เฉือนจับแกงพวกสัตว์ พวกกุ้ง หอย ปู ปลา เมื่อถูกจับมา อยู่เคียงข้างหม้อน้ำร้อน มันต้องเจ็บปวดแสนสาหัส อีกไม่นานมันก็ต้องจากคู่ครอง ญาติมิตรต้องจบชีวิตลง แสนทรมาน ปากก็พูดไม่ได้ ดิ้นรนรอดตาย เทียบสภาพต่างๆ ที่ตนถูกโจรจับปล้นในขณะนั้น และความนึกคิดในเวลานั้น จะมีอะไรแตกต่างกัน เอาใจเราไปใส่ใจเขา เอาใจเขามาใส่ใจ เรากับคำพูดของข้าที่ว่า บังเอิญเจอะโจรปล้นฆ่าตายเสียเก้าคน รอดตายมาได้หนึ่งคน จากการปลดปล่อย แต่เกิดมีโจร หนึ่งขัดขวาง ในที่สุดก็ต้องถูกฆ่า สภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้น นึกคิด ดูว่าเหมือนกับตอนนี้หรือไม่? สุดท้ายนี้ขอพูดว่า 

            พวกเราทุกคน ภาวนาห้ามฆ่าสัตว์ ไม่ใช่ขอบุญ ไม่ใช่หลีกเลี่ยงภัย คือเพื่อตัวเองรู้เจ็บกลัวตาย ใจนี้ยาก ที่จะปกปิด พูดแทนสัตว์ให้เปรียบเทียบตัวเรา คิดไปคิดมา ไม่อาจทนได้ ใจนี้ทำไม่ได้จริงๆ ใจอันประเสริฐของเรานี้ ควรตื่นจากภวังค์ได้แล้ว 

            4. ถ้าหากชาวโลกยังไม่ทำใจให้งดฆ่าสัตว์ได้ ก็ควรจะ พิจารณาดูสัตว์ที่ถูกปล่อยรอดชีวิตมาได้ ก็เหมือนกับตัวเอง สามารถรอดชีวิตมาได้ ก็ดุจเช่นเดียวกับสรรพสัตว์ที่ไม่ต้อง แตกตื่นตกใจหากเป็นไปได้วันหนึ่งๆ 24 ชั่วโมง    คิดแต่จะ ปล่อยชีวิต โดยไม่คิดลังเล อย่าให้สัตว์ต้องถูกขังนานจนทน ไม่ไหว อย่าได้ไหว้วานผู้อื่น เดี๋ยวจะได้รับอันตราย และอย่า ได้กำหนดวันเวลา เพราะจะมีผู้คอยดักจับสัตว์ และอย่าได้ กำหนดสถานที่ เพราะมีคนคอยสืบรู้ไปคอยดักจับ เอาเป็นว่า เมื่อตาได้พบเห็น ก็ซื้อปล่อยทันที ปล่อยยังที่ที่เปลี่ยว ยิ่งไกลยิ่งดี นานๆ เข้า ใจที่อยากฆ่าสัตว์ก็จะสูญหายไป โอ กาสเกิดของสัตว์ก็มากขึ้น ทุกชีวิตอยู่อย่างสันติ ไม่เพียงแต่ ในโลกนี้เท่านั้น แม้แต่ทุกตารางนิ้วของภายในของเรา โดย อย่าคิดว่าฆ่าชีวิตเพียงเล็กๆ แล้วจะไม่เป็นไร อย่าคิดว่า การปล่อยชีวิตน้อยๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร อย่าคิดว่ายุ่งยาก ลำบาก จงคิดถึงแต่กุศลท่าเดียว และอย่าเป็นเพราะราคาสูง เลยละทิ้งการสร้างกุศล ควรรู้ไว้ว่าชีวิตหนึ่งก็ไม่ใช่น้อย แม้สรรพสัตว์ชีวิตก็ไม่ใช่มาก  แม้มด ยุง ชีวิตก็ไม่ใช่เล็ก วัวควายก็ไม่ใช่ชีวิตใหญ่ เงินเหรียญเดียวก็ไม่พอเพียง แม้เงิน หมื่นแสนก็ไม่ใช่มาก ขอเพียงจิตใจตนเอง มีจิตตั้งมั่นแน่วแน่ เราควรตระหนักถึงชีวิตอันละเอียดอ่อน ย่อมถูกฆ่าได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เมื่อตนเองงดฆ่าสัตว์แล้ว ยังต้องใช้วาจาสุภาพมาตัก เตือนเพื่อนฝูง พี่น้อง ทำให้ทุกคน มีจิตเวทนา ก็จะเป็นการ สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ โดยใช้ปากเท่านั้น 

            ผู้คนมักพูดว่า  ใจดีก็พอแล้ว   ทำไมต้องกินเจอีกเล่า? อยากถามว่าฆ่ามันแล้วกินเนื้อของมัน ภายใต้ฟ้าดินนี้ยังมีใคร โหดเหี้ยมอำมหิตเกินกว่านี้อีกบ้างไหม? แล้วใจดีที่แท้อยู่ ที่ไหนกัน? โดยปกติใจที่ทนดูไม่ได้นั้นใครๆ ก็มีอยู่ ดังนั้นเมื่อ ใครเห็นผู้ร้ายมือสังหาร แน่นอนทีเดียวเราต้องเกลียดเขา เป็นพิเศษ แต่ว่าเมื่อแลเห็นก้อนเนื้อในมือสังหาร ก็ทำให้ น้ำลายหก อยากจะกินขึ้นมาแล้ว แล้วก็พากันพูดว่าชีวิต คนเรามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือคิดแต่ว่าจะเอาบาปกรรมป้ายให้เขาไป ข้าขอเพียงแต่อร่อยปากอิ่มท้องก็พอแล้ว ทำไมไม่คิดว่าผู้ซื้อถ้าเลิกกินเนื้อแล้ว ผู้ขายก็ย่อมจะหยุดฆ่าลงเอง ควรจะรู้ด้วยว่าฟ้าดินได้บันดาลให้อาหารแก่คนนั้น มีทั้งข้าว ต่างๆ ผลไม้และผัก ทั้งบนบกและในน้ำ ก็มากเกินพอ มนุษย์ ก็ยังสามารถหาวิธีต่างๆ ในการปรุงแต่งรสได้อีก มากเกิน พอเสียด้วยซ้ำ ทำไมยังต้องฆ่าแกงสัตว์ที่มีเลือดเนื้อ เช่น เรา ซึ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน จับมากินเพื่อความ อร่อยปากชั่วประเดี๋ยวเดียว เพียงวางช้อนส้อมลง รสชาติ ก็หมดไป แต่บาปกรรมนั้นคงอยู่ ซึ่งไม่ควรทำผิดแบบนี้เลย ผู้คนเสียเงินเป็นหมื่นเพราะรสชาติ เพียงขยับนิ้วหลายพันชีวิต ก็จบลง หากเอาอาหารเจมาแทนเนื้อ ก็จะแทนการตายได้มาก ผลได้กับผลเสียนี้ ไม่อาจคำนวณได้ถูกต้องเลย! 

            ถ้าหากกินเจกันจริงๆ ใจของเราก็จะมีความสงบสุข อย่างไร้ขอบเขต  ทั้งยังคุณประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ไม่กี่ปีมานี้แต่ละประเทศมีผู้หันมานิยมบริโภคกันมาก สาเหตุ เนื่องมาจากวิทยาการก้าวหน้า มีการค้นคว้าคุณค่าในการ บริโภคอาหารเจ  กับอันตรายที่เกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งมีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ และมีข่าวร้ายต่างๆ  ที่จะแจ้งให้ ทราบ ชีวิตของแต่ละบุคคลย่อมรักและหวงแหน  ดังนั้นการ กินอาหารเจเริ่มถือเป็นเรื่องธรรมดา   ความนิยมการกินอา หารเจนี้ที่ประเทศอเมริกันตื่นตัวมากที่สุด การกินอาหารเจนี้ มีการอธิบายและแสดงความเห็น ถึงแม้จะไม่เด็ดขาดแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยการบริโภค ไปในแง่ดีของสังคมถึง แม้ชีวิตจะต้องดับลง  เราก็ต้องยึดหลักไว้โดยไม่ยอมบริโภค เนื้อสัตว์และก็ไม่ได้ขึ้นกับที่ว่า จะถูกหลักอนามัยหรือไม่ถูก หลักอนามัย มาเป็นข้ออ้างในการบริโภคเนื้อสัตว์หรือไม่ พบว่าการวิจารณ์อย่างหนักแน่น บริโภคผักมีประโยชน์อย่างแน่นอนเช่นกัน ดังนั้น การห้ามฆ่าสัตว์ก็มีพื้นฐานที่ได้จัดตั้ง ขึ้นแล้ว เสียงโศกเศร้าโหยหวนของสัตว์ที่ถูกฆ่า ได้สะท้านสะ เทือนจิตคนได้ง่ายที่สุด  ในหลักวิทยาศาสตร์ได้มีการพิสูจน์ ถึงผลร้ายในการบริโภคเนื้อสัตว์  ข้าใคร่นำเอา “พิษ” ต่างๆ ในการบริโภคเนื้อสัตว์มาอธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้ 

            ข้อที่ 1. นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส นายชารส์ ค้นพบ ว่าภายในเนื้อของสัตว์ มีสารพิษอยู่ชนิดหนึ่ง ตอนที่สัตว์ได้รับความเจ็บปวดทรมาน ก็จะเพิ่มสารพิษมากขึ้นเป็นลำดับ แล้วก็จะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ถ้าหากเรากินเนื้อชนิดนี้แล้ว ก็จะได้รับอันตรายอย่างมาก มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา ชื่อว่า ไอด์ มาไคร้ กล่าวว่า “ตอนที่ร่างกายคนเรามีอารมณ์ เปลี่ยนแปลงขนาดหนักอยู่นั้น ก็จะมีสารหลายชนิดระบาย ออกจากร่างกาย เช่น ตอนที่มีโทสะโกรธอยู่นั้น เหงื่อที่ไหล ออกมา ก็จะมีสีแตกต่างจากเหงื่อที่ไหลตอนที่ร่างกายกำลังโศกเศร้า  แม้แต่ลมหายใจที่เป่าออกจากร่างกาย ก็จะมีสาร ต่างๆ ออกมาด้วย  เขาเองได้ทดลองเป่าลมหายใจเข้าไปใน  หลอดแก้วที่แช่เย็น แล้วสังเกตดูพบว่า ตอนที่เขามีร่างกาย ปกติก็จะมีหยดน้ำที่ปราศจากสี แต่ตอนที่กำลังโกรธจัดๆ หยดน้ำที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน หลังจากเป่าลมเข้าไปหลอดแก้ว ได้ห้านาที หยดน้ำที่ได้จะมีสีและสารขุ่นๆ นั่นก็แสดงว่า ตอนที่ร่างกายมีอารมณ์โกรธ ก็จะมีสารบางชนิดเกิดขึ้น เขาก็เลยใช้วิธีดังกล่าว ทดลองสภาพของจิตต่างๆ ก็พบว่า ตอนที่จิตใจโกรธก็จะมีสารสีฝ้ามัว ในขณะเศร้าเสียใจ ร่างกายจะขับสารสีเทาขาว และขณะเจ็บแค้น ร่างกาย จะขับสีเขียวไผ่ออกมา ต่อมาเขาก็ได้ทดลองต่อไป พบว่าถ้าเอาสารฝ้ามัวที่อารมณ์โกรธของนาย ก. ฉีดเข้าไปให้นาย ข. หรือสัตว์ทดลอง นาย ข.    จะมีอารมณ์โกรธขึ้นมาแน่นอน สัตว์ก็จะแสดงอารมณ์โกรธขึ้นมาทันทีเช่นกัน เขาเอาสารที่ เป่าออกจากคนที่มีอารมณ์เศร้าเสียใจ ฉีดเข้าไปให้หนูและ หมู ภายในไม่กี่นาทีสัตว์ทดลองก็ตายลง จากการทดลอง ต่างๆ พอสรุปได้ดังนี้ ถ้าร่างกายมีอารมณ์เคียดแค้น จะสูญ เสียพลังงานไปมากทีเดียว ถ้าสารพิษที่ปะปนกันยิ่งมีหลาย ชนิด   พิษร้ายก็ยิ่งมาก    ในขณะที่ทารกกำลังดูดนมมารดา ประเหมาะมารดาเกิดมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ภายหลังดูดนม ทารกน้อยจะเกิดอาการไม่สบาย เจ็บป่วยลง อันนี้ก็สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ร่างกายก็ จะปล่อยพิษร้ายออกมาอย่างแน่นอน ด้วยเหตุฉะนี้ เนื้อสัตว์ที่ เรารับประทานเข้าไปในท้องทุกๆ วัน  ซึ่งมีพิษร้ายอย่างแน่นอน สัตว์ย่อมเกิดความเคียดแค้น  และเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ย่อมมีสารพิษขึ้นและเจือปนอยู่ในเนื้ออย่างแน่นอน กินเข้าไปแล้วจะมีอะไรบำรุงอีกหรือ? อันตรายจริงๆ 

            ข้อที่ 2. ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การแพทย์ค้นพบว่า ภายใต้ กล้องจุลทรรศน์ที่ส่องลงบนเนื้อสัตว์ จะพบจุลชีพชนิดต่างๆ จุลชีพร้ายเหล่านี้ เมื่อเข้าไปในร่างกาย ก็มีผลไม่น้อยต่อร่าง กาย อย่างเบาๆ ก็ทำให้เกิดความเจ็บป่วย อย่างหนักๆก็ถึงแก่ ชีวิต ในเนื้อหมูเนื้อวัวมีเชื้อหนอนเป็นเส้นๆ อยู่ไม่น้อย ดังนั้น จากการสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา เชื้อหนอนเส้นของคน ที่เป็นได้ติดมาจากเนื้อหมูและเนื้อวัว 90% และยังตรวจพบว่า วัวควายที่เป็นโรคปอดมีกว่าครึ่ง และสาเหตุคนเป็นโรคปอด ก็ติดมาจากเนื้อวัวเป็นส่วนใหญ่ ในโรคท้องเสีย (อหิวาต์) เชื้อนี้ได้รับจากเนื้อหมู ในประเทศอังกฤษมีโรคลมอาการ ปวดมาก สมัยก่อนคิดว่ามาจากพิษเหล้า แต่ปัจจุบันพบแล้ว ว่ามาจากบริโภคเนื้อสัตว์มาก และยังพบอีกว่าพวกบริโภค เนื้อมักเป็นโรคเบาหวาน การสูบฉีดของเลือดไม่ดี เป็นผล ทำให้สมองผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดการช็อคขึ้น เป็นลมหมด สติไป การบริโภคเนื้อได้ลดสารต่อต้านโรคมะเร็ง จึงเกิดเป็น มะเร็งกันมาก บริโภคเนื้อดื่มเหล้ามากไป เกิดโรคไตอักเสบ ได้ง่าย เอาเถอะ!  ข้าจะไม่พูดเรื่องการแพทย์กับท่านมากนัก ข้าเพียงแต่อยากให้พวกท่านได้รู้ว่า ปัจจุบันมีความจริงมีหลัก ฐานที่พิสูจน์กันได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการบริโภคเนื้อมีโทษ   อย่างแน่นอน มิใช่พูดลอยๆ โดยไม่มีหลักฐาน   ในฤดูร้อน เนื้อก็เน่าเสียได้ง่าย พูดไปพูดมา ไม่พ้นกินเนื้อมีอันตรายมาก ซึ่งเป็นเรื่องพื้นๆ ไม่จำเป็นต้องพูดมาก  เนื้อที่เกิดหนอนขึ้น เป็นประจำนี้ ก็เข้าไปในปาก ของเราทุกๆ วัน ระวังเถอะสัก วันหนึ่งก็จะเจอดีขึ้น น่ากลัวจริงๆ! 

            ข้าจะพูดเกี่ยวกับการกินเจอีกครั้งหนึ่ง การกินการ ดื่มมีปัจจัยที่สำคัญคือ เพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้นอาหาร ที่เรารับประทาน จำเป็นต้องสรรพหาสิ่งที่มีคุณค่าด้านพลังงาน สิ่งควรรู้ก็คือพลังงานที่ได้เป็นพลังงานจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานความร้อน ภายใต้ฟ้าดินนี้ ก็มีเพียงธัญพืชที่ เติบโตภายใต้แสงอาทิตย์ สามารถดูดซึมพลังงานได้มากที่สุด และสามารถให้พลังได้สูงสุด ก็คือพืชพวกให้เมล็ด ถ้าหากเรา แยกธาตุต่างๆ จากเนื้อสัตว์ เราจะพบกรดอะมิโน แลคโต๊ด และเกลือแร่ต่างๆ พวกพืชที่ให้เมล็ด เช่น ข้าว ข้าวสาลี และ ถั่วต่างๆ ก็มีธาตุต่างๆ เหล่านี้อยู่ครบถ้วน แถมยังมีกรดอะมิโน ซึ่งเป็นพวกโปรตีนถึง 40% มากกว่าในเนื้อสัตว์เสียอีกซึ่งมี เพียง 20 % เท่านั้น    โปรตีนในเนื้อสัตว์ย่อยยาก  เนื่องจาก โครงสร้างประกอบขึ้นเป็นเนื้อของสัตว์ และมีคุณค่าด้อยกว่า ในการให้ความเจริญเติบโตแก่ร่างกาย เมื่อเปรียบเทียบ ความใหม่กว่า ดีเลว ระหว่างโปรตีนของพืชกับเนื้อสัตว์แล้ว ท่านก็จะเห็นได้อย่างกระจ่างชัด! อาหารการกินของเราที่จริง ควรเลือกจากใหม่สดมิใช่หรือ ภายใต้ฟ้าดินนี้ การเจริญเติบ โตของธัญพืชอาศัยแสงอาทิตย์ ฝนฟ้าซึ่งบริบูรณ์พอในการ เลี้ยงชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปกินของเก่าที่เน่าเปื่อยง่าย และไร้ คุณค่าอย่างเนื้อสัตว์นั้นเลย! 

            ถ้าหากเปรียบเทียบการกินเจกับกินเนื้อ แล้วละก็ เราจะเห็นความแตกต่างได้หลายๆ อย่าง เช่น คนกินเจจะมี  อายุยืนยาวกว่า พวกกินเนื้อสัตว์จะอ่อนแอง่าย การบริโภค เนื้อสัตว์ก่อให้เกิดกามราคะมากกว่าการกินเจ พวกกินเจ จะมีประสาทที่สดชื่น การบริโภคเนื้อประสาทจะขุ่นเครียด ผู้กินเจจะมีสมองที่ฉับไว ส่วนผู้บริโภคเนื้อสมองจะทื่อทึบ กินเจจะมีพลังวังชายาวนาน เลือดจะสดใส ทำให้มีความ ต้านทานโรคสูง ผู้บริโภคเนื้อพลังวังชาจะน้อยและสั้น เลือดจะขุ่นข้นและทำให้เจ็บป่วยง่าย ในการแข่งขันกีฬานานาชาติ  ผู้ที่ได้รับชัยชนะส่วนใหญ่ จะเป็นผู้บริโภคพืชผัก ซึ่งก็เป็น หลักฐานยืนยันได้ เราจะพบว่า ผู้ที่สามารถตั้งตัวได้ ไม่ว่า ส่วนบุคคลหรือส่วนรวม ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่มีเลือดร้อน  อารมณ์รุนแรง คนโบราณกล่าวได้ดีว่า “ผู้บริโภคเนื้อคนชั้น ต่ำ” ถ้าหากเราจะเป็นคนที่มีสง่าราศีดีละก็ ต้องขจัดการ บริโภคเนื้อเสีย หันมากินเจมันไม่เพียงแต่มีประโยชน์สูงสุด ต่อร่างกายเท่านั้น มันยังก่อให้เกิดสันติสุขอันไร้ขอบเขตของจิตใจด้วย 

            5. ตอนนี้เป็นบทสุดท้ายแล้ว   ข้าเป็นพุทธศาสนิกชน ข้าใคร่ขอวิจารณ์เกี่ยวกับศีลข้อห้ามการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มิใช่ มีเพียงแต่ศาสนาพุทธเท่านั้น มันเป็นหลักข้อสำคัญที่มีอยู่ ในธรรมของหลักศาสนาอื่นทั่วๆ ไป เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ของมนุษยธรรมด้วย ศาสนาพุทธมีข้อห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มีเหตุผลที่เคร่งครัด ไม่ว่าศีล 5 ศีล 10 หรือศีล 227 หรือ  ศีลโพธิสัตว์ ต่างก็มีศีลห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นข้อแรกด้วยกันทั้งนั้น ถ้าพร้อมที่จะก่อกุศล ต้องเริ่มจากศีลข้อนี้อันว่า ผู้คนในโลกนี้ทุกๆ คน ก็ล้วนแล้วแต่บริโภคเนื้อกันทั้งนั้น และก็ไม่ได้รับโทษเพิ่มอะไรเลย จะไปกลัวอะไรกัน? เฮ้อ!  คนที่มีใจแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปถามอะไรเขาอีกแล้ว ลองพิจารณา  จากพื้นจิตของพวกเขา       ถ้าหากปล่อยปะละเลยศีลข้อนี้ เรื่องเกี่ยวกับชีวิตก็ไม่อยู่ในสายตาเช่นกัน แน่นอนเราต้อง เข้าใจ การห้ามฆ่าและการคุ้มครอง ซึ่งต้องมีอยู่ในทุก ตารางนิ้วของจิตใจ โดยไม่ต้องคำนึงว่าข้างนอกจะมีกฎการห้ามฆ่าหรือไม่? หากไม่ถือโอกาสนี้ทดสอบพื้นจิตตน ให้แผ่ เมตตาจิตออกไปละก็ สักวันหนึ่งโอกาสนี้จะสูญไป เมื่อ ถึงเวลานั้น หน้าตาเปลี่ยนไป (เกิดเป็นสัตว์) แม้จะมีร่างกาย  ก็จะทำอะไรได้? แม้จะมีหูมีตาก็ไม่สามารถจะเห็น จะได้ยินได้  แม้มีความในใจก็ไม่สามารถจะเปิดเผยออกมาได้ ท่าน ทั้งหลาย! อย่าคิดว่ามีอายุยืนได้ถึงร้อยปี ชั่วพริบตาก็จะ เปลี่ยนชาติกำเนิด คิดแล้วใจหาย! ทุกคนรู้เพียงว่าชาตินี้ ข้าเกิดมาเป็นคน หารู้ไม่ว่าชาติที่แล้วมา ได้เกิดเป็นสัตว์อื่น ประเภทไหนบ้าง แล้วชาติต่อไปข้างหน้าจะไปเกิดเป็นอะไรอีก เล่า? ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงกล่าว “สัตว์ที่ถูกฆ่าตายในชาตินี้ก็เป็นญาติมิตรของเราในชาติก่อน” กล่าวอย่างเชือดเฉือนที่สุดมิได้กล่าวเท็จ พุทธพจน์ที่ว่า “คนมีความคิดความจำดุจผืนนา กุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นเป็นเมล็ดพันธุ์ หากมีจิตคิดฆ่าเกิดขึ้น เมล็ดพันธุ์นี้ ก็จะฝังเข้าไปในผืนนาแห่งความคิดความจำ กลายเป็นเคราะห์กรรม ที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายไปตลอด” สรรพสัตว์ที่ถูกฆ่า  ก็จะเกิดความเคียดแค้นขึ้น  ก็จะถูกฝัง เข้าไปในผืนนาแห่งความคิดความจำนี้ กลายเป็นเวรกรรม ที่เคียดแค้นไปตลอด ไม่มีสิ้นสุด ชาติแล้วชาติเล่า ด้วย กฎแห่งกรรมนี้ จะตามล้างตามสนองซึ่งกันและกัน โดย ไม่มีเวลาที่จะสิ้นสุดลง พระแห่งสระปทุมกล่าวว่า “ข้าร้อง ต่อผู้คนว่าไม่กล้าบังคับเจ้ากินเจ แต่จะเตือนเจ้าห้ามฆ่าสัตว์ ครอบครัวที่ไม่ฆ่าสัตว์ เทวดาคุ้มครอง เคราะห์กรรมลบล้าง ไปอายุยืนยาว ลูกหลานกตัญญู ทุกสิ่งเป็นสิริมงคล ซึ่งไม่อาจ กล่าวได้หมด คำพูดที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่เอาใจคน ความจริงเป็น กฎแห่งกรรม อะไรคือกฎแห่งกรรม ข้าจะกล่าวเป็นการปิด ท้ายรายการนี้! 

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลของ กรรมเกี่ยวข้อง การเกิดการตายในชีวิตของคนเรานั้น บุญมาก หรือบุญน้อย เจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง   อยู่ในประเทศหนึ่ง หรือที่ที่หนึ่ง ที่เจริญหรือเสื่อมลง มิใช่เกิดขึ้นโดยการบังเอิญ และไม่ใช่เกิดจากการว่างเปล่า ดั่งคนโบราณกล่าวว่าสั่งสม บุญกุศลเป็นสิริมงคลเหลือล้น สั่งสมอกุศลรับเคราะห์ กรรมเหลือล้น คำว่าสั่งสมกับเหลือล้นก็เป็นธรรมะของ กฎแห่งกรรมแล้ว ธรรมข้อนี้กับกฎการคำนวณเหมือนกัน หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสอง สามคูณสามย่อมได้เก้า ซึ่งได้ผล ลัพธ์ที่แน่นอน เมื่อมีเหตุดังนี้ ก็ต้องมีผลดังนี้ เนื่องจากเหตุ ที่มีอยู่ ผลที่ได้ย่อมปรากฏ ปริมาณของผลที่ได้ย่อมสมดุล กับเหตุที่มีอยู่ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของกฎแห่งกรรมนี้ หวังว่าผู้ คนคงเข้าใจเหตุและผล ที่สับสนก็ไม่อาจเข้าใจได้ เหตุอันหนึ่ง ที่ปลูกลงไปไว้แล้ว    เมื่อถึงเวลาหากไม่สนองตอบมาให้นั้น ย่อมต้องมีเหตุการณ์อื่นสร้างไว้ปะปนเข้าไป แต่ก็ไม่พ้นการ สนองตอบให้เช่นเดียวกัน ทำให้เหตุผลอันนี้ไม่ใช่เหตุผลอัน เดียวกัน แต่กลายเป็นเหตุและผลหลายๆ อัน สับสนกันเท่า นั้นแหละ  การเปลี่ยนแปลงสับสนร้อยแปดของคนในโลกนี้  กับการเปลี่ยนแปลงร้อยแปดของใจคนนั้น  มีการเกี่ยวพัน สนองตอบซึ่งกันและกัน ดังนั้นในช่องทางเกิดทั้งหกช่องทาง นั้น จึงมีสภาพต่างๆ ปรากฏขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ความนึก คิดของจิตใจคนนั้น ไม่เคยหยุดยั้งเลย จึงเกิดมีผลดีและผล ร้ายสนองตอบซึ่งกันและกัน ดังนั้น กรรมดีหรือกรรมร้ายที่สนองตอบก่อนหลัง ล้วนมาจากเหตุการณ์กระทำที่เปลี่ยน แปลงจะเปลี่ยนตามไปด้วย เหตุของกรรมเมื่อมีโอกาสเปลี่ยน ไปตามกาลเวลา ผลการตอบสนองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงนั้น     จะมีการสับสนแต่เหตุและผล เปรียบเสมือนเจ้าหนี้มาทวงหนี้ ฝ่ายใดมีกำลังกว่าก็ดึงเอาไปก่อนเท่านั้น ดังคำที่ว่า ชั่วหรือดีย่อมตอบสนองในที่สุดเพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น เหมือนปลูกแตงย่อมได้แตง ปลูกถั่วย่อมได้ถั่วเป็นสิ่งแน่แท้ที่สุด 

            เนื่องจากพระพุทธเจ้ามีทิพย์เนตร ส่องได้ทั่วทุกทิศ แจ้งทะลุทั้งสามโลก ไม่มีสิ่งบดบัง จึงกล่าวว่าการตอบสนอง ตามกฎแห่งกรรม ล้วนยึดหลักที่แท้จริง เนื่องจากพระพุทธ เจ้าทรงแลเห็นอย่างนั้น เนื่องจากได้หลุดพ้นจากกาลสมัย ไกล  สุดถึงความเป็นมาของเคราะห์กรรม เห็นได้ชัดเจนเหมือน เราแลเห็นสิ่งของต่างๆ ต่อหน้าต่อตา  แต่ตาเนื้อของเราเห็น เพียงสิ่งของที่วางอยู่ต่อหน้าเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถเห็นเหตุผลที่อยู่เหนือกาลเวลา ตาเนื้อแลเห็นสิ่งของไม่ว่าจะชัดเจนเพียง ไร ถ้ามีกระดาษมาคั่นกลาง ก็ไม่สามารถเห็นของได้อีกแล้ว อย่าว่าเหตุผลที่อยู่เหนือกาลเวลาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เนื่อง จากสรรพสัตว์อยู่ในวัฏสงสาร เวียนตายเวียนเกิดติดต่อกัน ไปความจำกัดก็เปลี่ยนแปลงไป ขันธ์ห้าบดบัง เหมือนกระดาษ บังตารู้แต่ชาตินี้ ชาติที่แล้วหารู้ไม่ เราควรรู้ว่าปัญญากับ ความรู้นั้นต่างกัน ปัญญาเกิดจากบรรลุฉับพลัน ฉายส่อง ไม่มีบดบัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ไม่มีที่ไม่รู้ เรื่อง ของความรู้จะเป็นเรื่องที่มีขอบเขต เป็นเรื่องธรรมดาที่ สามารถจะตรึกตรอง นึกคิด ซึ่งคนธรรมดาสามารถมองเห็น จับต้องได้และคิดถึงได้ ปัจจุบันนี้ความรู้ทั้งหลายนี้ เช่น วิทยาศาสตร์ วิชาปรัชญา เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาไม่มีข้อขัดแย้ง ยังต้องยินดีส่งเสริมด้วยซ้ำ! 

            ถ้าหากคิดจะเอาความรู้ มาตำหนิพุทธศาสนาตีคุณค่าของพุทธพจน์ หรือกล่าวร้ายต่อพระธรรม ซึ่งไม่สมควร และไม่มีความสามารถด้วย พวกเราเข้าใจหลักของวิทยา ศาสตร์ ซึ่งหนักไปทางด้านพิสูจน์ได้ จึงจะเชื่อถือแล้วเอา วิธีการอะไรพิสูจน์ล่ะ? ก็คงไม่พ้นอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้า ไปพิสูจน์ใช่ไหม? วิธีพิสูจน์จะละเอียดแค่ไหน ก็ไม่พ้นจาก อวัยวะทั้งห้านี้ ขอถามหน่อยเถอะว่า อวัยวะทั้งห้านี้เชื่อถือ ได้แค่ไหน? ตัวอย่างอุจจาระ คนจะรู้สึกเหม็นจนไม่อยาก เข้าใกล้ แต่สุนัขสามารถกินได้ จะพบว่าลิ้นที่ใช้ชิมรสก็ไม่ สามารถเป็นมาตรฐานได้ แล้วรอยเท้าที่คนเดินผ่านไป สุนัขสามารถดมตามกลิ่นได้ แต่คนมีความสามารถไหม? ที่เหลืออีกมากมายก็เช่นเดียวกัน เมื่อมองดูแล้ว คำถาม คำตอบของวิทยาศาสตร์ ก็ล้วนอาศัยอวัยวะทั้งห้าไปค้นคว้า จะมีความสามารถไปเสียทุกอย่างใครเชื่อก็บ้าละ?   ถ้าเรา ถอยหลังมาพูดว่า เชื่อถือวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้ามานั้นเป็นสิ่ง ที่แน่แท้  แต่ว่าฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล สภาพของคนนั้นเล็ก จนไม่อาจเทียมกันได้ ยิ่งความคิดเห็นของที่มีมายิ่งมีขอบเขตจำกัดเหลือเกิน แถมด้วยความคิดเห็นอันจำกัดแค่นี้ยังยึดมั่นเชื่อถือไม่ได้ด้วย? ฉะนั้นจึงต้องใช้ปัญญาธรรมจึงจะยืนยันได้และให้ความสว่างแจ้งถึงกฎเกณฑ์ของทุกอย่างในโลกที่เกิดขึ้นมา หากใช้เอาแต่ความรู้ จะทำไม่ได้แน่นอน 
ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ยอมเชื่อกฎแห่งกรรม ก็ยัง คงยึดถือหลักของวิทยาศาสตร์ ที่ต้องพิสูจน์ได้จึงจะเชื่อ แต่ ถ้าพูดถึงการพิสูจน์  ไม่ควรเพียงพิสูจน์โดยหูและตาเท่านั้น ควรจะเชื่อผลพิสูจน์จากส่วนรวมที่กว้างใหญ่ หลักฐานก็ควร เอาคำกล่าวอ้างของนักปราชญ์          ตั้งแต่โบราณจนถึงนัก ปราชญ์ปัจจุบันมาเป็นหลักฐานถึงจะถูกต้อง  ตั้งแต่โบราณ มามีหลักฐานมากมายก่ายกองให้เราได้เห็น ถ้าหากยังเหลือ  ข้อสงสัย   ยังต้องรอให้ตนเองไปพิสูจน์ค้นพบแล้ว จึงจะเชื่อ  แม้จะมีหลักฐานยืนยันแล้ว ก็ยังมีข้อสงสัยไม่ยอมเชื่องั้น หรือ? พระอิ้งกวงกล่าวว่า “การสนองของกฎแห่งกรรมมีมาก มายในคัมภีร์   น่าเสียดายที่นักปราชญ์ไม่ยึดถือ เป็นเรื่องเกิด เรื่องตาย ดังนั้นการได้เห็น ก็ถือว่าไม่เห็น เพราะฉะนั้นผู้ที่มี พื้นบุญกุศลดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานจึงจะยอม เชื่อถือ ส่วนพวกที่มีบาปหนัก ถึงแม้มีหลักฐานก็ตาม ก็ยังไม่ เชื่อถือ แต่จะเชื่อหรือไม่ เป็นเรื่องแต่ละคน หลักฐานก็ยังเป็น หลักฐานกรรมตามสนอง เป็นของจริงที่แน่แท้ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ แล้วไม่ยอมรับ แล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ได้  ชาว บ้านส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องยุ่งยากเฉพาะหน้า    ในที่สุดก็ไม่ สามารถจะหลีกเลี่ยงผลกรรมที่ก่อไว้ได้ น่าอนาถจริงๆ 

            อรหันต์จี้กง: ทุกคนได้ฟังเรื่องราว “ความเจ็บปวดของ สัตว์” แล้ว คิดว่าใจคนเกิดความสงสารเวทนาต่อสัตว์ที่มี เลือดเนื้อและชีวิตเช่นเรา  ยิ่งเพิ่มความรักต่อสัตว์มากขึ้น การฆ่าสัตว์มากเป็นสิ่งที่ไม่ดี! ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า การแพทย์เจริญมาก ในห้องผ่าตัดเต็มไปด้วยเครื่องมือผ่าตัด ทุกๆ วัน จะมีผู้ป่วยรอการผ่าตัดมากมาย พวกที่ถูกผ่า ตัดมาแล้ว น่าที่จะเห็นใจพวกสัตว์ พวกที่ถูกคมมีดผ่าตัด แหวะท้องสาวไส้ ตัดกระดูกตัดเนื้อ ต่อแขนต่อขา ศัลยกรรม ในรูปแบบต่างๆ กัน เหล่านี้ ล้วนเกิดจากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มากเกินไปเมื่อชาติที่แล้ว เลือดไหลหลั่งเต็มไปหมด ดีที่มี การฉีดยาชาหรือวางยาสลบ   มิฉะนั้นแล้ว  ภายใต้คมดาบ ขี้เยี่ยวคงไหลราด พวกวิญญาณอาฆาตแค้นจะเฝ้ารออยู่ข้าง เตียงตบไม้ตบมือแสดงความพอใจ ร้องไชโยว่า “สะใจจริงๆ” อันนี้ก็ไม่ต่างไปจากผู้คนในโลกนี้ ที่ฆ่าสัตว์ด้วยความยินดี เพื่อปากท้องมุมหนึ่งดีอกดีใจ อีกมุมหนึ่งเศร้าโศกเสียใจ เป็นฉากชีวิตที่ไม่แตกต่างกันเลยใช่ไหม? 

            พระโพธิสัตว์: ท่านอรหันต์กล่าวถูกต้อง ในยุคของ ไพร่ฟ้าหน้าใสนี้ นอกจากพวก “ร่างกายอ่อนแอขี้โรค” แล้ว ยังมีพวก “ร่างกายแข็งแรงก็ขี้โรค” อีกเช่นกัน ถึงแม้พวกเขา จะมียาดีรักษาโรคครั้งเดียวหายก็ตาม  ก็เกิดโรคใหม่ขึ้นอีก หรือไม่ก็ได้รับทุกข์ทรมานจากการผ่าตัดสิ่งต่างๆ  เหล่านี้ ก็ล้วนเกิดจากชาติก่อนฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากเกินไป หรือไม่ ก็พวกกินเนื้อมากๆ เป็นการจ่ายหนี้ค้างเก่า อันนี้เป็น ความยุติธรรมของฟ้าดิน “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมรับ” ขณะนี้อยู่ในช่วงอโหสิกรรม กอบกู้สรรพสัตว์มีแค้นต้องชำระ มีหนี้ต้องจ่าย ดังนั้น หากจะปลดหนี้กรรมขออธิษฐานต่อหน้า พระพุทธรูปว่าจะพิมพ์หนังสือ “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก” แจก จะได้อุทิศส่วนกุศลอันนี้ให้แก่วิญญาณที่แค้นเคือง จะได้หลีกพ้นไปไวๆ   ไม่เพียงแต่ลบหนี้กรรม   ยังช่วยให้ การบำเพ็ญธรรมของเราในชาตินี้ ไม่มีอุปสรรคเกิดขึ้น สวรรค์เมตตาโปรดสรรพสัตว์ คิดถึงสัตว์เดรัจฉาน เป็นการ เปิดทางให้สัตว์เดรัจฉานได้เดิน    จึงได้จัดทำหนังสือนี้ขึ้น สำหรับผู้ที่มีญาติโยมล่วงลับไปแล้ว เพื่อวิญญาณจะได้พ้น กรรมให้จัดพิมพ์หนังสือนี้ หรือไม่ก็สนทนาธรรมเผยแผ่ให้  กว้างขวาง  แล้วอุทิศส่วนบุญให้บรรพบุรุษญาติมิตร ทั้งเป็น การโปรดผู้อื่น และโปรดตนเอง เป็นการช่วยเหลือสัตว์เดรัจ ฉาน ได้บุญกุศลอีกทางหนึ่งด้วย ดีทั้งตนเองและผู้อื่น บุญกุศล ล้นเหลือ เพื่อช่วยให้ข้าสมความตั้งใจอันยิ่งใหญ่ที่ว่า “โปรด สัตว์หมดโลก จึงยอมเข้าสู่พระนิพพาน” ณ แดนสุขาวดีพุทธ เกษตร จะได้อุบัติพุทธอาสน์ ปทุมทิพย์ขึ้น! 

            หยางเซิง: เจ้าแม่กวนอิม เปี่ยมฤทัยด้วยจิตโพธิสัตว์ ทำให้ผู้คนซาบซึ้ง  ข้าสานุศิษย์ยินดีเลียนแบบ  “โพธิมรรค” ยิ่งเพิ่มความขยันขันแข็งในการเผยแผ่ธรรมะ 

            พระโพธิสัตว์: เจริญพร! เจริญพร! ข้างกายของ พระแม่มีพระกุมารแชล้วง ก็คือ แชล้วงที่อยู่ข้างกอไผ่สีม่วง นี่เอง อวตารมาเพื่อโปรดสัตว์แต่งหนังสือ เพื่อเตือนสติ ชาวโลก ยานเมตตาโปรดสัตว์กุศลยิ่งใหญ่ กอบกู้บรรพบุรุษ ยิ่งเพิ่มความขยัน 

            อรหันต์จี้กง: วันนี้ขอยุติการแต่งหนังสือ ขอบคุณที่ พระโพธิสัตว์กล่าวพจน์วิเศษ หยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก 

            หยางเซิง: ขอกราบลาพระโพธิสัตว์ 

            อรหันต์จี้กง: สำนักเซินเต๋อถังถึงแล้ว หยางเซิงลงจาก ปทุมทิพย์ได้แล้ว วิญญาณกลับเข้าร่าง