ท่านพระครูกล่าวเสียดสีธรรมะต้องตกไปเป็นสัตว์เจ้าแม่จิตโพธิสัตว์เตือนไหว้เจ้าต้องใช้มังสวิรัติ

134 Views

ท่านพระครูกล่าวเสียดสีธรรมะต้องตกไปเป็นสัตว์
เจ้าแม่จิตโพธิสัตว์เตือนไหว้เจ้าต้องใช้มังสวิรัติ

อรหันต์จี้กงเสด็จประทับทรง วันที่ 31 ธันวาคม 2524 กลอนว่า: 

 เวียนเกิดสักกี่ครั้งจึงได้เป็นคน    อย่าทำตนเป็นฆาตกรจิตปั่นป่วน
เดรัจฉานโอดไห้ร้องโหยหวน      เนื้อหนังล้วนคาวเลือดสัตว์สังเวย
สัตว์ก็มีจิตเมตตาเหมือนจิตเรา    หมาก็เฝ้าไก่ก็ขันยังรู้คุณเลย
แพะรู้คุณแม่คุกเข่ากินนมเอย      หากเปรียบเปรยสัตว์รู้คุณแล้วคนเล่า

          อรหันต์จี้กง: ไก่ทองขันรับรุ่งอรุณ แผ่นดินสงบร่มเย็น สำนักเซินเต๋อถังได้รับการจัดตั้งขึ้น เพื่อรับเทวโองการใน การจัดทำหนังสือ “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก” ประกอบการ กับโปรดสัตว์ทั้งสามโลก วันเวลาผ่านไปเร็วมาก เราแต่งหนัง สือมาจวนครบปีแล้วในปีใหม่นี้ เรามาเริ่มต้นที่ไก่โต้งกันดีกว่า ไก่โต้งรักษาความเที่ยงตรง   แต่ก็ไม่อาจหลีกพ้น  แม้ลมฝน จะมืดมัวแต่ก็ร้องขันต่อไปไม่หยุดยั้ง ส่วนไก่ตัวเมียออกไข่ได้ เป็นการแพร่พันธุ์ รุ่นใหม่อันเป็นธรรมชาติของฟ้าดิน วันนี้ เป็นพ่อแม่ของคนอื่น แต่ก่อนก็เป็นลูกของคนอื่นมาก่อน ลูกหลานคนอื่นในวันนี้  วันข้างหน้าก็เป็นพ่อแม่เขา ตั้งแต่ โบราณกาลมาพระธรรมสืบทอดติดต่อกันมา ไม่หยุดยั้ง ชีวิตก็มีเกิด-ดับอยู่ตลอดไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุฉะนี้จึงต้อง มีการโปรดสรรพสัตว์ขึ้น อาตมาเองก็อยากจะบอกกล่าว ไปยังศาสนาทุกศาสนา ควรจะละทิ้งความเห็นแก่ตัว ทำใจ ให้กว้างให้มีความเมตตากรุณา รวบรวมพลังงานช่วย เหลือกัน อย่าเห็นว่าเมื่อผู้อื่นทำ ริษยาจะเข้าทำลาย (ธรรมะ อันยิ่งใหญ่เป็นของส่วนรวม) สวรรค์สำเร็จ ก็มีใจอิจฉา ต้องการให้มหาชนมีธรรม มีเมตตาธรรม เพื่อช่วยกันผดุง สังคม แต่สังเกตศาสนาในปัจจุบันมักกล่าวว่า ของตนเอง ถูกต้องของผู้อื่นผิด กล่าวหากันไม่สิ้นสุด ทำให้สูญเสีย พลังงานของศาสนาไป ออกห่างจากสัจธรรม ก้าวสู่ทางตัน หรือเพราะศาสนาอับโชค ดังนั้นอาตมาอยากฝากคำพูดให้ กับชาวโลกว่า การเจริญธรรมหรือฝึกฝนธรรมควรมีใจ เที่ยงธรรมเสียก่อน ไม่ใช่เพราะธรรมะไม่เจริญจึงโปรดผู้คน ไม่ได้ ซึ่งการพูดเช่นนี้       เพื่อป้องกันคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทำผิดทำนองคลองธรรม      จนต้องตกสู่ภูมิสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งอาจจะทำลายผู้อื่นและตนเอง ในช่วงปีที่ผ่านมา อาตมากับหยางเซิงท่องทั่วมนุษย์โลก เพื่อสอบถามสัตว์เดรัจฉาน เพื่อเปิดทางให้เหล่าวิญญาณที่มีชีวิตอยู่ และเป็นการปิดเส้นทางบาปกรรมซึ่งอาจพูดได้ว่า ใจแม่สู้อดทนพร่ำบ่น จนปากเมื่อยปากแฉะ จนกว่าน้ำลายจะเหือดแห้งเม็ดทราย จะเกาะแข็งเป็นหิน ด้วยสายใยของศิษย์รัก ทำให้หนังสือ เล่มนี้ส่องประกาย ทันการออกสู่สายตาชาวโลก ในฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงนี้ เมื่อหนังสือเสร็จสิ้นลง อาตมาจะดีใจมาก ในมนุษย์โลกนี้ ก็จะมีหนังสือเพิ่มขึ้นอีก เล่มหนึ่ง ที่ตีแผ่ความจริงของสัตว์เดรัจฉาน เอาความลี้ลับของฟ้าดินเปิดเผยต่อชาวโลก จะได้มีแนวทางยึดถือปฏิบัติ ตาม แม้นสัตว์จะอยู่เคียงข้างมนุษย์ ก็สามารถรู้ใจได้ แม้การเข้าใจจะมีได้น้อยก็ตาม ระหว่างมนุษย์ด้วยกันพูดจา กันได้ง่าย แต่ก็เข้าใจกันได้น้อย อย่าว่าแต่สัตว์เลย จึงพูดกันว่า “โปรดสัตว์ดีกว่า อย่าโปรดมนุษย์เลย” และ “ช่วยมดดีกว่าช่วยคน” คำพูดเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าคนนี้มี จิตใจโหดเหี้ยม เลวร้าย จิตดั้งเดิมของคนถูกกิเลสบดบัง ไร้คุณค่า ดังนั้นการแต่งหนังสือ “วงเวียนกรรมของสัตว์ โลก” จะช่วยปลุกระดมให้จิตของคนตื่นและใสสะอาดขึ้น โบราณ กล่าวว่า “ใช้การสังเกตเป็นกระจกเงา ก็จะรู้ความจริงและ เสื่อมโทรมของอดีตจนถึงปัจจุบัน เอาใจเป็นกระจกก็จะส่อง เห็นความดีและความเลวของคนได้” อาตมาว่า “ใช้หนังสือ เล่มนี้เป็นกระจกส่อง ก็สามารถแยกคนและสัตว์แตกต่างกันอย่างไร” หยางเซิงเตรียมตัวขึ้นปทุมทิพย์ 

          หยางเซิง: ครับผม! ได้ข่าวน่ายินดีจากสวรรค์ว่า หนังสือ “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก” ฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ ก็จะเสร็จสิ้นสมความปรารถนาไปอีกเรื่องหนึ่ง 

          อรหันต์จี้กง: หนทางใหม่  หนังสือใหม่ ก็จะเสร็จ ลง ด้วยความร่วมมือระหว่างศิษย์กับอาจารย์ สร้างผลดี ที่สูงส่งอีกครั้งหนึ่ง เป็นความหวังที่ลึกซึ้งของทวยเทพเทวดาทั้งสามโลก มิฉะนั้นน้ำพักน้ำแรงที่เราลงไปก็จะไร้ค่า...... 

          หยางเซิง: คืนนี้ อาจารย์ทำไมนำมาที่ป่าลึกแดนกัน ดาร ด้านหน้าก็มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง ข้างๆ ถ้ำก็มีหญ้ารกรุงรัง ดูแล้วน่ากลัวพิลึก? 

          อรหันต์จี้กง: ที่นี่มีลักษณะเหมือนเมืองนรก เธอกล้า ดูไหมล่ะ? 

          หยางเซิง: กล้าซิครับ เพื่อแต่งหนังสือเตือนสติผู้คน มีคำกล่าวว่า “ไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะได้ลูกเสืออย่างไร” 

          อรหันต์จี้กง: ถ้าเช่นนั้น ข้าพาเจ้าเข้าไปดูในถ้ำ 

          หยางเซิง: โอ้โฮ! ข้างในมีงูเหลือมตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ยังมีกวางป่า แกะป่า หมาป่า และสัตว์ร้ายอยู่ด้วยกันหลายประเภทเห็นแล้วน่ากลัวจัง ทำไมพวกมันจึงอยู่ในถ้ำเดียวกัน จะไม่เกิดการฆ่ากันเองหรือ? 

          อรหันต์จี้กง: เธอไม่รู้อะไร นี่คือการชุมนุมที่แปลก ประหลาดข้าจะให้ยาเม็ด   “รู้จิต”  เม็ดหนึ่งกินเข้าไปแล้ว เจ้าจะเข้าใจการเจรจาของพวกสัตว์เหล่านี้ได้ ไม่ต้องให้ พวกมันแปลงร่างเป็นคน เพื่อประหยัดเวลารีบๆ กินยา “รู้จิต” เข้าไปเสีย 

          หยางเซิง: ขอบคุณอาจารย์ พอกินยาเข้าไป หูทั้งสองข้างเคลื่อนไหวเหมือนกลอง เสียงดังโป้งป้างไปหมด 

          อรหันต์จี้กง: รอสักครู่ เจ้าก็รู้ว่าพวกมันคุยอะไรกัน บ้าง 

          หยางเซิง: เออแน่! หูทั้งสองโล่งเหมือนแก้วใส ได้ยิน เสียงสนทนากันภายในถ้ำ....

 

          งูเหลือม: วันนี้พวกเราเข้ามาในถ้ำ  ที่เงียบปลอดภัย พวกเราจะแบ่งเนื้อเจ้าหมีป่าตัวนี้มาเลี้ยงกัน   พวกเราชาติ ก่อนก็เป็นพี่น้องร่วมแก๊งมืดมาด้วยกัน  ถึงแม้จะกลับมาเกิด เป็นสัตว์รูปร่างต่างกัน แต่วิญญาณความซื่อสัตย์ต่อกันไม่ เสื่อมคลาย มีสุขร่วมเสพ พวกเรารีบๆ แบ่งกันกินเถอะ 

          หมูป่า: พี่งูใหญ่ เรียกพวกเรามาแบ่งกันกินสัตว์ที่ล่ามาได้ตรงนี้ พวกเราลงมือกันเลย ฉันเองเมื่อชาติก่อน ก็สละชีวิตเพื่อพี่ใหญ่มาแล้ว ชาตินี้เกิดเป็นหมูป่า ชีวิตความ เป็นอยู่ก็ไม่สุขสบาย พวกนายพรานก็วางตาข่ายดักไว้ทั่วไปหมด ไม่เหมือนชีวิตเมื่อตอนเป็นคน ทั้งกินทั้งดื่ม ทั้งผู้หญิง การพนันทุกๆ อย่างสะดวกสบาย ตอนนี้ก็ได้แต่กินรากต้นไม้ เปลือกไม้ วันนี้นับว่าโชคดีได้ลาภปากกินมื้อใหญ่สักมื้อ 

          กวางป่า: ขอบคุณพี่ใหญ่ วันนี้พี่น้องได้รับการเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่แต่ผมเองคิดว่ากินหญ้าอร่อยกว่า ข้าไม่ชอบกินเนื้อ หมีเลย 

          แพะป่า: ฉันเองก็เหมือนพี่กวางป่า เคยกินแต่หญ้าไม่คิดจะกินเลือดเนื้อสัตว์ด้วยกัน ฉันเองก็ไม่รู้สึกชอบพวกเนื้อ เลย 

          สุนัขจิ้งจอก: พวกแกต้องการออกห่างความเป็นเพื่อนเมื่อชาติก่อนหรือ? มีเนื้อกินเนื้อ มีผักกินผัก มีเหล้ากินเหล้า จะฆ่าก็ฆ่า จะตีก็ตี ถ้าหากพวกแกต้องการกินเจ จะไม่ไว้หน้า พี่ใหญ่ คิดว่าคงจะเห็นดีกันแน่ 

          งูเหลือม: พวกแกก็ล้วนแต่พวกอันธพาล มีเนื้อไม่ ยอมกินยังพูดจาอวดดี ถ้าหากไม่ยอมฟังคำสั่งของข้าละก็ วันนี้อย่าได้คิดหนีออกจากถ้ำนี้เลย ข้าจะจับเจ้าเอาไว้ แล้วค่อยๆ กินเจ้าภายหลัง 

          กวางป่า: ช่วยด้วย! พวกเราสำนึกบาปบุญคุณโทษ กินเจฝึกฝนธรรม ทำไมจึงพูดว่าไม่ร่วมกินเนื้อกับท่าน ยังกล่าวหาว่าเป็นอันธพาลอีก แล้วยังจะกินพวกเราอีก? 

          งูเหลือม: ไม่ต้องพูดมาก! ข้าจะกินพวกแกก่อน ค่อยพูด คิดไม่ถึงว่าเพียงกลับไปชาติเดียวเท่านั้น ก็เปลี่ยน แปลงมากมายเช่นนี้ 

          หยางเซิง: ท่านอาจารย์! อาจารย์รีบๆ ช่วยเหลือพวก กวางป่าและแพะป่า อ้ายงูตัวนี้กำลังจะอ้าปากแลบลิ้น จะเข้า ทำร้ายพวกสัตว์น้ำใจดีแล้วล่ะ 

          อรหันต์จี้กง: วันนี้มาได้เวลาเหมาะเจาะ อ้ายงูร้ายตัวนี้ไม่รู้สำนึกผิดชาติก่อน ยังดำเนินแผนการร้าย อ้าปาก แยกเขี้ยวพิษแลบลิ้น ไม่รู้ว่าในถ้ำนี้มีหินใหญ่ก่อนหนึ่งกำลัง จะตกลงมา ถ้าหากยังก่อการร้ายต่อไป เพียงขยับเขี้ยว ก็จะ ถูกก้อนหินหล่นทับ ฝังจมอยู่ในถ้ำมืดแห่งนี้ไม่ต้องได้ผุดได้ เกิด ข้าจะใช้เวทย์มนต์ปราบเจ้างูเหลือมตัวนี้เอง 

          หยางเซิง: เห็นอาจารย์ ท่องคาถาแล้วเอาน้ำในน้ำเต้าสาดใส่บนร่างงูเหลือม ทันใดนั้นเจ้างูเหลือมตัวนั้นก็หมอบแน่นิ่งอยู่กับที่ ยังความตกตะลึงแก่สัตว์อื่นๆ ด้วย 

          อรหันต์จี้กง: อ้ายงูร้ายถูกกำราบเรียบร้อยแล้ว เจ้า พวกสัตว์ที่เหลือรีบๆ ออกจากถ้ำไป ให้ปฏิบัติตนให้ดีเพื่อ อนาคตจะได้เกิดเป็นคนใหม่ ข้าจะช่วยเสกเจิมให้พวกเจ้า เปลี่ยนแปลงนิสัยใหม่ 

          หยางเซิง: พวกสัตว์เหล่านี้ พอได้ยินอาจารย์กล่าวเช่น นี้ต่างก็ผงกหัวรับรู้ และรู้สึกขอบคุณในการช่วยชีวิตของ อาจารย์ต่างก็มุ่งหน้าสู่ปากถ้ำ แยกย้ายกันไป 

          อรหันต์จี้กง: เจ้างูเหลือมตัวนี้ ดุร้ายหาใครเทียม ชาติก่อนก็ชุมนุมก่อตั้งสมาคมมืด คอยเที่ยวรีดนาทาเร้น ตามหมู่บ้าน หลอกลวงข่มเหงคนดี ข่มขืน ปล้นจี้ ทำร้าย ฆ่าคน สร้างบาปหนักมหันต์ พอตายลงก็ต้องเกิดเป็นสัตว์ ป่าในป่าทึบ มีบ้างที่กลับเนื้อกลับตัว บ้างก็ยังหลงจมอยู่ใน ห้วงกรรม  เนื่องจากทำบาปหนัก   วิญญาณยังชั่วร้ายอยู่ วันนี้ก็พอดีล่าเหยื่อมาได้  เรียกเพื่อนเก่าชุมนุมเลี้ยงสังสรรค์ และเนื่องด้วยมีพวกที่ไม่ยอมกินด้วย เลยทำให้งูเหลือมโกรธ ปัจจุบันในสังคมเรานี้ ก็ยังมีพวกมิจฉาชีพแบบนี้ เป็นการทำร้ายตนเองแล้วยังทำร้ายต่อผู้อื่น ถ้าหากยังกลับเนื้อกลับใจ ไม่ได้บนถนน วงเวียนกรรมสัตว์โลกย่อมหนีไม่พ้นเป็นแน่ ข้าจะขอให้พระเจ้าเฮี้ยงเทียนได้โปรดมารับตัวงูเหลือมนี้กลับไป 

          หยางเซิง: อาจารย์ท่องคาถาจบลง ส่งสัญญาณไป ทางทิศเหนือ ฉับพลัน พระเจ้าเฮี้ยงเทียนก็ปรากฏลงมาจากฟากฟ้ารูปร่างมีสง่าราศี ผู้พบเห็นจะรู้สึกนอบน้อม 

          พระเจ้าเฮี้ยงเทียน: ผมจะรับไปสู่สวรรค์ทิศอุดร เพิ่ม โทษทัณฑ์ให้หนัก จะได้เข็ดหลาบ ภายหลังเก็บไว้เป็นสมุน 
อรหันต์จี้กง: ที่นี่เราเสร็จธุระแล้ว พวกเราไปที่อื่นกัน เถอะ 

          หยางเซิง: ขอรับกระผม   ผมขึ้นนั่งเรียบร้อยแล้วบน ปทุมทิพย์เชิญอาจารย์ออกเดินทางได้ 

          อรหันต์จี้กง: ยินดีที่ได้มายังที่นี่ ใคร่แต่งกลอนไว้บท หนึ่ง

เพียรกอบกู้       ผู้คน                 ยุ่งวันคืน
ต้องทนฝืน        อดนอน            เร่งสร้างยาน
สำนักทรง         เร่งโพธิสัตว์     ให้ประทาน
ทอดสะพาน     ให้สัตว์ขึ้น         สู่สวรรค์

          (เพลินกับแต่งกลอน ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นก็มาถึง หมู่บ้านคลองเหนือ) 

          หยางเซิง: มาถึงที่นี่ ทำไมได้ยินเสียงไก่ขันมาทันที เรียนถามอาจารย์ ไม่ทราบว่าไก่ทำไมถึงขันตอนกลางคืน ไม่ขันตอนกลางวันหรือ? 

          อรหันต์จี้กง: คงต้องมีเรื่องอะไร เราเข้าไปดูให้รู้แน่ อ้อ! บ้านนี้คนแซ่ลิ้ม เลี้ยงไก่ไว้ เราเข้าไปใกล้เล้าไก่กันเถอะ 

          หยางเซิง: หลังบ้านมีเล้าไก่เล็กๆ อยู่เล้าหนึ่ง เลี้ยง ไก่ไว้ประมาณสิบตัว เอ! อาจารย์ครับ เรามาที่นี่ตอนกลางคืน อย่างนี้เดี๋ยวใครเห็นเข้า จะร้องว่า ขโมย! ขโมย! แล้วกล่าวหา ว่าเราขโมยไก่ จะว่าอย่างไร? 

          อรหันต์จี้กง: เธอลืมไปหรือว่า เราเป็นกายทิพย์ พวกเขาไม่เห็นเราหรอก เธอสบายใจได้ 

          หยางเซิง: ไก่โต้งตัวนี้เริ่มขันอีก รู้สึกแปลกๆ เสียงไก่ขัน ฟังดูแล้วเหมือนเสียงเจ็บปวด ยังกับว่าเรียกร้องให้ช่วยชีวิต 

          อรหันต์จี้กง: ตอนที่เธออยู่ที่ถ้ำ เธอได้กินยา “รู้จิต” ฤทธิ์ยายังไม่หมดไป เพราะฉะนั้น เธอจึงฟังเสียงไก่ขันออกว่า มันเรียกร้องให้ช่วยชีวิต ฉันจะรีบเจิมให้มันก่อน แล้วค่อย สอบถามทีหลัง “ไก่โต้ง ไก่โต้ง ทำไมจึงขันกลางคืน คงมี เรื่องทุกข์ร้อนในใจ จึงเจ็บปวดทรมานอย่างนี้!” ใครใช้ให้เจ้าสามหาวเมื่อชาติก่อน พูดจากล่าวร้ายป้ายสีจนได้ใจ ได้รับการเลี้ยงดูก็ลืมบุญคุณ ชาตินี้เป็นไก่ก็เอาแต่ร้องขาน โวยวาย วันนี้ข้ามาที่นี่จะมาโปรดเจ้า รีบๆ เล่าเรื่องที่ผ่านมา 

          หยางเซิง: เจ้าไก่ตัวนี้ พอฟังอาจารย์เทศน์จบ ก็หยุด ขันได้แต่ก้มหน้ารู้สำนึก! 

          อรหันต์จี้กง: เธอเริ่มสัมภาษณ์เขาได้แล้ว! 

          หยางเซิง: ขอถามไก่โต้งหน่อย ทำไมถึงได้เกิดมาเป็น ไก่ล่ะ! 

          ไก่โต้ง: อมิตาพุทธ บาปกรรม! บาปกรรม! ข้าพเจ้า ชาติก่อนเป็นผู้ออกบวช ผู้คนเขายกย่อง ข้าเป็นอาจารย์ เนื่องจากได้อ่านหนังสือมาบ้าง ก็เที่ยวเทศนาสั่งสอน ทั้งเขียน บทความวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับศาสนานอกรีต ตอนนั้นก็เข้า ใจตนเอง ยึดถือหลักธรรมที่เที่ยงแท้ ผู้อื่นที่ไม่เหมือนตนนั้น นอกรีตเป็นยักษ์เป็นมาร บอกผู้คนไม่ให้นับถือ ไม่ให้กราบไหว้ รวมทั้งผู้ถือเจ้าเข้าทรง ล้วนแล้วแต่เป็นมาร เป็นภัยทั้งนั้น นอกจากศาสนาของตนเท่านั้น ที่เที่ยงแท้ก็ควรนับถือตลอด ชีวิต แม้จะมีการถือศีลสวดมนต์ ก็ยังใช้คมปากกาที่คมเกินไป เที่ยวฟาดฟันผู้อื่นอย่างไร้ความปราณี ก็เท่ากับการละเมิด ศีลข้อที่หนึ่ง การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พอจบชีวิตลง ก็รู้ว่าศาสนาพุทธอันยิ่งใหญ่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่รวมอยู่ด้วย ใช่ว่าคนที่ผิวพรรณต่างกันก็ถือว่าเป็นผี เป็นมาร ศาสนาต่างกันก็ถือว่านอกรีต แต่รู้สำนึกก็สายเสียแล้ว ได้เห็นพระที่มีธรรมะสูงส่งมากมาย เนื่องจากมีความอดทน  ได้สละเวลาทั้งหมดเพื่อสำรวจความ ผิดบกพร่องของตนเองก็ยังไม่พอ  จะหามีเวลาว่างไปตำหนิ ติเตียนเรื่องของผู้อื่นก็หาไม่  ดังนั้น เมื่อนิพพานแล้วต่างก็ ไปสถิตอยู่สุขาวดีแดนพุทธเกษตร เนื่องจากผิดศีลข้อที่หนึ่ง ด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหนักมาก จึงได้เวียนเกิดเป็นไก่ทุกวัน ได้แต่ขันร้องครวญครางสำนึกผิด แต่เนื่องจากบุญบารมีที่สร้างสมมายังพอมี จึงรู้ว่า วันนี้ท่านอรหันต์จี้กงจะเสด็จ ผ่านมาทางนี้ จึงได้ร้องขันขึ้นมาตอนกลางคืน วันนี้ก็ได้ สาธยายความผิดชาติก่อนแล้ว ขอร้องท่านที่นับถือต่าง ศาสนา ควรจะมีจิตใจที่กว้างขวางต่อผู้คนในศาสนาอื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิฉะนั้นก็จะขัดกับหลักการสอนของศาสนา ซึ่งล้วนเป็นความคิดเห็นส่วนตัว  ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็ต้อง ตกอยู่ในความชั่วร้ายสามอย่าง ข้าพเจ้าเล่าเรื่องชาติก่อนให้ฟังหมดแล้ว ขอท่านอรหันต์ได้โปรดช่วยด้วย 

          อรหันต์จี้กง: เจริญพร! หลงทางกลับใจได้ ก็น่าจะ ช่วยเหลือ ชาติก่อนเธอได้รับการเลี้ยงดูจากพวกนอก ศาสนา แล้วเที่ยวดูถูกผู้มีคุณว่าเป็นมาร ปากก็เที่ยว กล่าว ร้ายป้ายสี ชาตินี้เจ้าได้มีโอกาสแสดงความดี จงรู้ไว้ด้วยว่า พุทธนั้นเสมอภาค แต่ละศาสนาไม่สอนผิดๆ “บาปทั้งปวง ไม่ควรก่อ บุญทั้งหลายควรสร้าง” ต้องยกย่องซึ่งกันและกัน ผู้ออกบวชต้องยึดถือความเมตตากรุณา แม้แต่มดเล็กๆ ก็ยังต้องปล่อยวาง ต่อผู้คนศาสนาอื่น ถ้าไปกล่าวร้ายป้ายสี ก็จะสูญเสียความเป็นพุทธ อยากให้ชาวพุทธ พึงระมัดระวัง ให้จงหนัก โลกปัจจุบันนี้ศาสนากับวิทยาการมีความสัมพันธ์ กันดังมิตรภาพ  ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ถูกควบคุม ตนเองจะ อยู่เหนือฟ้าและถูกยกย่องแต่ผู้เดียวก็ไม่ได้ต้องปรึกษาหารือ ช่วยกันส่งเสริมพลังจิต    ความมั่นใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นมา เมื่อเจ้ารู้สำนึกแล้วก็ดี ภายในสามวันชะตาชีวิตก็ถึงคาด จะตายลงเอง เจ้าของก็จะไม่กินเจ้า เอาไปทิ้ง เจ้าไม่ต้อง ถูกคมมีด น้ำมันลวก แล้วก็จะได้ไปเกิดเป็นคน ได้เข้าบวช ในพุทธศาสนา แต่ชาติหน้าเจ้าไม่ฉลาดคล่องแคล่ว ออกบวช แล้วนิสัยก็จะซื่อทื่อดังท่อนไม้ ได้แต่ทำความสะอาดพุทธ สถานและท่องสวด จะได้ไม่ต้องก่อบาปขึ้นมาอีก 

          ไก่โต้ง: ขอบคุณท่านอรหันต์ที่ช่วยเหลือ 

          อรหันต์จี้กง: เราเตรียมตัวไปยังศาลเจ้า “เฉี่ยวเทียน เกง” ไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนซีอิม “หม่าโจ้ว” 

          หยางเซิง: ขอรับ! ท่านอาจารย์ทำไมคิดจะไปไหว้เจ้า แม่กวนซีอิม 

          อรหันต์จี้กง: เจ้าแม่ช่วยเหลือมนุษย์เทวดาไว้มาก เราไปคารวะสัมภาษณ์ถึงการเซ่นไหว้ของจังหวัดนี้ จะได้ให้ผู้คน ไว้พิจารณา 

          หยางเซิง: ท่านอาจารย์คิดรอบคอบดีจริง ผมนั่งเรียบร้อยแล้วเชิญอาจารย์ออกเดินทางได้ 

          อรหันต์จี้กง: มาถึงยังศาลเจ้า “เฉี่ยวเทียนเกง” แล้ว พอดีเป็นยามดึก ผู้คนและกลิ่นธูปหมดไปแล้วพวกเราเข้าไปคารวะเจ้าแม่กันเถอะ 

          หยางเซิง: ศาลเจ้านี้ผมเคยมา 2 ครั้งแล้ว เนื่องจาก เจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์ วันปกติก็จะมีผู้คนแน่นไปหมด ควันธูปตลบอบอวลตามอาจารย์เข้าไปในศาลเจ้า แลเห็นเจ้าแม่นั่งอยู่ตรง กลางขุนพลตาทิพย์ออกมาต้อนรับ 
ขุนพลตาทิพย์และขุนพลหูทิพย์:   ขอต้อนรับท่าน อรหันต์และคุณหยางเซิงสำนักเซินเต๋อถัง ที่มาเยือนขอเชิญ ข้างใน 

          อรหันต์จี้กง: ขอบคุณท่านขุนพลที่แสดงคารวะ 

          หยางเซิง: ท่านขุนพลที่แสดงคารวะ ข้ารับไม่ไหว 

          ขุนพลหูทิพย์: แลเห็นท่านทั้งสอง ตั้งแต่อยู่ไกลพันลี้ ที่ให้เกียรติมาเยี่ยม ยินดีต้อนรับ 

          ขุนพลตาทิพย์: ได้ยินเสียงของท่านทั้งสอง ตั้งแต่ไกล พันลี้ ยินดีต้อนรับ 

          หยางเซิง: ท่านขุนพลทั้งสองมีฤทธิ์เดชอนันต์ 

          อรหันต์จี้กง: เจ้าแม่ก็คือ ท่านโพธิสัตว์กวนซีอิม แห่ง ประเทศจีน ทั้งสองข้างของพระองค์มีขุนพลตาทิพย์ และขุน พลหูทิพย์ นี่เป็นรูปเจ้าแม่ “กวนซีอิม” 

          หยางเซิง: อ๋อ! เรื่องเป็นอย่างนี้เอง ข้าน้อยเป็นคนทรง สำนักเซินเต๋อถัง ติดตามอาจารย์มาคารวะท่านเจ้าแม่ ขอ ท่านเจ้าแม่โปรดรับการคารวะด้วย 

          เจ้าแม่: หยางเซิงไม่ต้องคารวะ      ยินดีต้อนรับท่าน อรหันต์จี้กงและหยางเซิงที่ให้เกียรติมาเยี่ยม 

          อรหันต์จี้กง: เนื่องจากศิษย์อาจารย์ได้รับโองการให้ แต่งหนังสือ “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก” เพื่อแก้ไขนิสัยทางเซ่นไหว้ของผู้คน ขอเชิญเจ้าแม่ชี้แนะ 

          เจ้าแม่: ผู้คนมาจากทุกสารทิศมากมาย อันนี้แสดง ถึงความอิสรเสรี ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข   จึงมีเวลาว่างพอที่จะไปนมัสการทุกหนแห่ง  มีการทัศนาจรขึ้น   การนมัสการ ไหว้พระมีประโยชน์ต่อจิตใจและร่างกาย แต่เพื่อความ สะอาดอนามัยและไม่สุรุ่ยสุร่าย การไหว้พระไหว้เจ้าไม่ควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ควรเปลี่ยนมาใช้ดอกไม้สด ผลไม้ ไม่เพียง แต่ประหยัดเท่านั้น ยังได้รับผลทางวิญญาณและจิตใจ ด้วย เหตุนี้จึงมีผู้พิมพ์หนังสือแจก กล่าวว่า “เจ้าแม่นั้นถือมังสวิรัติ อย่าฆ่าสัตว์เอามาไหว้” รู้สึกถูกใจข้ามากและสามารถเอา ไปตีพิมพ์ในหนังสือ “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก” ช่วยสงวน ชีวิตสัตว์ ทั้งยังเป็นหนังสือ “ร้องทุกข์” ของพวกสัตว์อีกด้วย 

          หยางเซิง: ขอบพระคุณเจ้าแม่ที่ประทานโอวาท ทำให้ หนังสือ “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก” มีคุณค่าเพิ่มขึ้นมาก