หลอกทรัพย์ลืมหนี้หนีทางไกลกลับชาติเกิดเป็นวัวควายใช้กรรมหนัก

140 Views

หลอกทรัพย์ลืมหนี้หนีทางไกล
กลับชาติเกิดเป็นวัวควายใช้กรรมหนัก

อรหันต์จี้กงเสด็จประทับทรง วันที่ 11 มิถุนายน 2524 กลอนว่า:

   การค้าขายยุติธรรมไม่โกงคด     เงินสดสดส่งเขาอย่าหวังเอา
เป็นหนี้แม้สลึงพึงใช้เขา                ผิดเพียงเบาเงาบาปติดตัว
หน้าเป็นคนอย่าทำเยี่ยงสัตว์         เทพซื่อสัตย์เหนือหัวไม่มืดมัว
เนตรทิพย์หลบไม่พ้นเจ้าจงกลัว    ผีหัวหดยังขยาดรู้บาปบุญ

          อรหันต์จี้กง: คนที่ค้าขายก็อยากมีกำไร  แต่เงินที่ได้ ต้องมีธรรมอย่าให้ขัดต่อทำนองคลองธรรม      การค้าเป็น เครื่องเลี้ยงชีพ ไม่เพียงเพื่อปากท้องของตนฝ่ายเดียว โดยไม่ คำนึงถึงความเป็นอยู่ของผู้อื่น การซื้อขายยิ่งต้องยุติธรรม ไม่คดโกงจำนวนต้องชัดเจน เงินที่ได้จึงนับว่าเงินสะอาด ถ้า เธอถูกเพื่อนยืมเงินเมื่อเพื่อนไม่ใช้คืน หนีหนี้ เชื่อแน่เหลือ เกิน ว่าเธอต้องด่าเขาเป็นการใหญ่ คนๆ หนึ่งไม่มีใจบริสุทธิ์ แต่ทว่า! เธอกำลังหลอกลวงชาวบ้านอยู่ รู้สึกว่าไม่รู้สึก อะไรเลย เฉยๆ เรื่องๆ เดียวกัน แต่ใจคนละแบบ อีกคนเป็น “ใจสัตว์” คนเรามักจะตามใจตนเอง ให้ความดีของตนนั้น สูญหาย เปลี่ยนแปลงอารมณ์ เปลี่ยนไปเป็น “อารมณ์สัตว์” ก็เลยกลายเป็นคนชั่วคนเราอย่าลงโทษผู้อื่นว่าดุร้าย จงลงโทษ ตัวว่าหย่อนยาน ยอมให้ตัวเองถลำจมลง ดังนั้นอาตมาอยากจะฟื้นฟูจิตใจให้กลับบริสุทธิ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราจะ ไม่เอาดวงใจที่ใสสะอาดจรัสแสงดวงนี้ กลบฝังเสียละ 

          หยางเซิง: อาจารย์พูดถูก จิตใจตกต่ำ ถูกกลบฝังลงดิน ยากที่จะฟื้นฟู อันนี้สาเหตุเกิดจากอะไรหรือ? 
อรหันต์จี้กง: อันนี้เป็นคนใจทราม ไม่รู้เหมือนกันว่า มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร อาตมามาถึงมนุษย์โลก พอเดินผ่านใกล้ ตัวคน มีกลิ่นเหม็นสาบที่รุนแรงโชยเข้าจมูก  พอตั้งสติได้ พิจารณาดูมันไม่ใช่กลิ่นขี้หรือเยี่ยว แต่เป็นเพราะคนๆ นั้น จิตใจเปลี่ยนแปลงไป ความชั่วทำให้เกิดกลิ่นบูดเน่า ทำให้ ฉันต้องกลั้นใจส่ายหัว! ถึงแม้กลิ่นขี้เยี่ยวจะเหม็น ยังเอา ทำปุ๋ยได้ แต่ใจทรามเหม็นเน่าทำลายตนเอง ทำลายผู้อื่น ประพฤติบาปไม่หยุดหย่อน วันนี้ฉันได้นำห่อดวงใจที่มีตราที่ ถูกต้องว่าเป็น “ใจ-บริสุทธิ์” โดยไม่ต้องเสียอัฐเพื่อมาเปลี่ยนใจให้กับชาวโลก ที่มีใจชั่ว ใจเสีย ใจเป็นพิษ ใจเจ็บ ใจพยาบาท และใจทุกข์มาเปลี่ยนไปได้  ไม่ต้องเกรงใจ   รับรองว่าใจดีๆ ดวงนี้จะทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ทำให้เกิดโรค 

          หยางเซิง: อาจารย์ว่า วันนี้เอาใจดีๆ มาห่อหนึ่ง ทำไม ผมจึงไม่เห็นละ 

          อรหันต์จี้กง: โบราณกล่าวว่า “คาถาดีไม่ได้เขียนไว้ที่ กระดาษ ใจดีก็ไม่ได้อยู่ที่กายเนื้อ” ตัวนั้นชาวบ้านจึงไม่เห็น “ใจบริสุทธิ์” ของตนเอง ดังนั้นจึงกระทำสิ่งที่ชั่วช้า เธอจงดูที่ พัดของฉัน แล้วเธอก็จะเข้าใจ 

          หยางเซิง: กลางพัด มีรูปหัวใจกลมๆ อยู่รูปหนึ่ง นอก นั้นก็ไม่เห็นอะไร 

          อรหันต์จี้กง: เธอตั้งสติดูให้ดีๆ ฉันใช้นิ้วชี้ไปที่รูปหัวใจดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง 

          หยางเซิง: อ้อเห็นครับ เห็นว่า กลางพัดนี้เริ่มมีแสง จรัสส่องออกมา ยิ่งส่องยิ่งแรงกล้าจนแสบตา อ้อๆ อาจารย์ หมายความว่า ใจของคน เริ่มที่นั่นจรัสแสงอยู่ ถูกฝุ่นไอ “กิเลส” คลุมบัง ดังนี้จึงถูกกลบไม่เห็น ตอนนี้ถูกอาจารย์จี้กง “ล้าง” ฝุ่นไอ “กิเลส” (โลภ โกรธ หลง) ให้หมดไปใจบริสุทธิ์ จึงมีโอกาสเริ่มจรัสแสง ไม่เช่นนั้น ใจบริสุทธิ์ถูก โลภ โกรธ หลง บดบัง เหมือนเมฆบังดวงจันทร์ ทำให้พื้นดินมืดมิด ท้อง ฟ้ามืดมัว 

          อรหันต์จี้กง: อัศจรรย์ไหมละ? ฉันเขียน O วงกลม หมายถึงใจบริสุทธิ์ของตน “จิตเดิม” ซึ่งเดิมทีก็สถิตอยู่แดน สุขาวดีพุทธเกษตร เหมือนไข่มุกที่ทอแสงระยิบระยับ แต่พอ ตกลงมาสู่แดนมนุษย์โลก อายตนะหกถูกสัมผัส ด้วยกิเลส ค่อยๆ บดบังแสงหมดไป เดินสู่ขุมนรกที่มืด วันนี้ฉันใช้พุทธอิทธิฤทธิ์เสกเป่าคนที่มีใจบริสุทธิ์ นวดถูเสียหน่อยให้กลับ กลายมีชีวิตชีวา เพื่อดวงลักษณะที่แท้จริงของมัน 

          หยางเซิง: โอ้อัศจรรย์จริงๆ แสงจรัสที่พัด สว่างดังแสง อาทิตย์ ทำให้ทั่วบริเวณสว่างไสว ความมืดหายไปหมด 

          อรหันต์จี้กง: จิตเดิมเห็นชัดเจน กลับกลายประดุจ เมืองสวรรค์ด้านหน้ามีลำแสงใหญ่ เห็นทุกอย่างชัดเจน จากนี้ไปจะได้ไม่หลงใหล ทางที่เรียบราบสว่างไสวทอดอยู่ ข้างหน้า สามารถตามหา “จิตเดิม” ที่หายไปกลับคืน ประตู อยู่ในที่มืด แล้วได้ตะเกียงสว่าง ฉันจะขยับพัดไปมา ลมเย็น พัดมา ยิ่งทำให้เกิดเปลวแสงระยิบระยับ! หยางเซิงเตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ

          หยางเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้วครับ เชิญอาจารย์ออก เดินทางได้ 

          อรหันต์จี้กง: ถึงแล้ว 

          หยางเซิง: วันนี้มาถึงบ้านชาวนา ไม่ทราบว่าเป็นที่ไหน? 

          อรหันต์จี้กง: ที่นี่คือเมืองไถตง แถบชนบท บ้านนี้ ตระกูลลิ้ม วันนี้จะสัมภาษณ์สัตว์เลี้ยงของเขาเป็น “วัว” 

          หยางเซิง: มาถึงคอกวัว ภายในมีวัวนอนอยู่ตัวหนึ่ง ดูเหมือนมีเสียงคราง แสดงถึงความอ่อนเพลีย ลักษณะไม่รู้ว่า เรามาถึงตัวมันแล้ว 

          อรหันต์จี้กง: ตอนกลางวันมันทำงานหนัก ร่างกาย อ่อนเพลียดังนั้นจึงนอนครางดังๆ ไม่รู้ว่าเรามา ฉันจะปลุกมัน เป่าเสกมัน “เจ้าวัวเอ๋ย” เธอตรากตรำทำงานจนเหนื่อย ไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย ไม่รู้ว่าชาติก่อนไปทำบาปอะไรมา ชาตินี้ต้องขายชีวิตชดใช้กรรม ตื่นเถิดอย่านอนอยู่เลย 

          หยางเซิง: อาจารย์ใช้คาถาเรียก เอาพัดตีที่หัว เจ้าวัว ตื่นจากฝัน ลืมตาขึ้นมอง น้ำตาไหลรินมองมาทางเรา 

          อรหันต์จี้กง: วัวเอ๋ย ฉันคือ อรหันต์จี้กง ได้รับเทวโอง การให้พานายหยางเซิงมาเที่ยวสามโลก เริ่มจากเมืองนรก เมืองสวรรค์ และมนุษย์โลก ตอนนี้จะสอบถามเธอเพื่อแต่ง หนังสือเรื่อง “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก” ต้องการรู้เรื่องการ เป็นวัวของเธอเปิดเผยให้ชาวบ้านได้รู้ เป็นการสร้างกุศล เพื่อชาติหน้าจะได้ไม่ต้องเกิดเป็นวัวรับกรรมหนัก 

          วัว: ขอโทษที่ไร้มารยาท ที่แท้เป็นอรหันต์จี้กงกับผู้ ทรงศีล “ท่านหยางเซิง” ผมตื่นจากฝันไม่ทราบว่าเป็นอะไร พอท่านเสกเป่าก็เข้าใจภาษาคนได้ เกิดความเศร้าขึ้น เพราะ ตอนกลางวันต้องลากรถไถนาเหนื่อยจนจะตาย ทุกข์จน พูดไม่ออก ได้แต่เพิ่มความเร็ว เพื่อวิ่งให้พ้นหนทางโคลน ตม คิดถึงชาติที่แล้วไม่น่าทำเลย ผมเป็นคนขายผักในตลาด เพื่อต้องการกำไรมากๆ ขายโกงตาชั่ง แม่บ้านสมัยนี้ค่อน ข้างมีเงินไม่เหมือนก่อน เพราะฉะนั้นทุกๆ วัน จะได้กำไร ผักไม่ต่ำกว่า 20 ชั่ง ต่อมาการค้ายิ่งลำบาก เลยเช่าแผง ขายเนื้อวัว เพราะเนื้อวัวราคาแพง กินเนื้อที่น้อย ค่อนข้าง สบาย ไม่ต้องไปซื้อผักแล้วมาเลือกผักอีก ในตอนเช้าๆ เพื่อให้ได้กำไรงามๆ ฉีดน้ำเข้าไปในเนื้อวัวได้น้ำหนักมากขึ้น ยังไม่พอแค่นั้น  ยังโกงตาชั่งอีกด้วย    แม้จะได้กำไรมากๆ แต่ก็หนีไม่พ้น เหล้ายาปลาปิ้ง และการพนัน ดังนั้นทุกวัน หลังเที่ยงไม่เมาไม่กลับบ้าน คนขี้เหล้า ก็คบคนขี้พนัน ความเลวสะสม เพราะฉะนั้นเงินที่หาได้ ก็ไม่พอใช้ ก็เริ่ม ตั้งแชร์ขึ้น พวกขายเนื้อด้วยกันก็เล่นแชร์ด้วย ขึ้นแชร์วง แล้ววงเล่า เงินที่ได้ก็ใช้หมด คิดได้ว่าจะหาเงินจำนวน มากมายเช่นนี้ไม่ได้ เกิดใจชั่วละโมบ เลยย้ายหนีไปไกลๆ พวกร่วมอาชีพถูกผมล้มแชร์ ใครไม่ยอม ติดตามไปทั่วทุกแห่ง มีอยู่วันหนึ่ง เจ้าหนี้มาพบที่สถานีรถไฟ จะหลบก็ไม่พ้นถูก ลากไปชกต่อย   ฉันก็เลยคุกเข่าขอร้อง  เพราะไม่มีเงินใช้ เลยขอโปรดอภัย เขาเห็นฉันขอร้อง เลยหยุดตีสั่งให้ไป ใช้หนี้ ภายใน 1 อาทิตย์ รับปากว่าได้ พอกลับมาถึงบ้านรีบ เก็บข้าวของหนีไปอยู่ที่อื่น พร้อมลูกเมียหนีไปอยู่บ้าน นอก ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายแรงงาน นิสัยการพนัน และติดเหล้าก็เริ่มกำเริบ หลงระเริงอยู่ในวงการพนัน งาน การไม่ทำ ในที่สุดเงินหมด ตกตอนกลางคืนก็เที่ยวลักเล็ก ขโมยน้อย ลักเป็ด ลักไก่ เงินทอง ลักขโมยทุกอย่างเท่าที่ จะลักได้  โชคดีที่ไม่ถูกจับได้  เนื่องจากการเป็นอยู่ไม่ปกติ ไม่นานก็เป็นโรคปอดอาเจียนเป็นเลือด รักษาไม่หาย คนที่ อยู่ใกล้ก็เริ่มหนีห่าง ร่างกายอ่อนแอ ประกอบการงานไม่ได้ ในที่สุดก็ตายลงด้วยอายุ 52 ปี พอตายลงก็ถูกจับมาลงนรก ยมบาลโกรธจัดดุด่า ตลอดชีวิตไม่เคยทำความดี มีบาป หนักมาก ถูกลงโทษในนรกอยู่หลายขุม หลังจากพ้นโทษ จากขุมนรกก็กลับมาเกิดเป็นวัว ต้องทำไร่ไถนา และลาก เกวียนทุกวันตรากตรำไม่น้อย ถูกโบยตีดุด่า จมูกถูกร้อย ด้วยเชือก ถูกลากไปจูงมา ไม่ได้รับอิสระ พอเย็นลงกลับบ้าน เหนื่อยมาก ต้องนอนในคอกที่แคบๆ ขี้เยี่ยวก็ทับในที่นอน กลิ่นเหม็นไปทั่ว แต่ก็ไม่มีหนทางใดๆ ก็ต้องนอนไป เพราะ กลางวันเหนื่อยมาก ลมฝนสาดใส่ ชดใช้กรรมเวรทุกวัน กินแต่หญ้าและน้ำยังชีพ เหนื่อยยากแสนเข็ญ ท่านอรหันต์ กับคุณหยางช่วยด้วย ผมไม่อยากเป็นวัวเป็นควายอีกแล้ว 

          อรหันต์จี้กง: เธออย่าเศร้าสลดใจ สร้างบาปมาอย่าง ไรก็ก้มหน้ารับกรรมไปอย่างนั้น ขยันขันแข็งอดทนรับงาน ต่อไป หมดทุกข์เมื่อไร สุขสบายก็จะตามมา ถ้าหากหลบ หลีกความจริง ก็เหมือนเธอหลบหนี้สินเมื่อชาติก่อน ชาติ ต่อไปก็ยังต้องชดใช้กรรมอีก เธอได้เล่าความจริงเช่นนี้ ช่วย เตือนสติชาวโลกเป็นการสร้างกุศลอย่างหนึ่ง ฉันก็จะช่วย เหลือเธอ ให้เธอเกิดเป็นคนอีกครั้งชาติหน้า อย่าได้เกิดเป็น วัวควายอีกเลย 

          หยางเซิง: เห็นแล้วก็น่าสงสาร ต้องทรมานแสนเข็ญ อาจารย์เมตตาได้เสกให้มันได้เกิดเป็นคนชาติหน้า อย่าเดิน ตามรอยเก่ามิฉะนั้นจะเวียนมาเกิดเป็นสัตว์อีกไม่รู้จักจบสิ้น 

          อรหันต์จี้กง: กฎแห่งกรรมนั้นน่ากลัวนัก โบราณว่า “ปลูกอะไรก็ได้ผลอย่างนั้น” เป็นกฎที่แน่นอน พวกเราถือ โอกาสจะเล่าเรื่อง “ปลาไม้กับค้อนไม้” ให้วัวและ ชาวโลกฟัง จะได้เป็นอุทาหรณ์อีกอย่าง สมัยก่อนมีชาวนา ซื่อสัตย์อยู่คนหนึ่ง ชื่อ “อาเป่า” อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน หน้าวัด กวงเม้ง เข้าไปฟังพระเทศน์ธรรมะอยู่เสมอ มีวันหนึ่งตอน พลบค่ำ เขาไปที่นาเพื่อปล่อยน้ำเข้านา เขาเห็นงูตัวหนึ่ง กำลังจะกินกบตัวหนึ่ง เจ้ากบอยู่ที่ปากของงู ร้องเรียก ให้ช่วยชีวิต นายเป่าเห็นดังนั้น ก็เอาจอบตีลงไป เจ้างูปล่อย เจ้ากบ งูก็ไม่ตาย กบก็ไม่ตาย ต่อมาอีกเจ็ดวันในตอน กลางคืนของคืนหนึ่ง ที่เตียงนอนมีเสียงอบๆ ทำให้นาย เป่าตื่นขึ้น เขารู้สึกแปลกใจมาก ทำไมเจ้ากบจึงขึ้นมาอยู่บน เตียงได้  เขาก็ไม่สนใจนอนต่อไป เจ้ากบก็ไม่ยอมหยุดร้อง รบกวนการหลับนอนของเจ้าเป่า จนกระทั่งเจ้าเป่า เกิดโมโห ลุกขึ้น จับตะเกียงมองหาเจ้ากบ พอตะเกียงสว่าง เจ้าเป่า ถึงกับตกใจ เพราะเห็นงูตัวหนึ่งเป็นงูตัวเดียวที่เขาตี เพื่อ ช่วยชีวิตเจ้ากบ มาโผล่หัวเข้ามาตามรูทะลุของฝาบ้าน เชิดหัวแลบลิ้นไม่หยุด เป็นเพราะรูฝานั้นเล็กมาก เจ้างูเข้า มาไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าเป่าคงถูกงูกัดตายไปนานแล้ว เจ้างูร้ายต้องการจะแก้แค้น เป็นเพราะเจ้ากบร้องตะเบ็งลั่น เจ้าเป่าเลยเอาไม้ตีงูจนตาย 

          ต่อมาหนึ่งปี เจ้าเป่าเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง เติบโตขึ้นมา ฉลาดมาก มันฟังคนพูดรู้เรื่อง เฝ้าบ้าน เฝ้าแพะ วัว สร้าง ความพอใจให้กับเจ้าของมาก ทุกวันจะไปที่นากับนายมัน ไปบนภูเขาบ้าง ไปวัดฟังธรรม มีอยู่วันหนึ่งเจ้าเป่าก็พามัน ไปที่วัดไปไหว้พระ พระที่วัดเห็นมันเข้าเลยพูดว่า “สาธุ! คู่แค้นคู่อาฆาต ทำเป็นซื่อสัตย์ บุญน้อยบาปหนัก เจ้าเป่า เอ๋ย! เจ้าให้หมาตัวนี้แก่ข้าเถิด ข้าจะให้มันเฝ้าวัด จะได้ สิ้นเวรสิ้นกรรมกับเจ้าเสียที เพราะชาติก่อนมันคืองูที่ถูกเจ้า ตีตาย มันมาคิดบัญชีกับเจ้า” เจ้าเป่าฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่ เชื่อครึ่ง อดสงสัยไม่ได้ เจ้าหมาแสนรู้ตัวนี้จะเป็นศัตรู ของเขาได้อย่างไร? หลวงปู่พูดว่า “เจ้าเป่าเอ๋ย ฉันก็ไม่ บังคับเธอ แต่เธอควรเชื่อฟังคำพูดของข้า ฉันเป็นหลวงปู่ ไม่โกหกคนหรอก เธอกลับบ้านแล้วจดจำไว้ วันที่ 5 เดือน 5 ตอนเที่ยงวัน เธอทำหุ่นหญ้าตัวหนึ่ง  แล้วเอาเสื้อผ้าเธอใส่วาง มันไว้บนเตียงนอนของเธอ  แล้วเธอก็ต้องหลบซ่อนให้ดีอย่า ให้เจ้าหมานี้ได้เห็นเจ้าเด็ดขาด” แล้วเจ้าเป่าก็กลับบ้าน เมื่อ ถึงเวลาก็จัดแจงตามหลวงปู่สั่ง และซ่อนตนเองไว้หลังเตียง ไม่ค่อยเชื่อแต่ก็คอยเฝ้ามองดู ไม่ทราบว่าหลวงปู่จะเล่นกล อะไร พอนาฬิกาตี 12 เที่ยงวัน ทันใดนั้นเสียงเห่าดัง โห้ง! โห้ง! แล้วก็มีเสียงดังโครมใส่ที่ประตู แต่ประตูเจ้ายังปิดอยู่ เพล้ง! เสียงเจ้าหมาร้ายกระโจนเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้ บานหน้าต่างหัก มันกระโดดเข้ามา ดวงตาแดงกร่ำเบิก กว้าง ลิ้นที่มีเลือดสีแดงติดอยู่แลบออกมาเลียยาวๆ มันเที่ยว ดมกลิ่น เหมือนจะกินคน ทันใดนั้นมันกระโดดขึ้นไปบน เตียง ทั้งตะครุบทั้งกัดเจ้าหุ่นฟางตัวนั้น กระจุยกระจาย เจ้าหมาดุร้ายนั้นค่อยๆ สงบลง เหมือนกับมันได้แก้แค้น สมใจ แต่เจ้าเป่าที่ซ่อนอยู่หลังเตียงรู้สึกโกรธขึ้นมา เลยเอา ไม้ตะพรตตีเจ้าหมาตาย 
ปีต่อมาในฤดูใบไม้ร่วง วันหนึ่งเจ้าเป่ากำลังขึ้นเขาไป ตัดไม้ ขณะเดินผ่านวัดกวงเม้ง พอดีหลวงปู่กำลังยืนอยู่หน้า ประตูวัด กำลังดูดวงอาทิตย์ขึ้น พอหันมาเห็นเจ้าเป่า ก็เรียก เจ้าเป่าให้หยุดทันที แล้วพูดว่า “เจ้าเป่าเอ๋ย วันนี้สีหน้าเจ้า ไม่ดีเลย ต้องระวังตัวเองให้ดี ถ้ามีใครเรียกชื่อเจ้า เจ้าห้าม ขานรับอย่างเด็ดขาด  ต้องจำใส่ใจไว้”  เพราะเจ้าเป่าได้บท เรียนของหลวงปู่ ก็เชื่อฟังหลวงปู่ดังเทวดา มีหรือจะไม่เชื่อ พร้อมกล่าวขอบคุณ เวลาผ่านไปสามชั่วโมง เจ้าเป่าวิ่ง หนีเสียหน้าตาตื่นตระหนก ทั้งตัวสั่นเทิ้มไปหมด แขนขาเย็น เฉียบ วิ่งมาคุกเข่าพร้อมกับกอดขาหลวงปู่เสียแน่น หลวงปู่ พูดว่า “เจ้าเป่าๆ อย่ากลัวๆ พักผ่อนเสียสักครู่ เธอไปเจอะ อะไรมา!” ถามพลางก็เช็ดเหงื่อที่ใบหน้าให้ พร้อมทั้งนวดที่อก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเมตตาอ่อนโยนของหลวงปู่ ค่อยๆ ถามเจ้าเป่า  เจ้าเป่าก็เล่าความเป็นมาที่ทำให้เขาตกใจ เล่าเสีย ยืดยาวครึ่งค่อนวัน “หลวงปู่ครับ ผมเห็นผู้หญิงสวยแต่ เป็นงู ตอนผมจากหลวงปู่ไป ผมก็เดินเข้าไปคนเดียว อากาศ ตอนเช้าสดชื่นดีนัก ถูกแสงตะวันขับไล่ ทำให้เกิดบรรยากาศ ใหม่ๆ นกน้อยก็เริ่มร้องเพลง บินไปรอบๆ เจ้าลิงน้อยก็ได้ แต่เจี้ยวจ้าวไปทั่ว ผมกำลังหลงใหลอยู่กับธรรมชาติที่งาม ยิ่ง เกิดความรักภาพภูเขาที่สวยสด จนกระทั่งลืมคำพูดของ อาจารย์กำลังหลงเพลินๆ อยู่ สุขใจอย่างเหลือคณานับ ทัน ใดนั้นก็มีเสียงร้องเรียกชื่อผม เสียงนั้นอ่อนหวานละมุนละไม จนเคลิ้มฝัน เหมือนเสียงคนรักอันฉอเลาะ ทำให้ผมสุดจะหักห้ามใจตอบรับเสียงนั้นไป มองตามเสียงนั้นไป ตาก็ประสบพบ พักตร์หญิงที่สุดสวยหาใดเปรียบมิได้ในโลกนี้ ผมหลงมองอยู่ นานใจสงสัยจะเป็นนางฟ้าลงมาสู่ดิน ขณะนั้นผมก็เห็นตัว ของหล่อนเป็นงูใหญ่ตัวหนึ่ง หลวงปู่ขัดจังหวะพูดขึ้น “อาเป่า เจ้าทำไมไม่ฟังคำพูดของข้า”  ถึงตอนนี้หลวงปู่ก็ไม่มีความ สามารถ เธอกลับไปตระเตรียมเรื่องต่อไปได้แล้ว อาเป่าพูดว่า “หลวงปู่ต้องช่วยผม มิฉะนั้นผมจะยอมตายที่หน้าแท่น พระนี่ละ” พูดจบก็คุกเข่าลงพร้อมทั้งโขกศีรษะลงไม่ยอม หยุด หลวงปู่เลยพูดว่า “เอาเถอะๆ หลวงปู่จะช่วยสุดความ สามารถ    ลองดูก็แล้วกัน  คืนนี้เจ้านั่งอยู่บนแท่นบูชาแล้ว เอาแจกันใหญ่ครอบไว้ ดูซิว่าจะสามารถพ้นเคราะห์กรรมนี้ ไปได้ไหม? พอวันรุ่งขึ้นหลวงปู่ก็ไปยังหน้าแท่นบูชา เห็นนาง พญางูตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ขดล้อมแจกันอยู่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย  แต่งูนั้นตายแล้ว หลวงปู่เลยเอาแจกันย้ายออกมาดู
เจ้าเป่าถูกพิษของนางพญางูอบตาย ตัวดำไปหมด พิษ ของนางพญางูนี้ช่างร้ายแรง หลวงปู่เลยเอาศพของเจ้าเป่า และนางพญางูไปฝังไว้ที่เดียวกัน หวังให้เขาทั้งสองเลิกรา จองเวรกันและคืนดีกัน ใครจะรู้ว่าเวรนั้นผูกง่ายและเลิก จองเวรกันนั้นยาก บนกองกระดูกของเจ้าเป่ามีต้นไม้ขึ้นต้นหนึ่งบนกองกระดูกของนางพญางูก็มีต้นเถาวัลย์ขึ้น เถาวัลย์ ก็พันรอบๆ ต้นไม้ เรื่องเดินมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่ยอม เลิกจองเวรกัน  หลวงปู่อยากให้คนรุ่นหลังได้รู้ถึงความร้าย  กาจของกรรมๆ  ย่อมตอบสนองกรรมไม่ลดละ    ตามกฎแห่ง กรรมและเพื่อให้ชาวโลกได้สร้างแต่กรรมดี     ลดก่อกรรมชั่ว เลยเอาต้นไม้ของเจ้าเป่าแกะเป็นรูปปลา “ปลาไม้” แล้วเอา ต้นเถาวัลย์แกะสลักเป็นค้อน “ค้อนไม้” เพื่อให้เสียงระฆังคง ดังต่อไป เพื่อเสียง “ตอบสนอง” ดังกังวาลอยู่หน้าแท่นบูชา เป็นการเตือนสติชาวโลก

          ชาวโลกคงคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เล่าลือของชาวบ้าน เท่านั้น แต่ภายในนั้นบรรจุด้วยเนื้อหาธรรมะ ให้ระลึกเสมอว่า สัตว์ก็มีวิญญาณแน่นอน

          หยางเซิงขึ้นปทุมทิพย์ เตรียมตัวกลับสำนัก 

          หยางเซิง: ฟังอาจารย์เล่ารู้สึกมีรสชาติ แต่ก็น่าสยด สยอง กรรมสนองกรรมนั้นร้ายแรงมาก ชาวโลกควรเตือน สติให้ดีผมนั่งเรียบร้อยแล้วครับ เชิญอาจารย์ 

          อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักแล้ว วิญญาณกลับเข้าร่าง