บันทึกกรรมสนอง

388 Views

รัชกาลเสียนฟง ปีที่ 5 (ค ศ 1855) มีชาวเมืองกุ้ยโจวแซ่หวงท่านหนึ่ง สอบได้ราชบัณฑิต ทางการส่งไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอสู้หนิง
หลังปฏิบัติหน้าที่นายอำเภอ ทุกครั้งที่นายอำเภอหวงนั่งบัลลังก์ตัดสินคดีความจะประกาศว่า “ข้าพเจ้าชาติที่แล้ว ช่วงรัชกาลเจียชิ่ง เคยรับหน้าที่เป็นนายอำเภอสูหนิงมา ก่อน เคยตัดสินคดีหญิงชนบทนางหนึ่งเนื่องจากเป็นโรคท้องบวม แต่ถูกครอบครัวสามีฟ้องร้องว่ามีชู้ และท้องกับคนอื่น ช่วงพิจารณาคดี ข้าพเจ้าหลงเชื่อคำพูดของยามเฝ้าประตู ตั้งโจทย์สอบสวนเป็นคดีท้องกับผู้อื่น ทำให้หญิงนั้นอับอาย ใช้มีดผ่าท้องตัวเองเพื่อพิสูจน์ความจริงจนตาย
ทุกครั้งที่ขึ้นพิจารณาคดี นายอำเภอหวงต้องประกาศ เช่นนี้เป็นประจำ แต่หลังจากพิจารณาคดีเสร็จ นายอำเภอ เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะเป็นปกติ เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ที่ปรึกษานายอำเภอรู้สึกแปลกประหลาด จึงสั่งพนักงาน บรรณสารตรวจค้นคดีเก่าก่อน ว่ามีคดีดังกล่าวจริงหรือไม่ มีพนักงานสูงอายุท่านหนึ่งตอบว่า “มีคดีเช่นนี้เกิดขึ้นในรัช สมัยเจียชิ่งจริง ช่วงนั้น ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กหนุ่ม รับตำแหน่ง อาลักษณ์เห็นเหตุการณ์นั้นจริง” เมื่อเลขานายอำเภอนำ เอกสารหลักฐานต่างๆ ออกมาตรวจสอบเรื่องราว ทุกคำพูดก็ ตรงกับคำประกาศของนายอำเภอหวง
เรื่องนี้รู้ถึงหูรองผู้การท่านหนึ่ง สงสารนายอำเภอหวง ซึ่งเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถ จึงสั่งให้อาจารย์โรงเรียน หลวงท่านหนึ่งไกล่เกลี่ย และคลี่คลายคดีความบาดหมาง ชาติก่อนของนายอำเภอ อาจารย์โรงเรียนหลวงจึงเขียนฎีกา เผาทูลยมบาล และให้นายอำเภอตั้งป้ายวิญญาณเซ่นไหว้ นางผีอาฆาตตลอดชีวิต ปรากฏนางผีตนนั้นอาศัยร่างของ นายอำเภอพูดออกมาว่า “ยมโลกจะเคารพนับถือต่อหญิง พรหมจาริณี และลูกกตัญญูเป็นที่สุด นายอำเภอหวง ฟ้าลิขิต ต้องสอบได้ราชบัณฑิตสามชาติ ปัจจุบันก็ได้เป็น ขุนนางไปแล้วสองชาติ ชาติหน้ายังจะสอบได้ราชบัณฑิตอีก เนื่องจากเด็กหนุ่มท่านนี้เป็นลูกกตัญญูยิ่ง ฉะนั้นยมโลก จึงไม่ทอนอายุขัยเขา เพียงแต่ตัดทอนลาภยศวาสนา มิเช่นนั้น คนคนนี้คงต้องตายโหงไปแล้ว เรื่องจะยุติเรื่องราวบาดหมาง คงทำไม่ได้ ข้าพเจ้าต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของยมโลก” อาจารย์หลวงฟังเช่นนี้ก็จนปัญญา
ต่อมา นายอำเภอหวงลาออกจากราชการไปเป็น อาจารย์สอนหนังสือ ปัจจุบันยังสอนหนังสือสร้างกุศลอยู่ ตามชนบท
น่าเสียดาย เนื่องจากตัดสินคดีผิดของหญิงพรหมจาริณีท่านหนึ่งมีกรรมถึงสามชาติ สอบได้ราชบัณฑิตแต่ไม่สามารถเป็นขุนนาง ยังโชคดีที่คนแซ่หวงนี้มีจิตกตัญญู จึงรอดพ้นการถูกคร่าชีวิต ถ้าไม่กตัญญูกรรมเก่านี้จะสนอง อย่างไรยังมิทราบ ส่วนครอบครัวสามีที่ใส่ร้ายนาง และคนเฝ้า ยามที่รับสินบนแล้วแสร้งเป็นพยานมาใส่ร้ายนาง โทษกรรม จะเป็นเช่นใดไม่นึกคงต้องทราบว่าสาหัสสากรรจ์
โบราณกล่าวว่า “หมื่นบาป กามราคะ มาเป็นหนึ่ง
กตัญญู คือสุดยอด แห่งผลบุญ”
ผู้ที่รำดงตำแหน่งขุนนาง ควรยึดเรื่องนี้เป็นครู
ตำบลเฉาเอ๋อในมณฑลเจ้อเจียง มีคนแจวเรือ ชื่อเสิ่น ต้าเหมา เสิ่นต้าเหมา เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต กำเนิดบุตรชาย สองหญิงสอง เป็นครอบครัวที่พอจะมั่งคั่ง มีกินมีใช้
เสิ่นต้าเหมามีเพื่อนรักคนหนึ่ง ชื่อต่งต้าเหวย บ้านอยู่ตำบลใกล้เคียงสั้งซันจังเจียปู้ สองครอบครัวรักใคร่กลม เกลียวอย่างเช่นเครือญาติมาเป็นเวลาสิบกว่าปี
เรื่องเกิดเมื่อวันแรม 9 ค่ำ ของเดือน 12 รัชกาลถงจื้อปีที่ 3 (ค.ศ.1864) ต่งต้าไปธุระเยี่ยมญาติที่ตัวเมืองเส้าซิง ขากลับ เนื่องจากเป็นเวลาใกล้ค่ำ เดินทางไม่ถึงบ้าน จึงแวะมาพัก ค้างคืนอยู่ที่บ้านเสิ่นต้าเหมา
ในคืนนั้น ช่วงเข้านอน ต่งต้านำถุงย่ามสัมภาระที่ติดตัวมาวางไว้ใต้เตียง แล้วนอนหลับถึงสว่าง
รุ่งเช้า หลังทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ต่งต้าแบกถุง ย่ามล่ำลาเจ้าของบ้านแล้วเดินทางกลับบ้าน เมื่อเดินทาง มาประมาณครึ่งลี้ (1 ลี้เท่ากับครึ่งกิโลเมตร) ต่งต้ารู้สึก ย่ามเบาผิดปกติ ฉงนใจจึงเอามือล้วงเข้าไปในย่าม ปรากฏ ถุงเงินที่มีเงิน 30 ตำลึง และจดหมายของญาติมิตรที่ฝากถึงครอบครัวเขาได้อันตรธานหายไป ต่งต้าตกใจมาก รีบวกกลับ ไปยังบ้านเสิ่นต้าเหมาถามหาความจริง
ครอบครัวเสิ่นต้าเหมาก็ตกใจ หลายคนช่วยกันค้นหา ทั่วบ้านก็ไม่ปรากฏมีถุงเงินตกหล่นอยู่ในบ้าน ต่งต้าจน ปัญญา ได้แต่เดินกลับอย่างเคืองแค้น
ระหว่างทาง ต่งต้ายิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ ยิ่งกังวล เพราะเงิน ที่สูญหายไปนั้น ล้วนเป็นเงินพร้อมจดหมายของญาติมิตร ที่จะฝากกลับบ้านใช้จ่ายในช่วงตรุษจีน เวลานี้เงินถูกเขา ทำสูญหาย พวกญาติมิตร ตรุษจีนจะทำอย่างไร? ตัวเอง จะมีหน้าไปพบญาติมิตรได้อย่างไร? จะให้คำตอบเขาอย่าง ไร? ยิ่งคิดยิ่งโกรธ ยิ่งคิดยิ่งแค้น สุดท้ายตัดสินใจ เอาตัวเอง ไปผูกติดกับก้อนหิน แล้วอุ้มก้อนหินกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
วันรุ่งขึ้น วันแรม 11 ค่ำของเดือน 12 รัชกาลถงจื้อปีที่ 3 ศพต่งต้าลอยขึ้นอึดที่หมู่บ้านซานเมี่ยวในแม่น้ำ เฉาเอ๋อ ห่างจากตำบลเฉาเอ๋อสามลี้ คนไปแจ้งให้ครอบครัวต่งต้า ทราบ ต่างก็ไม่รู้สาเหตุของการตาย
ปีถัดมา วันแรม 8 ค่ำ เดือนอ้าย อากาศทั่วตำบลเฉา เอ๋อร้อนอบอ้าวผิดปกติ หลังเที่ยงเมฆดำเกิดทั่วสี่ทิศของ ตำบล ตกบ่ายฝนฟ้าคะนอง พายุฝนมุ่งหน้าไปยังบ้านของเสิ่น ต้าเหมา ต่อจากนั้นเกิดสายฟ้าผ่าเปรี้ยงไปยังหลังคาบ้านเสิ่น ต้าเหมา พร้อมกระชากลูกสาวคนโตของเสิ่นต้าเหมาออกมากลางถนน ถูกฟ้าผ่าคุกเข่าตาย ณ กลางถนน คนแห่กันไปดู ปรากฏศีรษะคนตายมีรูเท่าก้านธูป ผ่าทะลุมาถึงหน้าอกส่วน เสิ่นต้าเหมาเห็นฟ้าผ่าลูกสาวตัวเอง ตกใจวิ่งเข้าหาเตาไฟ เห็นที่เตาไฟมีรอยแตกแยก ปรากฏมีจดหมายและเงิน 30 ตำลึงที่ญาติมิตรต่งต้าฝากต่งต้านำกลับบ้าน เขาจึงรู้ว่าที่แท้ เงินของต่งต้าสูญหาย คือ ฝีมือของลูกสาวคนโตของเขาเป็นผู้กระทำ ฉะนั้น ลูกสาวเขาถูกฟ้าผ่าตายเป็นโทษทัณฑ์ที่ลูก สาวเขาควรจะได้รับ หลังจากเจ้าหน้าที่ทางการชันสูตรศพ เรียบร้อย เรื่องราวนี้ก็ระบือไปทั่วทั้งเมืองแล้ว
เรื่องที่บันทึกนี้ ล้วนเป็นเรื่องจริงที่ข้าพเจ้าเห็นกับตาจึง ขอฝากต่อชาวโลกผู้ที่มีจิตละโมบ การเห็นแต่ผลประโยชน์ ตนเอง ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่นนั้นควรงดเว้นเสีย
บันทึกโดยอู๋ฝูไท่
ตระกูลหลี่ ที่อาศัยอยู่ทางถนนเซี่ยซาของตำบลเฉา เอ๋อเป็นตระกูลใหญ่มีลูกหลานมากมาย ในตระกูลนี้มีแซ่หลี่ คนหนึ่งสมมุติชื่อว่าหลีโม่ว อายุสามสิบกว่าปี ทำการเพาะ ปลูกเป็นครอบครัวที่มั่งคั่งพึ่งพาตนเอง มีกินมีใช้ ไม่สนใจลาภ ยศชื่อเสียงจนคนในละแวกนั้นขนานนามเขาว่าเทวดาเดินดิน
อยู่มาวันหนึ่ง หลีโม่วจู่ๆทุบโต๊ะกระแทกเก้าอี้ ร้องเสียง เอะอะโวยวายว่า “จะมาทวงชีวิต จะมาทวงชีวิต” ว่าแล้ววิ่ง เข้าหลังบ้านถือมีดจะฆ่าตัวตาย ญาติมิตร เพื่อนฝูง เห็น เช่นนั้น รีบเข้าไปห้ามปราม แต่เขามีแรงมหาศาลหลาย คนเข้าไปยังสยบเขาไม่ลง อยู่ในระหว่างยื้อยุดฉุดกระชาก หลีโม่วจะร้องเสียงเกรี้ยวกราดว่า “ความจริงข้าไม่ต้องตาย แต่เจ้าไปใส่ร้ายข้าต่อหน้าโจรกบฏ ทำให้ข้าถูกพวกโจรถ่อย ฆ่าตายอย่างน่าสังเวช เมื่อข้าถูกปองร้าย คนในครอบครัวข้าล้วนตายตามไปกับข้า เหตุเพราะคนนี้แท้ๆ ฆ่าข้าทั้งครอบครัว แค้นนี้จะไม่ชำระได้อย่างไร? เวลานี้ข้าสืบหาคนคนนี้มาเกิด ที่นี้ ข้าได้รับอนุญาตจากยมบาลให้ข้ามาทวงชีวิตคืน ข้าได้ รวบรวมญาติมิตรเพื่อนฝูง วันนี้มาร่วมกันทวงชีวิตกับคน คนนี้ พวกเจ้าจะมาช่วยเขาไม่มีประโยชน์ หลีกไปคนในครอบ ครัวและญาติมิตรหลีโม่ว เห็นเป็นผีอาฆาตมาอาละวาดต่าง คุกเข่าลงไปกราบไหว้ บ้างเสนอเผากระดาษเงินกระดาษทอง ให้เพื่อสลายความแค้น บ้างเสมอทำทักษิณานุประทาน สวด อภิธรรมให้เพื่อสลายความแค้น
อาการหลีโม่วสงบลง หลี่โม่วก็พอรู้สึกตัว ทุกคนค่อย คลายความกังวล หลีโม่วบอกกับญาติมิตรว่าไม่ต้องดูแล เขาอีก แต่ละวัน ยังมีเพื่อนฝูงญาติมิตรเฝ้าใกล้ตัวหลีโม่วถึง 4-5 คน
วันหนึ่งหลังอาหารเที่ยง ญาติมิตรเฝ้ายามไม่เข้มงวด หลีโม่วร้องเสียงหลงว่า “ช่วยด้วย” แล้วปรี่วิ่งออกนอกบ้าน เร็วดุดสายฟ้า ญาติมิตร 4-5 คนวิ่งตามเข้าไปฉุดกระชาก ต่างถูกเหวี่ยงจนหกล้ม หลีโม่ววิ่งจากถนนเซี่ยซา มุ่งไป ยังไป่กวน ระหว่างทางปากก็ตะโกน “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” ตลอดเวลา เวลานั้น พอดีพบกับผู้มีพละกำลังมหาศาล ผู้หนึ่งชื่อซุนชี เดินมาจากไป่กวน เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็เข้าไป ขัดขวาง และจับตัวหลีโม่วไว้ แต่ที่ไหนได้ ถึงซุนชีมีฉายา “กำลังพันชั่ง” หลีโม่วก็พยายามจนดิ้นหลุด ซุนชีคว้ากระจุกผมของหลีโม่วไม่ยอมปล่อย แต่หลีโม่วก็กระชากจนผมหลุด ออกจากหนังศีรษะทั้งกระจุก วิ่งรี่ตรงดั่งธนูหลุดจากเกา ทัณฑ์ พุ่งกระโจนลงกลางแม่น้ำ จมน้ำตาย
เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในรัชกาลกวางสีปีที่ 15 (ค.ศ. 1889)
ที่หังเหวีน มีร้านขายแพรไหมอยู่ร้านหนึ่ง เปิดกิจการมา หลายสิบปีแล้ว เจ้าของร้านวัยเลย 50 เป็นคนจิตอกุศล ไร้ความเมตตา หลายปีก่อนที่ละแวกร้านเกิดอัคคีภัยเพลิง จวนลามมาถึงร้าน แต่หลังร้านแพรไหมนี้มีบ้านครอบครัว ยากจนบ้านหนึ่งอาศัยอยู่ ทั้งครอบครัวมีสามชีวิต อาชีพ รับจ้างซักรีดเสื้อผ้า และพึ่งพาเส้นทางเล็กข้างร้านเป็นทาง สัญจรเข้าออก เมื่อเกิดไฟไหม้ ครอบครัวยากจนตะโกนเรียก เจ้าของร้านแพรไหมให้เปิดประตูให้เขาหนีไฟ แต่เจ้าของร้านแพรไหมไม่เพียงไม่เปิดประตู ซ้ำยังเอาของขวางประตูไว้ป้อง การเขาพังประตูตัวเอง ก็เอาแต่ขนย้ายสินค้าในร้านจนหมด หลังไฟสงบ ปรากฏครอบครัวยากจนสามชีวิตถูกไฟคอก ตายอยู่ในกองเพลิง
เวลาผ่านไปหนึ่งปี เจ้าของร้านแพรไหมเกิดเสียชีวิต อย่างฉับพลันมีอยู่คืนหนึ่ง ลูกชายเจ้าของร้านแพรไหมได้ ฝันเห็นพ่อเขามาพูดกับเขาว่า “ข้าเห็นชีวิตคนจนเป็นผักหญ้า ทำให้ครอบครัวยากจนหลังบ้านต้องตายในกองเพลิง ยม บาลไม่ให้ข้ามาเกิดเป็นมนุษย์อีก เวลานี้ให้ข้าไปเกิดในครรภ์ สุกรที่ครอบครัวชาวนานั้น หมูที่คลอดออกมาทั้งหมดมี 4 ตัว แต่ในนั้นมีตัวหนึ่งลายจุดขาวดำคือตัวข้าพเจ้า จงไปซื้อ หมูตัวนั้นกลับมาเลี้ยง ข้าจึงสามารถหนีพ้นจากการถูกจับไปเชือดเฉือน” พูดจบก็ร้องไห้
ลูกชายเจ้าของร้านแพรไหมตกใจตื่น รู้สึกความฝัน คล้ายกับความเป็นจริงยิ่งนัก จึงไปตามที่อยู่พ่อบอกในฝัน ปรากฏว่ามีหมูลายจุดจริงเมื่อหมูลายจุดเห็นลูกมาก็ร้องเสียงลากยาว ทำท่าทางอย่างน่าสงสาร ลูกชายเขาเห็นเช่นนั้นจึง ให้ราคาสูงแก่เจ้าของหมู แล้วซื้อหมูตัวนั้นกลับไปเลี้ยงที่บ้าน
ลูกชายเจ้าของร้านแพรไหมเปิดห้องๆ หนึ่ง ไว้เลี้ยง หมูโดยเฉพาะ และจ้างคนงานสองคน มีหน้าที่คอยปฏิบัติ รับใช้หมู อาบน้ำให้หมู นำข้าวปลาอาหารให้หมูกินดังเช่น ปฏิบัติต่อบิดา ช่วงเจ้าของร้านมีชีวิตอยู่เขาเป็นคนชอบกิน เหล้าและสูบยา ลูกเจ้าของร้านก็ปฏิบัติต่อหมูเช่นกัน วันๆ ให้อาหารแล้วต้องให้เหล้าหมูกินจนหน้าแดง ต่อจากนั้นให้สูบยา คนใช้จะเอาบ้องยายัดเข้าในปากหมู หมูก็ฮูฮูดูดยาเข้าคอ ลูกชายร้านแพรไหมปฏิบัติเช่นนี้เป็นเวลาหลายปี

มีอยู่วันหนึ่ง เจ้าหมูมาเข้าฝันอีก และพูดว่า “ข้าชาติ ที่แล้วบาปกรรมหนักหนา จึงต้องถูกทำโทษมาเกิดเป็นสัตว์ ชาตินี้ยังได้เจ้าเลี้ยงดูกินอยู่ไม่ต่างจากคน แต่การเสวยสุข เช่นนี้มีแต่เพิ่มโทษทัณฑ์ให้แก่ข้า ต่อจากนี้ไปเรื่องอาบน้ำ กินเหล้า สูบยา ควรงดหมด เพียงให้อาหารกินอิ่มอย่างเดียวก็เพียงพอ”
หมูตัวนี้ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ และเรื่องๆ นี้รู้กันไปทั่ว นครหังโจว
บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดหน้าที่ 6 วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4 สาธารณรัฐจีนปีที่ 17 (ค.ศ.1928 )
หนีเอี้ยวเหมยแห่งเซียวซันน้อมบันทึก