Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
หนังสือเทวราชโองการครอบคลุมคำสอนของพุทธศาสนา | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

หนังสือเทวราชโองการครอบคลุมคำสอนของพุทธศาสนา

474 Views

คัมภีร์พระศูรางคมธารณีสูตร มีคำกล่าวว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อย่าว่ากรรมไม่ตามสนอง เพียงขึ้นอยู่กาลเวลา ของกรรมเท่านั้น”
บทรัตนคันฉาย บันทึกไว้ว่า
สวรรค์เลิศล้ำอย่าโกหก ใจไม่ทันคิดจิตสูรู้
กรรมดีกรรมชั่วตามสนอง ช้าเร็วขึ้นอยู่กรรมกำหนด
หนังสือบันทึกกฎแห่งกรรม มีคำกล่าวว่า “ถ้าเราอยาก ทราบว่าชาติก่อนเราเคยสร้างกรรมอันใด ให้ดูชาตินี้ตัวเรา ได้รับผลบุญผลกรรมเช่นไรก็จะรู้ ถ้าอยากทราบชาติหน้าเรา ต้องไปเกิดเป็นอะไร ให้ดูความประพฤติของชาตินี้ย่อมเข้า ใจ เวลาแม้ผ่านไปพันหมื่นกัป แต่บุญกรรมตามสนองยังติดตามตัวเราอยู่เสมอ ทุกสิ่งขึ้นกับวาสนาและโอกาส ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เมื่อมีโอกาสสร้างกุศลกรรมจงอย่าละเลย บุญกรรมตามสนอง ย่อมไม่คาดเคลื่อน”
คัมภีร์นิพพานสูตร มีคำกล่าวว่า “กรรมตามสนองมี 3 ชนิด คือ
1. กรรมปัจจุบัน ก็คือในชาตินี้เราสร้างกรรมอันใด ไม่ว่าบุญหรือบาป ก็จะได้รับตอบสนองไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ให้เห็นในชาตินี้ (อย่างเช่น คุณเป็นคนขยันหมั่นเพียร วิริยะ อุตสาหะ ประหยัดมัธยัสถ์ ทำมากใช้น้อย และเป็นคนเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่ ถึงไม่สามารถเป็นเศรษฐี แต่ก็ไม่อับจน และเป็น ที่ชื่นชอบของผู้อื่น)
2. กรรมภพชาติ ก็คือ กุศลกรรมหรือวิบากกรรม ของชาติก่อน จะมาปรากฏผลบุญหรือเคราะห์กรรมในชาตินี้ หรือบาปกรรมที่ก่อขึ้นในชาตินี้จะตามสนองในภพหน้า
3. กรรมปัจจุบันทันด่วน ก็คือ ก่อกรรมเวลานี้ ก็เกิด กรรมสนองทันทีหรือในเวลาอันใกล้ (เช่นเราไปฆ่าคนตาย ไม่นานจะจำนนด้วยกฎหมาย หรือถูกศัตรูตามมาฆ่าล้างแค้น เป็นต้น) ทุกท่านควรทราบต่อมนุษย์ในใต้หล้า ฟ้าดินไม่ลำ เอียง ชาติก่อนสร้างกรรมต่างกัน ชาตินี้ย่อมมีผลสนองที่ไม่ เหมือนกัน
เถรจารย์ฮุ่ยหย่วน กล่าวว่า “ความฉลาดไม่สามารถ เอาชนะบาปกรรม ความร่ำรวยหนีไม่พ้นเวียนว่ายตาย เกิด”
พระเถระส่งหยัน กล่าวว่า “ คนเรามีชีวิตที่ทุกข์ยาก ลำบาก ฐานะต่ำต้อย โดดเดี่ยวเดียวดาย หรือโรคภัยไข้ เจ็บรุมเร้าอยู่เสมอ หรือมักมีเคราะห์กรรมเภทภัยมาเยือน หรือเกิดมาร่างกายไม่สมประกอบ มือเท้าพิการหรือใบ้ บอดหูหนวกเป็นต้น สาเหตุมาจากชาติที่แล้วก่อกรรมทำเข็ญ เสวยสุขเกินควร หรือมาจากชาตินี้ในช่วงวัยหนุ่มไม่ ถนอมผลบุญ เมื่อเติบใหญ่ก็ใช้ชีวิตอย่างสุรุ่ยสุร่าย กระทำ ในสิ่งผิดต่อศีลธรรม ผิดต่อมโนธรรม ทำให้ร่างกายเสื่อม โทรม ไร้ความสามารถ ต้องรับทุกข์นานาประการ นี่ก็คือ กรรมปัจจุบัน บางท่านมีดวงชะตาที่ควรจะสมบูรณ์พูนสุข อายุยืนยาว แต่เขาเสวยสุขได้ไม่นานกลับกลายเป็นคนยาก จนข้นแค้น โรคภัยรุมเร้า บางท่านอาจมีดวงชะตาที่ต้องรับ ทุกข์รับภัย แต่เขาหมั่นสร้างกุศล เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เขา กลายเป็นคนที่มีชีวิตพูนสุข อายุยืนยาว การเปลี่ยนแปลง เหล่านี้ ล้วนขึ้นกับความเมตตาของฟ้าดิน มิใช่วิสัยมนุษย์ กำหนดได้ ฉะนั้น จิตของคนควรยึดมั่นคุณธรรม เพื่อสอด คล้องกับเมตตาธรรมของฟ้า
พระทีปังกรพุทธเจ้า กล่าวว่า “ให้ความเมตตาแก่ผู้อื่น ถึงเป็นกุศลอันน้อยนิด ก็ควรส่งเสริมให้ปฏิบัติ เรื่องอกุศล ถึงมีบาปแค่เสี้ยวเดียว ก็ควรแนะนำเขาอย่าพึงกระทำ คนเราร่ำรวยมีจน ขึ้นอยู่กับบุญวาสนา กินอยู่อย่างพอเพียง ย่อมมีความสุข ไปหาหมอดูทำไม่ดีไปเสี่ยงทายดวงชะตา ทำไม รังแกผู้อื่นก็คือเคราะห์ อภัยผู้อื่นย่อมได้บุญ สวรรค์ มีตา กรรมสนองรวดเร็วนัก เมื่อฟังคำกล่าวของเราแล้ว พึงสังวร อย่าทำลายตัวเอง ถ้ายังดื้อดึงหลงผิด มิยอมสำนึก สุดท้ายหนีไม่พ้นตก 6 วิถีสัตว์”
บทสวดเทพจารย์ผู่อั้น กล่าวไว้ว่า
“เดรัจฉานแท้จริงเกิดมาจากมนุษย์ ตั้งแต่โบราณ กาลมา มนุษย์ และเดรัจฉานผลัดเปลี่ยนเวียนว่ายตายเกิด มาจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ตัวเองหัวมีเขา ตัวคลุม ด้วยขน ก็จงอย่าให้เกิดจิตเป็นเดรัจฉานเถิด”
พระเถระเจี๋ยซื่อ กล่าวไว้ว่า “นรกมีจริง” เหตุเพราะใจ คนมีจิตมุ่งไปทางกุศล จิตจะสว่างสดใส สภาพจิตจะเบาลอย บริสุทธิ์ก็สามารถขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ถ้าจิตมุ่งไปทางอกุศล จิตจะโสโครกมืดมิด สภาพจิตมืดมัวหนักหน่วง ก็จะตกลง สู่นรก เราสังเกตได้ว่า เมื่อคนเราป่วยหนักใกล้ตาย มัก จะเห็นคนที่ล่วงลับไปแล้ว หรือภูตผีปีศาจ หรือได้ยินเสียง โซ่ตรวน หรือเสียงกระทบของเหล็กสามง่าม เลยรีบสั่ง ลูกหลานญาติมิตรให้เผากระดาษเงินกระดาษทอง หรือบน บานศาลกล่าว ถึงเวลานั้นชีวิตใกล้ตายก็เสมือนเปลวเทียนอยู่ท่ามกลางพายุ เมื่อยมทูตมาถึงแล้วมนุษย์จะไม่มีที่หลบซ่อน วิญญาณถูกจับไปลงนรกภูมิ แม้จะก้มกราบขอร้องอย่างไร ก็หนีไม่พ้นถูกผ่าท้องลากไส้ โยนเข้ากระทะทองแดงรับทุกข์ เวียนว่ายไปเกิดในวิถีเดรัจฉาน ที่ต้องเป็นเช่นนี้ล้วนเกิดจาก ใจบาปของมนุษย์ทั้งสิ้น ถ้าคนเราไม่รีบสำนึก มาเกิดความ กลัวช่วงยมทูตมาถึง ถึงจะก้มกราบวอนขอกอดขาพระ ก็ไม่เกิดประโยชน์”
พระเถระเจี๋ยซื่อยังกล่าวอีกว่า “ชาวโลกคนไหนถ้าถูก ลิขิตว่าไม่มีบุตรสืบสกุล ถึงจะมีภรรยามากมายก็ไม่มีบุตร หรือถ้าเกิดตั้งครรภ์มีบุตรก็จะแท้งก่อนเกิด หรือไม่ก็ตาย ทั้งกลม หรือคลอดออกมาแล้วบุตรจะเสียชีวิตแต่เยาว์วัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากภูมิเดิมตื้นเขินบอบบาง กรรมเก่า ตามรังควาน ทำให้ต้องไปเกิดในครรภ์อื่น ส่วนพ่อแม่ที่มีบุตร หลานอยู่กับเราจนตัวแก่เฒ่า ไม่ว่าจะเป็นลูกกตัญญูหรือลูก อัปรีย์ก็ตาม ล้วนอยู่ที่บุญวาสนาหรือกรรมเวรของปางก่อน ผ่านการเปรียบเทียบชดเชย ใครสร้างกุศลมากก็สามารถบ่มเพาะรากฐานหนักแน่น จะบ่มเพาะรากฐานให้หนักแน่น ก่อนอื่นต้องสำนึกผิดขมาบาป นี่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งควรจดจำ เอาไว้”
พระบรมยมศาสดา (พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์เจ้า)ตรัสว่า “ชาวโลกผู้ใดไม่สอนบุตรหลานเรียนหนังสือ (มีการศึกษา) ทำให้บุตรหลานกลายเป็นคนไร้คุณธรรม กระทำในสิ่งผิด แต่กลับไปอันเชิญพระสงฆ์องค์เจ้ามาสวดอภิธรรมขมาบาป เข้าใจว่าการไหว้พระไหว้เจ้าอธิษฐานขอ พรก็คือกุศล แท้จริงแล้วนี่มิใช่กุศล คำว่ากุศลนั้น คือการ ปฏิบัติตามเหตุตามผล ถือธรรมะเป็นหลัก ปฏิบัติตามธรรม แห่งฟ้า ไม่เพียงแต่ตัวเองต้องครองอยู่ในศีลในธรรม ยังชี้ แนะผู้อื่น ปฏิบัติตามศีลธรรม ถ้าปฏิบัติได้เช่นนี้ ฟ้าดินย่อม สนองท่านด้วยกุศลกรรม
เรามักได้เห็นผู้ที่ตัวเองไม่สร้างกุศลกรรม มักเข้าใจว่า การสร้างกุศลกรรมเป็นสิ่งลำบากคดเคี้ยว ถอยออกห่าง จากการกุศล ใช้ท่าทีไม่กุศล (ไม่กตัญญูกตเวที) ปฏิบัติต่อ พ่อแม่ ปู่ย่า ตาทวด เมื่อบุพการีเสียชีวิต ก็ว่าต้องตกนรก หาว่านอกจากพระภิกษุ หรือนักพรตแล้ว ใครก็ไม่สามารถ ช่วยพ่อแม่ไปผุดไปเกิด ด้วยเหตุนี้ จึงมีภิกษุนักพรต ใช้วิธี การต่างๆ นาๆ อย่าง เช่น พิธีกรรมทะลวงขุมนรก ทะลาย บ่อโสโครกด้วยเลือด ฝากเงินทองเข้าคลัง ชดเชยหนี้กรรม หรือรายการเบิกสรวงสวรรค์ เป็นต้น ลองคิดดู ประตูขุมนรก คุณใช้ไม้ไผ่อันเล็กๆ ก็สามารถเปิดออกได้หรือ? ถ้าทำเช่นนี้ ได้ พวกเศรษฐีคนรวยสร้างบาปทำกรรมไว้มากมาย เมื่อสิ้น ชีวิตแล้วนิมนตร์พระมาสวดคัมภีร์ไม่กี่เล่ม ท่องคาถาไม่กี่บทก็สามารถทำให้ผู้ตายพ้นทุกข์ ถ้าทำเช่นนี้ได้ แล้วผู้ยากไร้ไม่สามารถจ้างคนทำกงเต๊ก นิมนต์พระมาสวดอภิธรรมจะรู้สึก เป็นอย่างไร ถ้าทำเช่นนี้ได้สวรรค์ก็ลำเอียง

กล่าวถึงพุทธองค์ ท่านนั่งอยู่บนปทุมอาสน์สงบสุขยิ่ง เมื่อคนรวยสร้างบาปแล้วมาร้องขอให้ช่วย ท่านไหนจะยื่น มือเข้ามาช่วย? เราว่าจิตใจคือ พุทธะ จิตใจคือ สวรรค์ จิตใจงามรักษาธรรม คล้อยตามฟ้าพ่อแม่ของเขาก็พ้น ทุกข์ได้ไปผุดไปเกิด ถ้าจิตอกุศลฝืนฟ้าขัดหลักธรรม พ่อแม่ก็ไม่สามารถผุดเกิดตลอดไป ถึงจะทุกวันๆ ร้องขอ พระพุทธองค์ให้ช่วย พุทธองค์ท่านก็ช่วยไม่ได้ เราก็คือ พุทธโพธิสัตว์องค์หนึ่ง เหตุและผล ธรรมกับอธรรม เราย่อม แยกแยะ ผู้สร้างกุศลกรรม ไม่ต้องขอร้องพุทธองค์ พุทธองค์ ก็จะปกป้องเขาเอง ถ้าผู้ก่อกรรมทำเข็ญถึงจะวอนขอร่ำร้อง โขกจนศีรษะแตกก็ไม่เกิดประโยชน์
เราอยากให้ชาวโลกรีบสำนึก ปฏิบัติตามครรลองครอง ธรรมอย่าทำในสิ่งที่ฝืนต่อคุณธรรม อย่าคิดชั่วสร้างบาป อย่าเป็นคนเหลวไหล เราย่อมพิทักษ์ไม่ต้องไปเชิญพระเชิญ พรตมาขมาบาปกับเรา
แนบบันทึกบททูลเหนือหัวของพระอาจารย์เหวียนเฝินแห่งวัดหงส์ฝู ของนครถังซึ่งนำมาจากทิเบต
วันขมาบาปทั้ง 12 เดือน (ตามปฏิทินจีน) ของถังไท่จง ฮ่องเต้ (กษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ถัง ครองราชย์ ค.ศ. 627 ถึง ค.ศ.649)
วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ยามฟ้าสาง
หันหน้าไปทางทิศใต้ไหว้ 4 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 100 กัป
วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 2 ยามไก่ขัน
หันหน้าไปทางทิศใต้ไหว้ 4 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 100 กัป
วันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ยามดึก
หันหน้าไปทางทิศตะวันตกไหว้ 4 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 100 กัป
วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 เที่ยงคืน
หันหน้าไปทางทิศตะวันออกไหว้ 4 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 100 กัป
วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 5 ยามเย็น
หันหน้าไปทางทิศตะวันออกไหว้ 4 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 100 กัป
วันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 เที่ยงคืน
หันหน้าไปทางทิศใต้ไหว้ 4 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 400 กัป
วันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 ยามเย็น
หันหน้าไปทางทิศตะวันออกไหว้ 4 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 300 กัป
วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 เที่ยงวัน
หันหน้าไปทางทิศใต้ไหว้ 9 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 300 กัป
วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เที่ยงวัน
หันหน้าไปทางทิศใต้ไหว้ 9 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 1000 กัป
วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 เที่ยงวัน
หันหน้าไปทางทิศใต้ไหว้ 9 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 1000 กัป
วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 11 ยามเย็น
หันหน้าไปทางทิศตะวันตกไหว้ 9 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 1000 กัป
วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 12 ยามเย็น
หันหน้าไปทางทิศตะวันตกไหว้ 9 ครั้ง
ปฏิญาณสร้างกุศลกรรม ลดโทษ 1000 กัป
เนื่องจากวันเวลาดังกล่าว เป็นวันชุมนุมของเหล่าทวยเทพโพธิสัตว์ ถ้าสามารถทำพิธีขมาบาปในวันเวลาดังกล่าว ชั่วชีวิตทำงานราบรื่น บุตรหลานเจริญรุ่งเรือง
ทางทิศตะวันตกของมณฑลจื้อเจียง มีสามัญชน คนหนึ่งชื่อใช่จี่วหยู เนื่องจากคนในครอบครัวไม่รัก ใคร่ปรองดองกัน วันๆ มีแต่เรื่องราวทำให้กลัดกลุ้ม ระทมใจ นานวันเข้าจนมาถึงฤดูร้อนปีเหยินซี (ค.ศ.1922) จู่ๆ เกิด อาการคล้ายไข้จับสั่น เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อนทุกวัน เมื่อถึง เวลาเที่ยงวัน จะเกิดความหนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ และความ หนาวนี้จะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ต้องคลุมโปงห่มผ้าหลาย ชั้นก็ยังไม่หายหนาว ต้องนอนระทวยครางอยู่บนเตียง จนถึงเที่ยงคืนจึงจะหายหนาว วันๆ หนึ่งจะทานอาหารได้ เฉพาะมื้อเช้า มื้อเทียง และมื้อเย็นทานอาหารไม่ลงร่างกาย นับวันอ่อนแอ ทั่วตัวไม่มีเรี่ยวแรง และอาการเช่นนี้จะเป็นๆ หายๆ เจ้าตัวก็ไม่ค่อยใส่ใจ จนกระทั่งปีถัดมาฤดูใบไม้ผลิ ของปีกุ่ยไห้ (ค.ศ.1923) สีหน้าของใช่จี่วหยูเหลืองซีด ขาและเท้าบวม หน้าอกคล้ายมีเสมหะอัดแน่น นานวันเข้า ใต้อกช่วงลิ้นปี่คล้ายมีก้อนเนื้อโตเท่าไข่นกพิราบ เมื่อก้อน เนื้อนี้ดันขึ้น จะมีอาการปวดใจอย่างแสนสาหัส ยิ่งใกล้หน้า หนาวอากาศก็ยิ่งรุนแรง ปวดร้าวทั่วทั้งตัว อาการบวมที่ขา และเท้ามากขึ้น ใบหน้าเหลืองซีด และเกิดอาการบวมเช่นกัน จนถึงปีถัดมา ฤดูร้อนปีเจี่ยจื่อ (ค.ศ.1924) อาการของใช่ จิ่วหยูยิ่งสาหัส นอนครางโทรมอยู่แต่บนเตียง นายแพทย์ ที่มีชื่อเสียง ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหมดปัญญารักษา คนไข้ อย่างเก่งมีชีวิตอยู่ไม่ถึงกินข้าวใหม่ในฤดูในไม้ร่วง ก่อนถึงฤดูใบไม้ร่วงไม่กี่วัน คนไข้อาการไอหอบหนักมาก จนไม่สามารถทานข้าวติดต่อกันถึงสามวันเต็ม สุดท้ายก็หมด สติไป และในระหว่างหมดสตินั้น จู่ๆ คนไข้ก็นึกถึงเรื่องพิมพ์ หนังสือเทวราชโองการออกเผยแผ่จะช่วยชีวิตได้ เลยสั่ง ภรรยาไปจุดธูปกลางแจ้ง อธิษฐานว่าจะจัดพิมพ์หนังสือ เทวราชโองการ 1,000 เล่ม ออกเผยแผ่ ขอให้เทพเจ้าช่วย ปกปักรักษาให้โรคหาย หลังจากภรรยาจุดธูปอธิษฐานเสร็จ ไม่นาน คนไข้ก็หายจากอาการไอแล้วนอนหลับอย่างสบาย
นี่แสดงให้เห็นว่าเทพเจ้ามีจริง แม้อยู่ในความเงียบ หรือยามมืดมิดกลางวันหรือกลางคืน สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคอย สอดส่อง และตรวจตราอยู่ตลอดกาล ท่านอนุตตรเทพไท่ซั่ง กล่าวว่า “บุญกรรมตามสนอง เร็วดั่งเงาตามตัว เป็นเรื่อง จริงมิต้องสงสัย” วันรุ่งขึ้น ภรรยารีบไปร้านหนังสือสั่งพิมพ์ หนังสือเทวราชโองการ 300 เล่ม แล้วนำไปให้ศาลเจ้าโรงเจ ช่วยนำออกแจกจ่าย ต่อจากนั้นสั่งพิมพ์เพิ่มอีก 700 เล่ม เพื่อเผยแผ่สู่ชาวโลก หนังสือเทวราชโองการเล่มนี้เมื่อเทียบ กับหนังสือธรรมะเล่มอื่นแล้ว จะยิ่งทำให้ผู้อ่านสะพรึงกลัว ผู้พิมพ์แจกเมื่ออธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มักได้ผลสมใจนึก ร้านจัดพิมพ์หนังสือธรรมะหงส์ต้าเรียกราคาย่อมเยา หวัง เพื่อนร่วมชาติทำตามอัตภาพตัวเอง พิมพ์แจกชาวบ้าน ใช้จ่ายไม่มาก แต่จะได้ผลบุญอย่างคาดไม่ถึง มนุษยชาติมา ถึงปลายยุคแห่งกัป เพื่อขัดเกลาจิตใจคน และจิตใจตัวเอง หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลเป็นสิ่งประเสริฐสุด
สาธารณรัฐจีนปี 13 กลางฤดูหนาวปีเจี่ยจื่อ
ใช่จี่วหยูบันทึก ณ บ้านพักนครหนันจิง