Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
หลักฐานเทวราชโองการจากตำราขงจื๊อ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

หลักฐานเทวราชโองการจากตำราขงจื๊อ

443 Views

ขงจื๊อ (ก่อนค.ศ.-511 ถึงก่อนค.ศ.-479 เป็นบรมศาสดา ของจีนโบราณ) กล่าวว่า “ต้องเริ่มศึกษาจากปฐมภูมิแล้ว หวนกลับภูมิเดิม จึงสามารถล่วงรู้ว่า อะไรคือชาตะ อะไรคือ มรณะ บุคคลใดเชื่อถือคำพูดประโยคนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าร่าง กายของมนุษย์เรา ไม่สามารถดำรงอยู่อย่างยั่งยืน ถ้าละทิ้ง ความดี มุ่งแต่สร้างบาป กลัวว่าถึงวันสิ้นสุดของชีวิตแล้ว หนีไม่พ้นต้องกลายเป็นสัตว์ประเภทอื่น”
กาลก่อนเคยมีคนถามเฉิงจื่อว่า “พระพุทธองค์ตรัส เรื่องวัฏสงสาร (กฎการเวียนว่ายตายเกิด) มีจริงหรือ?” ท่านเฉิงจื่อกล่าวว่า “จะว่ามี หรือว่าไม่มี ล้วนพูดยาก”
ขงจื๊อกล่าวว่า “ไม่รู้ชาตะ ไฉนจะรู้มรณะ” คำพูดของ ปรมาจารย์ประโยคนี้ สื่อถึงความในอย่างแจ่มแจ้ง ท่านดูสิ แม้ผู้เป็นปราชญ์อย่างเฉินจื่อ ยังไม่กล้าฟันธงว่า วัฏสงสาร มีจริงหรือไม่ ปรมาจารย์อย่างขงจื๊อยังมีคำพูด “ไฉนรู้ เรื่องตาย” นี่แสดงให้เห็ดชัดว่า มิใช่ตายแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง จะสูญสิ้น
โจวเหลียนซี คนชงหลิง ไปนมัสการพระเถราจารย์ หนันแห่งหวงหลง ได้ถามถึงวัตถุประสงค์ของศาสนาอื่นพระ อาจารย์หนันตอบว่า “หมั่นปัดกวาดบ้านเรือนตัวเองให้ สะอาดก็พอ”
ขงจื๊อกล่าวว่า “เช้าได้ฟังธรรม ตกเย็นถึงจะสิ้นชีพก็ไม่ เสียดาย” แท้จริงแล้วอะไรคือธรรม ทำไมฟังธรรมแล้วถึง เสียชีวิตก็ยอม เรามาค่อยๆ วิเคราะห์นานวันเข้าก็สามารถ หาจุดที่สอดคล้องกันได้
ในบทความ “ว่าด้วยจิต” ของจังจื่อ มีข้อความตอน หนึ่งว่า ขงจื๊อกล่าว “สุภาพบุรุษขึ้นที่สูง คนถ่อยลงที่ต่ำ นี่เป็นกฎที่แบ่งแยกระหว่างสวรรค์และนรก เนื่องจากสุภาพ บุรุษปฏิบัติตามธรรมแห่งฟ้า ยิ่งนานวันก็ยิ่งเจริญ ยิ่งสูงส่ง สาธุชนย่อมขึ้นสู่สรวงสวรรค์ คนถ่อยชอบตามใจกิเลสของ ตัวเอง นับวันยิ่งตกต่ำโสโครก ฉะนั้นทรชนย่อมต้องตกนรก” แต่โบราณกาลมา เส้นแบ่งระหว่าง “เมธากับคนบ้า” อยู่ที่จิต จิตใจงดงาม มีความยุติธรรม สง่าผ่าเผย ก็ได้รับพลังแห่งหยาง อันอบอุ่นละมุนละม่อม ย่อมได้รับการพิทักษ์จากสิริเทพ ถ้าจิตใจโสมมต่ำทราม พลังชี่หนาวเหน็บชั่วร้ายจะครอบงำ ตัวย่อมต้องเผชิญกับผีร้าย
ท่านซือหม่าอวุน กล่าวว่า “เบื้องบนมีสวรรค์ เมื่อ สุภาพชนสิ้นชีพแล้วพำนัก ณ ที่นั้น เบื้องล่างมีนรก เป็นที่ อาศัย และจองจำของคนถ่อย” ประโยคนี้ถึงจะสั้น แต่ฟัง แล้วน่าสะพรึงกลัว
กษัตริย์เหลียงอู่ตี้ (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.502-549 ทางตอนใต้ของประเทศจีน) ในยุคหนันเป่ยเฉา (ค.ศ.420-589) ทรงสุบิน เห็นพระภิกษุพิการตาข้างหนึ่งถือกระถางกำยานเดินเข้าวัง ในเมื่อตื่นจากบรรทมก็มีรายงานว่าราชโอรสประสูติ ต่อมาราชโอรสองค์นี้มีโรคตาตั้งแต่เล็ก สุดท้ายรัก ษาไม่หายจนตาพิการไปข้างหนึ่ง หลังจากนั้นได้ขึ้นครอง ราชย์เป็นรัชกาลหยวนตี้ ฉะนั้น เรื่องกลับชาติมาเกิดจึงมิ ใช่เรื่องเหลวไหล
ประวัติศาสตร์ปฐมราชวงศ์สุย มีขุนนางอยู่ท่านหนึ่ง ชื่อเจ้าหวุนชัง เป็นขุนนางเก่าของเป่ยโจว ติดต่อมาถึงต้น ราชวงศ์สุย ท่านเจ้าหวุนชังได้เสียชีวิตแล้วฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และเล่าเรื่องที่เขาได้ไปท่องนรกภูมิว่า เห็นจักรพรรดิโจวอู่ตี้ (ครองราชย์ ค.ศ.561 ถึง ค.ศ.579 เป็นกษัตริย์รององค์สุดท้ายของราชวงศ์เป่ยโจวในยุคหนันเป่ยเฉา) ถูกคุมขังอยู่ ณ ห้องขังห้องหนึ่ง เห็นเจ้าหวุนชังก็รีบตรัสว่า “ท่านมุขมนตรี เมื่อกลับถึงบ้าน ช่วยบอกฮ่องเต้สุยว่า ความผิดทุกข้อหาเรา ได้ชี้แจงเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นข้อหาเดียวที่เราไม่สามารถ พ้นผิดได้คือ ทำลายศาสนาพุทธ ขอให้ฮ่องเต้สุยช่วยทำพิธีกงเต๊กสวดอภิธรรมให้เรา เพื่อข้าจะได้หลุดพ้นจากขุมนรก” (ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์สุยคือ หยางเจียน เคยเป็นแม่ทัพ ใหญ่ของจักรพรรดิโจวอู่ตี้) เจ้าหวุนชังยังเล่าอีกว่า ก่อนออก จากนรกภูมิ ได้เห็นหัวคนคนหนึ่งผลุดโผล่อยู่ในหนองอาจมถามว่าเป็นใคร คำตอบคือเป็นขุนพลใหญ่ไป๋ฉีในรัฐฉิน (ไป๋ฉี่ เป็นแม่ทัพรัฐฉินในยุคจั้นกั๋ว ก่อนคริสต์ศักราช-475 ถึง-221 นำทัพไปตีแคว้นเจ้า จับเชลยศึกทหารเจ้าสี่แสนคน ด้วยความโทสะ สั่งประหารเชลยศึกทั้งหมด) ไป๋ฉี่ตายแล้ว ตกนรกแช่อยู่ในหนองอาจม ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่ง มีบันทึกว่า ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ท่านหนึ่ง หวังจิงกง มีลูกชายชื่อผัง เป็นคนเกะกะเกเรทำแต่ สิ่งชั่วร้าย การกระทำที่ผิดต่อคุณธรรม ขัดต่อกฎหมายของ หวังจิงกงล้วนเกิดจากลูกชายชื่อผัง เมื่อผังสิ้น หวังจิงกงคลับ คล้ายคลับคลาเห็นเจ้าผังถูกล่ามโซ่ตรวนมายืนอยู่ข้างประตูจวน หวังจิงกงเห็นเช่นนั้นรีบขายจวน นำเงินไปสร้างวัด เพื่อทำทักษิณานุประทานให้ลูกชายพ้นทุกข์
(บันทึกการกระทำของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในอดีต)
ก่อนคลอดขุนพลฟั่นจู๋อวี่ มารดาเขาได้ฝันเห็นชาย ฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ สง่าองอาจท่านหนึ่ง มายืนอยู่ข้าง เตียงกล่าวว่า “ข้าคือขุนพลในราชวงศ์ฮั่นชื่อ เติ้งอวี่” เมื่อรู้สึก ตัว ก็คลอดบุตรชาย จึงตั้งชื่อว่าจู๋อวี่ (มีความหมายว่า บรรพ บุรุษชื่ออวี่ ) และเนื่องจากเติ้งอวี่เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยจริยาวัตร จึงมีอีกนามหนึ่งว่า ฉุนฟู
(บันทึกการกระทำของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในอดีต)
เรื่องราวข้างต้นที่บันทึกในตำราชาวหยู (นักศึกษาที่ ยึดหลักคิดของขงจื๊อถูกขนานนามว่าหยู) เป็นหลักฐาน ยืนยันถึงกฎแห่งกรรมมีจริง อย่างเช่นหนังสือเทวราชโองการ มีข้อความว่า “ให้ทดสอบอุปนิสัยอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังมุ่งแต่ทำ บาปไม่สร้างความดี ตายแล้วไม่เพียงแต่ต้องตกนรก ยังต้อง จมปลักถึงขั้นไปเกิดเป็นเปรตหรือเกิดเป็นเดรัจฉาน” อย่าง เช่นหนังสือจดบันทึกของหลี่ซื่อเชียน ในราชวงศ์สุย มีบันทึก ว่ากุ่นกลายเป็นหมี ตู้หวี่เกิดเป็นนกคลิ้งโคลง เปาจวินเกิด เป็นมังกร หนิวอายเกิดเป็นเสือ เผิงเซิงเกิดเป็นหมู หยูอี้ เกิดเป็นสุนัข มารดาหวงเกิดเป็นตะพาบน้ำทะเล เซวียนอู่ เกิดเป็นตะพาบน้ำ เติ้งไอ้เกิดเป็นวัว สวีป๋อเกิดเป็นปลา หลินเซี่ยเกิดเป็นอีกา ซูเซิงเกิดเป็นงู ข้อมูลเหล่านี้ปรากฏในหนังสือหยูมากมายยกตัวอย่างไม่จบสิ้น ฉะนั้น เราจะว่าคน ตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์ประเภทอื่นเป็นเรื่องไม่จริงได้อย่างไร
หงม่าย นักปราชญ์หยูเก่าก่อนกล่าวว่า เคยเห็นคนฆ่า หมูฆ่าแพะ ก่อนสิ้นใจลงไปนอนหมอบกับพื้น แล้วร้องเสียง หมู เสียงแพะ ขอทานที่เมืองหวินชี คลอดลูกออกมา บ้าง มีหัวเป็นแพะ บ้างมีกายเป็นงูบางคนคลอดพวงไข่เนื้อ คนยัง คลอดก้อนเนื้อลักษณะเหมือนไข่ ไฉนคนตายแล้วไม่มีโอกาส เกิดเป็นสัตว์ นี่คือ กงกรรมกงเกวียน กรรมตามสนอง