การเผยแผ่ของเทวราชโองการ

398 Views

ยุคทั่วพิภพสันติสุข (คำว่าไท่ผิงมีเสียงคล้องจองกับ ศักราชไท่ผิงของแคว้นเหลียว) วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เป็น วันฉงเหยียงตรงกับวันอู้เฉิน ปีเกิงอู่ (ค.ศ.1030) อาตมา ตั้นชือขึ้นเขาจาริก ในช่วงคลุมเครือเวิ้งว้าง ได้เห็นแผ่นป้าย ศิลา สลักอักษรจีนโบราณ 32 คำ มีใจความว่า “ไร้กระทำ มหามรรค ฟ้าย่อมรู้ วิสัยคน ไร้กระทำลึกซึ้งยิ่ง วิญญาณผี ปรากฏร่าง มโนกรรม จิตนึกคิด ผีรับรู้ เสียง ใจคน กรรมชั่วก่อวิบากเพิ่ม ธรณีรวบวิญญาณคน” และเห็นประตูสีแดงบานโหญ่ซึ่งตอกด้วยตะปูทอง บนประตู แขวนป้ายจารึกอักษร 4 ตัว “ออกอุบัติ เข้ามรณะ” อาตมา กำลังยืนเพ่งพิศ ก็ปรากฏกุลบุตรเสื้อเขียวดึงอาตมาหลบเข้า มุมประตู และให้คุกเข่าก้มกราบบนชานบันได จากนั้นถอย มายืน ณ ข้างล่าง
เพลานั้น พญายมราชทั้ง 10 ตำหนัก นำเหล่าตุลาการ พิพากษาเดินตรงมาจากด้านนอก ตรงเข้าห้องโถงใหญ่ของ พระตำหนัก เพื่อเฉลิมฉลองวันประสูติของพญายมเฟิงตู มหาราชเจ้า เมื่อถวายพระพรเรียบร้อยแล้วพญายมเฟิงตูมหาราชเจ้าทรงตรัสว่า “พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์เจ้า ทรงมี พระเมตตาโปรดสรรพวิญญาณ ความผิดที่ทำไว้เมื่อช่วง เป็นมนุษย์ของเหล่าวิญญาณผี ถ้าใครรู้สำนึกผิด และปรับปรุง แก้ไขในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ลดหย่อนผ่อนโทษหรือนิรโทษ มิต้องรับทุกข์ทรมาน เหล่าทวยเทพได้รวบรวมเป็นญัตติขึ้น ทูลเกล้าถวายเง็กเซียนฮ่องเต้เทวราชเจ้า พระองค์ท่านได้ โปรดเกล้าเป็นพระราชโองการ บันทึกลงในหนังสือเทวราช โองการประกาศให้โลกมนุษย์ และยมโลกปฏิบัติตามอย่าง เคร่งครัด
ตั้งแต่พระราชโองการฉบับนี้ โปรดเกล้ามาถึงตำหนัก เรา ยังไม่พบผู้มีบุญบารมีมารับมอบเทวราชโองการแล้วคืนชีพไปเผยแผ่สู่โลกมนุษย์ ปัจจุบันนักพรตตั้นชือ ซึ่งยืนอยู่ ณ ใต้บันไดพระตำหนักนี้ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยบุญบารมี สามารถรับมอบหน้าที่นำพระราชโองการไปเผยแผ่ ณ โลก มนุษย์ เมื่อได้บุคคลที่เหมาะสม ตุลาการพิพากษารีบนำเทว ราชโองการ และคติพจน์ของเหล่าทวยเทพคัดรวมเป็นเล่ม
ก่อนหน้านี้ เง็กเซียนฮ่องเต้มีพระราชโองการว่า ศัพท์แสงที่ยุ่งยากในฎีกาต่างๆ ที่ถวายให้พระองค์ และชื่อ จริงประวัติจริงของเหล่าทวยเทพล้วนให้ตัดออก ให้บันทึก เพียงแต่เทพเจ้าองค์นั้น พระโพธิสัตว์องค์นี้ พญายมราช ตำหนักนั้น ตุลาการพิพากษาท่านนั้นเป็นต้น หรือใช้คำว่า “เรา ข้าพเจ้า” แล้วต่อท้ายด้วย “พูดว่า ตรัสว่า” คำศัพท์ ตัวอักษรในญัตติต่างๆ ให้ตรวจตราอย่างละเอียดถี่ถ้วน มิให้ตกหล่น หรือเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้บุรุษเพศหรือ สตรีเพศในโลกมนุษย์ง่ายต่อการรับรู้ ขอให้ทุกท่านน้อม ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เมื่อวันเจี่ยเฉิน ปลายวสันต์ ปีหยึนอู่ เราได้ถวายฎีกา ทูลเกล้าเง็กเซียนฮ่องเต้ว่า ชาวโลกมีการเล่าลือ และเข้าใจผิด เรื่องยมโลกหลายประการ ควรชี้แจงให้แจ่มแจ้ง เพื่อมิให้เรื่อง จากการรับรู้ที่ผิด ยิ่งเล่าก็ยิ่งผิด พระองค์ท่านอนุญาตให้บันทึกข้อความชี้แจงนี้รวมไว้ในเทวราชโองการ พญายมราชทั้ง 10 ตำหนักต่างยินดีปรีดา หยิบพู่กันมาบันทึกเพิ่มเติม
พญายมเฟิงตูมหาราชเจ้าทรงตรัสว่า “เมืองผีอาฆาต ล้อมรอบอยู่ด้านขวาของตำหนักเรา ชาวโลกเข้าใจผิดคิดว่า วิญญาณผีที่ถูกปรักปรำจนตาย ถูกเข่นฆ่าประหารโดยไร้ ความผิด หรือถูกหลอกลวงจนฆ่าตัวตาย ล้วนต้องมารับ ทุกข์ทรมานในเมืองนี้อีก คำเล่าลือที่ผิดๆ นี้ ทำให้ชาวโลก เข้าใจว่าเป็นความจริง มนุษย์ควรเข้าใจว่า ผู้ที่ถูกปรักปรำ จนตาย แล้วยังจะให้เขามารับทุกข์โดยไม่มีความผิดได้อย่าง ใด แต่ไหนแต่ใดมา ที่อนุญาตให้วิญญาณอาฆาตเหล่านี้มาอยู่ในเมืองนี้ ก็เพื่อรอคอยฆาตกรหรือผู้ให้ร้ายหมดอายุขัย แล้วถูกจับมาพิจารณาโทษในเมืองนี้ เพื่อให้วิญญาณรับ เคราะห์ได้คลายความแค้น จนกระทั่งวิญญาณรับเคราะห์ ครบวันกำหนดไปเกิดใหม่ ผีฆาตกรจึงถูกจัดส่งไปตำหนักขุม นรกต่างๆ ลงโทษรับทุกข์ ไม่ใช่ว่าบรรดาผีถูกปรักปรำ ล้วนต้องมารับโทษในเมืองนี้ ถ้าหากผู้ตายเป็นผู้ภักดี ซื่อสัตย์ กตัญญู ผดุงคุณธรรม หรือทหารตำรวจที่พลีชีพเพื่อชาติ พลี ชีพเพื่อพระมหากษัตริย์ คนเหล่านี้ตายแล้วได้เกิดเป็นเทพ หรือตายแล้วให้วิญญาณเขาครบสัดส่วน จากนั้นส่งไปเกิด ณ แดนบุญทันที มีเหตุผลอันใดให้เขามารับทุกข์ในเมือง ผีอาฆาต
หนองโสโครกด้วยเลือด ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของ ตำหนักเรา ชาวโลกฟังคำพูดของพระภิกษุ และภิกษุณีทำให้ เกิดความเข้าใจผิดว่า สุภาพสตรีตั้งครรภ์คลอดบุตร มี ความผิด เมื่อสิ้นชีพแล้ว ต้องมาอยู่ในหนองโสโครกด้วย เลือดนี้ นี่เป็นความเชื่อที่เหลวไหล การคลอดบุตรของสตรี เพศเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ควรจะมี ถึงสตรีคลอด บุตรคลอดยากจนตัวตาย ร่างศพเปรอะเปื้อนเลือด ก็ไม่มี ความผิดที่จะต้องส่งมาอยู่ในหนองนี้ แต่ถ้าผู้หญิงหลัง คลอดบุตรไม่ถึง 20 วัน ก็เข้าใกล้เตาไฟ บ่อน้ำ ซักเสื้อผ้า แล้วตากไว้ที่สูง การกระทำเช่นนี้ จะมีความผิด ความผิด เช่นนี้ ผู้ปกครองของหญิงต้องรับผิดชอบไปสาม ส่วนฝ่ายตัว ผู้หญิงเองรับผิดชอบไปเจ็ดส่วน
สาเหตุการสร้างหนองโสโครกด้วยเลือด ไม่ว่าชายหญิง ช่วงเป็นมนุษย์มีการร่วมประเวณีต่อหน้าพระพุทธรูป ต่อหน้า ปฏิมากรเทพเจ้า ร่วมประเวณีในโบสถ์ วิหาร อาราม หรือ ร่วมประเวณีในวันต้องห้าม เช่น วันขึ้น 14 ค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 วันขึ้น 3 ค่ำ วันขึ้น 13 ค่ำเดือน 8 วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 10 วันเวลาดังกล่าว ชายหญิงมีการร่วมประเวณีผิดข้อ บังคับ นอกจากเทพจะลงโทษให้เกิดโรคร้ายจนตาย หลังจาก รับทุกข์ในขุมนรกต่างๆ แล้ว ยังต้องมาแช่อยู่ในหนองโสโครกด้วยเลือดไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
ชายหญิงที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำให้เลือดสัตว์กระเซ็น ไปเปรอะเปื้อนเตาไฟ รูปพระ รูปเจ้า อารามวิหาร คัมภีร์ พระสูตร หนังสือตำรารวมถึงเครื่องใช้ในการเซ่นไหว้ เมื่อสิ้นชีพหลังจากรับทุกข์ทรมานในขุมนรกต่างๆ แล้ว ยังต้องถูกส่งมาแช่อยู่ในหนองเลือดแห่งนี้ และไปผุดไปเกิดได้ยาก นอกจากญาติพี่น้อง ลูกหลานในโลกมนุษย์ ยอมตั้งปณิธาน ละเว้นการฆ่าสัตว์ ซื้อชีวิตสัตว์ปล่อยแทนคนตายจนครบ จำนวน ทำพิธีทางศาสนา ไหว้พระถือศีลกินแจ สวดอภิธรรม สวดมนต์ขจัดเลือดโสโครก จึงสามารถพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้
ชาวโลกไม่ว่าชายหรือหญิง ได้เห็นได้ฟังสรรพสัตว์ ประสพทุกข์ภัย ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ตัวเองมีความสามารถช่วยเหลือผู้อื่นแต่ไม่ยอมช่วย เป็นคน ที่มีคุณไม่ทดแทน แต่มีแค้นต้องชำระ ถึงจะหมั่นทำบุญ สวดมนต์ เพื่อหวังจะสำเร็จเป็นเซียนเป็นเทพ คนเช่นนี้ ถึงตายแล้วไม่ต้องรับทุกข์ทรมานในขุมนรกต่างๆ แต่ต้องถูก ลงโทษไปเป็นเจ้าเขา (สิงอยู่ในร่างสัตว์) นางไม้ ภูผีปีศาจ (ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร) ผีเขา ผีดิบ สัตว์ประหลาด ในน้ำ วิญญาณเร่ร่อนหรือสิงสถิตตามสัตว์เจตภูต (สัตว์ที่มี สัญชาตญาณคน) เช่น หมาจิ้งจอก หมีคน หมีควาย งู นาค เป็นต้น ในระหว่างสิบถึงร้อยปี ถ้าสามารถบำเพ็ญ ตนตื่นจากความลุ่มหลง คืนสู่ภูมิเดิม รักษาระเบียบวินัย ก็สามารถกลับคืนแดนบุญ ถ้าไม่สำนึกผิด ปรากฏร่างออก อาละวาดทำร้ายคน ก่อกรรมสร้างเวรจนบาปเต็มอัตรา จะถูกฟ้าผ่าตายเป็นเปรต ไม่มีวันผุดวันเกิด

ชาวโลกมีการเข้าใจผิดไปบูชาเทพนิธิ (เทพขุมทรัพย์) เป็นเรื่องเหลวไหล เหตุปรากฏเทพนิธิ เนื่องจากมนุษย์ไม่ว่า ชายหญิงช่วงมีชีวิตอยู่ นำทรัพย์เงินทองไปฝังหรือเก็บ ซ่อนไว้ เมื่อตายแล้วยังห่วงสมบัติไม่ยอมปล่อยวาง วิญญาณยังสิงสถิต ณ บริเวณขุมทรัพย์ กลัวคนมาขุดค้น มีใครเข้าใกล้ ก็จะปรากฏร่างทำให้ผู้นั้นหวาดกลัว ถ้าใคร บุญน้อยอายุสั้น ก็จะกลัวจนเจ็บไข้ได้ป่วยหรือถึงกับสิ้นชีพ ตักษัย แท้จริงแล้ววิญญาณที่เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์มักเป็น วิญญาณขุนนางเก่าก่อน เนื่องจากเป็นคนโง่งมหลงใหลแต่ เรื่องสมบัติ ถึงตัวตายยังไม่รู้สำนึก ผีสางเทวดาระลึกถึงเขา ช่วงมีชีวิตไม่ได้ทำผิดอะไร เลยปล่อยให้เขาเฝ้าสมบัติ ณ ที่นั่น นี่เรียกว่า ผีตรากตรำทรัพย์ จนกระทั่งได้สดับตรับ ฟังพระสูตรประโยคที่ว่า “กายมิใช่ของตัวเรา (อนัตตา) เบญจขันธ์ล้วนว่างเปล่า” จึงพลันสำนึกว่า แม้กายยังมิใช่ ของของเราไฉนทรัพย์สินเงินทองเล่า เมื่อสำนึกก็ปล่อยวาง ไปเกิดในแดนบุญ บางทีอาจมีผีหลงงมงายเฝ้าแต่ทรัพย์สมบัติจนตายกลายเป็นเปรต จำใจจำจาก คอยผู้มีบุญมี วาสนามารับขุมทรัพย์ ชาวโลกท่านใด ถ้าหากได้ฟังได้เห็น ว่าที่ใดมีผีสาง สิ่งแปลกประหลาดปรากฏ กล้าไป ณ ที่นั้น ตั้งปณิธาน และสาบานว่า ถ้าได้พบทรัพย์สินเงินทอง จะนำ 3 ใน 10 ส่วนทำบุญอุทิศกุศลให้เจ้าทรัพย์ นำ 3 ใน 10 ส่วน ซื้อชีวิตสัตว์ปล่อย นำ 1 ใน 10 ส่วนช่วยเหลือคนจน ที่เหลือ 3 ส่วนจึงเป็นของตนจะมีเทพเจ้าช่วยเหลือให้ขุดพบขุมทรัพย์ โดยไม่มีผีสางมาขัดขวางทำร้าย
บรรดาทหารหาญที่รับใช้ชาติ เมื่อรับคำสั่งไปปราบ ปรามกบฏต่อต้านอริราชศัตรู ตั้งใจทำงาน พิชิตข้าศึก ไม่มีการปล้นสะดมเข่นฆ่าชาวบ้าน เผาบ้านวางเพลิง ชำเรา สตรี ถึงต้องสู้จนตัวตาย ศีรษะร่างกายถูกแยกชิ้นส่วน ซากศพถูกทอดทิ้ง วิญญาณไปถึงยมโลก ยมบาลก็จะ นิรโทษกรรมที่เคยก่อ ให้ร่างวิญญาณคืนสภาพปกติ ครบถ้วน ขานชื่อในตำหนักที่ 1 เรียบร้อยแล้วส่งตรงไปยัง ตำหนักที่ 10 จำหน่ายเกิดในแดนบุญ ไม่ว่าจะเกิดเป็น สตรีเพศหรือบุรุษเพศ ล้วนจะถูกระบุสิ้นชีพอย่างสงบ ถ้าหากมนุษย์ที่ชอบตีรันฟันแทง ต่อสู้จนตาย หรือติดตาม โจรกบฏจนถูกฆ่าตาย ไม่เพียงแต่ไม่ยกโทษยังต้องเพิ่มโทษ เท่าตัว พิจารณาโทษทัณฑ์ตามความผิดที่เคยก่อ
ชาวโลกล้วนพูดว่า ยมโลกมีนรก 18 ขุมเท่านั้น ผิด แล้วแท้จริงคือ นรกใหญ่ 8 ขุม ดังต่อไปนี้
สัญชีวมหานรกที่ตำหนัก 2
กาฬสุตตมหานรกที่ตำหนัก 3
สังฆาฏมหานรกที่ตำหนัก 4
โรรุวมหานรกที่ตำหนัก 5
มหาโรรุวมหานรกที่ตำหนัก 6
ตาปมหานรกที่ตำหนัก 7
มหาตาปมหานรกที่ตำหนัก 8
อเวจีมหานรกที่ตำหนัก 9
นอกจากมหานรกทั้ง 8 ขุมนี้แล้ว แต่ละขุมมหานรก ยังตั้งอีก 16 ขุมอนุนรก รวมทั้งหนองโสโครกด้วยเลือด เมือง ผีอาฆาตที่อยู่ในตำหนักข้าพเจ้า นรกใหญ่เล็ก ทั้งหมดรวม 138 ขุม ทั้งยังมีนาบเสาไฟทองแดง การลงทัณฑ์ของ แต่ละทัณฑสถาน ถึงนักโทษผีถูกทำโทษจนหนังไหม้เนื้อหลุด เส้นเอ็นขาด กระดูกแหลกเหลวเครื่องในตับไตไส้พุง หรือแม้ แต่เส้นผมก็ยังไม่มีเหลือ แต่วิญญาณเหล่านี้ถูกจำหน่ายไป อีกทัณฑสถานหนึ่ง ดวงวิญญาณจะกลับสู่สภาพเช่นช่วงแรก ตาย สยายผมเปลือยกายร่อนจ้อน ไปรับโทษในขั้นตอนต่อไป ทุกตำหนักทุกขุมนรกล้วนอยู่ในสภาพเช่นนี้ จึงชี้แจงให้โลก มนุษย์ทราบ อย่าเข้าใจผิดคิดว่ายมโลกมีนรกเพียง 18 ขุม เท่านั้น
มนุษย์ร้อยปีผ่านง่ายดาย แต่ถ้าหากมนุษย์ที่แต่ง หนังสือลามก วาดภาพโป๊ (ถ่ายรูปโป๊ ถ่ายหนังลามก) เขียน ตำรายาทำแท้ง ตำรายาสลบ เป็นต้น ถึงตัวตายตกนรก ถูกทำโทษ แต่กรรมชั่วที่สร้างไว้ ยังขยายผลในโลกมนุษย์ หนังสือลามก ภาพโป๊ ตำรายาแท้ง ยาสลบ ตราบใดยังไม่ สูญหายไปจากโลก วิญญาณบาปถึงผ่านไปพันหมื่นกัป ก็ยัง ไม่สามารถหลุดพ้น จากการรับทุกข์ทรมานตามขุมนรกต่างๆ ในยมโลก
พญายมราชทั้ง 10 ตำหนักบันทึกเพิ่มเติมเรียบร้อย แล้ว มอบให้ตุลาการพิพากษาแยกกันคัดรวมเป็นเล่ม
พญายมราชทั้ง 10 ตำหนัก ยมทูตหนองโสโครก ด้วยเลือด พิพากษาเมืองผีอาฆาต ต่างถวายบัญชีรายชื่อ 1 เล่ม ตั้งแต่เง็กเซียนฮ่องเต้โปรดเกล้าเทวราชโองการมา นักโทษผีทั้งร้อยกว่าขุม ผ่านการตรวจตราอย่างละเอียด พบว่าวิญญาณผีนรกช่วงที่ยังเป็นมนุษย์ เคยสร้างกุศล แนะนำผู้อื่นทำความดี ส่วนมากเกิดจากการคุยโวเรื่องบาปบุญคุณโทษ กฎแห่งกรรมในร้านขายหนังสือหรือตามแผง ขายหนังสือ ซึ่งไม่ใช่เกิดจากจิตกุศลโดยสุจริตใจ เพียงอาศัย เหตุคุยโวแนะนำบุคคลอื่นทำความดี แต่ผู้มีมูลธรรมลึกซึ้งฟังแล้วรู้สึกตระหนัก ปรับปรุงแก้ไขในสิ่งผิด 1 ถึง 2,3,4,5 รายการ คนเหล่านี้ยังควรถือว่าได้สร้างกุศลกรรม แนะนำ บุคคลอื่นแก้ไขในสิ่งผิด ให้ถือเป็นวิญญาณที่สามารถนิรโทษ กรรม วิญญาณเหล่านี้รวบรวมได้ทั้งหมดมีห้าหมื่นสี่ร้อย แปดสิบรายชื่อ เวลานี้พญายมราชทั้ง 10 ตำหนักได้มีมติ ให้ วิญญาณผีเหล่านี้ไปเกิดเป็นมนุษย์ แยกเป็นชายหญิง ยากจน ต่ำต้อย หรือมีโรคาพยาธิ หรืออายุสั้น ให้แยกย้ายไปเกิดเป็น ลูกเต้าของครอบครัวแสนยากจนลำบาก รับทุกข์ทรมาน ทั้งหมดจัดส่งไปหอลืมชาติ ให้ดื่มน้ำลืมความทรงจำส่งไปเกิด เป็นมนุษย์ทันที จากนั้น ถวายหนังสือเทวราชโองการทั้งฉบับแด่เฟิงตูมหาราชเจ้า
เมื่อพญายมเฟิงตูมหาราชเจ้าอ่านจบ ก็รับสั่งให้เหล่า ตุลาการพิพากษาทั้งทหาร และพลเรือน สั่งเหล่ายมทูต และผีนิรโทษ ให้ยืนเรียงรายเป็นรูปเหลี่ยมแปดทิศ สองมือ ประเคนหนังสือเทวราชโองการ ยืนตรงอ่านสวดเสียงดัง พร้อมกัน บรรดาวิญญาณผีทั้งหลายต่างซาบซึ้งในพระมหา กรุณาธิคุณ กล่าวด้วยเสียงสะอื้นว่า “เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ ขอให้ไม่หูหนวกตาบอด พอมีปัญญาอ่านออกเขียนได้ ถ้าได้ อ่านได้ฟังหนังสือเทวราชโองการแล้ว จะน้อมนำไปปฏิบัติ อย่างแน่นอน”
เพลานั้น ประกายรัศมีสุพรรณรังสีปรากฏ พระอวโล กิเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) ทรงเสด็จ พญายมเฟิงตู มหาราชเจ้านำพญายมราชทั้ง 10 รีบลุกออกจากตำหนัก คุกเข่าน้อมกายคำนับ ณ ชานบันได พระอวโลกิเตศวร โพธิสัตว์สำแดงเป็นรูปเทพเจ้าภคติกาย (เทพเจ้าราชา แห่งผี) ร่างใหญ่ผิวดำ ธรรมลักษณ์เคร่งขรึม ทรงเทศนา พระสัทธรรมว่า “เง็กเซียนฮ่องเต้เทวราชเจ้า ทรงโปรดเกล้า ตามคำทูลของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ และพญายมราช ทั้ง 10 ตำหนัก อนุญาตนิรโทษหรือลดโทษให้มนุษย์ไม่ ว่าชายหญิงที่เคยกระทำผิด แต่รู้สำนึก และแก้ไขในสิ่งผิด กลับตัวเป็นคนดี โปรดเกล้าประกาศหนังสือเทวราชโองการ ให้ทุกคนรู้จักทำคุณไถ่โทษ เพื่อลดโทษหรือไม่ต้องรับทุกข์ทรมานในนรกภูมิ จำหน่ายวิญญาณผีที่เคยทำความดี รู้สำนึกผิดไปเกิดใหม่ เรารู้สึกยินดีปรีดายิ่งนัก บัดนี้ จะมอบให้นักพรตตั้นชือ นำหนังสือเทวราชโองฉบับนี้ไป ประกาศให้ชาวโลกรับทราบ เราขอให้มนุษย์ทั้งหลายเมื่อ อ่านเทวราชโองนี้แล้ว รีบแนะนำบุคคลอื่นทำความดี บังเกิดโพธิจิต ตั้งใจปฏิบัติตามคำสอน มุ่งมั่นเผยแผ่ไป ทั่วโลก หากสามารถทำให้ภูเขามีด ต้นไม้ดาบกลายเป็น ที่ราบ ขุมนรกว่างเปล่า (แม้ชั่วขณะ) คนผู้นั้นจักต้องสำเร็จเป็น พระปัญญานำกุศลพ้นบ่วงกรรมพุทธเจ้า” พญายมมหาราช เจ้า และพญายมราชทั้ง 10 ตำหนัก พนมมือนมัสการกล่าว “ต้องสำเร็จพระโพธิญาณแน่นอน”
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เจ้าทรงตรัสอีกว่า “ชาวโลก และบุคคลใดในไตรศาสนา สามารถแปลหนังสือเทวราช โองการ หรือแปลทับศัพท์ และอธิบายความรวบรวมทำเป็น บทสวด โปรดผีวิบากกรรมในนรกภูมิให้พ้นจากบ่วงกรรม คนผู้นั้นจักต้องสำเร็จเป็น พระเมตตากรุณาบุญญาธิการ อนุตรธรรมพุทธเจ้า” เหล่าตุลาการพิพากษาล้วนพนมมือ นมัสการกล่าว “ต้องสำเร็จพระโพธิญาณแน่นอน”
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ทรงเทศนาพระสัทธรรมต่อว่า “กุลบุตรกุลธิดาในโลกมนุษย์ ได้อ่านได้ฟังเทวราชโองการ มีจิตน้อมระลึกพระกรุณาธิคุณเสมอ ไม่ว่าในกิริยาบทอันใด จนบังเกิดจิตปัญญาปารมิตา โปรดสรรพสัตว์ไม่ว่าปัจจุบัน หรืออนาคต ล้วนรู้สำนึก ทำทักษิณานุประทานแก่ญาติวงศ์ และบรรพบุรุษให้หลุดพ้นจากบ่วงวิบากกรรม ไม่แบ่งแยก เขาเรา จตุทิศล้วนเสมอภาค โปรดสรรพวิญญาณไร้ญาติใน ขุมนรกให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรม ขุมนรกว่างเปล่า คนผู้นั้น จักต้องสำเร็จเป็น พระอารีไพศาลปลดทุกข์บรรเทาภัย พุทธเจ้า” เหล่าวิญญาณล้วนพนมมือนมัสการกล่าว “ต้อง สำเร็จพระโพธิญาณแน่นอน”
บัดนั้น อาตมาตั้นชือคุกเข่านมัสการอยู่ข้างโต๊ะบันทึก ข้อความของตุลาการพิพากษา ได้เห็นพระอวโลกิเตศวรกลับ คืนรูปปางเมตตา พรมน้ำทิพย์สามครั้ง ประทับเมฆกลับคืน สู่สรวงสวรรค์ พญายมมหาราชเจ้าเลิกประชุม พญายมทั้ง 10 ลากลับคืนสู่ตำหนักของตน ตุลาการพิพากษาบันทึกคำ โอวาทของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เจ้า และคำตอบรับ ของเหล่าเทพในนรกภูมิ รวมอยู่ในหนังสือพระเทวราชโองการ สั่งให้อาตมาบรรจงคัดด้วยมือของตัวเอง เริ่มจากคำ “ยุคทั่วพิภพสันติสุข (ศักราชไท่ผิง) จนถึงคำเสร็จ จากการ อวยพร” เพิ่มอีก 131 ตัวอักษรรวมทั้งสิ้น 31 แผ่น อาตมา ประเคนให้ท่านตุลาการพิพากษาตรวจตรา ก่อนจากท่าน ตุลาการได้กล่าวกับอาตมาว่า “ไม่นานมานี้ เทพในนรกภูมิ ได้เพิ่มจำนวนไม่น้อย ในนั้นหลายท่านเจ้าก็รู้จัก เมื่อเจ้า กลับคืนมนุษย์ภูมิ ไม่ควรเปิดเผยชื่อแซ่พวกเราเป็นอันขาด ไม่อยากให้ชายหญิงในโลกมนุษย์ เมื่อทราบว่ามีบรรพชน เป็นเจ้าหน้าที่เป็นยมทูตในนรกภูมิ ยามประสพโรคภัยไข้เจ็บ ควรทำบุญสร้างกุศล แต่ไม่ยอมทำกลับไปทำร้าย ไปทำลาย สรรพชีวิต บังอาจเผาฎีกาอธิษฐานขอพรพร่ำเพรื่อ จะเป็น การเพิ่มภาระ สร้างความรำคาญแก่ตำหนักต่างๆ โดยไม่ จำเป็น อีกอย่างแต่ก่อนหน้านี้เง็กเซียนฮ่องเต้เทวราชเจ้าได้มีพระบัญชา มิให้บันทึกชื่อแซ่ และประวัติของพญายม มหาราชในตำหนักนี้ และพญายมราชตำหนักต่างๆ ลงใน หนังสือเทวราชโองการ เช่นนี้แล้วชื่อแซ่ประวัติตุลาการ อย่างพวกเรายิ่งไม่ควรให้ชาวโลกรับรู้ สมัยนี้จิตใจมนุษย์ ยากที่จะหยั่งถึง เมื่อมีใครล่วงรู้ถึงข้อมูลเหล่านี้แล้ว นำไป หลอกลวงชาวบ้าน ก่อเหตุเพาะภัย เจ้า และพวกข้าพเจ้า ก็จะไม่สามารถหลีกหนีความผิด ฉะนั้นจึงกำชับเจ้าจงอย่า ประมาท” อาตมาตั้นชือจะน้อมปฏิบัติตามอย่างระมัดระวัง และหลั่งเลือดสาบานเพื่อเป็นประจักษ์
เมื่อฤดูคิมหันต์เดือน 6 ปีอู้เซิน (ค.ศ.1068) อาตมา (นักพรตอู้หมี) ได้จาริกถึงชายทุ่งนอกเมืองอำเภอซวงหลิว นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ได้พบพระอาจารย์อาตมาตั้นชือ ท่านได้กล่าวว่า “เราผ่านวัฏฏะแดนเกิดดับ พ้นด่านคนผีถึง บัดนี้ เจ้าสามารถนำไปบอกต่อเผยแผ่ให้ชาวโลก รับทราบ มนุษย์ยามมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าชายหญิง คนหนุ่ม คนแก่ หรือแม้ แต่ผู้ทุพพลภาพ อนุญาตให้ทำความดี สร้างกุศลไถ่โทษ ลดโทษ หรือเมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของเง็กเซียนฮ่องเต้เทวราชเจ้าได้รับพระเมตตาอภัยโทษ ก็จะได้รับการ นิรโทษกรรมหรือลดหย่อนผ่อนโทษ โลกปัจจุบันมีการ อำพรางกลบเกลื่อน ปกปิดความผิด หรือปฏิเสธความผิดจน สามารถหลีกหนีโทษทัณฑ์ ก็มีจำนวนมิใช่น้อย แต่คนเหล่า นี้เมื่อไปถึงยมโลกแล้ว จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงหลบหนีได้ จะไม่มีการนิรโทษหรือลดโทษ มีอยู่ประการเดียว คือ สำนึกผิดปรับปรุงตัว สร้างแต่กุศลจึงจะลดหย่อนผ่อนโทษ ได้ น่าเสียดายชาวโลกไม่ใคร่ครวญ จะเป็นผีหรือเป็นคน จะ เป็นสัตว์หรือเป็นมนุษย์ มักขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจิตชั่ว วูบ บรรดานักโทษเก่าก่อน น้อยคนที่รู้สำนึก ผู้หญิงอาจมีหนึ่ง สองในร้อยหรือในพัน แต่พวกผู้ชายจะหาสำนึกผิดสักหนึ่งในพันยังไม่ได้เลย ยิ่งร้ายกว่านั้น บางคนจะตายต่อหน้าต่อตาก็ไม่สำนึก แม้รู้ว่าต้องไปรับโทษในยมโลกก็ยินยอม
ปัจจุบัน โชคดีที่พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ทรงพระเมตตา เง็กเซียนฮ่องเต้เทวราชเจ้า ทรงพระกรุณาอนุญาตให้ทำคุณ ไถ่โทษ ยมโลกเปิดประตูแห่งความสะดวกสู่ชาวโลก วันนี้ เราขอแจ้งให้ชาวโลกทราบว่า จะเกิดเป็นมนุษย์นั้น ไม่ใช่ง่าย ฉะนั้นยามเรามีชีวิตอยู่ รู้สำนึกผิด รู้ทำความดีจึงนับเป็น กุศลที่แท้จริง เนื่องจากเจ้า (นักพรตอู้หมี) มีจิตกุศลเผยแผ่ ธรรมมาตั้งแต่ต้น วันนี้เราจึงมอบหน้าที่นี้ให้เจ้ารีบนำหนัง สือเทวราชโองการไปคัดลอก แล้วนำไปเผยแผ่แก่ชาวโลก” อาตมารับฟังเช่นนั้น รีบคุกเข่า ลงน้อมรับหนังสืออาจารย์ท่าน มอบหนังสือเสร็จก็ลอยตัวขึ้นฟ้าทันที
อาตมานำหนังสือที่ได้รับมอบไปคัดลอกทันที และนำ ไปเผยแผ่สู่ชาวโลก ขอแนะนำให้ชาวโลกทราบว่า เมื่อถึง วันคล้ายวันประสูติของสัมมาสัมพุทธเจ้า วันประสูติของ เง็กเซียนฮ่องเต้มหาเทวราชเจ้า วันประสูติของเหล่าทวย เทพ ควรขมาบาป สำนึกผิด และแก้ไขในสิ่งผิด หรือนำหนังสือ เทวราชโองการไปจัดพิมพ์เผยแผ่ แจกจ่ายขยายวงกว้าง แนะนำคนทำความดี สามารถสั่งสอนให้คนหนึ่งคนแก้ไข ในสิ่งผิด ประพฤติแต่ความดี เขาพ้นผิด คุณก็ได้อานิสงส์ ขอให้ชาวโลกไม่ว่าบุรุษเพศหรือสตรีเพศ เมื่อได้ฟังได้ยินคำ ของอาตมาแล้ว มีผิดรีบแก้ไข ไม่ผิดพึงสังวร อย่าปล่อย ให้ตกนรกหมกไหม้ ถึงสำนึกก็สายเสียแล้ว ถึงเวลานั้นจะขอเกิดเป็นมนุษย์ก็หมดโอกาส
อาตมานักพรตอู้หมี ขอบันทึกเพื่อทราบ ณ ที่นี้
ก่อนหน้านั้น เดือน 6 ฤดูคิมหันต์ ปีอู้อี๋น ได้มอบให้ สำนักพิมพ์ตงฟู่ จัดพิมพ์เผยแผ่ ปีนี้ปีเกิงซี อาตมามา ไหว้พระที่อารามซันจู๋ ช่วงสารทจีนได้มอบหนังสือเทวราช โองการทั้งเล่ม รวมทั้งวันประสูติของพระพุทธองค์ และเหล่า เทพพญายมรวม 32 แผ่น พร้อมทั้งค่าแรงมอบให้สำนักพิมพ์ อู่หลินจัดพิมพ์เผยแผ่ ขอให้กุลบุตรกุลสตรีทั้งหลายช่วย การบริจาคเงินจัดทำหนังสือเทวราชโองการ ไม่ว่าจะหมื่นเล่ม พันเล่ม ร้อยเล่ม สิบเล่ม ขอให้ได้เผยแผ่ไปทั่วทุกที่ ทำให้ชาว โลกรู้สำนึก และแก้ไขในสิ่งผิด นับเป็นอานิสงส์อสงไขยแล