เทพเมิ่งผอ

485 Views

          เทพเมิ่งผอ เกิดในต้นราชวงศ์ฮั่น (ก่อน ค.ศ. 222 ถึง ค.ศ.220) ได้เรียนหนังสือ และสวดมนต์ภาวนาตั้งแต่เด็็ก เป็นคนที่เรื่องอดีตไม่ระลึก เรื่องอนาคตไม่กังวล ช่วงมีชีวิต อยู่มีแต่แนะนำคนละเว้นการฆ่าสัตว์ กินอาหารมังสวิรัติ เมื่ออายุ 81 ถึงผมจะขาวโพลนแต่หน้าตายังเหมือนเด็ก เป็น สาวพรหมจาริณีชั่วชีวิต ทราบแต่ตัวเองแซ่เมิ่ง แต่ไม่รู้ตัว เองชื่ออะไร ฉะนั้นคนทั่วไปจึงเรียกท่านว่า “คุณยายเมิ่งผอ”

          คุณยายเมิ่งผอ ได้บำเพ็ญพรตภาวนาธรรมตาม ป่าเขาจนถึงปลายราชวงศ์ฮั่น (ค.ศ.25 ถึง ค.ศ. 220 ) ช่วง นั้นมนุษย์ที่มีวิชาแกร่งกล้าสามารถระลึกชาติ ชอบเที่ยว ตามหาเครือญาติเหล่ากอ ชอบอวดสติปัญญาแสดงความ เฉลียวฉลาด เปิดเผยความลับในยมโลก ด้วยเหตุนี้เง็กเซียน ฮ่องเต้พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์ ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งแม่ นางเมิ่งผอเป็นเทพในแดนสนธยา สร้างหอ “ลืมชาติ” ขึ้น 1 หอ อนุญาตให้มีสิทธิคัดเลือกเจ้าหน้าที่ผีมาใช้งาน นำวิญ ญาณผีที่ผ่านการพิจารณาตัดสินจาก 10 ตำหนัก ว่าควร ไปเกิดเป็นมนุษย์ ณ ที่แห่งหนใดเข้ามาในหอลืมชาตินี้ ใช้ยา พื้นบ้านของชาวโลกมาผสมกลั่นเป็นน้ำยาที่ดูแล้วคล้ายเหล้า แต่ก็ไม่ใช่เหล้า มีรส ขม หวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด บรรดา วิญญาณที่จะไปเกิดใหม่ ต้องถูกส่งมาดื่มน้ำเมานี้ เพื่อให้ ลืมเรื่องราวต่างๆ ของอดีตชาติเมื่อไปเกิดในโลกมนุษย์ จะมี อาการ บ้างเหม่อลอยน้ำตาไหล บ้างหัวเราะจนเหงื่อตก บ้างวิตกจริตจนน้ำมูกน้ำตาไหล บ้างร้องห่มร้องไห้หรือ อารมณ์ฉุนเฉียว บ้างถ่มน้ำลายหรือวิตกหวาดหวั่น วิญญาณ ผีต่างจะนำโรคาพยาธิ 1 หรือ 2 หรือ 3 ส่วนติดตัวไป ถ้าเป็น วิญญาณที่มีกุศลมาก เกิดใหม่จะมี หู ตา ที่ว่องไว จมูก ลิ้น ที่มีความสัมผัสดีกว่าเก่า ร่างกายแขนขาที่แข็งแรงกว่าเก่า แต่ถ้าวิญญาณที่มีบาปมาก ไปเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ ซุ่มเสียง สติ ความเฉลียวฉลาด สังขาร จิตวิญญาณเลือดเนื้อ กำลัง ขวัญจะแย่กว่าเก่า หรือค่อยๆ ถูกบั่นทอนจนเหลือแต่สังขารที่อ่อนล้า สภาพเช่นนี้เป็นสิ่งบอกเหตุ เตือนให้มนุษย์ต้องรีบ สำนึกผิด และมุ่งทำแต่ความดี

          หอลืมชาติ ตั้งอยู่ข้างหน้าตำหนักของพญายมราช นอกสะพานวัฏฏะทั้ง 6 แห่ง ตำหนัก 10 เป็นหอสูงใหญ่รอบ หอได้สร้างห้องซึ่งมีระเบียงติดต่อกันได้รวม 108 ห้อง ด้าน ตะวันออกของหอมีทางเล็กๆ อยู่สายหนึ่ง กว้างแค่ 1 ฟุต 4 นิ้วจีน ทอดยาวไปยังสะพาน บรรดาวิญญาณชายหญิงที่ถูกส่งมาถึงที่นี่ เดินผ่านห้องระเบียง ซึ่งข้างในมีถ้วยชามน้ำดื่มคอยต้อนรับ วิญญาณผีจะดื่มมากดื่มน้อยแล้วแต่ความต้องการ แต่ถ้ามีผีเจ้าเล่ห์ที่ไม่ยอมดื่มน้ำล้างความทรงจำ เดินผ่านจุดตรวจ ใต้ขาจะปรากฏตะขอมีดเกี่ยวขาไว้ ข้างบนจะมีท่อทองแดงทิ่มแทงมายังลำคอ เมื่อวิญญาณผีได้รับความเจ็บปวด เจ้า หน้าที่ก็จะกรอกน้ำลืมตนใส่ปาก วิญญาณผีที่ดื่มน้ำล้าง ความทรงจำเรียบร้อยแล้ว มีอาการสะลึมสะลือ เจ้าหน้าที่ จะประคองวิญญาณเหล่านั้น เดินออกจากเส้นทางเล็ก ผลัก ขึ้นสะพานลอยที่สานจากไม้ไผ่ผูกด้วยเชือกปอ ข้างล่างสะ พานเป็นสายธารน้ำเลือดสีแดง ยืนอยู่กลางสะพานแลตรง ไปฝั่งผาหินที่อยู่ตรงกันข้าม จารึกตัวหนังสืออยู่ 4 บรรทัด อักษรแต่ละตัวมีขนาดใหญ่เท่ากับถังตวงข้าวสาร มีใจความ ว่า “เกิดเป็นมนุษย์แสนง่ายไซร้ คนเป็นมนุษย์นั้นไม่ง่าย หวนเกิดมนุษย์ยากยิ่งหลาย จะเกิดแดนบุญนั้นไม่ยาก ปากใจตรงกันย่อมทำได้”

          เมื่อวิญญาณผีกำลังอ่านบทความบนหน้าผา ฝั่งตรง ข้ามปรากฏยมบาลรูปร่างสูงใหญ่สองท่าน แยกเป็นสองข้าง กระโดดมายืนกลางเหนือน้ำ ท่านหนึ่งใส่หมวก และชุดเสื้อ ลายปักสีดำ มือถือพู่กันและสมุด หลังบ่าสะพายดาบคู่ เอวแขวนเครื่องพันธนาการ ตาถลนทั้งสองข้าง ชอบหัวเราะ เสียงดัง มีนามว่าหัวอู๋ฉาง (ชีวิตไม่จีรัง) ยมบาลอีกท่าน หนึ่งหน้าตาเกรอะกรังด้วยเลือด ใส่ชุดสีขาว มือถือลูกคิด บ่าพาดย่ามข้าว อกแขวนกระดาษเงินกระดาษทองชอบ ถอนหายใจ มีนามว่าเซิงสื่อโหย่วเฟิน (เกิดหรือตายล้วน ถูกลิขิต) เร่งรัดผลักดันเหล่าวิญญาณให้กระโดดลงแม่น้ำ สีแดง วิญญาณที่มีมูลธรรมเบาบางก็ดีอกดีใจ กระโดดโลด เต้นที่จะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ วิญญาณที่มีมูลธรรมหนักแน่น ก็รันทดสะอื้น โกรธเกลียดตัวเองช่วงมีชีวิตอยู่ กุศลกรรม สร้างไม่มากพอ อานิสงส์ไม่สามารถครอบคลุมถึงชาติ ที่จะเกิดใหม่ รากแห่งความทุกข์ยากไม่สามารถสลัดทิ้ง วิญญาณผีชายหญิง หลงหลายเมามาย ต่างกระโดดเข้าสู่ห้อง เกิดอินหยาง (หญิงชาย) แปรเปลี่ยนอึดอัดงงงวย กลับ หัวไม่เป็นเสรี จนกระทั่งเท้าทั้งคู่กระทืบเยื่อรกแตก ร้อง อุแว๊หลุดออกจากครรภ์มารดา เวลานานเข้าก็หลงใหล รสชาติอาหาร ไม่ห่วงสรรพชีวิต โพธิจิตค่อยๆ สูญสิ้น ผิดต่อ พระเมตตาของพระพุทธโพธิสัตว์เจ้า และเทพเจ้าแห่งสรวง สวรรค์ ไม่ห่วงใยบั่นปลายชีวิตจะลงเอยด้วยวิถีใด จะสิ้นอายุ ขัยอย่างสงบหรือตายอย่างทรมาน

          ข้อความ 32 บรรทัดข้างต้นนี้ เป็นการทูลเกล้าของเจ้า หน้าที่อาลักษณ์หอลืมชาติ และได้รับการโปรดเกล้าจากเง็ก เซียนฮ่องเต้เทวราชเจ้าให้บันทึกรวมลงในเทวราชโองการ ประกาศให้ทั่วโลกมนุษย์รับทราบ