Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
บทนำบันทึกความศักดิ์สิทธิ์ของเทวราชโองการร่วมสมัย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

บทนำบันทึกความศักดิ์สิทธิ์ของเทวราชโองการร่วมสมัย

479 Views

คัมภีร์เขียนไว้ว่า

“สร้างกุศล มงคลเยือน
ทำความชั่ว เคราะห์กรรมถึง”
“กุศลไม่สร้าง ไม่สามารถเรืองนาม
บาปกรรมไม่ก่อ ไม่ถึงขั้นประหาร”
“ทุกข์เกิดจากบาป สุขมาจากบุญ”

และยังกล่าวอีกว่า “กาเมสุมิจฉาจารเป็นยอดแห่งบาป กตัญญูกตเวทีคือเลิศของบุญ” ตรรกะนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใดทำ แต่ความดี ลูกหลานของเขาย่อมเจริญรุ่งเรือง กราบเรียนท่านผู้บำเพ็ญตนที่เคารพทุกท่าน ควรปฏิบัติตามคติพจน์นี้ สร้างแต่กุศลธรรมตลอดเทอญ

ธรรมแห่งมรรคผล ปรากฏเด่นชัด กงกรรมกงเกวียน ไม่มีผิดเพี้ยนนี่เป็นธรรมะที่แม้ผ่านไปพันๆ ปี ก็ไม่แปรเปลี่ยน ปัจจุบันข้าพเจ้ารู้สึกว่า เราเจริญรอยตามบัณฑิตหยูที่มีจิต เอนเอียงไปทางปฏิเสธพุทธ เพื่อรักษาชื่อเสียง เกียรติยศของ ตัวเอง บทความที่เขียนมักเขียนแบบหนังสือราชการ ละมุน ละม่อมไปหมดทุกด้าน คำสอนของเทพธรรม ไม่กล้ากล่าวถึง ความจริง แล้วเรื่องของมรรคผล กฎแห่งกรรม มีหลักฐาน ยืนยันไม่น้อย อย่างเช่นพระอริยเจ้า และบุรพาจารย์เก่าก่อน ยึดถือไม่มุสาเป็นหลัก ลัทธิขงจื๊อมีบทความคำสอนของ บรมศาสดาขงจื๊อให้ปฏิบัติตาม พระสงฆ์องค์เจ้าเน้นละเว้น การทำชั่ว พระพุทธเจ้าให้ยึดหลักมรรคผล เทพเทวดาถือ เจริญภาวนาจิตอย่างแน่วแน่จะได้ผลบุญตอบสนอง แม้ลัทธิ เต๋ายังมีหนังสืออบรมบ่มนิสัยมายืนยัน ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ว่าพุทธ เทพยดา หรือพระอริยเจ้าล้วนมิยอมให้กล่าวเท็จหลอกลวงชาวโลก ศาสนาแม้แบ่งเป็นสาม แต่มี “ห้ามมุสา” เป็นหลักธรรมเดียวกัน ในเมื่อทุกศาสนาห้ามพูดเท็จ แล้ว จะมาหาว่าหนังสือเทวราชโองการเล่มนี้ พูดเท็จได้อย่างใด ฉะนั้น จะเข้าใจถึงกฎแห่งกรรมของโบราณและปัจจุบัน ต้อง อ่านหนังสือเทวราชโองการ ยิ่งอ่านก็จะยิ่งรู้ซึ้งสิ่งเหล่านี้ ยิ่งเชื่อถือปฏิบัติตามคำว่า “ดีชั่วสุดท้ายได้ผลตอบเพียง แต่มาเร็วหรือมาช้า” คำพูดนี้เป็นคำสัตย์จริง จึงเสนอแนะ ให้เพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย ควรยึดมั่นและนำไปปฏิบัติ ขอให้ สาธุชนทุกท่านมีอายุวัฒนะ เมื่ออายุมากขึ้น ผ่านชีวิตโชก โชน ก็จะรู้ซึ้งถึงอานิสงส์ของหนังสือธรรมะไม่คลาดเคลื่อน แม้กระเบียดนิ้ว

ข้าพเจ้านายเสีวยตี้ ตั้งแต่เล็กจนโต ได้รับการอบรม สอนสั่งจากพ่อแม่ ให้หมั่นทำบุญสร้างกุศล ช่วยเหลือ ผู้ตกทุกข์ได้ยาก คำสอนเหล่านี้ ได้จารึกอยู่ในจิตข้าพเจ้า มิกล้าลืมเลือน น่าเสียดายข้าพเจ้าเป็นผู้โง่เขลา ตำราเรียน กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ข้าไร้วาสนา ไม่สามารถไปสอบเป็น ขุนนาง ละอายใจตัวเองไม่สามารถรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อ ตอบแทนบุญคุณ ประเทศชาต ิ และเชิดชูเกียรติยศชื่อ เสียงของวงศ์ตระกูล จิตที่มุ่งมั่นไม่สามารถบรรลุผล เลยต้อง หันไปเรียนรู้ทางการค้า

เมื่อคิดที่จะทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สร้างกุศล เผยแผ่แก่สรรพชีวิตแล้ว ก็อย่าไปคาดหวังอะไรมาก ยิ่งพรหม ลิขิตบันดาลชะตาชีวิตไม่แน่นอน บางช่วงดีบางช่วงร้าย ถึงจะมีอุดมคติยิ่งใหญ่ แต่มาถึงบัดนี้การงานก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ความหมาย อนาคต ยากจะหยั่งรู้ หรือจะกลับบ้านเก่า (สิ้นบุญ) ด้วยมือเปล่า มิสู้กลับใจเข้าหาฝั่งพุทธเกษตร สร้างกุศลมรรควันนี้ เพื่อผลบุญในชาติหน้า อย่าคอยอายุขัยสิ้น ถึงจะสำนึก ก็สายเสียแล้ว เมื่อคิดเช่นนี้ หลายปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้จัด พิมพ์พระสูตรไตรพระอริยเจ้า เพื่อแนะให้ผู้คนทำแต่ความดี หลังจากนั้น ได้พิมพ์คัมภีร์พระราชกูฏอวโลกิเตศวรสูตร และคัมภีร์มหากรุณาจิตธารณีสูตร ออกเผยแผ่ชักจูงคน ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบารมี

สิบหกปีหลังจากพิมพ์หนังสือธรรมะออกเผยแผ่ ภรรยา ที่คิดว่าเป็นหมันได้คลอดบุตรชายเมื่อยามอายุมาก และในปีนั้นเกิดนิมิตศุภมงคลสามประการ นี่เป็นสิ่งที่ไม่กล้าคาดฝัน หวนคิดไตร่ตรอง คงเป็นอานิสงส์ของกุศลธรรมนั้นแล ช่วง พิมพ์หนังสือธรรมะออกเผยแผ่ไม่คิดหวังบุญ เพียงเพื่อ ต้องการชักจูงผู้คนเข้าหาธรรม ทำแต่ความดี ไม่นึกว่าได้รับ การคุ้มครองรักษา และเมตตาปราณีอย่างล้นเหลือจากเทพ เจ้าถึงเยี่ยงนี้ ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ามีจิตมุ่งมั่น แนวแน่ต่อการทำ บุญสร้างกุศลตลอดไป

ปีที่ 30 ของรัชกาลกวางสี (ค.ศ.1904) ข้าพเจ้าไปไหว้ พระบูรพาคิรีมหาราชเจ้า และอธิษฐานพิมพ์หนังสือบรมมหารัตนเทวราชโองการเพื่อโปรดสรรพสัตว์ถวาย 2,000 เล่ม ปล่อยสัตว์หมื่นชีวิต เพื่อขอพรให้คุณแม่ท่านมีอายุยืน ถึง 100 ปี ภรรยาหายจากเจ็บป่วย ลูกชายคนโตซี่หลิน การค้าราบรื่น ลูกชายคนรองเซียงซี่อายุยืนยาว และทั้ง ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข กิจการเจริญรุ่งเรือง หลังจาก อธิฐานไม่นาน ได้รับความกรุณาคุ้มครองจากเทพเจ้า ทุกอย่างล้วนราบรื่นสมใจปรารถนา เช่น เดือนห้าของปีนี้ มารดาท่านเกิดไม่สบายหนัก ข้าพเจ้ารีบอธิฐานขอพรสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ณ กลางแจ้งไม่นานมารดาก็หายป่วย นี่ถ้าไม่ใช่ได้รับการคุ้มครองอย่างเงียบๆ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้จากทุกข์กลายเป็นสุข จากร้ายกลายเป็นดีแล้วจะเรียกว่าอย่างไร ด้วยเหตุนี้ จึงบันทึกความศักดิ์สิทธิ์ของกุศลกรรมเพื่อเป็นบทเตือนใจตัวเอง กระตุ้นจิตให้มีความบากบั่นพยายามยิ่งขึ้น และอยากให้เป็นเสียงระฆังในยามวิกาลของท่านอื่น เพื่อหวังให้ทุกท่านบรรลุถึงฝั่งแห่งธรรม แต่โดยเร็วเทอญ

เสีวยตี้ขอน้อมวาดหวัง และน้อมคารวะ ณ ที่นี้
กราบขอนำเอาประสบการณ์จริงจากความศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับมาเป็นบทนำของหนังสือเล่มนี้
หยังเสีวยตี้ เขียนเมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 ปีกวางสี 33 ( ค.ศ.1907 ) ณ มณฑล เจ๋อเจียงจังหวัดหนิงปอ อำเภอ เจิ้นไห่