Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
บันทึกนรกคนเป็น ตอนที่ 10 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

บันทึกนรกคนเป็น ตอนที่ 10

541 Views

ทางอริยะประจักษ์แจ้งชื่อก้อง
สู่งานเลี้ยงสระทิพย์เข้าเฝ้าสมเด็จพระมารดา

 

พระจี้กงเสด็จลงประทับทรง กลอนนำเสด็จ
หนึ่งชี้ทางสว่างญาณทวาร
สองเทพเจ้านิมมานคอยสอดส่อง
สามบุปผาชูช่อทารกผ่อง
สี่ฤดูทองไม้บานทั่งไต้หวัน
ห้าทะเลสาบสี่สมทรต่างสรรเสริญ
หกหกเพลินราบรื่นสร้างสถานธรรม
เจ้ดนางฟ้าเมตตาช่วยงานธรรม
แปดเซียนนำโอวาทช่วยเผยแพร่
เก้าสุริยะด่านอบรมให้เบ็ดเสร็จ
สิบเต็มเปี่ยมรู้สำเร็จบริบูรณ์

 

พระจี้กง : ใกล้จะสิ้นปี คืนนี้หลังแต่งหนังสือเล่มนี้แล้วก็ถึงกาลอวสาน หนังสือ “บันทึกปรากฎการณ์นรกคนเป็น” เป็นหนังสือที่ใช้ปลอบเตือนผู้คนที่อยู่บนโลก ถึงผลการกระทำต่างๆ ไม่อาจหลบหลีกจากสายตาของเทพพุทธ ไปได้กับการตอบสนองของกรรมตนเองเป็นผู้ก่อเหตุไว้ก็ต้องให้ตนเองแบกรับผลกรรม ไม่มีใครสามารถจะรับแทนกันได้ก็เหมือนกับตนเองปวดศีรษะ คนอื่นก็ไม่เข้าใจถึงรสชาติของการปวดศีรษะ ดังนั้นหากใคมีใจคิดอวดดี พอถึงเวลาผลกรรมตามสนิง ก็มิอาจหลีกผลกฎแห่งกรรมนั้นไปได้ในขณะที่กรรมตอบสนอง กายเนื้อก็จะปรากฎอาการความเจ็บปวดต่างๆกัน ถึงแม้จะเป็นการยกตัวอย่าง แต่จุดมุ่งหมายก็ต้องการให้ผู้คนเข้าใจว่า การเจ็บป่วยต่างๆ ย่อมมีเหตุหวังว่าชาวโลกจะเข้าใจ เพียงตัวอย่างอันหนึ่งก็สามารถนึกเห็นได้ถึงสามอย่าง
เฟยหลวน : ขอต้อนรับท่านอาจารย์ ครั้งที่แล้วได้ยินอาจารย์ว่าจะพาศิษย์ไปเฝ้าสมเด็จแม่ที่สระทิพย์ ศิษย์ดีใจจนนอนก็นอนไม่หลับ แต่ทว่ายังกระปรี้กระเปร่าอยู่ เพียงแต่รู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้ามาก คืนนี้สองเราอาจารย์ศิษย์จะได้ไปเที่ยวยังสระทิพย์แล้ว ศิษย์ดีใจจนไม่รู้ว่าจะนำคำพูดอะไรมาเปรียบเปรยจึงจะเหมาะสม ขณะเดียวกันความดีใจนี้ก็ได้ขจัดความไม่สบายอกสบายใจและความหวาดผวาไปได้
พระจี้กง : เอ้อ! วิญญาณท่องเที่ยวนรกคนเป็น เพื่อแต่งหนังสือเป็นงานศักดิ์สิทธิ์ หากพูดว่ารู้สึกไม่สบายอก อาตมาก็พอเข้าใจได้แต่ที่หวาดผวานี่ซิ มีอะไรทำให้เป็นเช่นนั้นหรือ
เฟยหลวน : อาจารย์เจ้าขา! ท่านไม่รู้อะไร สภาพของ “นรกคนเป็น” ช่างนากลัวเสียนี่กระไร ทำให้คนทนสภาพนั้นได้ยากหากมิใช่เป็นโองการให้วิญญาณท่องไปเพื่อแต่งหนังสือเป็นภาระอันยิ่งใหญ่แล้ว ศิษย์ก็มิกล้าออกปากบ่นหรอกค่ะ ถ้าเป็นธรรมดา ป่านนี้ก็เผ่นแน้บไปถึงไหนแล้ว จริงๆ นะ! สภาพเช่นนี้นก็เหมือนนรกบนดิน “โรงฆ่าสัตว์” อะไรอย่างนั้นทำให้คนยากที่ลืมเลือน ยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร การกินการอยู่ของศิษย์จึงจะเข้าสู่สภาวะปกติ นี่แหละคือการหวาดผวาของศิษย์ละ
พระจี้กง : ว้า .....ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง นี่ก็โทษไม่ได้ อาจารย์เข้าใจแล้ว แต่ว่าคราวนี้บุญกุศลของเจ้าไม่น้อยทีเดียว และก็เป็นความขยันของโรงเจเจ้าที่ทำงานด้ายเผยแผ่ทางอริยะเป็นเหตุและบรรดาศิษย์ภายใต้การนำของนายลิ้มจ๋วงซิวได้ยืนหยัดในอุดมการณ์อันแนบแน่น จึงประสบความสำเร็จในวันนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีและน่าสรรเสริญ อีกทั้งเทพพุทธในสามโลกต่างยกย่อง
เฟยหลวน : ท่านอาจารย์เยินยอเกินไปแล้ว ศิษย์คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ควรทำจึงทำไปเท่านั้น แต่เป็นเพราะสมัยและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน สังคมก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง หรือที่พูดว่าก้าวไป น่าจะพูดว่าถอยหลัง เพราะจิตใจของชาวโลกยึดอยู่กับความเจริญของวิทยาศาสตร์ จึงพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ แล้วก็ไม่พอใจสภาพปัจจุบัน ทำให้จิตใจที่ปกติธรรมดาเปลี่ยนแปลงไปจนน่าเบื่อ ทำให้รู้สึกว่าจิตใจของคนในสังคมฟุ้งซานไม่สงบ
พระจี้กง : ชาวโลกก่อบาปมหันต์ ล้วนเพราะความโลภอยากได้นำไป จนทำให้คน เรื่องราว สิ่งของ ล้วนเกิดความไม่พอใจไม่สงบ สังคมฟุ้งซานไม่สงบเช่นนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีโรงเจศักดิ์สิทธิ์อย่างไรโรงเจจ๋วงเซินถังของเจ้า ให้มีการก่อตั้งกันหลายๆ แห่งทุกที่ เพื่อจะได้ฉุดช่วยจิตใจผูคน เพื่อให้จิตใจได้คืนสู่ความปกติที่แท้จริง
เฟยหลวน : ท่านอาจารย์กล่าวถูกค่ะ! ขอเพียงให้ผู้คนรู้ถึงความทุกข์ร้อนห่วงใยของเทพพุทธบ้างก็พอแล้ว
พระจี้กง : อื่ม! ปณิธานที่ดีของเจ้าคงปรากฎให้เห็นสักวันหนึ่งเวลดึกแล้ว รีบขึ้นบนปทุมาสน์ พวกเราเตรียมตัวออกเดินทางเถอะ
เฟยหลวน : ค่ะ! ศิษย์เตรียมตัวนานแล้วค่ะ ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วขอเชิญอาจารย์ออกเดินทางได้
พระจี้กง : โคะโดโมะมิไต(ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า เหมือนเด็ก) ดี! ปิดตาเสีย ! นะโม.....ขึ้น....
ลอยละลิ่วสู่เมฆบื้องบน
ท่ามกลางนพเมฆินทร์ไร้ช่องพาย
หากปล่อยวางเรื่องในใจให้สบาย
ทอดสายเนตรแดนสวรรค์สุขารมย์

 

ถึงแล้ว! เฟยหลวน จงจากปทุมาสน์ลืมตาดูรอบๆ ได้แล้ว
เฟยหลวน : อาจารย์! แดนสวรรค์อากาศดีอะไรเช่นนี้ ใหม่สดชื่นจัง ! ต้องสูดซักหลายๆครั้ง เพราะกลับไปแล้วก็สูดไม่ได้อีก เห็นรอบๆมีแต่เมฆหมอกลอยฟ่อง มีแสงประกายแว้บๆ อยู่หลายแห่ง อย่างกับหนังสืออิทธิฤทธิ์ที่พูดกันว่า “ปล่อยแสงเฮ่ากวงแว้บๆ” แต่ที่ไม่เหมือนกันที่นี่เป็นแสงทองที่สว่างสดใสสวยงามมาก ขอเรียนถามท่านอาจารย์ ที่นี่เป็นที่ไหนกันคะ
พระจี้กง: ที่นี่เป็นทางเข้ายังสระทิพย์ เราศิษย์อาจารย์เตรียมตัวเข้าเฝ้าสมเด็จแม่กันเถอะ
เฟยหลวน : นี่เป็นทางเข้าไปยังสระทิพย์หรือ ทำไมจึงเร็วอย่างนี้แต่อาจารย์ขา! การเข้าเฝ้าสมเด็จแม่ครั้งนี้ ทำไมไม่ต้องผ่านด่านทักษิณเล่าค่ะ
พระจี้กง : ครั้งนี้เป็นเพราะสมเด็จพระมารดามีพระราชโองการด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นการชมเชยส่งเสริมให้กำลังใจแก่เธอที่ลำบากลำบน จึงมีรับสั่งให้อาตมาพาเธอมายังสระทิพย์โดยตรง และทางด่านทักษิณก็ได้รับพระราชโองการเช่นกันเพราะเหตุนี้อาตมาจึงไม่นำเจ้าไปรายงานที่ด่านทักษิณแต่กลับนำเจ้ามาโดยตรง
เฟยหลวน : อ๋อ! ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ศิษย์เข้าใจแล้ว เอ! ดูเหมือนจะมีพระวิสุทธิณีกำลังรอการมาถึงของเรากันอยู่ข้างหน้าเหนือศีรษะมีรัศมี ในมือมีแส้ปัดฝุ่น มิทราบว่าท่านวิสุทธิณีผู้นี้เป็นใคร ด้านหลังยังมีนางฟ้าอีก (ว้า! แม่นางรูปงางสง่าเสียจริง ! อย่างนี้ซิจึงสมควรเรียกว่าหญิงงาม)
พระจี้กง : เฟยหลวน! อย่าพูดมากไปเลย รีบๆเข้าเฝ้า วิสุทธิณีผู้นี้คือพระนางเก้าฟ้า (กิ่วเทียงเฮี้ยงนึ้ง : จิ่วเทียนเสียนหนี่) และที่อยู่ข้างหลังของพระนาง คือ วิสุทธิณีที่หกแห่งสระทิพย์พวกท่านคงได้รับราชโองการจากสมเด็จแม่มาคอยต้อนรับเราอาจารย์ศิษย์กระมัง
เฟยหลวน : ต้อนรับ! มิกล้ารับกระมัง รีบเข้าไปคารวะจะดีกว่าศิษย์หลอเฟยหลวนเป็นคนทรงแห่งโรงเจจ๋วงเซินถัง เมืองไถจงเป็นทวีปขึ้นตรงต่อด่านทักษิณ ขอกราบคารวะท่าน พระนางเก้าฟ้า และวิสุทธิณีที่หก ศิษย์ได้รู้เกี่ยวกับท่านวิสุทธิณีทั้งสองนานแล้ว โดยเฉพาะวิสุทธิณีที่หกมีความสัมพันธ์กับโรงเจอย่างลึกซึ้ง วันนี้ได้พบท่านวิสุทธิณีทั้งสอง นับว่ามีบุญวาสนายิ่งคงมีบุญสัมพันธ์กันมาแต่อดีตชาติ ศิษย์มีความดีใจอย่างล้นเหลือ
พระนางเก้าฟ้า,วิสุทธิณีที่หก:เฟยหลวนลุกขึ้นมาเถิด มิต้องมีมารยาทมากนักเธอได้รับราชโองการให้มาแต่งหนังสือ ครั้งนี้หนังสือ “นรกคนเป็น” ได้อาศัยโรงเจเจ้ามาจัดทำ ทำให้ผูคนได้รู้ถึงกลไกของยมโลก นับเป็นพระเมตตาของสมเด็จแม่ พระองค์ทนไม่ได้ที่เห็เวไนยสัตว์จมปรักอยู่ในโคนตมแห่งโลกนี้ เห็นผู้คนต่างแก่งแย่งชิงทรัพย์เกียรติยศชื่อเสียง ผลที่สุดก็มีโรครุมเร้าทั้งตัว หารู้ไม่ว่านี่คือสาเหตุของกรรมผูกพัน น่าจะรู้ว่ายาขนานแท้รักษาได้แต่โรคปลอมๆ โรคจริงๆ ไม่มียารักษา การเจ็บป่วยของกายเนื้อกับโรคแห่งเวรกรรม มีความแตกต่างกันมากนักโรงเจของเจ้าได้รับราชโองการให้วิญญาณท่องเที่ยวเพื่อแต่งหนังสือในครั้งนี้ ก็เหมาะสมกับกาลเวลาและความสัมพันธ์ของมนุษย์ นับว่าบุญคุณของเจ้ายิ่งใหญ่นัก
เฟยหลวน : มิได้ค่ะ! การเผยแผ่แทนเบื้องบน ศิษย์ขอรับหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เมื่อมองเห็นความเมตตาของเทพพุทธและความยากลำบากในการอบรมแล้ว สิ่งที่ศิษย์กระทำนับว่าน้อยนิดไม่เพียงพอ มิกล้าที่จะรับเป็นบุญคุณเจ้าค่ะ
พระจี้กง : เออแน่! เฟยหลวนกล่าวขานก้าหน้าไปมากเลยนะ
เฟยหลวน : ฮิ ฮิ! อาจารย์อย่าหัวเราะศิษย์เลยน่า ศิษย์เขินแย่เลย
พระนางเก้าฟ้า : สมเด็จแม่ได้ตระเตรียมอาหารไว้โต๊ะหนึ่งในมหาตำหนัก กำลังรอพบเฟยหลวน เราไปกันเถอะ! อย่าให้สมเด็จแม่ต้องรอนาน
วิสุทธิณีที่หก : ถูกแล้ว! ขอเชิญพระอรหันต์จี้กงและเฟยหลวนเถิด
เฟยหลวน : ค่ะ! ศิษย์รับคำบัญชา โอ้! ของแปลกๆ ทังสองข้างทาง หอมระรื่นงามนัก สีสันแปลกตาแต่ละอย่างละแบบอีกทั้งกลิ่นสีไม่อาจจะพบได้ในโลกมนุษย์ ช่างทำให้ศิษย์ดูจนตาลาย เป็นบุญตายิ่งนัก ทั้งดอกไม้ใบหญ้าเปล่งรัศมีระยิบระยับ สวยงามอะไรเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะบรรยายแบบไหนจึงจะถึงความงดงามของที่นี่ เออนั่น! มีนกน้อย นี่เป็นนก....
วิสุทธิณีที่หก : นกเหล่านี้เป็นนกเทวดา มิใช่เป็นกที่มีกรรมอย่างในโลก เพราะสามารถเข้าใจในพุทธธรรม และรู้ใจเธอได้ดีด้วย
เฟยหลวน : อ๋อ! เป็นเช่นนี้เอง นกแต่ละตัวมีขนแวววาวดูโปร่งใสไม่มีฝุ่นละอองเกาะ น่ารักเสียจริง โอ้! บินมาที่ตัวศิษย์ ดูเหมือนศิษย์จะมีบุญสัมพันธ์กับนกมากอยู่ ฮิ ฮิ! จิ๊บ จิ๊บ .....เอ๊ะ! ไมใช่จะไปเข้าเฝ้าสมเด็จแม่กันหรอกหรือ ทำไมเดินกันมายังสระน้ำนี่
พระจี้กง : จะเข้าเฝ้าสมเด็จแม่ต้องชำระล้างฝุ่นในตัวเจ้าก่อนถึงแม้จะเป็นกายทิพย์แต่ก็มีคุณกับเจ้ามากนะ
เฟยหลวน : ไม่ได้! อาจารย์ท่านลืมไปแล้วหรือว่าศิษย์ว่ายน้ำไม่เป็น อีกอย่างก็ไม่ได้นำเสื้อผ้ามาเปลี่ยน หากเปียกแล้วจะเป็นหวัด แล้วจะเข้าเฝ้าสมเด็จแม่ได้อย่างไร อาจารย์ขาศิษย์ไม่ลงไปได้ไหมคะ
พระนางเก้าฟ้า : เฟยหลวน! ไม่ต้องกลัว ! ลงไปเถอะ !มีเราอยู่ที่นี่
เฟยหลวน : แต่ศิษย์ว่ายน้ำไม่เป็น ขอล้างหน้าแต่เพียงอย่างเดียวได้ไหม
พระจี้กง : ยิ่งพูดก็ยิ่งเหลวไหล เอ้า! ลงไปเถอะ!
เฟยหลวน : โอ้ยๆ! ..อย่าอาจารย์ อย่า! (ตูม) ช่วยด้ายช่วยด้วย! ท่านวิสุทธิณีช่วยด้วย ศิษย์ว่ายน้ำไม่เป็น(จับมือวิสุทธิณีไว้แน่นไม่ยอมปล่อย)
วิสุทธิณีที่หก: เฟยหลวน! เจ้าร้อนรนไปแล้ว ปล่อยมือเถอะไม่จมหรอก
เฟยหลวน : เออ! จริงด้วย! ทำไมไม่จมนะ แปลกจริง ดูเหมือนมีแรงดันให้ลอยอย่างนั้น ทำให้อยู่ได้ โอ้! น้ำก็มีรสชุ่ม ชุ่มคอด้วยไม่เลวเลย! ฮิฮิ! ไม่จมด้วย น่าเล่นจริงๆ เย็นสบาย เย็นสดชื่นไม่เป็นไรแล้ว ! ทำให้กล้วแทบแย่!
พระจี้กง : พอแล้ว! ขึ้นมาได้ เมื่อกี้นี้ให้ลงไม่ย่อมลง ตอนนี้ก็ไม่ยอมขึ้นเลยนะ
เฟยหลวน: ค่ะ! ศิษย์รับบัญชา เอ้อ! พอพ้นจากน้ำ กายก็ไม่เปียกด้วย แม้แต่เสื้อผ้าก็แห้ง น่าแปลกจริงๆ! แต่ภายหลังการอาบน้ำรู้สึกเย็นสบาย สดชื่นขึ้นเป็นทวีคูณ สบายจริงๆ
วิสุทธิณีที่หก: ที่นี่เป็นน้ำจากสระทิพย์ไหลมาสู่ที่นี่ เพื่อให้มนุษย์มือทรงมาถึง จะได้ชำระล้างให้วิญญาณสะอาด
เฟยหลวน : อ๋อ! เป็นอย่งนี้เอง จึงรู้สึกไม่เหมือนเดิม
พระนางเก้าฟ้า : เวลาสายแล้ว รีบไปกันเถอะ
เฟยหลวน : ค่ะ ! ตำหนักระหว่างทางล้วนงามตระการตาแต่ละแห่งมีแสงระยิบระยับ สระทิพย์แดนสวรรค์ช่างแตกต่างอะไรเช่นนี้
วิสุทธิณีที่หก : ถึงหน้าพระตำหนักแล้ว เฟยหลวนจัดแต่งตัวให้เรียบร้อย เตรียมตัวเข้าเฝ้า
พระนางเก้าฟ้า,วิสุทธิณีที่หก: กราบเข้าเฝ้าสมเด็จพระมารดาเจ้าค่ะ บัดนี้ได้นำท่านพระอรหันต์จี้กงและหลอเฟยหลวน มือทรงโรงเจจ๋วงเซินถังแห่งไตหวันมาแล้วเจ้าค่ะ
พระจี้กง : อาตมาเต้าจี่กราบสมเด็จแม่เมตตาทรงพระสำราญเฟยหลวนรีบเข้าไปกราบข้างหน้า ! อย่าหันรีหันขวางมองไม่เสร็จสงบสติหน่อย
เฟยหลวน : อ่อเอ่อ! ค่ะ! ศิษย์หลอเฟยหลวนขอกราบพระมารดาทรงพระสำราญเจ้าค่ะ ขอองค์เหล่าหมู่มีพระชนม์มายุยิ่งยืนนานเจ้าค่ะ(มือไม้สั่นไปหมด ไม่รู้เป็นอะไร ยิ่งกว่าเข้าหาเจ้านายผู้ใหญ่เสียอีก ไม่เชื่อขอเชิญท่านผู้ปฏิบัตธรรมมาลองดูก็ได้)
เหล่าหมู่: ขอให้ทุกท่านลุกขึ้นเถิด! ลำบากมากแล้ว! ท่านพระจี้กงคราวนี้ก็ลำบากท่านอีกแล้ว
พระจี้กง : มิกล้า! เพื่อเวไนยในยุคไตรกัป อาตมามิกล้าว่าลำบาก
เหล่าหมู่ : เป็นเพราะเพื่อเหล่าวิญญาณเก้าสองไม่คิดกลับแดนนิพพาน จมปรักลุ่มหลงอยู่ในโลกีย์ ถูกภาพปลอมทำให้ลุ่มหลงจึงต้องทำให้ท่านทั้งหลายต้องลำบากเที่ยวไปมา
พระจี้กง : สมควรแล้ว สมควรแล้ว เหล่าหมู่ทรงเมตตา
เหล่าหมู่ : เฟยหลวนเจ้าก็ลำบากด้วย
เฟยหลวน : ศิษย์มิกล้าพูดว่าลำบาก (สิ่งที่ถูกต้องมิกล้าแม้แต่ขยับ)
เหล่าหมู่ : ทั่วบริเวณไต้หวันระยะนี้มีหนังสือธรรมะออกมาน้อยลงในครั้งนี้โรงเจของเจ้าน้อมรับโองการสวรรค์แต่งหนังสือ “บันทึกปรากฎการณ์นรกคนเป็น” สำเร็จลง แล้วก็ให้ลูกหลินจ๋วงซิวผู้มีปัญญาใช้ทั้งวิทยุและโทรทัศน์เพื่อเผยแผ่ธรรมะให้กว้างขวางไปถึงทุกท้องที่ เพื่อได้ปลูกบุญสัมพันธ์ไปทั่วจักได้เปลี่ยนแปลงบรรยากาศอันเลวร้อยของสังคม ทั้งหมดนี้ได้ผ่านมติของที่ประชุมของบรรดาวิสุทธิเทพเบื้องบนมาแล้วกาลเวลาแปรเปลี่ยน จิตคนยิ่งเปลี่ยนแปลงจนแม่นี้เจ็บปวดเพื่อเป็นการฉุดช่วยจิตคนที่จมปรัก มติของที่ประชุมของบรรดาวิสุทธิเทพต้องการประกาศธรรมให้กว้างขวาง นำสัจธรรมสมาอบรมให้สอดคล้องกับการสอนในปัจจุบัน ในขณะที่ลูกหลินจ๋วงซิวต้องการลงไปฉุดช่วยเวไนยนั้น เป็นผู้แบกรับราชโองการเบื้องบนอันอาจยืนหยัดได้โดยเฉพาะขณะบรรยายอยู่บนแท่นปราศรัยจะมีช่วเสียงทำนองและความกระปรี้กระเปร่าที่ดี ล้วนเป็นของที่ประทานให้จากเบื้องบน ขณะนี้โอกาสและวลากำลังมาถึง วันหลังเมื่อมีบุญสัมพันธ์ก็จะบอกให้ลูกรู้โดยผ่านมายังประทานโรงเจ แม่ก็จะคัดเลือกโรงเจแห่งหนึ่ง เพื่อนำบุญสัมพันธ์บอกให้ชาวโลกได้รู้ได้เข้าใจด้วยเหตุนี้อนาคตภาระของโรงเจก็ยิ่งจะหนักขึ้นอีก และหวังว่าบรรดาลูกๆ ของโรงเจนี้จะไม่บ่นว่าลำบากในการเผยแผ่ธรรมะให้กว้างขวางขึ้น อย่าได้ขึ้เกียจ มิฉะนั้นก็ยากที่บรรลุถึงปณิธาน การที่ลูกๆ สามารถอยู่ร่วมโรงเจเดียวกันและปฏิบัตธรรม นับว่าในอดีตชาติมีการให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยเหลืองานธรรมเพื่อให้ถึงปณิธาน หวังว่าลูกๆ จะไม่ละทิ้งปณิธานการจัดงานประชุมธรรมะใหญ่ที่โรงเจจ๋วงเซินถังจัดขึ้นก็ขอให้จ๋วงซิวเป็นผู้จัดการ รวมถึงหัวข้อธรรมที่จะบรรยายก็สุดแต่นายจ๋วงซิวจะกำหนด ทั้งหมดเป็นการนำปัญญาของนายจ๋วงซิวมาปลอบเตือนให้ผู้หลง ให้รู้กลับสู่นพพาน รู้ถึงจิตดั่งเดิม รู้ถึงจิตใจตนเอง เพราะฉะนั้นเวลาบรรยายธรรมเทพพุทธก็เพิ่มความช่วยเหลืออย่างเงียบๆ เริ่มงานในตอนแรกๆ ก็มีสิ่งขัดข้อง งานต่างๆ ก็ต้องอาศัยเจ้าสามีภรรยาเริ่มลงมือจัดแจง แต่ต้องให้บรรดาลูกๆ ของโรงเจยึดถืออุดมการณ์เริ่มแรกไว้ ย่อมประสบความสำเร็จล้ำหน้าคนอื่นแน่แท้ กรรมเวรของตนเองก็จะหลุดน้อยหมดไปโดยเร็ว
เฟยหลวน : ค่ะ! แต่งานประชุมธรรมะมิใช่งานเล็กๆ โรงเจจะมีความสามารถจัดได้หรือ เหล่าหมู่ : งานอยู่ที่คน ไฉนเลยวิสุทธิเทพในสามโลก ประชุมกันให้นายจ๋วงซิวรับผิดชองรับหน้าที่หนักวันนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่สถานธรรม ด้วยแบบนี้จึงจะทำให้การอบรมของสถานธรรมในไต้หวันคึกคัก
เฟยหลวน : แต่ไม่ทราบว่าจะราบรื่นไหมคะ
เหล่าหมู่ : ไม่ต้องหนักใจ นอกจากเทพพุทธจะช่วยเหลือแต่เงียบๆแล้ว มีก็มีคำสั่งให้เบื้องบนจดบันทึกบุญกุศลของผู้ช่วยงานประชุมอบรม หรือผู้บริจาคเงินช่วยเหลือ เพื่อให้พ้นจากเคราะห์ร้ายได้ครั้งหนึ่งเป็นกำลังใจ
เฟยหลวน : ค่ะ! กราบขอบพระคุณสมเด็จแม่ทรงพระเมตตาเมื่อศิษย์กลับโรงเจแล้ว ก็จะบอกกับนายจ๋วงซิวเอง
เหล่าหมู่ : แต่งานประชุมธรรมะในแต่ละปีควรจัดงานใหญ่สองครั้งเวลาแล้วแต่ลูกหลินจ๋วงซิวจะกำหนดก็พอ ครั้งนี้ที่เจ้าติดตามพระจี้กงมาท่องเที่ยวนรกคนเป็น ควรรู้ว่าในโลกล้วนเป็นทะเลทุกข์ มนุษย์ก็ยังไม่รู้จักบำเพ็ญเพื่อความหลุดพ้น ทำให้แม่ใจคอไม่สงบ หวังว่าเมื่อหนังสือเล่มนี้ออกสู่โลก ก็อาจทำให้ลูกผู้หลงจะสำนึกตัวได้ในเร็ววัน อย่างนี้จะได้ไม่โทษแม่ทุกข์ใจที่แพร่งพรายนรกคนเป็น
เฟยหลวน : ค่ะ! ศิษย์ขอทำจนสุดแรงเจ้าค่ะ เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์เผยแผ่ เพื่อให้ชาวโลกสามารถมีโอกาสมาสัมผัสได้และได้เข้าใจถึงความลำบากใจของแม่ที่เมตตา เพื่อเป็นการสำนึกตัวในเรื่องที่ผ่านมา จะได้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญจิตเป็นการตอบแทนพระคุณแม่ที่เมตตา แต่ว่าสมเด็จแม่คะสิ่งที่ศิษย์หนักใจมิใช่เรื่องนี้ กลับเป็นเรื่องเงินที่ก่อสร้างโรงเจ ยังมีที่ยังก่อสร้างไม่สำเร็จอีกมาก รายจ่ายยังไม่มีทางออกเลย อันเป็นความหนักใจของศิษย์และจ๋วงซิว
พระจี้กง : อ๋อ! เฟยหลวน! ทำไมจะเอาเงินจึงมาถึงสมเด็จแม่ได้
เหล่าหมู่ : ฮ่า! เฟยหลวน! เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องหนักใจ แม่จะช่วยจัดการให้ จะสั่งให้เทพพุทธไปช่วยเจ้า จัดให้ผู้มีบุญสัมพันธ์มาช่วยเหลือ ก็เหมือนงานเผยแผ่ธรรมะ เจ้าจงวางใจ โรงเจจ๋วงเซินถัง เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของเบี้องบนที่หนึ่ง ไม่ยอมให้มารกล้ำกรายเจ้าไม่ต้องห่วง มีเทพพุทธคอยคุ้มครองอยู่แม่ได้ส่งขุนพลแห่งเทพจาตุมหาราชิกามาคุ้มครอง ทั้งหมดจะราบรื่น
เฟยหลวน : ค่ะ กราบขอบคุณสมเด็จแม่ทรงเมตตา (ในใจดีใจเป็นล้นพ้นจนเกือบจะร้องไห้)
เหล่าหมู่ : เออ มา มาทางห้องข้างๆ แม่ได้เตรียมอาการว่างเพื่อเจ้าเฟยหลวน มารับประทานเสีย! มา
เฟยหลวน : โอ้โฮ! เป็นอาหารที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ดูน่าเอร็ดอร่อย ฮิ คราวนี้มีลาภปากแล้ว (เผยให้เห็นจิตเดิมออกมา)
พระจี้กง : เฟยหลวน! อย่าเสียมารยาท
เฟยหลวน : ค่ะ ขอประทานโทษ ศิษย์เสียมารยาทไป พอเห็นของที่น่ารับประทานก็เผลอตัว ทำให้สมเด็จแม่และบรรดาวิสุทธิเทพต่างหัวเราะ ขอประทานอภัย (หน้าแดงหูก่ำจนทำอะไรไม่ถูก)
เหล่าหมู่ : เออ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อย่างนี้จึงจะเป็นจิตเดิมอย่างธรรมชาติ มา! พวกเรามานั่งลง เฟยหลวน ! นั่งซิ!
เฟยหลวน : ศิษย์นั่งได้หรือคะ (ทั้งเกรงทั้งดีใจ)
เหล่าหมู่ : งานวันนี้จัดเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ ทำไมจะนั่งไม่ได้ล่ะ มา! เจ้านั่งลงข้างๆ แม่นี่แหละ
เฟยหลวน : ขา ....ฮือ......(ดีใจเป็นล้นพ้นจนร้องไห้)
พระจี้กง : เฟยหลวน ! เจ้าร้องไห้ทำไมน่ะ
เฟยหลวน : ขอประทานอภัย ศิษย์ตื่นเต้นจนเกินไป ตื่นเต้นมากๆ ประทานอภัยเจ้าค่ะ
เหล่าหมู่ : อ้อ ร้องไห้เพราะดีใจ เร็ว! เช็ดน้ำตาให้แห้งเสีย มา! แม่จะแนะนำเหล่าวิสุทธิเทพที่อยู่ข้างๆ ให้เจ้าได้รู้จักทีละองค์องค์ที่อยู่ข้างๆ เจ้าก็คือ พระนางเก้าฟ้า ถัดไปคือวิสุทธณีต้งซวนเซิน ถัดไปก็วิสุทธิณีที่หก แล้วถัดไปเจ้าลองดูๆซิเป็นใครกัน
เฟยหลวน : อื่ม ดูค้นๆ ท่านผู้นี้ดูเหมือน...ที่โรงเจใช่ไหมคะ
เหล่าหมู่ : ถูกแล้ว เป็นท่านผู้นั้น นี่เป็นวิญญาณเดิมของท่านแต่เป็นเพราะไม่ระมัดระวังได้ล่วงศิล และเพราะมีสัญญากับเจ้าและจ๋วงซิว ดังนั้น จึงให้ท่านจุติลงไปยังโลกเพื่อรับทุกข์แม่ก็ได้ฝากให้ท่านไปช่วยงานธรรมที่นั่นเพื่อให้สิ้นปณิธาน เป็นการชดเชยความผิดและเป็นการบำเพ็ญธรรมต่อไปภายหน้าก็สามารถคืนสู่ตำแหน่งเดิม นี่เป็นความหวังของแม่
เฟยหลวน : อ๋อ เป็นเช่นนี้เอง ศิษย์เฟยหลวนขอคารวะบรรดาท่านวิสุทธิณี (ทุกๆ ท่านช่างสง่างาม รัศมี เห็นทีต้องฝึกฝนเอาอย่างท่านวิสุทธิณี เอาท่านเป็นเป้าหมายเพื่อความขยันขันแข็ง อือ จะทำอย่างไรดี)
พระจี้กง : เฟยหลวน เจ้ายังคร่ำครวญอะไรอยู่หรือ
เฟยหลวน : หา มิได้เจ้าค่ะ มิได้เจ้าค่ะ
เหล่าหมู่: ถัดต่อไปก็คือ ท่านเทพฟ้าจ๋วงหยวนซิวฉางฉุน และก็พระแม่ลี่ซาน ท่านพระจี้กงรู้จักดี ท่านเหล่านี้เฟยหลวนคงเข้าใจดีแล้ว
เฟยหลวน : ช่างซามซึ้งยิ่งเสียกระไร ท่านเหล่านี้ต่างก็เคยลงมาประทับทรงที่โรงเจ นับว่าเทพสัมพันธ์นับว่าเป็นบุญยิ่งนัก ขอกราบทูลถามท่านสมเด็จแม่ ทำไมไม่เห็นอาจารย์ของหม่อมฉัน (พระแม่ธรณี)
เหล่าหมู่ : ฮ่อ! พระแม่ธรณีมีภารกิจ ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาที่อวตารกายลงไปโปรดสัตว์ ดังนั้นจึงมิได้มาร่วมงานเลี้ยงนี้ แต่วันข้างหน้าจะมีบุญสัมพันธ์ เจ้าก็จะได้พบเอง
เฟยหลวน : อ๋อ! เป็นเช่นนี้เอง (ผิดหวังมาก)
พระจี้กง : เฟยหลวนรีบๆ รับประทานเสีย เวลาไม่มากแล้วต้องกลับโรงเจ
เหล่าหมู่ : ถูกแล้ว ของที่ชอบก็รับประทานเข้าไปเสีย
เฟยหลวน : ค่ะ อร่อยจริงๆ (ที่จริงทุกอย่างก็อร่อยไปหมดแต่ท้องเล็ไปบรรจุไม่ลง ไม่รู้จะเอากลับไปได้ไหมเนี้ย เอาไปแบ่งพรรคพวกที่ร่วมปฏิบัติธรรม)
พระจี้กง : เจ้าอยากได้ก็นำไปเถอะ เวลาดึกแล้ว รีบถวายบังคมลาสมเด็จแม่ เราจะได้กลับโรงเจกัน
เฟยหลวน : ว้า! อาจารย์มีอภิญญารู้หมด รู้กระทั่งว่าศิษย์กำลับคิดอะไรอยู่ รู้สึกเขินอายฟุ้งซ่านน้อยหน่ยจะดีกว่าจะได้ไม่ถูกเหล่าเทพพุทธหัวเราะเอา เฮ้อ! คิดว่าต้องกลับรู้สึกอ้อยอิ่งไม่อยากกลับ เวลาช่างหมดเร็วจริง นึกได้ว่าพึ่งจะมาถึงต้องกลับเสียแล้ว
เหล่าหมู่ : วันหลังยังมีเวลานานกว่านี้อีก ขอให้ทำงานเผยแผ่แทนเบื้องบน ให้จดจำชะตาชีวิตของตนไว้ให้ดีๆ อยาขี้เกียจสักวันหนึ่งก็จะได้มาพบกับแม่อี อย่าได้กังวลเลย
เฟยหลวน : ก็คงอย่างนี้นกระมังคะ แต่ไม่ทราบว่าจะรอถึงปีไหนวันไหนจึงจะได้เข้าเฝ้าเสด็จแม่อีก อือ....(ร้องไห้อีก)
พระจี้กง : อย่าร้องไห้เลยอาตมาขอกราบลาท่านเหล่าหมู่
เฟยหลวน : ศิษย์จรดเขาสามครั้งกราบเก้าครั้ง ลาเสด็จแม่แล้ว อือ..
เหล่าหมู่ : มิต้องมารยาทมากนัก พระวิสุทธิณีทั้งสององค์ไปส่งแทนแม่ด้วย (เสด็จแม่ก็ทรงกำสรวล)
พระนางเก้าฟ้า,วิสุทธิณีที่หก : ค่ะ ขอเชิญท่านพระจี้กงและเฟยหลวนตามมาทางนี้ ...
เฟยหลวน : ขอเรียถามท่านอาจารย์ ศิษย์เรียกตนเองว่าศิษย์ พอพบหน้าสมเด็จแม่ก็เรียกตนเองว่าศิษย์ ที่จริงต่อหน้าสมเด็จต้องใช้สรรพตนเองว่าอะไรจึงถูกคะ
พระจี้กง : คราวหลังต้องพูดว่าลูก
เฟยหลวน : ค่ะ ขอบคุณอาจารย์ที่สอนสั่ง และก็ขอบคุณท่านวิสุทธิณีทั้งสอง หากทำให้ท่านยุ่งยากที่ไหนบ้างก็โปรดประทานอภัยนะคะ ศิษย์มาถึงปทุมาสน์แล้ว ขอกราบลาไปก่อน(จรดเขาสามครั้งกราบเก้าครั้ง)
พระนางเก้าฟ้า,วิสุทธิณีที่หก : ไม่ต้องเกรงใจ ดูแลตนเองด้วย หากมีบุญสัมพันธ์จะได้พบกันอีก
พระจี้กง : เอ้อ...ปิดตา..ขึ้น ..ถึงโรงเจจ๋วงเซินถังแล้วเฟยหลวนลงจากปทุมาสน์ วิญญาณกลับเข้าร่าง
เฟยหลวน : กราบขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอนมาหลายวัน ศิษย์ขอจรดเข่าสามครั้งกราบเก้าครั้งเป็นการแสดงความขอบคุณหวังว่าคงมีบุญสัมพันธืได้ร่วมไปเที่ยวกับท่านอาจารย์อีก(จรดเขาสามครั้งกราบเก้าครั้ง)
พระจี้กง : ย่อมมีบุญสัมพันธ์แน่นอน หนังสือ “บันทึกปรากฎการณ์นรกคนเป็น” ได้อวสานลงแล้ว อาตมาต้องกลับเบื้องบนเพื่อรายงาน ศิษย์ทั้งหลายเหนื่อยมากแล้ว
เฟยหลวน : ศิษย์ขอน้อมส่งเสด็จท่านอาจารย์ (จรดเข่าอีกสามครั้งกราบเก้าครั้ง)