บันทึกนรกคนเป็น ตอนที่ 7

436 Views

เคราะห์ภัยไข้เจ็บสิ้นสุดโดยกุศลแห่ง
ศรัทธาสร้างบุญสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

 

พระจี้กงเสด็จลงประทับทรง กลอนนำเสด็จ
จี้จิตคนทำบุญเซียนเลิศล้ำ
กง*ฝึกธรรมกงได้รับคุณค่าย่าอด
พระท่านสอนชีวิตถึงสร้างกุศล
พุทธตะวันตกเตรียมปทุมาสน์
(*กง ภาษาจีนหมายถึง ปู่,กลาง,ส่วนรม,ในที่นี้หมายถึงปู่)
(กลอนบนนี้เอาพระนาม พระพุทธจี้กง เป็นโศลกในการแต่งกลอน)

 

พระจี้กง : ปรากฎการณ์ “นรกคนเป็น” เป็นเรื่องที่ต้องการให้ชาวโลกได้รับรู้แล้เข้าใจว่า เมื่อร่างกายมีการเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ถ้าได้รับการรักษาเป็นเวลานานแล้วโรคไม่หายสักที พึงเข้าใจว่าเป็นผลพวงมาจากวิญญาณเป็นๆของเขากำลังถูกลงโทษใน “นรกคนเป็น” หวังว่าชาวโลกควรพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังต้องเข้าใจว่าตนเองได้กระทำผิดไว้ ยิ่งคล้องจองกับสภาพการณ์ของการรับโทษเหมือนกับในนรกคนเป็นด้วยแล้วยิ่งควรจะสำนึกผิด และมั่นสร้างกุศลเพื่อเป็นการชดเชยความผิดหนหลัง การเอากุศลมาหักล้างโทษเช่นนี้แล้ว การบำเพ็ญธรรมก็กระทำได้
เนื่องจากในโลกนี้มีการเจ็บป่วยนับเป็นร้อยๆ ชนิดซึ่งไม่อาจจะอธิบายได้หมดทุกๆ โรคเพียงแต่ยกตัวอย่างที่คนเป็นกันมาก นำมาอธิบายเพียงสังเขปเท่านั้น ได้แต่หวังว่าชาวโลกจะเข้าใจว่ากรรมเวรนั้นน่ากลัวนัก ยิ่งผู้ที่กำลังป่วยอยู่บนเตียงยิ่งต้องสำรวจและสำนึกความผิดที่ผ่านมา บางครั้งการเจ็บป่วยมิใช่เพราะเบื้องบนไม่เมตตา และก็มิใช่จะเป็นเคราะห์ภัยที่ร้ายแรงเสมอไป ตรงกับคำกล่าวที่ว่า “ป่วยหนักก็ลดกรรมหนัก ป่วยเล็กน้อยก็ลดกรรมเล็กน้อย” ถ้าหากเกิดป่วยแล้วเข้าใจได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งมิใช่หรือ
เฟยหลวน :สวัสดีอาจารย์ คืนนี้มิทราบว่าท่านจะพาไปท่องนรกคนเป็นอีกไหมคะ
พระจี้กง : เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะไม่ไปล่ะ
เฟยหลวน : เป็นความรู้สึกของศิษย์ค่ะ! คือเห็นอาจารย์ไม่เร่งไม่ร้อย เลยรู้!
พระจี้กง : อ๋อ! ศิษย์โง่อย่างเจ้าก็หัดดูลักษณะได้แล้วหรืออาตมาขอแสดงความยินดีด้วย
เฟยหลวน :อันนี้ก็...เพราะท่านอาจารย์มีความสามารถในการสั่งสอนไงเล่า
พระจี้กง : เอ..ยอย่องอาตมาอีกแล้ว ดีนะที่ยี่ห้อที่อาตมาจดทะเบียนไว้ คือ “เจ้าเก่าแน่วแน่” ไม่ถูกลมปากของเจ้าสองคำก็เอนเอียงแล้ว
เฟยหลวน :นี่เป็นจริงๆ นะ! ผู้บำเพ็ญธรรมพูดจาโกหกไม่ได้
พระจี้กง : เอาล่ะ! ก็ยอมตามที่เจ้าพูดก็แล้วกัน ! คืนนี้เราจะไม่ไปท่องนรกคนเป็นกันละ เราจะมาพิจารณากันถึงเรื่อง การทำบุญสร้างกุศล สามารถลดแรงกรรมลงได้กันดีกว่า
เฟยหลวน :ศิษย์ได้พูดไปแล้วเมื่อคราวที่แล้วมิใช่หรือคะ ยังมีอะไรจะคุยอีกล่ะ
พระจี้กง : ครั้งก่อนที่เจ้าพูด เป็นเรื่องที่ชีวิตใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วร่างกายถูกโรคคุกคามทรมาน เมื่อได้สร้างบุญอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรไปแล้ว ก็ไม่ต้องถูกคุกคามทรมานอีก เนื่องจากแรงกรรมหมดไปแล้ว แต่ผู้ป่วยก็ได้สิ้นชีวิตลง เจ้าไม่กลัวหรอกหรือว่า คนเขาจะเข้าใจผิดว่าเมื่อได้อุทิศกุศลไปแล้วคนก็ต้อง “ลาก่อน” ใช่ไหม
เฟยหลวน :เออ! ใช่แล้ว ! ใช่แล้ว! งั้นจะทำไงดีล่ะ
พระจี้กง : เพราะฉะนั้นเมื่อขึ้นต้นก็ต้องมีลงท้าย ! คืนเปลี่ยนรสชาติอีกอย่างมาพูดกันถึงว่า เมื่อทำบุญแล้วชำระล้างเวรกรรมทำให้การเจ็บป่วยค่อยทุเลาลงหรือรู้สึกว่าได้ชำระล้างแล้วอย่างนี้จึงจะลงท้ายได้สมบูรณ์
เฟยหลวน :ก็นับว่าอาจารย์คิดรอบคอบดี ศิษย์ไม่ได้คิดถึงเลยสักนิด คิดแล้วศิษย์นี่หัวขี้เท่อมาก แต่ว่านี่จะเริ่มต้นกันอย่างไรดี
พระจี้กง : ไม่สนว่าจะเป็นแบบเห็นรูปลักษณ์หรือไม่เห็นรูปลักษณ์ขอเพียงสิ่งที่ผ่านมามีความรู้สึกว่าเมื่อทำบุญแล้วสามารถชำระล้างแรงกรรมไปได้
เฟยหลวน : อย่างนี้หรือ! อืม! ดี! ถ้างั้นศิษย์จะยกตัวอย่างอันหนึ่งก่อน เมื่อหลายปีก่อนมีหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ทางแถบตะวันออกของเมืองไถจง ไม่รู้ว่าเป็นโรคประหลาดอะไรคืออาเจียนเป็นประจำ พอรับประทานอะไรลงไปเป็นต้องอาเจียนไม่หยุด ว่ากันง่ายๆ คือมีอะไรลงท้องไม่ได้เสีย แพทย์ก็ตรวจไม่พบเป็นโรคอะไร พูดเพียงอย่างเดียวว่าไม่เป็นอะไร ขณะที่แพทย์ฝีมือดีๆก็หมดทางแก้ไข ก็พอดีมีญาติธรรมผู้หนึ่งแนะนำเธอให้มาหาอาจารย์จ่วงซิว ในตอนนั้นสภาพร่างกายของเธออาเจียนจนอ่อนระโหยโรยแรง แม้แต่เวลาเดินยังต้องมีคนคอยหามคอยพยุง เมื่ออาจารย์จ๋วงซิวเห็นเข้า ความเวทนาสงสารก็เกิดขึ้นทันที ตัดสินใจช่วยเหลือเธอ จัดการเรื่องไกล่เกลี่ยทันที จ๋วงซิวบอกกับเธอว่า เป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรกำลังตามมาทวงหนี้ ขอให้เธอจงตั้งใจศรัทธา ตลอดเวลาสามวันที่ต้องทำพิธีอ้อนวอนขอความช่วยเหลือในโรงเจนั้น คนในครอบครัวเธอต่างยินดีพร้อมใจกัน ในวันแรกภายหลังได้ทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลแล้ว ก็ให้คนที่บ้านพยุงเธอกลับไป แต่พอกลับถึงประตูหน้าบ้านเท่านั้น เธอก็เริ่มอาเจียนทันทีครั้งหนึ่งในตอนนั้นศิษย์รู้สึกหนักใจ ไม่รู้ว่าสามวันแล้วเธอจะหายไหมหรือว่าเธอจะหายในสามวัน เธอจะมาไหมหนอ
พระจี้กง : ต่อมาเป็นอย่างไร เธอกลับมาหรือเปล่า
เฟยหลวน :มาซิ! เธอมีความศรัทธาดี! วันที่สองเธอก็มาอีกแต่ครังนี้ไม่ต้องหามแต่ก็ยังต้องมีคนคอยพยุง อาจารย์จ๋วงซิวได้ถามเธอว่ารู้สึกดีขึ้นบ้างไหม เป็นเพราะเธอยังมีอาเจียนอยู่จึงตอบกลับว่า “ยัง” อาจารย์จ๋วงซิวจึงทำพิธี “ไกล่เกลี่ย” ให้อีกครั้งหนึ่ง เธอก็เดินได้โดยไม่ต้องมีคนต้องคอยพยุงมิหนำซ้ำเธอยังสามารถเดินไปถึงหน้าพระพุทธรูป ไปกราบขอบพระคุณได้ด้วยตนเอง ท่านอาจารย์คะนี้เป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออีกเรื่องหนึ่งใช่ไหมคะ
พระจี้กง : ที่จริงก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่นาแปลกประหลาดอะไรเป็นเพราะวิญญาณเป็นของเธอถูกจับไปที่นรกคนเป็น ถูกลงโทษให้ “กรอกท้อง” ดังนั้นไม่ว่าอาหารใดๆก็รับประทานเข้าไปไม่ได้ พอเข้าท้องก็ให้อาเจียนออกมา ภายหลังได้ทำบุญทำกุศลเพื่อชดเชยกรรมเวรที่ผ่านมา ทำให้วิญญาณเป็นๆของเธอไม่ถูกจับไปรับโทษในนรกคนเป็นอี สิ่งนี้เป็นหลักฐานใช้ยืนยันที่ดีว่า บุญกุศลใช้ชดเชยกรรมที่ผ่านมาได้ แต่ที่น่าสมเพชก็พวกที่หลงคิดว่า พอได้สร้างกุศลบ้าง ก็หวังขอให้ได้ผลในทันที แต่กลับไม่รู้ว่าผู้ที่มีเวรกรรมที่หนัก วิญญาณเป็นๆถูกทำโทษนานวัน ไม่อาจฟื้นคืนสภาพได้ในทันที จำเป็นที่ต้องค่อยๆเจริญกุศล ก็จะทำให้ค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพได้ ก็อย่างที่เจ้าพูดว่า ในวันแรกที่ได้ทำบุญแล้วก็ได้ลดแรงกรรมลงไปบ้างแล้ว แต่เนื่องจากยังมีอาการเจ็บไข้อยู่จึงตอบว่า “ยังไม่ดีขึ้น” ดังนั้นจึงหวังว่าชาวโลกควรเข้าใจในจุดนี้ให้ดีต่อมาเป็นอย่างไร
เฟยหลวน :ผ่านไปได้ครึ่งปี ที่โรงเจมีงานพิธีปล่อยชีวิตสัตว์ก็บังเอิญได้พบเธออีก โอ้! พวกเรารู้สึกตกใจกัน
พระจี้กง : หือ! เป็นไรหรือ เธอหายดีแล้วไม่ใช่หรือ
เฟยหลวน : ใช่ค่ะ! เธอหายแล้ว! แต่ตอนที่เธอมาครั้งแรกซิรูปร่างเธอผอมโซเหลือแต่กระดูกเหมือนไม้เสียบผี สภาพความเจ็บป่วยทำให้ทุกคนอดเวทนาไม่ได้ แต่เมื่อได้เห็นเธอในงานพิธีปล่อยสัตว์นั้น หน้าตาเธอเปล่งปลั่งมีรัศมีร่างกายอ้วนท้วมอะไรอย่างนั้น! ดูราวกับว่าเป็นคนละคนกันเลยทีเดียวดังนั้นพวกเราจึงรู้สึกตกใจกันทั่ว จึงพากันอวยพรให้เธอแต่ก็ไม่คาดคิดว่าเธอจะพูดออกมาคำหนึ่งจนทำให้อาจารย์จ๋วงซิวและคนทั้งหลายต่างพากันสะอึกไปตามกัน และนี่ก็เป็สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาจารย์จ๋วงซิวถึงกับไม่ยอมทำพิธีไกล่เกลี่ยให้ใครอีก
พระจี้กง : เอ๊ะ! รุนแรงขนาดนั้นเชียวหรือ! เธอพูดว่าอะไรบ้าง
เฟยหลวน :เธอพูดว่า “ร่างกายของฉันดีแล้ว มาทำบุญทำกุศลที่โรงเจท่านได้ผลดีหรอก แต่ว่าแพงเหลือเกิน...”
พระจี้กง : นี่เป็นโรคธรรมดาของชาวโลก ค่ารักษา ค่ายาที่จ่ายทุกวันไม่บ่นว่าแพง ยาที่รับประทานเอย ยาฉีดเอยล้วนเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ เป็นของที่ใช้มารักษาตนถึงแพงก็ไม่พูด กลับไม่รู้ว่ายาเหล่านั้นกลับค่อยๆกัดกร่อนทำลายเนื้อเยื่อของตนเองทีละน้อย หากแต่การทำบุญก็เป็นเพียงใบอนุโมทนาเพียงแผ่นเดียวที่นำไปเผาเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรแม้แต่น้อยที่ใช้รักษาตัวเหมือนพวกหยูกยาเหล่านั้น น่าเวทนาทีชาวโลกกลับไม่รู้ว่า ด้วยบุญที่ทำนี้จึงไม่ทำลายเนื้อเยื่อของกายเรา ในทางตรงข้ามกันเป็นผลดีต่อการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ เพราะฉะนั้นชาวโลกอย่างไงๆ ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าบุญกุศลนั้นมีอานิสงส์จริงหรือ ทำไมง่ายๆอย่างนี้หนา
เฟยหลวน :ก็เพราะง่ายๆอย่างนี้ จึ่งทำให้ผู้ที่ไม่เคยปฏิบัตธรรมหรือไม่เชื่อในกฎแห่งกรรมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเพราะฉะนั้นทางโรงเจจึงทำแต่พิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่ายเป็นวิทยาทานบ้าง อัดเทปบ้าง อัดวีดีโอบ้าง และก็บรรยายธรรมตามสถานีวิทยุ เป็นงานทางด้านกล่อมเกลาจิตใจ มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูจิตวิญญาณ และเลิกการบริการทางด้านการเจ็บป่วยทางกาย พูดง่ายๆไม่เน้นงานบริการเป็นหลักถ้าหากพบว่ามีผู้ที่ใจบุญ เมื่อมีเจ็บป่วยมาขอความช่วยเหลือก็เพียงแนะนำให้พวกเขาไปทำบุญทำกุศล เพื่อชดเชยเวรกรรมการเจ็บป่วยก็จะค่อยๆ หายไปเอง ถ้าหากเชื่อก็ให้ไปทำกันเองหากไม่เชื่อก็ตามแต่ธรรมชาติ ไม่คะยั้นคะยอให้ไปทำ
พระจี้กง : ถูกต้อง! “วีถีธรรมคือธรรมชาติ” การแนะนำตามแต่กรรมสัมพันธ์ก็พอแล้ว
เฟยหลวน :หากไม่รู้สาเหตุที่ทำให้หญิงสาวผู้นี้ต้องอาเจียนว่าเป็นเพราะอะไร ของท่านอาจารย์โปรดชี้แจงเพื่อให้ชาวโลกไว้เป็นอุทาหรณ์
พระจี้กง: เออดี! เรื่องนี้มีสาเหตุทั้งปัจจุบันและอดีตชาติ โดยปกติมักมีใจอกุศล และไม่บำเพ็ญทางวจี(ปาก) ควรจะรู้ว่า การระมัดระวังวาจาเป็นกุศล อย่าสร้างวจีกรรม อย่าพูดจาพร่ำเพรื่อคำพูดเสียดแทงคนอื่น หรือชอบพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด เช่นพูดจาลามก หรือเป็นคนชอบอิจฉาริษยาคนอื่น ไม่เคยเห็นความดีของผู้อื่น เห็นความสำเร็จของคนอื่นก็พูดจานินทาเหล่านี้ล้วนเป็นจิตอกุศลทั้งสิ้น พวกที่ก่อกรรมเช่นนี้ ทางนรกคนเป็นก็จะไปจับเอาวิญญาณเป็นๆ ของเขามาทำการ “ล้างท้อง” เริ่มจากปากไปจนถึงกระเพาะ รสชาติช่างทรมานยิ่งนักเพราะฉะนั้น อาตมาขอเตือนชาวโลก อย่ามีใจอกุศลเลย มิฉะนั้นก็จะเชิญยมทูตจากนรกคนเป็นมาช่วยชำระล้างขยะในกระเพาะของเจ้าฟรีๆ หวังว่าชาวโลกอย่าใช้ความสามารถของลิ้นให้มากนัก ที่พูดว่า “โจมตีคนอย่าเปิดโปงให้เกินเลยนัก” กับเรื่องราวต่างๆ ก็อย่ามีใจอกุศล ก็จะไม่ต้องถูก “ล้างท้อง” อย่างทุกข์ทรมานจากแรงกรรม
เฟยหลวน :ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แจง เชื่อแน่ว่าชาวโลกต้องเข้าใจได้บ้าง
พระจี้กง : ถ้างั้นเฟยหลวน เจ้าจงยกตัวอย่างอีกสักอันซิ เพื่อให้ผู้คนเขาเพิ่มความเข้าใจ แม้แรงกรรมหนัก ขอเพียงให้ตั้งอกตั้งใจศรัทธาอ้อนวอนไกล่เกลี่ย ก็จะได้รับการตอบสนองก็จะได้รับความช่วยเหลือ
เฟยหลวน :อืม! เอาเรื่องเร็วๆนี้ ก็แล้วกัน มีญาติธรรมผู้พี่ที่โรงเจนี้ ที่ชั้นบนของบ้านเธอมีครอบครัวๆหนึ่ง สองสามีภรรยามีบุตรหญิงสองคนชายหนึ่งคน ลูกสาวคนโตปีนี้อายุยี่สิบปี เติบโตมีรูปร่างหน้าตาดี แต่โชคไม่ดี เกิดโรคร้ายขึ้นกับเธอ ผ่านการตรวจร่างกายของแพทย์แล้วพบว่าเธอเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดโลหิต และบอกว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักข่าวคราวเหมือนฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน สองสามีภรรยาถูกคลื่นชีวิตถาโถมอย่างหนักหน่วง คนทั้งครอบครัวตกลงสู่ทะเลเศร้าอย่างฉับพลัน คุณแม่ของเธอล้างหน้าด้วยน้ำตาทุกวัน ญาติธรรมผู้พี่ของเราเห็นสภาพเช่นนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าอาจารย์จ๋วงซิวของเราไม่ยอมบริการแก่ผู้ศรัทธาผู้ใดอีกแล้ว แต่ทว่าด้วยจิตที่เวทนายิ่งก็ยังบอกพวกเขาว่า น่าจะไปหาอาจารย์ของเราที่โรงเจจ๋วงเซินถังว่าจะมีความหวังอะไรบ้างไหม แต่ว่าอาจารย์ของเราไม่รับบุคคลภายนอกแล้ว แต่ถ้าพวกท่านมีใจศรัทธาเชื่อแน่ว่าเทพพุทธต้องช่วยเหลือเป็นแน่ เพราะว่าอาจารย์ของเรามีพื้นจิตที่เมตตา ท่านอาจารย์อาจยอมรับพวกท่านก็ได้ไม่แน่นะแต่ถ้าอาจารย์บอกพวกท่านทำอะไร ท่านต้องปฏิบัติตามทุกอย่างโดยเฉพาะต้องเชื่อใจห้ามไม่ให้มีจิตเคลือบแคลงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งถ้าหาทำได้เช่นนี้ ฉันก็จะพาพวกท่านไปอ้อนวอนอาจารย์ของเราให้สงสาร คุณแม่เธอเมื่อได้ฟังเช่นนี้นแล้ว ประดุจดั่งสายน้ำมนต์กลางทะเลทราย ประกอบกับความมีชื่อเสียงดีของโรงเจจ๋วงเซินถัง ซึ่งหล่อนได้กิตติศัพท์มานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสไปไหว้เท่านั้น ตอนนี้ยิ่งได้ยินว่ามีโอกาสแห่งการอยู่รอดจึงมีความยินดี พร่ำแต่พูดว่า “ได้ค่ะ! ได้ค่ะ!”
พระจี้กง : อืม! ต่อไปเป็นอย่างไร
เฟยหลวน :จริงอย่างที่ว่า “ใต้หล้าใจของพ่อแม่” คุณแม่ผู้นั้นเมื่อไปถึงที่โรงเจแล้ว พอพบอาจารย์จ๋วงซิวเท่านั้นรีบคุกเข่าลงพื้น ร้องขอให้อาจารย์จ๋วงซิวช่วยชีวติลูกสาว อาจารย์จ๋วงซิวได้ฟังเรื่องราวของเขามาก่อนแล้วจากญาติธรรมผู้พี่ถึงสภาพการเจ็บป่วย ตอนนี้ยิ่งเห็นสภาพเช่นนั้นแล้วยิ่งสงสาร และเมื่อได้รับความเห็นด้วยจากเทพพุทธแล้ว จึงจัดให้พวกเขาได้ปล่อยสัตว์ก่อน และทำบุญด้วยการซื้อเทปธรรมะเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ปะเหมาะกับทางโรงเจกำลังจัดงานประชุมธรรมะขึ้น จึงให้เขาได้จุดดวงประทีปมงคลดวงหนึ่งในงานประชุมธรรมะเป็น “ประทีปดวงประธาน” เพื่ออุทิศให้กับแรงกรรม ทั้งยังได้สั่งให้มาถวายน้ำชาพระและขอวอนขอให้พระช่วย ทำแบบนี้ติดต่อกันมาครึ่งเดือนคุณแม่ที่น่านับถือเช่นนั้นปฏิบัติตามทุกประการ ได้มาวอนขอและถวายน้ำชาทุกๆ วันแต่ละครั้งเมื่อพบอาจารย์จ๋วงซิวจะคุกเข่าลงไหว้ จนทำให้อาจารย์จ๋วงซิวไม่กล้าให้เธอได้พบหน้ากันจังๆ
พระจี้กง :ต่อมาเป็นอย่างไร
เฟยหลวน : เวลาผ่านไปประมาณสองเดือนเศษ เด็กสาวที่ถูกแพทย์ประกาศว่าหมดทางรักษาคนนั้นก็ได้ออกจากโรงพยาบาลและในวันที่ออกจากโรงพยาบาลวันนั้น ก็ได้มายังโรงเจกับมารดาก่อน เพื่อขอบคุณเทพพุทธที่เมตตาช่วยเหลือ ตอนนี้ได้ข่าวว่าเธอสามารถขึ้นรถไปไหนมาไหนได้แล้ว เมื่อเร็วๆนี้ยังมาให้พระที่โรงเจด้วย แต่ศิษย์ยังไม่ได้พบหน้าเลย
พระจี้กง: ยอดไปเลย นี่คืออิทธิฤทธิ์แห่งศักดิ์สิทธิ์ และนี่คืออานิสงส์แห่งแรงกุศลที่ไม่อาจคาดคิด ผนวกกับมารดาของผู้ป่วยมีความเชื่อใจ มีความศรัทธาและจิตใจที่อดทนสะเทือนถึงเบี้องบน ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็สามารถเป็นไปได้ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันที่ดี
เฟยหลวน : แต่ไม่ทราบว่าเจ้า “มะเร็งเลือด” นี้มีเวรกรรมแบบไหนที่ทำให้เกิดขึ้น อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายหน่อยค่ะ
พระจี้กง : สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ อาจเกิดจากชาติก่อนหรือชาติปัจจุบัน ที่ใช้ความสะดวกจากหน้าที่การงาน เบียดบังเอาเงินที่ผิดกฎหมาย คนที่มีแต่ความโลภไม่รู้เบื่อตลอดเวลาเอาแต่ละโมบโลภมากทุจริตถึงที่สุดแล้ว นรกคนเป็นก็จะให้คนมาจับไปอยู่ในบ่อเลือด เพื่อให้กายเนื้อของเขามีเลือดผิดปกติจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งชีวิต จึงถูกยมทูตจับไปยังยมโลกเพื่อพิจารณาความ
เฟยหลวน : แล้วที่พูดกันว่า คนที่เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาแล้วนอนอยู่บนเตียงเป็นระยะเวลายาวนานจึงค่อยสิ้นชีวิตก็คงเป็นเพราะบุญกุศลไม่เพียงพอ หรือเพราะครอบครัวไม่มีคุณธรรมเป็นเหตุ
พระจี้กง : เช่นนั้นแหละ! ถึงแม้นรกคนเป็นจะจับวิญญาณเป็นๆไปทำโทษ เพื่อให้ร่างกายเขาได้รับทุกข์ทรมาน แต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ “ด่าน” ที่คอยจับคนที่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายเอาไว้ตอนถอดวิญญาณไปท่องเที่ยว อาตมาจะเชิญยมทูตพาเจ้าไปเยี่ยมชม เพราะฉะนั้นถึงแม้นรกคนเป็นจะแบ่งเป็นหบายแผนกก็ตาม วันก่อน ๆที่เราไปเยี่ยมชมนรกคนเป็นก็เพียงแต่จับวิญญาณเป็นๆ มารับโทษเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเอาชีวิต ยังมีอีกแผนกที่คอยทำโทษคนที่ได้ทำบาปหนัก ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันชาติหรืออดีตชาติ โดยต้องการให้ร่างกายของเขาต้องทนทุกข์ทรมาน ได้รับความเจ็บปวดจนถึงที่สุดจนสิ้นชีวิตจึงหยุด เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะบาปที่ทำหนักมากจำเป็นต้องอาศัยกายสังขารขอใช้กรรม ซึ่งโทษคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นบางคนที่พูดว่าเป็นโรคของชาติปางก่อน พอเกิดมาก็เป็นโรคต้องทุกข์ทรมานจนตายก็เป็นสาเหตุนี้แหละ แต่สำหรับหญิงสาวผู้นี้ที่มีกรรมหนัก ซึ่งอยู่ในวาระที่จวนเจียนเต็มที่แล้ว เพราะได้พึ่งบุญกุศลจนได้รับการขจัดปัดเป่าจนหายได้ แต่อาตมาอยากจะให้ เฟยหลวนเจ้าจงไปบอกเธออีกทอดหนึ่งว่า กรรมตามสนองครั้งนี้ที่จริงต้องทุกข์ทรมานจนกระทั่งสิ้นชีวิต แต่เป็นเพราะมารดามีความศรัทธาเชื่อถือปฏิบัติคุณงามความดี จนกระทั่งได้รับการขจัดปัดเป่า เบื้องบนสงสารเห็นอกเห็นใจในความเอื้ออาทรของมารดา ดังนั้นจึงอภัยโทษให้เป็นกรณีพิเศษซึ่งเป็นการผ่อนหนักเป็นเบา อีกอย่างคือชีวิตที่ได้คืนมาจากการทำบุญทำกุศล เพราะฉะนั้นบุญกุศลต้องกระทำอยู่ตลอดเวลาไม่หยุดหรือขาดตอน จึงสามารถปกป้องเธอไม่ต้องทุกข์ทรมานจาก “มะเร็งเลือด” อีก ที่ดีที่สุดคือช่วยให้เธอเข้าสู่ธรณีศักดิ์สิทธิ์ (บวช) จะได้ผลดีกว่า เพื่อให้กายได้ปฏิบัติจะได้เพิ่มพูนกุศลที่มองไม่เห็นเป็นการเพิ่มการป้องกัน ถ้าได้เช่นนี้จึงจะดี เจ้าเข้าใจไหม
เฟยหลวน : ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะศิษย์จะบอกให้เธอได้ทราบ
พระจี้กง : อาตมาก็อยากจะตักเตือนชาวโลกไว้ ณ ที่นี้ อย่าพูดว่าเบื้องบนไม่มีหูไม่มีตา ข่มเหงรังแกคน ในที่ลับก็มีพระมีเจ้าเหนือหัวสามฟุตมีพระเจ้า ไฉนเลยเบื้องบนจะปล่อยเจ้าไปล่ะ คืนนี้พอเท่านี้ เฟยหลวน จงเตรียมตัวให้ดี คราวหน้าจะพาวิญญาณเจ้าไปท่องนรกคนเป็น เพื่อเขียนหนังสือให้ยอดเยี่ยมเลยอาตมาไปล่ะ
เฟยหลวน : ค่ะ ขอบคุณท่านอาจารย์ ขอน้อมส่งท่านอาจารย์