Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
บันทึกนรกคนเป็น ตอนที่ 6 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

บันทึกนรกคนเป็น ตอนที่ 6

506 Views

โรครุมเร้าจำกัดอยู่บนเตียงทุกข์แสนเข็ญ
บริจาคทรัพย์สร้างกุศลหยุดเคี่ยวกรรม

 

พระจี้กงเสด็จลงประทับทรง กลอนนำเสด็จว่า
จี้งกงโปรดเวไนยไม่ถือฤดูกาล
กงคือกลางลืมตนไร้ทุกข์เข็ญ
พุทธรังสีส่องส่งสุขสราญเย็น
เป็นเป็นในสังคมห้ามทำบาป
(ใช้คำว่า จี้กงพุทธเป็นเป็น เป็นโคลงในการแต่งกลอน)

 

พระจี้กง : คนทั่วไปมักพูดว่ากรรมเวรไม่มีใครเห็น ทั้งยังพูดอีกว่า เทพพุทธก็มองไม่เห็น ที่จริงแล้วเทพพุทธที่ศักดิ์สิทธิ์ก็อยู่ที่ขณะจิต นรกสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน ประกอบความดีอยู่เสมอ ชีวติอยู่อย่างมีสุข กายของตนนี้ก็คือกายพุทธที่อวตารก็เหมือนอยู่บนสวรรค์ ถ้าหากธรรมจิตขุ่นข้องลุ่มหลงทำแต่เรื่องเลวร้าย ใจของเรานี้ก็เหมือนกับมีผีมารคอยสอดส่อง กายที่ประพฤติเลวก็เหมือนอยู่ในนรก เพราะฉะนั้นที่พูดกันว่า ในใจมีพุทธะก็จะเป็นดินแดนแห่งความบริสุทธิ์ ถ้าจิตใจเหี้ยมโหดเชื้อเมล็ดพันธุ์แห่งวัฏฏะสงสารก็ก่อตัวขึ้นแล้ว
เฟยหลวน : ราตรีสวัสดิ์อาจารย์ !กราบขอบพระคุณที่เสด็จมาแต่งหนังสือธรรมะเพื่อปลอบเตือนชาวโลก
พระจี้กง : อื้อ! ดี หนังสือ “บันทึกปรากฎการณ์นรกคนเป็น” ที่สามารถออกสู่สายตาชาวโลกได้ก็เป็นเพราะว่าในหลายปีที่ผ่านมานี้ทางโรงเจของเจ้าภายใต้การนำของนายจ๋วงซิวประกอบกับความสามัคคีด้วยใจอันบริสุทธิ์ ทำให้เบื้องบนมีความซาบซึ้งและปลื้มจิต ด้วยเหตุนี้จึงเป็นโอกาสสัมพันธ์ได้แต่หนังสือธรรมะ เพราะฉะนั้นหวังว่าศิษย์ในโรงเจเจ้าต้องรู้จักถนอโอกาสสัมพันธ์อันเป็นแหล่งสั่งสมคุณธรรมซึ่งหาได้ยากนี้ไว้
เฟยหลวน : กราบขอบคุณโอวาทของอาจารย์ ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมในโรงเจก็มักปลื้มใจในโชคที่มีอาจารย์จ๋วงซินแบบนี้ ท่านได้สละแรงกายนำพาพวกเรา โดยเฉพาะขณะที่ออกไปบำเพ็ญธรรมกิจภายนอกและได้พบการกระทำของผู้อื่นที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้พวกเราในโรงเจต่างรู้สึกซาบซึ้งอย่างมากและเพิ่มความภูมิใจในโชคที่ได้ธรรมาจารย์ผู้ชี้นำที่ดียิ่ง ทำให้เรามีจุดมุ่งหมายที่ถูกต้องบนเส้นทางมหาสัทธรรมนี้ ไม่หลงทิศทาง ชื่อเสียงของโรงเจจ๋วงเซินถังมิเพียงแต่ประชาชนในไต้หวันจะสรรเสริญ และโรงเจที่เป็นเพื่อนกันจะยกย่องเท่านั้น ยังได้โด่งดังไปถึงต่าประเทศอีกด้วย เพื่อเป็นการปักดำต้นกล้าแห่งมหาสัทธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นความเหนื่อยยากของอาจารย์จ๋วงซิวทั้งสิ้น พวกเราผู้ร่วมบำเพ็ญต่างก็ได้รับบุญบารมีของอาจารย์จ๋วงซิวคุ้มครอง จึงมีมรรคาที่ราบเรียบและทิศทางที่ถูกต้องได้เดินเท่านั้น
พระจี้กง : นายจ๋วงซิวได้รับโองการให้แบกรับภาระอันหนักต่อไปภายหน้าเมื่อมีการแบ่งหน้าที่กันใหม่ ทุกคนต้องรับหน้าที่หนักขึ้น หวังว่าศิษย์ในโรงเจเจ้าจะยอมรับภาระอันเป็นอุดมการณ์แรก ร่วมแรงร่วมใจเบื้องบนไม่มีวันที่จะให้ศิษย์ต้องเสียแรงเปล่า ต้องรู้ว่าเมื่อมีธรรมาจารย์คอยชี้นำอยู่ข้างๆต้องรู้จักรักถนอม อย่ารอให้คนไม่อยู่แล้วก็ค่อยโกรธแค้นตนเองที่ปล่อยโอกาสไป ถึงตอนนั้นรู้สึกสำนึกก็สายแล้ว
เฟยหลวน : ค่ะ! ผู้ร่วมบำเพ็ญในโรงเจต้องปฏิบัติตามโอวาทของอาจารย์อย่างแน่นอน เอ้อ! คืนนี้รู้สึกว่าท่านอาจารย์ดูเหมือนจะไม่เร่งรัดใหวิญญาณออกไปท่องเที่ยวแต่งหนังสืออย่างนี้นแหละกลับคุยกับศิษย์อย่างสบายอารมณ์เสียนาน โดยทั่วไปแล้วอาจารย์จะกล่าวเพียงไม่กี่คำก็จะพูดว่า “เวลาดึกแล้ว” แล้วก็เร่งรัดให้ศิษย์ออกเดินทางโดยกลัวว่าศิษย์จะเสียเวลาอย่างไงอย่างนั้นแหละ แล้วทำไม ...คืนนี้แปลกจริง..!
พระจี้กง : ไม่เออละเหยกับเจ้าแล้ว เจ้าหาว่าอาจารย์เร่งรัดเจ้านักคืนนี้ถ้าไม่เออละเหยกับเจ้าแล้ว จะมีอะไรจะพูดล่ะ
เฟยหลวน : มิใช่ค่ะ! ศิษย์เพียงแต่คิดว่าคืนนี้อาจารย์รู้สึกแปลกไป กลัวจะเสียเวลาแต่งหนังสือเท่านั้นแหละค่ะ
พระจี้กง : คืนนี้เราจะไม่ไปเที่ยว “นรกคนเป็น” แล้ว
เฟยหลวน : ไม่ไปแล้ว! ทำไมคะ! หรือว่าอาจารย์ไม่คอยสบายไม่สบายตรงไหนบ้างคะ หรือว่าอาจารย์จะถอยแล้วหรือคะ
พระจี้กง : เอ ! ยุ่งแล้ว! ไม่ไปท่องนรกคนเป็น มิใช่หมายความว่าไม่แต่งหนังสือแล้ว แล้วนี่ก็แช่งอาตมาแล้วใช่ไหม น่าจะรู้ว่าเทพพุทธเป็นรูปลักษณ์ของดวงวิญญาณ ไม่ถูกครอบงำด้วยการเกิดแก่เจ็บตายและทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอาตมาจะมีกายสังขารอะไรที่จะไม่สบายล่ะ
เฟยหลวน : เอ่อ! ถูกค่ะ ขอประทานโทษค่ะ! ก็เพียงคิดเป็นห่วงอาจารย์เท่านั้นเองหรอกค่ะ เลยทำให้ลืมไปว่าอาจารย์ก็คือพระไม่ใช่คน ไม่มีกายเนื้อ ดังนั้นก็ย่อมไม่เป็นอะไร ตามที่พูดกันว่าไม่สบาย กราบขอประทานอภัยค่ะ อาจารย์อย่าได้โกรธเลยนะคะ ให้อภัยแก่ศิษย์นะคะ
พระจี้กง : เอ่อดีแล้ว ไม่โกรธเจ้าหรอก มองดูสังขารเจ้าแล้วอาตมาจะโกรธไปใย
เฟยหลวน : ขอบพระคุณอาจารย์ แต่ว่าเราไม่ไปท่องนรกคนเป็นแล้วจะแต่งหนังสืออย่างไรกันคะ
พระจี้กง : วันก่อนอาตมาได้พูดไว้แล้วใช่ไหมว่า ศิษย์ในโรงเจเจ้ามีคนที่ร่างกายไม่สบายอยู่หลายคน ได้ไปหาหมอเจียดยามารับประทานมั่ง ฉีดยามั่งก็ยังไม่หาย แต่ว่าเมื่อมาปฏิบัติธรรมทำบุญสร้างกุศลเพื่อชดใช้หนี้กรรม แล้วไม่ต้องรับประทานยาก็หายได้มิใช่หรือ
เฟยหลวน : ใช่แล้วค่ะ! มิเพียงแต่ผู้ปฏิบัติธรรมในโรงเจเท่านั้น ตลอดจนญาติธรรมหรือผู้มีใจกุศลจำนวนมากก็เช่นเดียวกัน พวกเขาพากันมาขอให้พระในโรงเจช่วยเหลือโดยมีอาจารย์จ๋วงซิวช่วยแก้ไขให้ ทำให้ขจัดปัดเป่าเวรรกรรมจ๋วงซิวได้ช่วยเพียงผู้ปฏิบัติธรรมในโรงเจและญาติธรรมในสถานธรรมอื่นบ้างเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็ปฏิเสธการช่วยเหลือแบบนี้
พระจี้กง : ทำไมล่ะ
เฟยหลวน : ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ได้พูดไว้ว่า เรื่องเวรกรรมเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น และแรงกรรมก็เป็นสิ่งที่ไร้รูปลักษณ์เมื่อสอนพวกเขาให้ทำบุญสร้างกุศล พิมพ์หนังสือธรรมะหรือปลดปล่อยชีวิตสัตว์ หรือช่วยบรรเทาสาธารณภัย เพื่อนำบุญกุศลนั้นมาชดใช้หนี้กรรม ก็มักจะถูกคนเขาเข้าใจผิดโดยคิดว่าพวกเราอาศัยสิ่งเหล่านี้เพื่อหา “เงิน” จึงขัดขวางเจตนารมณ์อันดีงามที่จะขจัดเคราะห์กรรมไป และที่ทำกันบ้าง ก็คือบุญกุศลยังไม่เพียงพอหรือไม่ก็ศรัทธาไม่พอ ทำให้การเจ็บป่วยยังมิทันบรรลุผล ก็คิดว่า “ไม่มีผล” เลยเป็นการสร้างวจีกรรมขึ้น กล่าวหาว่าหลอกลวงเงินทองพวกเขา ...ต่างๆเป็นต้น สภาพการณ์ต่างๆ ไม่อาจกล่าวได้หมด ยกตัวอย่างเช่นมีคนหนึ่งต้องทำบุญกุศล สมมุติว่าร้อยเหรียญ เพื่อเป็นการแก้ไขกรรมตอบสนองในการเจ็บป่วย แต่เขาใช้เงินไปเพียงแปดสิบเหรียญ ยังขาดไปอีกยี่สิบเหรียญ แม้กรรมที่ตอบสนองจะค่อยๆ ลดน้อยลงโดยไม่อาจมองเห็นได้ แต่ว่ายังไม่เห็นผลทางร่างกายดังนั้นก็เลยพูดว่า สร้างบุญกุศลให้แล้วก็ยังไม่หายเช่นนี้เป็นต้นกลายเป็นการสร้างวจีกรรม และเพราะเหตุนี้จึงทำให้เห็นผิดไม่ว่าการทำกุศลอะไรๆ หรือการสร้างหนังสือล้วนแต่หลอกลวงทั้งสิ้นไม่จริง กลายเป็นว่าต้องการให้คนออกทรัพย์เพื่อช่วยพิมพ์หนังสือเท่านั้นเอง ด้วยคำพูดต่างๆ นี้เองทำให้อาจารย์จ๋วงซิวเกิดอารมณ์ขึ้น เลยไม่ช่วยคนทำพิธีไกล่เกลี่ยเจ้ากรรมนายเวรให้คงทำแต่งานเพื่อเผยแผ่ธรรมะเพียงอย่างเดียว ยกเว้นแต่ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมในโรงเจด้วยกัน หรือกับผู้ที่เชื่อในกฎแห่งกรรมโดยได้รับการแนะนำจากคนคุ้นเคยรู้จัก ซึ่งอาจารย์จ๋วงซิวได้รู้ถึงความตั้งใจจริงของผู้ที่มาอย่างละเอียดเท่านั้นจึงจะบริการให้ด้วยความสบายใจ เพราะว่าขณะนี้มีภารกิจยุ่งอยู่กับการเผยแผ่ธรรม อาจารย์จ๋วงซิวจึงไม่คอยมีเวลามากนักที่จะมาช่วยทำงาน “ไกล่เกลี่ยเจ้ากรรมนายเวร” ให้
พระจี้กง : พูดก็ถูก! ดวงชะตาของจ๋วงซิวตอนนี้ต้องแยกรับภาระของสำนักทรง ปรับปรุงสำนักธรรมและการเผยแผ่ธรรม ซึ่งจำเป็นต้องให้นายจ๋วงซิวออกสู่แนวหน้า เพราะฉะนั้นเมื่อใครก็ตามที่พบว่าตนเองเกิดการเจ็บป่วยขึ้น เมื่อได้รับประทานยาฉีดยาแล้วไร้ผล หรือร่างกายฟื้นคืนมาอย่างช้าๆ แล้ว ควรจะเข้าใจดีว่าเป็นเพราะผลแห่งกรรมตอบสนองควรทำบุญทำกุศลจนกระทั่งบุญกุศลเต็มเปี่ยม แล้วเวรกรรมก็จะหมดไป ก็จะคืนกายสังขารที่สบายให้แก่เธอไป มันเป็นธรรมชาติที่ต้องมีจิตกุศล มีใจอดทนและศรัทธา คือทำดีได้ดีสำนึกผิดในเวรกรรมที่ผ่านมา ยิ่งตอนนี้มีหนังสือ “บันทึกปรากฎการณ์นรกคนเป็น” คอยชี้แนะอยู่แล้ว ตนเองต้องรู้ว่าตนได้ทำบาปชนิดไหนไว้จะได้ปรับปรุงแก้ไข ขยันหมั่นเพียรทำบุญทำกุศล กายมั่นบำเพ็ญ เชื่อว่าฟ้าต้องคุ้มครองคนดีจนมีโอกาสบริสุทธิ์
เฟยหลวน : ค่ะ! อาจารย์อธิบายได้ถูกต้อง ศิษย์อยากจะเรียนถามอาจารย์อีกเรื่องหนึ่ง คือที่พบเห็นได้บ่อยอย่างคนแก่ชราเป็นเวลานาน ถูกโรครุมเร้าเป็นเวลายาวนาน ชาวบ้านมักพูดกันว่า กำลัง “รอเวลา” “หาวันอยู่” หรืออะไรต่อมิอะไรคนที่เจ็บป่วยแบบนี้มีมาก ล้วนต้องถูกเคี่ยวกรำเป็นระยะเวลาหลายเดือนหรือครึ่งค่อนปี บางรายต้องอยู่บนเตียงนอนหลายๆ ปี ก็มี ทั้งที่รู้ว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหาย แต่ก็ไม่ถึงเวลาตายเสียที มีแต่นอนร้องครวญครางอยู่บนเตียงผู้ป่วย นานรอวันตายทำให้เป็นที่น่าสงสารเวทนาที่ต้องทนรับกรรมอย่างนี้ แต่ว่าคนที่เป็นนายแพทย์ นอกจากการฉีดยาระงับปวดแล้วก็ไม่มีหนทางอื่นอีก อย่างการเจ็บป่วยที่ทรมานนี้ ที่จริงแล้วมีสาเหตุมาจากอะไร
พระจี้กง : อันี้เนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรจากอดีตชาติมาทวงหนี้เบื้องบนท่านเมตตาจึงให้เคี่ยวกรำด้วยการเจ็บป่วย เพื่อเป็นการชำระล้างหนี้กรรม
เฟยหลวน : ผู้ป่วยสภาพแบบนี้ศิษย์เห็นหลายคน อย่างคนในโรงเจนี้ก็เกิดล้มป่วยด้วยสภาพเช่นเดียวกันนี้ จากคำพูดของนายแพทย์บอกว่า ต้องเจ็บป่วยไปอีกนาน แต่ว่าอาจารย์จ๋วงซิวต้องการให้มหกุศลมาช่วยขจัดปัดเป่ากรรมเวรของผู้ป่วย โดยไม่คาดคิดเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ผู้ป่วยก็ถึงแก่วิญญาณละร่างไป อย่างนี้เป็นเพราะเหตุอะไร
พระจี้กง :อันนี้เพราะกุศลนั้นได้คลี่คลาย เวรกรรมที่ตอบสนองไปแล้ว ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทรมานรับกรรมอีกต่อไป และก็เป็นความเมตตาของเบื้องบนอีกเช่นกันเปิดโอกาสให้อีกหนทางหนึ่ง โดยที่บุญกุศลที่ทำนั้น ได้ชดใช้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรไป อันเป็นหลักฐานที่ดี เจ้าก็สามารถพูดถึงการเจ็บป่วยให้ชาวโลกได้เข้าใจได้
เฟยหลวน :ก็ได้ค่ะ! แต่เอ จะเป็นการให้เขาเข้าใจผิดว่าอกตัญญูไหมนี่
พระจี้กง: เป็นการปลอบเตือนชาวโลกจะมีอะไรไม่ได้ล่ะ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ชาวโลกเขาสมองใสเหลือเกิน การอธิบายเพิ่มเติสามารถปรับความเข้าใจได้ นับประสาอะไรกับการช่วยปลดปล่อยให้กับผู้ป่วย หาใช่เป็นการต้องการให้เขาตายเร็วๆ เสียเมื่อไร เจ้าก็ยกตัวอย่างสักไม่กี่คนโดยไม่ต้องบอกชื่อแซ่เขาก็ได้ และตอนนี้ก็ยังเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ยืนยันให้ได้ โดยไม่ต้องกลัวคนอื่นเขาว่าเจ้าแต่งเรื่องเอง
เฟยหลวน : ค่ะ! ศิษย์รับคำบัญชา! งั้นก็เริ่มจากที่ใกล้ๆในโรงเจก่อน ท่านประธานจาง คือคุณพ่อท่านประธาน ป่วยอยู่นานมาก ศิษย์และอาจารย์จ๋วงซิวรู้สึกละอายใจที่ยังไม่ว่างไปเยี่ยมเยือน ต่อมาได้ยินว่าส่งไปที่สถานพักฟื้น ท่านประธานของเราเป็นทั้งผู้ใจบุญและลูกกตัญญู ในแต่ละวันจะต้องไปเยี่ยมดูบิดาก่อนไปทำงาน จนกระทั่งมีวันหนึ่งก็คิดว่าขืนรักษาอยู่อย่างนี้ต่อไปรู้สึกจะไม่ถูกต้อง และก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะเชิญอาจารย์มาปรึกษาดูว่าจะจัดการกันอย่างไร! เมื่อนึกได้ดั่งนี้แล้วจึงได้มาปรึกษากับอาจารย์จ๋วงซิว จึงได้เลือกวันเวลาแล้วพาบิดามาที่โรงเจเพื่อทำพิธี “ไกล่เกลี่ย” ท่านประธานจางได้ทำการปล่อยสัตว์ไปก่อนเป็นเงินจำนวนห้าพันเหรียญ เพื่อเป็นการชำระหนี้กรรมของบิดา จะได้บรรเทาอาการเจ็บป่วยของบิดาลงบ้าง โดยไม่คาคิดว่าเมื่อทำบุญเสร็จแล้ว วันรุ่งขึ้นบิดาก็ถึงแก่กรรมไป แม้แต่ทำพิธี “ไกล่เกลี่ย” ก็ไม่ต้องทำ
พระจี้กง :การปล่อยสัตว์แล้วอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเป็นการชำระล้างเวรกรรมวิธีหนึ่ง อันที่จริงศิษย์จาง (บิดาของประธาน) เป็นผู้ใจบุญ เลี้ยงดูบุตรธิดาจนประสบความสำเร็จเมื่อถึงวัยชราจึงถูกโรคภัยคุกคาม เป็นเพราะกรรมจากอดีตชาติตอบสนอง ดังนั้นการเจ็บป่วยครั้งนี้เพราะแรงกรรมมาทวงหนี้ถึงแม้ชาติปัจจุบันนั้นจะมีบุญกุศลเต็มเปี่ยม แต่กรรมที่สะสมกันมาหลายชาติยังมิได้ชดใช้ จึงอาศัยการเจ็บป่วยนี้เคี่ยวกรำเป็นการลดกรรม เพื่อจะได้ไม่ต้องเวียนเกิดมาชดใช้กรรมอีกนี่เป็นเพราะเบื้องบนเมตตา ที่พูดกันว่า “กรรมเวรสามชาติชดใช้หมดในชาติเดียว” อันเป็นแบบที่ค่อนข้างจะเจ็บปวดจึงต้องมีจิตศรัทธาที่มั่นคงจึงสามารถลบล้างกรรมเวรจากอดีตที่สะสมกันมาได้ ดังนั้นอาตมาขอถือโอกาสนี้ตักเตือนผู้บำเพ็ญธรรม อย่าเป็นเพราะขณะเจ็บป่วยแล้วผ่านการรักษาอย่างไร้ผลแล้วก็หมดความศรัทธาต่อเทพพุทธแล้วก็พาลคิดว่าการสร้างบุญสร้างกุศลไม่มีอานิสงส์ บางครั้งก็เกิดความสงสัยใน “ธรรมะ” จนกระทั่งสงสัยการกระทำของตนเองไปด้วยว่า “ธรรมะ” ที่ปฏิบัติไปนั้นคงผิดไปกระมัง ทั้งหมดนี้ล้วนไม่ถูกต้อง ต้องรู้ว่าเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนยิ่งนัก นับประสาอะไรกับ “กรรมเวรสามชาติชดใช้หมดในชาติเดียว” นับเป็นความกรุณาของเบื้องบน ที่เปิดหนทางอันกว้างขวาง ชาวโลกควรรู้สำนึกบุญคุณ มิฉะนั้นต้องเวียนเกิดเวียนตายเพื่อชดใช้กรรมกัน โดยเฉพาะเกิดโชคไม่ดี เมื่อจิตเราหลงเสียแล้ว จะมิเป็นการเสียดายโอกาสหรอกหรือ ดังนั้นหวังว่าเมื่อชาวโลกเกิดเจ็บป่วยขณะกรรมเวรมาถึง ต้องทนรับกรรมโดยดุษฎี และสำนึกผิดในกรรมเก่า และเพิ่มการทำความดีสร้างกุศล ย่อมจะได้รับการตอบรับแน่นอน เออดี! เฟยหลวนเอ้ย ยกตัวอย่างอีกอันซิ
เฟยหลวน : ค่ะ! อีกคนหนึ่งเป็นอาจารย์ผู้พี่ (หญิง) ของโรงเจเธอมีคุณอา(ชาย) คนหนึ่งอยู่ที่ญี่ปุ่น ดูเหมือนจะเป็นโรคตับแข็ง ก็เจ็บป่วยอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งอาการคับขันแล้วจึงนำส่งเข้าโรงพยาบาล คุณหมอว่าคงต้องทรมานอีกหลายวัน เมื่อได้รับข่าวอันนี้อาจารย์ผู้พี่จึงรับไปที่โรงเจช่วยทำบุญสร้างกุศล แล้วขอต่อเทพพุทธว่าให้ช่วยขจัดปัดเป่าภัยเคราะห์ให้ด้วย โดยไม่คาดคิดเช่นกัน พอคืนนี้ทำบุญเสร็จวันรุ่งขึ้นก็มีข่าวมาว่าคุณอาได้เสียแล้ว ขอเรียนถามอาจารย์ว่านี่เป็นเพราะอุทิศส่วนกุศลไปให้ใช่ไหมคะ จึงทำให้คุณอาไม่ต้องทรมานไปอีกนานใช่ไหมคะ
พระจี้กง : ใช่แล้ว! ชาวโลกต้องรู้ไว้ ทุกเรื่องต้องมีเหตุปางก่อนนี่เป็นเพียงสภาพการณ์หนึ่งของมนุษย์ ถึงแม้การสนองตอบของกฎแห่งกรรมจะซับซ้อน แต่การตอบสนองจะไม่สับสนตนเองก่ออะไรไว้ต้องรับกรรมนั้นเอง กรรมเวรไม่มีใครรับแทนกันได้ ต้องถือโอกาศนี้สร้างกุศล โดยเฉพาะเมื่อ “บันทึกปรากฎการณ์นรกคนเป็น” พิมพ์ออกมา ชาวโลกหากสามารถออกเร่งช่วยพิมพ์หนังสือ เชื่อแน่ว่าเบื้องบนต้องยินดีต่อจิตกุศลนี้โดยไม่ทำให้การทำบุญครั้งนี้ไร้อานิสงส์
เฟยหลวน :ค่ะ! ขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอน
พระจี้กง : ดีแล้ว! คืนนี้เอาแค่นี้ คราวหน้าค่อยมาใหม่ อาตมาไปละ
เฟยหลวน :ขอน้อมส่งเสด็จท่านอาจารย์