บันทึกนรกคนเป็น ตอนที่1

568 Views

ลงประทับทรง ณ จ๋วงเซินถังรัภาระหนัก
เผยนรกทั้งเป็นเพื่อปลุกให้ตื่นจากภวังค์

 

พระจี้กงเสด็จประทับทรง กลอนนำเสด็จ
ทรงเมฆาเหินฟ้าลงตำหนัก
อาตมานัดศิษย์รักแต่งหนังสือ
ตักเตือนสื่อวาจาด้วยคำรื่น
ทุกข์ฉกรรจ์ตกนรกทั้งเป็นเป็น

 

พระจี้กง : อาตมาที่เมฆมาลงหน้า โรงเจเพื่อแต่งคัมภีร์ทองนับเป็นบุญสัมพันธ์เกื้อหนุน ทั้งนี้เพราะคุณความดีของเวไนยสัตว์ที่ร่วมใจกันสู่โรงเจจ๋วงเซินถัง อีทั้งความขยันขันแข็งของบรรดาสานุศิษย์ด้วย ประกอบกับปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่บำเพ็ญมาของหลินจ๋วงซิว (อาจารย์เจ้าของโรงเจจ๋วงเซินถัง)มีส่วนช่วยส่งเสริม จึงทำให้อาตมาได้มีโอกาสลงมายังโรงเจแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง เป็นการผูกบุญสัมพันธ์กับบรรดาสานุศิษย์เพื่อแต่งหนังสือธรรมะร่วมกับเฟยหลวน(ศิษย์) เพื่อให้ชาวโลกได้เข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมยิ่งขึ้น
เฟยหลวน : ด้วยบารมีแห่งพุทธรังสี ขอต้อนรับอาจารย์ที่เสด็จมายังตำหนักแห่งนี้อีก นับว่าเป็นวาสนายิ่งนักและก็เป็นบุญกุศลของเหล่าเวไนยสัตว์ด้วย ศิษย์รู้สึกซาบซึ้งในมหากรุณาธิคุณของเบื้องบน ที่ประทานวโรกาสให้ศิษย์ได้ติดตามอาจารย์ขึ้นฟ้าลงดินไปทุกแห่งหนเพื่อแต่งหนังสือปลอบเตือนชาวโลกนับว่าเป็นเกียรติอันสูงสุดที่หามิได้ของศิษย์ด้วย
พระจี้กง : คร้งนี้หากมิใช่เป็นความกรุณาของเบื้องบน ที่ไม่อาจทนเห็นเวไนยสัตว์ที่ลุ่มหลงจมปรักอยู่ในโลกนี้โดยไม่รู้ว่าตนเองได้รับเคราะห์กรรมอะไรบ้าง จึงต้องได้รับกรรมตอบสนองแบบใดบ้าง โดยเฉพาะกายเนื้อขณะที่ได้รับการเจ็บป่วยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงมีโองการให้แต่งหนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ “บันทึกปรากฎการณ์นรกคนเป็น” เพื่อให้ชาวโลกที่ยังมีชิวิตอยู่ได้มีโอกาสได้รับการชี้แนะที่ดี ให้รู้ว่ามีหนทางปัดเป่ากรรมเวรได้เพื่อให้มีกายอันบริสุทธิ์จะได้กลับคืนสู่แดนนิพพาน แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องก็คือให้มนุษย์มีร่างกายที่แข็งแรง เพื่อบำเพ็ญมหาสัทธรรมได้
เฟยหลวน : ขอบคุณเบื้องบนที่กรุณา แต่ทั้งเกาะไต้หวันมีโรงเจมากมาย เหตุไฉนเบื้องบนจึงเจาะจงมอบภาระอันหนักยิ่งนี้ให้แก่โรงเจนี้เล่า
พระจี้กง : อันนี้เพราะจ๋วงเซินถังยึดมั่นในอุดมการณ์ที่เริ่มแรกจนบัดนี้ เผยแผ่สัทธรรมแทนสวรรค์ด้วยจิตหนึ่งใจเดียว เผยแผ่งานธรรมะอันหนักหน่วงของสำนักทรงอย่างสุดแรงสุดใจผนวกกับหลินจ๋วงซิวได้บำเพ็ญจนมีพลังธาตุอันบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่ เพื่อโปรดช่วยผู้คนโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา มิเพียงแสดงธรรมทางโทรศัพน์เท่านั้น ยังมีการบรรยายธรรมทางวิทยุ แม้จะได้รับการโจมตีกล่าวร้ายมากบ้างน้อยบ้างก็ตาม ก็ยังมีสภาพจิตที่สงบเยือกเย็น ซึ่งนับเป็นการฝึกฝนจิตอย่างดี สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ ปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่สามารถแบกรับฟ้าดินซึ่งไม่อาจดูแคลนได้ ด้วยเหตุนี้เบื้องบนจึงได้มอบภาระในการแต่งคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นี้มาให้กับโรงเจจ๋วงเซินถัง โองการสวรรค์นี้มิใช่เบาถึงแม้ผู้แบกรับจะรู้สึกหนักหน่วงก็ตามแต่ก็เชื่ออย่างแน่วแน่ว่าในระยะหลายปีมานี้ ที่โรงเจจ๋วงเซินถังทำเพื่อเวไนยสัตว์โดยมีจิตมุ่งมั่นในการเผยแผ่มหาสัทธรรมนี้ จึงเชื่อแน่ว่าจะมีความชำนาญและรู้สึกเบาขึ้น จะสามารถสำเร็จโดยราบรื่น
เฟยหลวน : เฮ้อ ! เห็นผู้ปฏิบัติธรรมบางคนที่ละทิ้งเปลี่ยนแปลงกลางคันแล้ว ศิษย์บางครั้งก็คิดว่าการเป็นคน โดยเฉพาะเมื่อตนเองเป็นผู้บำเพ็ญธรรมแล้ว ก็ไม่ควรที่จะทำสิ่งที่ขัดกับการเชื่อถือหรือเรื่องที่ขาดสัจจะ หากตนเองเป็นผู้ที่ไม่ยึดมั่นในสัจจะแล้ว จะไปสั่งสอนกล่อมเกลาผู้อื่นได้อย่างไร หากเป็นเช่นนี้ มิเป็นการตบปากตนเองหรอกหรือ
พระจี้กง : เฮ้อ ! กาลสมัยที่ไม่ธรรมดาย่อมมีวิธีที่ไม่ธรรมดาด้วยสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของผู้บำเพ็ญธรรมคือการแปรเปลี่ยนกลางคันที่กลัวก็คือกลัวว่าผู้บำเพ็ญธรรมที่อยู่ระหว่างการบำเพ็ญไม่สามารถทนต่อการทดสอบได้ โดยเฉพาะการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ยากลำบากที่สุด ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มวิธีอีกวิธีหนึ่งจึงให้โรงเจจ๋วงเซินถังของเจ้ารับโองการให้แต่งหนังสือธรรมะเล่มนี้ จึงเป็นโอกาสให้อาตมาได้มีโอกาสมากับเจ้าได้มาสนทนากันเหมือนเก่า
เฟยหลวน : โอ้! รู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง คิดว่าเป็นคำสรรเสริญของอาจารย์ การทำโรงเจได้รับเกียรติให้แต่งหนังสือ “บันทึกนรกคนเป็น” ครั้งนี้ ศิษย์ทั้งดีใจและตกใจ!
พระจี้กง : เฟยหลวน ทำไมจึงทั้งดีใจทั้งตกใจ
เฟยหลวน : อาจารย์เจ้าคะ ในหนังสือ “บันทึกนรกคนเป็น” นี้อะไรคือ “นรกคนเป็น” ศิษย์ไม่ค่อยจะเข้าใจย่อมต้องตกใจกลัว!จะเป็นการไปดูเรือนจำของคนใช่ไหม
พระจี้กง :เอ้ !ไม่ใช่ หากเป็นแบบนั้นก็ไม่มีอะไรแปลก คนสมัยนี้มักเสพสุขกับวัตถุมากเหลือเกิน ดังนั้นโรคทันสมัยจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนบางครั้งตนเองต้องปลอบใจตัวก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยแต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ชาวโลกที่มีต่อบาปกรรมที่ตนเองได้รับกับการเจ็บป่วยที่ได้รับ ย่อมต้องมีเหตุที่อธิบายได้ ซึ่งมักจะค้นหามูลเหตุเพื่อตนเองอย่างเช่น คนในสมัยปัจจุบันที่ผ่านการปลูกฝักจากวิชาการแพทย์แผนใหม่กล่าวว่า เมื่อเกิดมีการเจ็บป่วยก็ต้องค้นหาเหตุ และส่วนใหญ่ก็มักมีคำพูดที่สมเหตุผล แต่ว่าการเจ็บป่วยบางอย่างที่ค้นหาสาเหตุไม่พบก็มักพูดไม่ออกว่าเป็นมาอย่างไร
เฟยหลวน : ถูกต้อง เมื่อค้นหาสาเหตุการเจ็บป่วยไม่ได้คนบางกลุ่มก็มักจะคิดได้เองตามธรรมชาติว่า “ถูกของ” อะไรเข้า หรือพูดว่ามันเป็น “โรคกรรม”
พระจี้กง : ไม่ผิด อันที่จริงเพียงคำว่า “โรคกรรม” เป็นชื่อเรียกรวมๆของโรคที่ตรวจหาพยาธิสภาพของโรดไม่พบ กล่าวคือไม่มีทางที่จะอธิบายถึงสาเหตุแห่งการเจ็บป่วยได้
“มองไม่เห็น” ดังนั้นก็จะนำตัวอย่างเหล่านี้มาเตือนสติชาวโลกเพื่อยินยอมรับชะตากรรมแห่งตน อย่างเช่น ทางโรงเจจ๋วงเซินถังที่ชักจุงคนให้ทำบุญเพื่อลบล้างบาปกรรมก็เป็นวิถีทางหนึ่งที่ดีในการลดการเจ็บป่วยให้เบาบางลงบ้าง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่รู้จักหาทางมาวอนขอต่อเทพพุทธให้ช่วยขจัดภัย ก็นับว่าเป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางธรรมอยู่บ้าง แต่ว่า “โรคกรรม” เป็นโรคที่ “มองไม่เห็น” อย่างกฎแห่งกรรมก็มองไม่เห็นเช่นกัน ดังนั้นชาวโลกส่วนใหญ่จึงไม่ยอมเชื่อถือ ด้วยเหตุนี้จึงมักสูญเสียโอกาสการสะเดาะเคราะห์กรรมก็มีมาก
เฟยหลวน : หากเป็นเช่นนี้ก็นาเสียดาย แต่ว่าตามที่อาจารย์พูดมาเมื่อครู่นี้ การเจ็บป่วยที่สามารถอธิบายได้กับที่ไม่สามารถอธิบายได้ แล้วยังมีอะไรที่ “มองเห็นได้” กับอะไรที่ “มองไม่เห็น” เล่า ศิษย์รู้สึกสับสนไม่กระจ่างจ้าง ขออาจารย์โปรดอธิบายให้ละเอียดสักหน่อยได้ไหมค่ะ
พระจี้กง : ใครเรียกเจ้าไม่เอาจิตมาตั้งใจฟังล่ะ จึงสับสนไปหมดดูเจ้าสติจะคลาดเคลื่อนไปนะ หรือเพราะว่าจะแต่งหนังสือกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เอ้อ ! เหมือน “โรคเสพติด” เดี๋ยวให้หลวงตาใช้พัดปัดๆ สักหน่อย เจ้าจะได้ตื่นขึ้นสดใสขึ้นโอม !อัมมานี ปาบีนิว...
เฟยหลวน : โอ้! สดชื่นเต็มที่เลย รู้สึกประสาทจะสบายขึ้นเยอะเลยอาจารย์ ! เป็นเทพเป็นเซียนก็ดีอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าหนาวหรือหน้าร้อนก็ไม่ถูกอิทธิพลของลมฟ้าอากาศครอบงำ ในรอบหนึ่งปีมีสี่ฤดูกาล ล้วนเย็นสบายเหมือนในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงทำให้เป็นที่อิจฉาของคนนะ
พระจี้กง :ไม่ต้องอิจฉา เจ้าต้องเดินตามรอยพระบาทของเทพพุทธและผู้ศักดิ์สิทธิ์ พอบรรลุสู่มรรคผล ก็จะไม่ถูกฤดูกาลทั้งสี่ผูกมัด
เฟยหลวน : เจ้าค่ะ ! ศิษย์รู้เจ้าค่ะ!
พระจี้กง : พูดเข้าเรื่องเถิด ในสมัยปัจจุบันี้พอคนเจ็บป่วยก็พูดได้ว่า การเจ็บป่วยครั้งนี้เกิดจากอะไร ตัวอย่างพูดว่าคนเป็นโรคกระเพาะก็จะพูดว่า เพราะชีวิตเร่งรีบ การกินการดื่มไม่เป็นเวลาจึงเป็นสาเหตุ คนที่เป็นโรคอ้วนก็พูดว่าเพราะการออกกำลังกายไม่พอ คนที่ผอมแห้งก็พูดว่า เพราะทำงานตรากตรำเกินไป คนเป็นโรคไตก็พูดว่า การกินไม่ได้ธาตุอาหารที่สมดุล คนอ้วนเพราะรับของหวานมากเกินไปหรือปล่อยตัวไปตามอารมณ์สนุกมากเกินไป ...เป็นต้นทำให้เป็นสาเหตุแห่งการเจ็บป่วย ต่างๆ เหล่านี้คือวสิ่งที่ “มองเห็นได้” สิ่งที่ “มองไม่เห็น” คือทั้งๆที่รู้ว่าร่างกายมีการเจ็บป่วย แต่ก็ตรวจหาสาเหตุไมพบ การเจ็บป่วยที่ “มองไม่เห็น” นี้มีสาเหตุสองประการ คือ 1.แรงกรรมเป็นเหตุ 2. กรรมเป็นเหตุ ที่พูดว่า กรรม ก็คือ เจ้ากรรมนายเวรที่ตนเองก่อกรรมไว้ การเจ็บป่วยทั้งสองประการนี้ อย่างหนึ่งก็มาจากผลกรรมในปัจจุบันชาติ กับผลกรรมที่สะสมมาจากอดีตชาติสถานที่ใช้ควบคุมชาวโลกที่รับกรรมเป็นที่ๆ เราจะไปเยี่ยมชมกันหากมิใช่ถึงกาลเวลาอันเหมาะสม หากมิใช่เป็นปณิธานอันยิ่งใหญ่ของจ๋วงเซินถัง และหากมิใช่เบื้องบนเมตตาแล้ว ไฉนเลยสถานที่เร้นลับเหล่านี้จะเปิดเผยออกมาได้
เฟยหลวน : อาจารย์ค่ะ ! นั่นเป็นที่ไหนล่ะค่ะ
พระจี้กง : ก็เป็นที่ที่เราได้รับโองการให้ไปเยี่ยมชม มันคือ “นรกคนเป็น” ก็เป็นที่ทางยมโลกบันดาลขึ้น
เฟยหลวน : หว้า! ต้องลงไปเมืองนรกอีกหรือ ศิษย์ไม่กล้าไปค่ะ
พระจี้กง : ทำไมล่ะ
เฟยหลวน : เมื่อครั้งก่อนศิษย์ไปเมืองนรกได้ตีสุนัขดำของยมทูตตายไปหนึ่งตัว ศิษย์ต้องทำบุญชดใช้ไปหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญหากต้องไปแล้วเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก แล้วศิษย์จะทำอย่างไรศิษย์เป็นคนกลัวสุนัขเป็นที่สุดเลย
พระจี้กง : อ๋อ! เป็นเช่นนี้เอง อาฮ้า ! จงวางใจเจ้าเฟยหลวนครั้งนี้เจ้าได้รับโองการให้ไป แถมยังมีอาตมานำทาง รับรองว่าไม่เกิดเรื่องแน่นอน ที่ที่เราจะไปเป็นที่ที่ทางยมโลกบันดาลขึ้นเพื่อลงโทษ เราจะไปถึงโดยตรงไม่ต้องผ่านเข้าขุมนรก ดังนั้นเจ้าเบาใจ
เฟยหลวน : อ๋อ! อย่างนี้ก็เบาใจได้ แต่ว่า อาจารย์ขา ที่นั้น เป็นที่ที่ทางยมโลกบันดาลขึ้น แล้วทำไมไม่เรียกขุมนรกกลับเรียกว่า “นรกคนเป็น” ล่ะ ฟังดูแล้วก็น่ากลัว มีแบบนั้นด้วยหรือ
พระจี้กง : ผู้ที่ได้รับโทษในนรก คือคนบาปที่ทำชั่วเมื่อครั้งอยู่ในโลกมนุษย์ พอตายลงวิญญาณก็ถูกจับมาสอบสวนแล้วรับโทษกรรม สำหรับ “นรกคนเป็น” คือคนที่มีชีวิตอยู่และประพฤติตัวไม่ถูกต้อง ถูกเบื้องบนจับวิญญาณเป็นๆมายัง “นรกคนเป็น” เพื่อรับโทษ ดังนั้นการรับโทษจึงแตกต่างจากขุมนรก เพราะที่นั้นเป็นที่ที่ลงโทษคนที่ตายไปแล้ว แต่อีกที่หนึ่งเป็นที่ลงโทษคนที่ยังไม่ตาย ลงโทษ “วิญญาณเป็นๆ” มันต่างกันเช่นนี้
เฟยหลวน : ที่แท้เช่นนี้เอง คนที่ถูกจับไปรับโทษทรมานจะรู้หรือไม่ว่าวิญญาณของเขาถูกจับไปยัง “นรกคนเป็น” เพื่อรับโทษกรรมแล้วค่ะ
พระจี้กง : อันนี้ต้องดูที่สภาพของร่างกายที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ก็จะเข้าใจได้ แต่ชาวโลกมัวเมาไม่รู้ได้ ตอนนี้เบื้องบนมีมหากรุณาเปิดประตู “นรกคนเป็น” จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ชาวโลกที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วตรวจสอบร่างกายตนเอง สำหรับผุ้ที่มีการเจ็บป่วยอยู่แล้ว ก็ให้รู้สำนึกผิดในบาปกรรม แล้วตั้งใจสร้างบุญทำความดีมีคุณธรรม ก็จะสามารถทำให้โทษกรรมเบาบางลงบ้าง ต่อๆ ไปก็จะสามารถขจัดสภาพความเจ็บป่วยได้ แต่ทว่าทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับจิตใจของคนจะเป็นเช่นไรจึงจะแน่นอน
เฟยหลวน : เป็นแบบนี้เอง ! ถ้างั้นคืนนี้เราจะไปเยี่ยมชมกันเลยหรือเปล่าคะ
พระจี้กง : ไม่ คืนนี้เวลาไม่พอแล้ว คราวหน้าค่อยเริ่มต้นไปสำหรับคืนนี้อาตมาเพียงแต่เอาสภาพของนรกคนเป็นมาเล่าให้ฟังเท่านั้น จุดประสงค์ต้องการให้ชาวโลกได้รู้ว่าหนังสือ “บันทึกนรกคนเป็น” นี้เบื้องบนเมตตาสงสารชาวโลกที่หลงยึดของปลอมเป็นของจริง มีชีวิตอยู่ใน “นรกคนเป็น” โดยไม่รู้ตัวควรรู้ว่าคิดดีก็สวรรค์ คิดร้ายก็นรก ทั้งหมดตนเองเป็นผู้สรรหามิใช่ผู้อื่นจะรับแทนได้ บ้างก็รับผลกรรมในปัจจุบันชาติบ้างก็รับผลกรรมจากอดีตแตกต่างกันไป เล่ากันไม่หมดหวังว่าชาวโลกคงจะเข้าใจ จบแค่นี้ อาตมากลับ
เฟยหลวน : กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่เมตตา ศิษย์ขอน้อมใจส่งอาจารย์