Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
อะไรคืออาหารที่แท้จริงตามธรรมชาติของมนุษย์? | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

อะไรคืออาหารที่แท้จริงตามธรรมชาติของมนุษย์?

688 Views

     จากการศึกษาลักษณะทางกายวิภาค พฤติกรรมและจิตสำนึกพื้นฐาน บ่งบอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารธัญญาพืช ผัก และผลไม้
     ข้อเปรียบเทียบระหว่างอาหารจำพวก พืช ผัก ผลไม้ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์
     ๑. รูปร่างลักษณะ พืชผักผลไม้มีขนาดผลไม้ใหญ่ มีขนาดและน้ำหนักที่มนุษย์สามารถยก อุ้ม ถือได้ ลักษณะผลยาวจะมีความพอดีกับสัดส่วนของฝ่ามือและปากของมนุษย์ ทำให้สามารถจับถือและรับประทานได้โดยสะดวก
     เปรียบเทียบกับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ถึงแม้จะมีเครื่องมือมากมายแต่โอกาสที่มนุษย์จะจับสัตว์มากินเป็นอาหารแต่ละคราวนั้นยากเต็มที ถึงจะได้สัตว์ที่ตายเองมาแล้วก็ตามลำพังเพียงแต่มือเปล่า ๆ เล็บ และฟันของมนุษย์ย่อมไม่สามารถที่จะฉีกดึงให้เนื้อดิบ ๆ นั้นมีขนาดพอที่จะเคี้ยวกินได้ มนุษย์ต้องอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ มากมายทั้งมีด ปืน ธนู หอก แห อวน หน้าไม้ ฯลฯ เพื่อใช้ล่าจับสัตว์ เมื่อจับได้แล้วก็ต้องใช้เครื่องมือของมีคมหั่น ผ่า ชำแหละออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้องสรรหาเครื่องมือภาชนะ หาอุปกรณ์ติดไฟหุงต้มกว่าจะได้กินเนื้อสัตว์ ต้องผ่านกรรมวิธี และขั้นตอนที่ยุ่งยากมากมาย

     ๒. กลิ่น พืชผักผลไม้ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ แต่ละชนิดแต่ละประเภทมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันเลย จมูกของมนุษย์สามารถแยกแยะได้ไม่สับสนปะปนกันเช่นมะม่วงก็มีกลิ่นของมะม่วง มะพร้าว สตรอเบอรี่ สับปะรด ส้ม มะละกอ ละมุด ทุกชนิดล้วนมีกลิ่นเฉพาะตัว ผลไม้ทุกประเภทมีกลิ่นหอมหวานชวนให้รับประทาน ด้วยสัญชาติญาณที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ทำให้มนุษย์มีความพึงพอใจกลิ่นของผลไม้มาก จะเห็นได้ว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมขนม ของใช้ เครื่องสำอางต่าง ๆ ประสบความสำเร็จจากการเอาสีและกลิ่นซึ่งเลียนแบบธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมทาผิว เครื่องสำอาง ลิปสติก ยาดับกลิ่น ผงซักฟอก ต่างผลิตออกมาให้มีกลิ่นหอมของธรรมชาติ เช่น กลิ่นส้ม กลิ่นมะนาว กลิ่นสตรอเบอรี่ กลิ่นแอปเปิ้ล รวมถึงกลิ่นของดอกไม้นานาพันธุ์
     เปรียบเทียบกับกลิ่นของสัตว์ กลิ่นของสัตว์ไม่ว่าสัตว์บกหรือสัตว์น้ำเป็นกลิ่นที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์รังเกียจว่าเป็ฯกลิ่นเหม็นคาวเหมือนกันหมด นี่ย่อมบ่งบอกถึงการปฏิเสธและความขัดแย้งต่อสัญชาติญาณของมนุษย์ เนื้อสัตว์มีกลิ่นไม่น่ารับประทานจึงต้องนำไปผ่านกรรมวิธีการปรุง โดยนำเอาเครื่องเทศซึ่งเป็นพิขผักทั้งหลายมาปรุงคลุกเคล้าเพื่อดับกลิ่นคาว ให้เกิดกลิ่นหอมจึงจะสามารถรับประทานได้ เช่น ต้องอาศัยกระเทียม หัวหอม พริกไทย ใบกระเพรา ใบมะกรูด ฯลฯ ถึงกระนั้นบางครั้งก็ยังไม่อาจจะดับกลิ่นคาวจากเนื้อไปได้หมด ทุกวันนี้เรายังมีเคยพบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น แป้ง สบู่ เครื่องสำอาง ครีมทาผิว แชมพู ผลิตขึ้นมาให้เลียนแบบกลิ่นของสัตว์ต่าง ๆ ออกมาวางจำหน่ายในท้องตลาดเลย

     ๓. สี พืชผักผลไม้มีสีสรรงดงามสดสวยและหลากหลาย โดยเฉพาะเวลาสุกงอมเต็มที่ จะมีสีสรรน่ารับประทาน ส่งกลิ่นหอมไปไกล บ่งบอกถึงการเชิญชวนให้นำมารับประทาน
     เปรียบเทียบกับสีของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์มีสีแดงของเลือดเพียงอย่างเดียว ดูไม่น่ารับประทาน ปกติวิสัยของมนุษย์เมื่อเห็นเลือดจะรู้สึกตกใจกลัว เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกก็จะยังมีสีแดงของเลือด คนทั่วไปไม่กล้ารับประทาน นักจิตศาสตร์พบว่าคนที่ชอบกินเนื้อสด เนื้อที่ปรุงไม่สุก และเลือดสด ๆ ของสัตว์ จะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีจิตวิปริตอารมณ์ร้ายกาจแปรปรวนชอบความรุนแรงและมักก่ออาชญากรรมได้ง่าย

     ๔.รสชาติ พืชผักผลไม้แต่ละชนิดมีรสชาดเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน ไม่มีส่วนเหมือนหรือปะปนกัน เช่นมะม่วงก็เป็นรสของมะม่วง ไม่ใช่มะละกอ ธรรมชาติได้จัดสรรอาหารพืช ผัก ผลไม้อย่างมากมาย เพื่อให้มนุษย์ได้ลิ้มรสแปลก ๆ และได้รับคุณประโยชน์อย่างครบถ้วนต่อร่างกาย โดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจ
     เปรียบเทียบกับรสชาดของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์มีเพียงรชาดเดียวคือ รสจืด เมื่อนำมาทำให้สุก ไม่ว่าต้มหรือทอด หากไม่ใช้เครื่องปรุงชูรสใด ๆ จะไม่มีรสชาดเลย อาหารเนื้อที่ปรุงจำต้องใช้เกลือ และเครื่องชูรสต่าง ๆ ทีได้จากพืช เช่น พริกไทย เครื่องเทศ เพื่อให้มีรสชาด เนื้อสัตว์ไม่มีลักษณะพิเศษจึงแยกประเภทได้ยาก เช่น เนื้อสุนัข ดูไม่ต่างจากเนื้อหมูหรือเนื้อคนเลย เมื่อนำมาวางรวมกันหรือปรุงเสร็จแล้วเราไม่สามารถแยกออกได้เลยว่าจานไหนเป็นเนื้ออะไร

     ๕. การทำให้สุก พืชผักผลไม้ทุกชนิดจะสุกโดยธรรมชาติท่ามกลางแสงแดดที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตซึ่งให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายมนุษย์อย่างยิ่ง เมื่อผลไม้สุกเต็มที่จะมีสีสรรสดสวยสะดุดตา เมื่อมีผลโตและน้ำหนักมากกิ่งจะโน้มลงเอื้ออำนวยให้กับสัดส่วนความสูงของมนุษย์ที่จะสามารถเด็ดเอื้อมเก็บมารับประทานได้ไม่ยาก อาหารพืชผักจึงเป็นการได้มาโดยกิริยาอาการที่สุภาพ ด้วยความยินยอมและความเต็มใจจากธรรมชาติ
     เปรียบเทียบกับการทำให้สุกของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ทุกประเภทจะทำให้สุกได้ต้องใช้ความร้อนต้มเคี่ยวเป็นเวลานาน ขั้นตอนการเตรียมอาหารเนื้อจึงยุ่งยากลำบาก สิ้นเปลืองเวลา เงินทอง และเชื้อเพลิง เนื้อของสัตว์ที่อายุมากจะยิ่งเหนียวคนปรุงเนื้อจะต้องหมักในดินประสิวหรือสารเคมีอื่น ๆ เพื่อให้เนื้อเปื่อยเร็วขึ้น แต่สารเคมีเหล่านั้น เมื่อเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายของคนเราเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย เนื้อสัตว์นำไปบ่มให้สุกเองไม่ได้ ไม่เหมือนผลไม้
     เมื่อคนกินเนื้อสัตว์ก็จะฆ่าสัตว์เป็นอาหารทุกเวลาโดยไม่คำนึงถึงอายุ สัตว์ต้องถูกทุบตีเข่นฆ่า ฉุดกระชากลากถู หรือใช้อุบายล่อลวงกักขัง สัตว์ทุกชนิดที่ถูกจับล้วนดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนฉะนั้นคนจึงได้เนื้อสัตว์มาด้วยอาการรุนแรง ถืออำนาจบาทใหญ่ข่มเหงทารุณอย่างเหี้ยมโหดโดยที่ไม่ได้รับการยินยอมหรือเต็มใจ

     ๖. ความอุดมสมบูรณ์ พืชผักผลไม้ ผลัดกันผลิดอกออกผลหมุนเวียนไปตามฤดูกาลตลอดปี ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน มีพืชผักผลไม้ออกในทุกฤดูกาลโดยสลับเปลี่ยนมาให้รับประทานกันอย่างบริบูรณ์ทันต่อความต้องการพืชผักผลไม้และพฤกษชาติได้เตรียมทุกส่วนเช่น ดอก ผล หัว ใบ ต้น ราก ไว้ให้มนุษย์และสัตว์ได้ใช้เป็นอาหารยังชีพ สามารถเลือกบริโภคตามความพอใจ
     เปรียบเทียบกับความอุดมสมบูรณ์ของเนื้อสัตว์ สัตว์ใช้เวลาในการแพร่ขยายพันธุ์นาน บางชนิดใช้เวลาตั้งท้องนานหลาย ๆ เดือน และตกลูกเพียงครั้งละหนึ่งตัว โดยธรรมชาติสัตว์จึงไม่สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงดูมนุษย์ได้อย่างพอเพียง ไม่ทันต่อความต้องการ เมื่อคนฆ่าสัตว์หนึ่งตัวก็เท่ากับทำลายชีวิตลงหนึ่งชีวิต ระบบวงจรที่สัมพันธ์กับธรรมชาติก็สะดุดหยุดลง ทำให้สัตว์ไม่มีโอกาสอยู่แพร่พันธุ์ เพื่อจะดำรงรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติเอาไว้อีก
     การบริโภคอาหารพืชผักจากธรรมชาติ ไม่เป็นการทำลายล้างผลาญ แต่กลับจะเป็นการช่วยส่งเสริมธรรมชาติให้แพร่ขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น ผักบางชนิดยิ่งเก็บยิ่งเด็ดมารับประทานก็จะยิ่งแตกยอดอ่อนออกมาใหม่มากขึ้นกว่าเดิม ผลไม้เรากินเนื้อในแล้วยังคงมีเมล็ดให้นำไปเพาะปลูกต่อไป พืชบางอย่าง เช่น ฝรั่ง มะเขือ และแตงโม ในผงหนึ่ง ๆ จะมีเมล็ดอยู่มากมาย เมื่อมนุษย์และสัตว์ยิ่งกินมากก็ยิ่งแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นทวีคูณ
     ตรงกันข้ามกับการกินเนื้อสัตว์ยิ่งกินมากก็ยิ่งถูกทำลายมาก พืชสามารถแพร่พันธุ์ได้หลายวิธีเช่น ปักกิ่ง ชำ ตอนกิ่ง เสียบกิ่ง ติดตา บางอย่างใช้เมล็ด ใช้หัว ใช้หน่อ นำไปขยายพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย จะเห็นได้ว่าธรรมชาติไม่ต้องการให้มนุษย์ยุ่งยากวุ่นวายในการเพิ่มจำนวนอาหารให้มากแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปโดยวิถีทางของธรรมชาติ มนุษย์สามารถเก็บเกี่ยวเอาผลที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้อย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์

     แต่ถ้าหากเราฆ่าทำลายนกในธรราชาติลงเพียงหนึ่งตัวก็จะทำให้ตั๊กแตน หนอน แมลงต่าง ๆ ที่เป็นอาหารของนกทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแมลงเหล่านี้สามารถทำลายผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมากมาย ปัจจุบันเกษตรกรได้หันไปใช้สารเคมีฆ่าแมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ผิด เพราะนอกจากจะมีสารพิษตกค้างในพืชผักแล้ว ยังเป็นการทำลายสัตว์อื่น ๆ ที่อยู่บนผิวดินและในดินทำให้ต้องตายตามไปด้วยสัตว์เหล่านั้นให้คุณประโยชน์ต่อต้นพืชและการเพาะปลูก เมื่อต้องล้มตายลงไป ความสมดุลย์ในวงจรเกษตรกรรมย่อมเสียไป วัฎจักรของโซ่อาหารจึงขาดสะบั้นลง หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยมีได้รับการแก้ไข ดุลย์ของธรรมชาติก็จะต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างแน่นอน
     ถ้ามนุษย์กินแต่เนื้อสัตว์ ละเลยอาหารพืชผักผลไม้จากธรรมชาติ เพาะปลูกน้อยลง แต่กลับใช้พื้นที่ไปเลี้ยงสัตว์ ย่อมเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าการเลี้ยงปศุสัตว์มาก ๆ เป็นอันตรายต่อมลภาวะ ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกขึ้นในบรรยากาศของโลก นักเศรษฐศาสตร์ได้คำนวณว่า ในโลกนี้มีพื้นที่ให้มนุษย์ผลิตอาหารได้คนละ ๒.๕ ไร่ คนที่กินเนื้อต้องใช้พื้นที่ถึง ๕ ไร่ จึงจะเพียงพอ แต่คนที่กินพืชผักจะใช้พื้นที่เพียง ๑.๕ ไร่ เท่านั้น ฉะนั้นการดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารจำพวกพืชผักจึงช่วยให้ประหยัดเนื้อที่ และยังคงทำให้มีพื้นที่เหลือพอที่จะผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูชาวโลกที่ยังอดอยากอยู่อะกเป็นจำนวนมาก ถ้าเราใช้พื้นที่หนึ่งไร่ในการในการเพาะปลูกถั่ว โปรตีนที่ได้จากเมล็ดถั่วใน ๑ ไร่ จะมีมากกว่าที่จากการเลี้ยงปศุสัตว์ในเนื้อที่ซึ่งเท่ากันถึง ๘ เท่า
     พฤกษชาติทั้งหลายนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่ถูกต้องของมนุษย์แล้ว ยังให้ทุก ๆ อย่างที่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์อย่างครบถ้วน ธรรมชาติได้ให้ปัจจัยในการสร้างที่อยู่อาศัย ให้เครื่องนุ่งห่ม ให้ยารักษาโรค นอกจากนี้ยังช่วยรักษาบรรยากาศให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้ร่มเงาที่ร่มรื่นและความสุขแก่ทุกชีวิต แม้ต้นพืช เล็ก ๆ ก็ช่วยปกคลุมผิวดินให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา
     ธรรมชาติทั้งหลายเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่ชีวิตทุกชีวิต หากมนุษย์ทำลายธรรมชาติให้เสียสมดุลย์ก็เท่ากับทำลายเกราะคุ้มครองตนเอง ถ้าเพียงเสี้ยวหนึ่งเสี้ยวใดของธรรมชาติถูกทำลายลง ธรรมชาติก็จะเสียสมดุลย์ ดินฟ้าอากาศก็จะวิปริต ฤดูกาลแปรปรวนผิดปกติ เมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็จะถูกทำลายลง เหตะฉะนี้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงอยู่ในกำมือของมนุษย์ทุกคน มนุษย์ทุกคน จะช่วยกู้โลกและมนุษย์เท่านั้นจะเป็นผู้ทำลายโลก หากมนุษย์ทุกคนช่วยกันบำรุงรักษาธรรมชาติให้คงความสมดุลย์ไว้ได้ ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขตลอดไป