Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
10. งดกินเนื้อสัตว์ คือการแผ่เมตตาที่สูงสุดอยู่ทุกขณะจิต | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

10. งดกินเนื้อสัตว์ คือการแผ่เมตตาที่สูงสุดอยู่ทุกขณะจิต

667 Views

      ศาสนาทั้งหลาย แม้จะแตกต่างกันด้วยขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและพิธีกรรม แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกศาสนาสอนให้ยึดถือความเมตตาเป็นหลัก ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายกันให้มนุษย์และสรรพสัตว์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ คุณธรรมข้อนี้เป็นหลักใหญ่ที่สำคัญที่สุด อันจะค้ำจุนโลกให้ยังเกิดสันติสุข ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก จะนับถือศาสนาหรือไม่ก็ตาม ล้วนไม่ชอบให้ถูกเบียดเบียน ไม่ชอบให้ถูกฆ่า
      “ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายจงเป็นสุข ๆ เถิด จงละเวรซึ่งกันและกัน อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายทั้งปวงให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ยังแดนนิพพานโดยถ้วนทั่วพร้อมเพรียงกันทุกรูปทุกนามเทอญ”
      คำแผ่เมตตานี้ ชาวพุทธทั้งหลายท่องจำกันได้หมด แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ดังพูด มีอยู่มากมายเหลือเกินที่กำลังท่องคำแผ่เมตตาอยู่ทั้ง ๆ ที่ในปากยังมีเศษเนื้อติดอยู่ที่ฟัน ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ เศรษฐีหรือยาจก สัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ ที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนต้องแก่ต้องเจ็บ และท้ายที่สุดก็ต้องตายเสมอเหมือนกันหมด ชื่อว่าเป็นเพื่อนผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงไม่ควรเบียดเบียนทำร้ายเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน
      เพื่อนประเภทไหนกัน? ที่ปากพูดขอให้เพื่อนเป็นสุขอย่าเบียดเบียนกัน แต่ก็ยังกินเนื้อเพื่อน เพื่อนอย่างนี้ก็คือ “เพื่อนทรยศ”ฺ นั่นเอง กินเลือดกินเนื้อเพื่อนแล้วก็แผ่เมตตาให้เสร็จแล้วต่อไปก็กินอีก ถ้าเพื่อนคนหนึ่งตบหน้าเรา 1 ที แล้วก็บอก “ขอโทษ” แล้วก็ตบอีก 1 ที แล้วก็ขอโทษอีกเป็นอย่างนี้ เรื่อย ๆ ไม่หยุด เราจะรู้สึกอย่างไร?
      เวไนยสัตว์ทั้ง 3 ภพ ต่างวนเวียนเกิด ๆ ตาย ๆ ไม่อาจหลุดพ้น หากรูปใด นามใด มีรากบุญกุศลเดิมที่ได้สร้างสมมาแล้วในอดีตเป็นเรงหนุนให้เกิดสติระลึกได้รีบเร่งบำเพ็ญธรรมให้ทันเวลาเพื่อให้พ้นเกิดตายได้ก็นับว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่
      ฉะนั้นเวไนยสัตว์ทั้งหลายต่างก็มุ่งสู่ที่หมายเดียวกัน คือ “พ้นทุกข์” จึงควรอนุเคราะห์ เกื้อกูลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้สมกับคำแผ่เมตตาที่เราทั้งหลายท่องอยู่ทุกวันนี้จนขึ้นใจเถิด
      โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลพอที่มนุษย์จะแยกย้ายกันออกไปแสวงหาความสุขตามธรรมชาติของตน และไม่ว่าจะเพียงพอสำหรับมนุษย์เท่านั้นก็หาไม่ โลกนี้ยังกว้างใหญ่มากพอที่จะปล่อยให้สัตว์ทั้งหลายอยู่อย่างมีความสุขตามประสาของเขาได้ด้วย
      ความสงบสุขที่แท้จริงจะเกิดได้จากการกินและอยู่อย่างไม่เบียดเบียนกันเท่านั้น ที่ใดไม่มีการเบียดเบียน ที่นั้นก็คือ “สวนสวรรค์บนแผ่นดิน”
      ดังนั้นเราทุกคนก็สามารถที่จะสร้างสวนสวรรค์ส่วนตัวของเราขึ้นง่าย โดยไม่ต้องมีที่ดินแม้แต่สักฝ่ามือเดียว จงสร้างมันขึ้นในใจของเราเองนั้นแหละ ใจที่ไม่คิดเบียดเบียน ใจที่เปี่ยมด้วยเมตตากรุณาคือสวนสวรรค์ของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์
      ขอให้เราทุกคนร่วมกันแผ่เมตตาจิตให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ๆ เถิด และจงใช้จิตแห่งความเมตตาจุดเปลวไฟอันสว่างไสวและร้อนแรงขึ้นเผาผลาญตัณหาความอยากทั้งหลายให้สิ้นไปในกองมหาเพลิงแห่งเมตตานั้น โดยพร้อมเพรียงกันทุก ๆ ท่านเทอญ
      “ดูก่อน พุทธชนที่เริ่มได้มหาสติ เกิดปัญญาเห็นธรรมขึ้นบ้างแล้ว
      ก่อนที่เธอทั้งหลาย จะดับจิตลาจากโลกนี้ไปแล้ว
     เธอพึงสมควรอย่างยิ่ง หวนกลับมาใส่ใจถึงการทำบุญกุศลแผ่เมตตากรุณาจิตที่สูงสุด
      โดยที่ ปากหยุดเคี้ยวชิ้นเนื้อ
      คอเว้นจากการกลืน
     และกระเพาะเว้นจากการฝังชีวิตสัตว์ทั้งหลายผู้ร่วมเกิดแก่ เจ็บตาย สรรพสัตว์นั้นมีสิทธิเท่ากันที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้
      นี่เป็นบรมธรรม เป็นมหาเมตตากรุณาธรรมของสัตบุรุษ
      พระอริยเจ้าทุกยุคทุกสมัยเจริญธรรมนี้สรรเสริญธรรมนี้เป็นอุดมคติ
      ถ้าเธอทั้งหลายยังมองไม่เห็นคุณธรรมในดวงจิตอย่างนี้ บ้างเลย มองไม่เห็นบุญกุศลอย่างนี้บ้างเลย แล้วจะแสวงหาว่าสิ่งใดเล่าที่เป็นบุญกุศลการถือศีล บำเพ็ญสมาธิภาวนา และการถือบวชของเธอทั้งหลายนั้น จะบกพร่องขาดแคลนคุณธรรมอย่างมากมายจะไม่มีความหมายต่อการเรียกขานได้ว่า เป็นผู้เจริญเมตตากรุณาธรรมที่ช่วยโปรดชีวิตสัตว์เดรัจฉานเท่าไรนักเลย”