Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
1.สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงหรือ? | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

1.สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงหรือ?

635 Views

      ปัจจุบันการแพทย์และวิทยาการสมัยใหม่พบข้อพิสูจน์มากมายที่ยืนยันว่า “เนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของมนุษย์” และมนุษย์ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ
      ธรรมชาติได้สร้างสัตว์มาเพื่อสำหรับเป็นอาหารของมนุษย์ เมื่อมนุษย์กินเนื้อสัตว์ จึงเป็นการผิดธรรมชาติ ธรรามชาติก็สะเทือนกลับมาเป็นผลร้าย เราจะเห็นคนที่ชอบกินเนื้อมากๆ ล้วนมีนิสัยชอบความรุนแรงก้าวร้าว ชอบรบราฆ่าฟันกัน
      สัตว์ต้องต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมสัตว์ทั้งหลายได้อาศัยเกาะอยู่บนขอนไม้ลอยน้ำท่อนเดียวกัน สัตว์ที่เป็นศัตรูกันหรือเป็นอาหารกันโดยธรรมชาติ เช่น แมวกับหนู เสือกับกวาง ฯลฯ สัตว์เหล่านี้จะไม่ต่อสู้ทำร้ายกันเลยแม้ว่ากำลงหิว เพราะต่างรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นก็จะต้องตายกันหมดไม่มีใครรอดชีวิต
      แต่มีสัตว์อย่างเดียวเท่นั้นในโลกที่ต่อสู้กันเอง แม้ว่าตัวเองต่างตกอยู่ในอันตรายทั้งคู่ก็คือ “มนุษย์” มนุษย์ต่อสู้กันเองแม้ว่าท้องไม่หิว การกระทำเช่นนี้มนุษย์จึงโง่กว่าสัตว์ทั้งหลาย
      เท่าที่ปรากฎไม่เคยมีสัตว์ชนิดใดรวมพรรคพวกพี่น้องไปฆ่าสัตว์โลกชนิดเดียวกันในต่างแดน เหมือนอย่างมนุษย์กระทำมนุษย์คอยแต่มุ่งทำร้ายกัน ในแง่นี้มนุษย์จึง “บ้า” และมีวิจารณญาณที่ด้อยวกว่าสัตว์
      ไม่เป็นการยุติธรรมเลยที่มนุษย์ซึ่งมีปัญญาสูงกว่าสสัตว์มากมายไปเอารัดเอาเปรียบสัตว์ที่น่าเวทนา
      คำว่า “สัตว์ใหญ่ย่อมกินสัตว์เล็ก” นั้นเป็นความจริงสำหรับสัตว์เดรัจฉานด้วยกันต่างหาก แต่มนุษย์ผู้ยกย่องตัวว่าประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งปวง จะนำคำพูดนี้มาใช้กับตนเอง สมควรหรือ?
      การถืออำนาจบาตรใหญ่ ไม่ใช่ความถูกต้อง มนุษย์มีปัญญา รู้ความควร และไม่ควร ย่อมหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรได้ ดังนั้นเราก็ควรรู้จักกินในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดโทษทุกข์ทั้งแก่ตนเองและสัตว์ทั้งหลาย
      เราไม่กินเนื้อเขาเลย เราก็ไม่ตาย แต่ถ้าเรากินก็ต้องตาย และจะตายกันเรื่อยๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนจนกว่าเราจะสิ้นชีวิต
      มนุษญ์พูดเข้าข้างตัวเองแต่ฝ่ายเดียว สัตว์พูดไม่ได้ แต่ก็รู้จักรักชีวิต กลัวตายเช่นเดียวกับมนุษย์คนมักจะพูดเอาเองว่าสัตว์เป็นอาหารตน
      เสือ สิงโต ก็ถือว่ามนุษย์เป็นอาหารของมัน แต่ไม่มีใครยอมให้ตัวเองเป็นอาหารของสัตว์เห่ลานั้นเลย ต่างต่อสู้ ดิ้นรน ขัดขืนสุดกำลังเ พื่อหนีตายเอาชีวิตรอด
      สัตว์ที่จะถูกฆ่า ต่างรักตัวกลัวตาย แม้ไม่อาจพูดวิงวอนก็ได้แต่หลั่งน้ำตาให้เห็น ผู้ประพฤติธรรมย่อมรุ้ดีว่า “สรรพสัตวทั้งหลายล้วนเป็นจิตวิญญาณเช่นเดียวกับมนุษย์ หากแต่ด้วยบาปกรรมที่ตนเองก่อไว้ จึงต้องไปเกิดได้ร่างเป็นสัตว์ต่างๆ เพื่อชดใช้หนี้สินเวรกรรมของตนจนกว่าจะหมด”
      บาปกรรมที่เขาต้องไปเกิดเป็นสัตว์ นั้นก็เป็นโทษที่ทุกข์ยากลำบากน่าเวทนาพออยู่แล้ว ผู้ที่เกิดมาได้ร่างเป็นมนุษย์ จึงไม่สมควรที่จะไปเบียดเบียนฆ่าเขา เป็นการซ้ำเติมเคราะห์กรรมที่เขาได้รับให้หนักหนายิ่งขึ้นไปอีก