Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
วันทั้ง ๗ อันควรงดเว้นเนื้อสัตว์ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

วันทั้ง ๗ อันควรงดเว้นเนื้อสัตว์

765 Views

     แม้ผู้คนจำนวนมาก ยังคงเข่นฆ่ากินเลือดกินเนื้อสัตว์อยู่ทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุด ควรหยุดคิดสักนิดให้เห็นถึงความสำคัญของวันทั้ง ๗ ที่ควรงดเว้นเนื้อสัตว์ ดังนี้
     1.วันเกิดของตนเอง
     2.วันเกิดของลูกหลาน
     3.วันแต่งงาน
     4.วันเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร
     5.วันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
     6.วันทำบุญสร้างกุศล
     7.วันขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
     เนื่องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

      ในวันเกิดของตนเอง ควรใคร่ครวญย้อนไปถึงวันที่เราจะถือกำหนดเกิดมาในโลกนี้ ในช่วงเวลานั้นทั้งตัวเราและแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิตต่างแขวนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเองได้ หากปราศจากบุญกุศลและคนรอบข้าง ไฉนเลยจะมีชีวิตรอดมาจนทุกวันนี้?
     เมื่อวันคล้ายวันเกิดเวียนมาถึงควรพิจารณาให้เห็นถึงความมีโชคดีที่ได้ร่างกายเป็นมนุษย์ มีโอกาสบำเพ็ญบุญบารมีสร้างกุศลต่อไปภายหน้าควรระลึกถึงพระคุณบิดามารดาที่ได้โอบอุ้มเลี้ยงดูตัวเราให้เติบใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้
     ดังนั้นวันที่เราได้มีชีวิตใหม่จึงไม่ควรทำลายชีวิตผู้อื่นสัตว์ทั้งหลายเมื่อถือกำเนิดมาต่างก็อยากมีชีวิตอยู่ยืนยาว ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปฆ่าผู้อื่น กินเลือดกินเนื้อเขาเพื่อฉลองวันที่เราเกิดมามนุษย์พากันฉลองวันเกิดด้วยชีวิตเลือดเนื้อของสัตว์เป็นการตัดทอนอายุขัยของผู้อื่นให้สั้นลง แล้วจะหวังให้ตนเองมีอายุยืนยาวได้อย่างไร?
     สัตว์ทุกตัวที่มีพ่อแม่ดูแล ทุกวันนี้เด็กมากมายที่เกิดมายังไม่ทันลืมตาดูโลกก็ตายเสียแล้ว บ้างก็พ่อแม่ตายไปไม่ได้อยู่เลี้ยงดู บางคนพอโตขึ้นก็อายุสั้น ผู้ที่เห็นแจ้งในกฎแห่งกรรมต่างสลดหดหู่ใจยิ่ง

      วันเกิดของลูกหลาน วันที่ชีวิตใหม่ถือกำเนิดผู้เป็นพ่อแม่ต่างชื่นชมยินดีเป็นที่สุด ลูกของเรารักดังแก้วตาดวงใจคนเรารักทะนุถนอมลูกของตนกลัวตาจะมืดบอดอย่างไรก็รักใคร่ทะนุถนอมลูกของตนอย่างนั้น ยามลูกนอนก็คอยพัดวีแม้แต่ยุง, มด มิยอมให้ขบกัด ยามได้ข่าวว่าลูกได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บหนักหนาแค่ไหนก็ยังไม่รู้ ยังรำไห้ฟูมฟายด้วยความเป็นห่วงเป็นใยราวกับใจจะขาด อยากพบหน้าลูกให้ได้
     สัตว์ทุกตัวรักลูกของตนเช่นเดียวกับมนุษย์เวลาที่มีลูกอ่อนจะไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ เฝ้าระแวดระวังภัยไม่ยอมหลับนอนเกรงว่าลูกน้อยจะได้รับอันตราย ดวงใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ไม่มีแบ่งแยกว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ลูกใครใครก็รัก ดังนั้นวันที่เราได้ลูกจึงไม่ควรฆ่าลูกผู้อื่น วันที่เราได้ลูกต่างสุดแสนดีใจทำไมจึงไปทำให้ผู้อื่นเสียใจที่ลูกต้องตายจาก
     พ่อแม่ทั้งหลาย เมื่อถึงวันเกิดของลูกเลี้ยงฉลองให้ลูกด้วยชีวิตเลือดเนื้อของสัตว์แล้วจะหวังให้ลูกตนมีอายุยืนได้อย่างไร?
      เอาเลือดเอาเนื้อลูกเขามาบำรุงเลี้ยงลูกเราก็จะมีแต่โรคภัยคุกคาม วงเวียนกรรมหมุนเวียนสืบต่อไปไม่มีสิ้นสุด พ่อแม่บางคนลูกเกิดมาได้ไม่นานก็มีอันต้องตายจาก บางคนลูกเกิดมาพิกลพิการไม่สมประกอบ บางคนก็ขี้โรคอ่อนแอสุขภาพไม่ดี
      สัตว์โลกทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตามให้ผล ไม่มีข้อยกเว้น

      วันแต่งงาน หรือวันมงคลสมรส เป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งในชีวิต ในชั่วชีวิตหนึ่งของแต่ละคนจะมีงานมงคลนี้เพียงครั้งเดียว หากมีหลายๆครั้งก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะไปอวยพรให้อีก
     วันแต่งงาน คือ วันเริ่มต้นครองชีวิตคู่ ได้อยู่ร่วมกันกับคนที่เรารักถือว่าเป็นโชคดีครั้งใหญ่ในชีวิต ทุกคนเมื่อแต่งงานแล้วก็อยากมีชีวิตรักที่ยั่งยืน อยู่ครองรักกันไปจนแก่เฒ่า คู่รักของใครก็ย่อมรักใคร่และหวงแหนไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายสัตว์ก็มีคู่ชีวิต รู้จักรักและหวงแหนคู่ชีวิตของเขาเช่นกัน หากวันที่เราได้คู่ชีวิตมาครองแต่กลับไปฆ่าคู่ชีวิตผู้อื่นทำให้อีกชีวิตหนึ่งต้องโดดเดี่ยวอ้างว้างไปตลอดชีวิต ช่างไม่ยุติธรรมเลย
     ดังนั้นวันที่เราแต่งงานได้คู่จึงไม่ควรพรากคู่ชีวิตเขาคนทั้งหลายมองไม่เห็นกฏแห่งกรรม พากันเลี้ยงฉลองการแต่งงานด้วยชีวิตเลือดเนื้อทำให้คู่ชีวิตเขาต้องล้มตายพลัดพรากจากกันทุกวันนี้จะเห็นคู่แต่งงานมากมายที่หย่าร้างกันไป บางคู่ไม่สามีหรือภรรยาต้องมีอันล้มตายจากกันไปต้องเป็นหม้ายอยู่อย่างโดดเดี่ยวความจริงข้อนี้ควรไตร่ตรองให้ดี
     พิธีมงคลสมรสของชาวจีนเป็นประเพณีที่ยึดถือกันมายาวนาน เราจะพบเห็นเครื่องใช้ต่างๆในงาน ทั้งผ้าคลุมโต๊ะปลอกหมอนชุดแต่งงาน และแม้แต่ขนมเซ่นไหว้ ฟ้าดิน และมีรูป “นกหยวนยาง” บินเคียงคู่อยู่ด้วยกัน พร้อมทั้งมีอักษรมงคลอำนวยอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวได้ครองชีวิตคู่ยั่งยืน สุขสมหวังตลอดไป
     นกหยวนยางนี้ เป็นนกที่มีความรักมั่นคงในคู่ของตนไม่ว่าไปไหนจะบินเคียงคู่กันไปตลอดเวลา ชั่วชีวิตไม่แยกจากกันเลยหากคู่ของมันต้องตายไป อีกตัวหนึ่งก็จะกลั้นใจตายตามไปด้วย
      ชาวจีนยกย่องสรรเสริญความเด็ดเดี่ยวมั่นคงในการครองชีวิตคู่ของนกชนิดนี้ จึงนำมาเป็นสัญลักษณ์ในพิธีมงคลสมรสเพื่อเตือนสติให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกไว้เสมอว่าคู่ของใครไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ล้วนแล้วแต่รักใคร่หวงแหนคู่ของตนทั้งนั้น
     ฉะนั้นในวันมงคลสมรส จึงไม่ควรทำในสิ่งอัปมงคลแก่ตนเอง โดยแยกคู่ของผู้อื่น เป็นเรื่องน่าอดสูอย่างยิ่งที่คนเราแต่งงานเพียงคู่เดียวในวันนั้นคู่ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายต้องถูกฆ่าตายไปมากมาย คู่ชีวิตของเขาที่เหลือต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตเป็นการสมควรหรือ?

      งานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร ในโอกาสจัดงานเลี้ยงสังสรรค์รับรองเพื่อนฝูงญาติมิตร ทุกคนที่มาร่วมชุมนุมกันต่างปีติยินดีดีอกดีใจที่ได้กลับมาพบหน้ากันอีกบรรยากาศมีแต่ความรื่นเริงสนุกสนาน
     โอกาสที่น่ายินดีเช่นนี้ ไม่ควรใช้ชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่นมาเลี้ยงฉลองความดีใจ เราดีใจที่ได้พบหน้ากัน แต่สัตว์ทั้งหลายต้องเศร้าโศกเสียใจที่ต้องตายจากกัน สัตว์ทุกตัวต่างก็มีพ่อแม่ พี่น้องเพื่อนฝูงห่วงใยเฝ้ารอคอยการกลับ แม้แต่สุนัขของเราจะแสดงความดีอกดีใจทันทีที่เห็นเจ้าของกลับถึงบ้าน หากวันใดกลับมาล่าช้า มันก็จะเฝ้าชะเง้อคอมองหา คอยท่าด้วยใจจดจ่อ สัตว์บางชนิดอยู่รวมกันเป็นฝูงเมื่อตัวใดตัวหนึ่งขาดหายไปตัวอื่นๆก็จะรอคอยไม่ยอมไปไหน ไม่ต่างอะไรกับคนเลย ถ้างานเลี้ยงขาดคนที่เรารอคอยพบหน้าไปแม้เพียงคนเดียวงานนั้นดูจะเงียบเหงาลงไปทันที
     ปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอว่า ปลาวาฬมักจะว่ายหลงทางเข้ามาเกยตื้นอยู่บนชายฝั่ง ปลาที่ตัวโตมาก โอกาสที่จะช่วยดึงมันกลับสู่ทะเลลึกเป็นไปได้ยากมักต้องตายอยู่ริมชายหาด ส่วนตัวที่มีขนาดเล็กเมื่อช่วยให้ออกไปได้แล้วก็ว่ายกลับมาติดอีกหลายฝ่ายต่างไม่เข้าใจในการกระทำของมัน
     สุดท้ายจึงทราบเหตุผลว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะปลาวาฬไม่ต้องการจากฝูงของมันไปตราบใดที่ปลาตัวอื่นๆยังไม่สามารถรอดออกไปได้
      ความรักใคร่สมัครสมานกลมเกลียวห่วงใยซึ่งกันและกันไม่ใช่จะมีแต่ในหมู่มนุษย์เท่านั้น การที่คนเราทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องพลัดพรากแตกแยกกัน จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำเลย
     งานที่ต้องการเลี้ยงอาหารเพื่อนฝูงญาติมิตรเช่นนี้มักมีเป็นประจำหากเจ้าภาพต้อนรับเลี้ยงดูแขกเหรื่อด้วยเนื้อสัตว์เลี้ยงคนมาก สัตว์ก็ตายมาก ตรงกันข้ามหากเจ้าภาพมีความสว่างในใจงดเว้นเนื้อสัตว์จัดเลี้ยงเพื่อนฝูงด้วยอาหารพืชผักผลไม้บุญกุศลยิ่งใหญ่ก็จะบังเกิดแก่เจ้าภาพและผู้มาร่วมงานสร้างความปีติยินดีให้แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

      ในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษและงานศพ มีคำกล่าวว่า “1 วันพ่อแม่เลี้ยงดูเรา100 ปี ปรนนิบัติท่านทดแทนคุณ” ความหมายก็คือ หากเพียง 1 วันที่พ่อแม่ได้อยู่เลี้ยงดูลูกต้องทะนุบำรุงดูแลปรนนิบัติทดแทนพระคุณท่านไปเป็นเวลา 100 ปี
     ตั้งแต่เรายังเล็กท่านป้อนข้าวให้นมให้เสื้อผ้าที่อยู่ ที่กินให้ความรู้การศึกษา ให้ความรักและความอบอุ่น ยามเจ็บไข้พ่อแม่ไม่ยอมหลับยอมนอน ตื่นคอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลา กว่าเราจะโตจนช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นเวลานานนับสิบๆปี หากสามารถอยู่ปรนนิบัติท่านได้ถึง 1,000ปี ก็ยังไม่อาจทดแทนคุณท่านได้ พระคุณบิดามารดามีมากมายล้นฟ้าไม่อาจพรรณนาได้หมด
     ยามที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ควรกตัญญูรู้คุณด้วยการเคารพเชื่อฟังไม่นำเรื่องราวใดๆ มาทำให้ท่านต้องทุกข์ร้อนใจควรดูแลให้ท่านมีความสุขทั้งกายและใจ เมื่อท่านละจากโลกนี้ไปแล้วก็ให้กราบไหว้ระลึกถึงพระคุณของท่านสืบต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
     การเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็เพื่อเป็นแบบอย่างของคุณธรรมอันดีให้ลูกหลานของเราได้รู้จักสำนึกในพระคุณบิดามารดาบุพการีมีความกตัญญูรู้คุณสืบต่อกันไปมิใช่เซ่นไหว้เพื่อขอโชคลาภเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์แก่ตัวเองและลูกเมีย เราไม่รู้สึกละอายแก่ใจบัางเลยหรือ? ที่ท่านเลี้ยงดูเรามาชั่วชีวิตของท่านเราได้รับอาหารเลื้อผ้าข้าวของเงินทองมากมายตลอดจนวิชาความรู้ ทั้งหมดที่ท่านให้มาแล้วยังไม่เพียงพอที่เราจะใช้ดำเนินชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวลูกหลานต่อไปอีกหรือ? ทำไมเราจะต้องเซ่นไหว้วิงวอน ขอสิ่งโน้นสิ่งนี้อย่างคนไม่รู้จักพอ ทั้งๆที่ท่านไม่มีสังขารร่างกายจะลุกขึ้นมาให้เราได้อีก
     การที่ลูกหลานกราบไหว้บรรพบุรุษเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆจึงมิใช่การแสดงความกตัญญูที่แท้จริง หากเราสั่งสอนให้ลูกหลานรู้จักแต่จะวอนขอเอาจากผู้อื่น ต่อไปเมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะได้แต่นั้งวิงวอนรอคอยให้ผู้อื่นช่วย แทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่พ่อแม่มอบให้แล้วออกไปบากบั่น มุ่งหน้าประกอบกิจการงานอย่างผู้มีความรับผิดชอบเป็นตัวของตัวเอง ถ้าหากลูกหลานของเราเป็นอย่างนี้ ความผิดก็อยู่ที่ตัวเราเองที่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน ทำตนเป็นแบบอย่างที่ผิดๆ
     ในวันกราบไหว้บรรพบุรุษเพื่อแสดงความกตัญญู ไม่ควรทำให้ชีวิตผู้อื่นล้มตายบรรพบุรุษของเราย่อมไม่ยินดีเป็นแน่ในเรื่องนี้ผู้รู้ทั้งหลายก็จะพากันติเตียนในความโง่เขลาของเรา
      ชีวิตเลือดเนื้อที่ได้จากการปล้าฆ่า แย่งชิงเอามาจากสัตว์เป็นเหมือนของต้องห้ามผิดกฎหมายนำไปมอบให้ใครผู้รับมอบก็จะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย หากดวงวิญญาณของบรรพบุรุษต้องได้รับหนี้สินบาปเวรจากการกระทำของลูกหลานโดยที่ท่านไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยเลย ช่างน่าสังเวชจริงๆผู้มีความกตัญญูไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง
     ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ที่เราเคารพรักทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ต่างหวังให้ดวงวิญญาณของผู้ที่จากไปเดินทางไปสู่สุคติภพไม่อยากให้ตกไปอยู่ในที่ที่น่ากลัว ได้รับความทรมานทุกข์ยากลำบาก ในงานศพจึงไม่ควรให้ชีวิตสัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย ดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่หากงานศพของตนเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นต้องล้มตายไปด้วยอย่างมากมาย

      ในงานทำบุญสร้างกุศลทุกอย่าง ชีวิตของคนเรามีโอกาสได้ประสบสิ่งดีๆในชีวิตเปิดโอกาสให้ได้สร้างบุญกุศลอยู่เสมอ เช่น มีกิจการร้านค้าเป็นของตัวเองมีบ้านใหม่เป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นวันเปิดร้านใหม่ วันขึ้นบ้านใหม่ หรือวันทำบุญอื่นๆทุกคนจัดงานทำบุญในวันเหล่านี้ต่างก็มุ่งหวังให้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นหวังให้มีชีวิตที่ดีได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป
     ในงานทำบุญสร้างกุศลทุกงาน จึงไม่สมควรเลี้ยงแขกเหรื่อเพื่อนฝูงด้วยชีวิตและความตายของสัตว์ หากทำเช่นนั้นจะหวังความเจริญรุ่งเรือง และความสงบสุขในชีวิตได้อย่างไร ทุกชีวิตที่ต้องตายล้วนเคียดแค้นพยาบาทอาฆาต ต่างจะพากันรุมสาปแช่งไม่ยอมให้มีความเจริญรุ่งเรืองในกิจการใดๆไม่ยอมให้ได้อยู่อย่างมีความสุขในบ้านหลังใหม่กิจการร้านค้าก็จะตกตำย่ำแย่บ้านและครอบครัวไม่มีความสุขเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง วิญญาณทั้งหลายของสัตว์ต่างรู้ดีว่า หากฆ่าผู้อื่นแล้วยิ่งเจริญขึ้นสัตว์อื่นๆก็ต้องถูกฆ่าฉลองความรุ่งเรืองอีกนับไม่ถ้วน
     เพราะเหตุนี้ในวันทำบุญกุศลที่เราต้องการความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า อยู่เย็นเป็นสุขไม่ควรสร้างบาปเวร เป็นเหตุให้ชีวิตผู้อื่นต้องตายหากทำบาปเสียก่อนแล้วจะมาเอาบุญกุศลทีหลังจะได้หรอกหรือ?

      ในโอกาสขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ในสากลโลกไม่เคยทอดทิ้งคนดีไม่มีอะไรในใจมนุษย์ที่เบื้องบนไม่ล่วงรู้
     คนจำนวนมากกราบไหว้วิงวอนขอสิ่งต่างๆมากมายจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือแต่จะมีสักกี่คนที่ได้รับสมความปรารถนา บางคนก็ได้บ้าง? บางคนไม่เคยได้เลย เป็นเพราะเหตุใดกัน? จะเป็นด้วยว่าเบื้องบนลำเอียงไม่ยุติธรรม เลือกที่รักมักที่ชังหรือ?
     มนุษย์คิดแต่ได้ฝ่ายเดียว ไม่เคยย้อนมามองดูตัวเองหากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรัสถามตัวเราว่า “เธอได้ทำกรรมดีอะไรกันมาแล้วบ้างที่สมควรจะไดัรับการช่วยเหลือจากเบื้องบน? ปากของเธอยังมีแต่กลิ่นคาวเลือดเนื้อผู้อื่น ท้องของเธอก็ยังเต็มไปด้วยซากศพผู้อื่น หนี้สินบาปเวรที่เธอสร้างได้กับผู้อื่นมากมายยังไม่ได้ชดใช้เลย เธอยังจะมีสิทธิ์มาวิงวอนขออะไรได้อีก?” พวกเราทั้งหลายจะตอบท่านว่าอย่างไร?
     คนในโลกมนุษย์เมื่อทำความผิด กฎหมายบ้านเมืองก็ต้องให้จองจำติดคุกติดตะราง ในระหว่างที่รับโทษชดใช้หนี้กรรมมีหรือที่ยังจะสามารถเรียกร้องหาความสุขความสบาย ลาภยศเงินทอง ใครบ้างจะให้เขาได้?
     บ้างก็บอกให้ลูกหลานมีความกตัญญูแต่ตนเองไม่เคยกตัญญูต่อพ่อแม่เลยแล้วจะหวังไปทำไม?
     บ้างก็ขอให้มีเงินทองร่ำรวย แต่ตนเองเกียจคร้านไม่เคยทำอะไรเลย จะร่ำรวยได้อย่างไร?
     บ้างก็ขอให้ร่างกายแข็งแรงสุขภาพดี แต่ตลอดเวลากินเลือดเนื้อสัตว์ที่เต็มไปด้วยพิษภัยจะให้แข็งแรงได้อย่างไร?
     บ้างก็ขอให้อายุยืนยาวแต่กลับฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำให้ผู้อื่นต้องตายแล้วจะให้ตนมีอายุยืนได้สักเท่าใด?

จงดูต้นไม้เอนไปทางใด ก็ล้มทางนั้น
คนเราประพฤติอย่างไร ก็สิ้นใจอย่างนั้น
หากเราสร้างบาปเวร ก็ต้องได้รับผลของมัน
ใครเล่าจะช่วยได้? ถ้าไม่ใช่ "ตัวของเราเอง"


     ฉะนั้นในโอกาสที่ไปกราบสักการะต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าพระองค์ไหนควรชำระปากให้สะอาดด้วยการกินเจ เว้นจากการกินเนื้อของสัตว์ กระทำตนให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งกายวาจาและจิตใจเมื่อนั้นจึงจะบังเกิดความสุข ความเจริญ เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองโดยมิต้องร้องขอ.
     จงระลึกไว้เสมอว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกๆพระองค์ล้วนบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไร้มลทิน หมดสิ้นกิเลส ไม่มีหนี้สินเวรกรรมใดๆหลงเหลืออยู่เลย คงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์สะอาด ยุติธรรม และเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง
     สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงไม่เคยหวังเงินทองของถวายที่มีราคาใดๆจากมนุษย์เลย แต่มีเครื่องสักการะอย่างหนึ่งซึ่งล้ำค่าไม่มีอะไรจะมาเทียบได้ แม้เงินทองมากมายก็ไม่สามารถซื้อได้ อีกทั้งไม่สามารถไปหามาจากที่ใด แต่ทุกคนมีอยู่ในตัวแล้ว สิ่งนั้นก็คือ “ใจ”ๆ อันบริสุทธิ์ดีงามของมนุษย์เป็นเครื่องสักการะอันล้ำค่าที่สุดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์อยากได้และโปรดปรานกว่าสิ่งอื่น
     ไม่ว่ายุคใดสมัยใด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าในศาสนาไหนต่างรอคอยให้มนุษย์เอาใจที่ปราศจากความโกรธความเกลียด ใจที่มีแต่ความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์มาเป็นเครื่องสักการะบูชาถวายต่อพระองค์
     แต่มนุษย์ก็ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนผิดหวังมาตลอด
     ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มนุษย์หลายจงอย่าได้ทำให้เบื้องบนต้องผิดหวังอีก ด้วยการถวายเครื่องสักการะที่เป็นแต่เพียงวัตถุสิ่งของเท่านั้น
      ขอให้ทุกคนจงนำเอา “ใจอันดีงาม” ที่มีอยู่แล้วในตัวของทุกๆคนออกมาถวายเป็นเครื่องสักการะต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนทุกพระองค์โดยพร้อมเพรียงกันทุกคนเถิด
     โอกาสทั้ง 7 วันที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดในชั่วชีวิตหนึ่งของแต่ละคนต้องล้วนได้ประสบพบเจอ หากใช้สติปัญญาพิจารณาเห็นอานิสงส์ในการงดเว้นเนื้อสัตว์ในโอกาสดังกล่าว ย่อมจะเป็นโชคดี ทั้งต่อตนเองและผู้ที่มาร่วมงานให้ได้ตักตวงเอาบุญกุศลได้อย่างเต็มที่ อย่าให้โอกาสดีเช่นนี้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์