Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
รู้ และเข้าใจการกินเจอยางถูกต้อง | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

รู้ และเข้าใจการกินเจอยางถูกต้อง

655 Views

     ตั้งแต่โบราณนับเป็นพันๆ ปี จวบจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าโลกจะผันแปรไปในทิศทางใดก็ตาม คนจำนวนหลายพันหลายหมื่นครอบครัวที่ดำรงาชีวิตอยู่ ด้วยการรับประทานแต่อาหารเจนสืบทอดจากบรรพบุรุษ ก็ยังคงมีอยู่ให้พบเห็นได้ในทุกวันนี้ (อาหารเจเป็นอาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ได้แก่ กระเทียม,หัวหอม,หลักเกียว,กุ้ยฉ่าย,ใบยาสูบ)บรรพชนในแต่ละครัวเรือนได้ถ่ายทอดหลักของการกินเจที่ถูกต้อง และศิลปะในการปรุงไว้ให้แก่ลูกหลานตน จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
     คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าอาหารเจเป็นอาหารที่มันจืดชืดไม่อร่อยเป็นความเข้าใจที่ผิด อาจเป็นเพราะไม่มีโอกาสลิ้มรสอาหารเจที่แท้จริงก็เป็นได้ อาหารเจมีรสชาติอร่อยต่างไปจากอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ ที่สำคัญอาหารเจไม่มีกลิ่นเหม็นคาวใดๆ เลย อาหารเจบางอย่าง คนทั่วไปที่รับประทานแต่อาหารเนื้อจะไม่มีโอกาสรู้จักหรือได้ลิ้มรสเลยในชีวิต เนื่องด้วยอาหารเหล่านี้เป็นที่รู้จัก และทำรับประทานเฉพาะในบรรดาคนที่กินเจเท่านั้น
     บางคนกล่าวว่า หากรับประทานแต่อาหารเจเป็นโรคขาดอาหาร แต่ทางการแพทย์พบว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่กินอาหารเนื้อหรือคนที่กินเจ ก็เป็นโรคขาดอาหารได้เท่ากัน สาเหตุสำคัญของโรคขาดอาหารในคนทั้ง 2 กลุ่ม ก็คือการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก บริโภคอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรทแป้งและน้ำตาล , โปรตีน ,ไขมัน ,วิตามินและเกลือแร่ เป็นเหตุให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการจึงสรุปได้ว่า โรคขาดอาหารและทุโภชนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินเนื้อหรือกินเจ แต่ขึ้นอยู่กับนิสัยกินตามใจตัว และความอร่อยลิ้นของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการรับประทาน
     ในความเป็นจริงแล้ว ตนที่กินเจอย่างมีหลักจะรู้สึกว่าตนได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่องร่างกายครบถ้วนบริบูรณ์มากกว่าคนที่บริโภคอาหารเนื้อเสียอีกผู้ที่ทดลองรับประทานอาหารเจได้ระยะหนึ่ง ถึงกับกล่าวว่าการกินอาาหารเจทำให้เขามีโอกาสได้กินพืชผักที่มีคุณประโยชน์มากมายหลายชนิด ซึ่งระหว่างที่เขารับประทานอาหารเนื้อ ไม่เคยใส่ใจเลย
     คนกินเจ รู้จักวิธีดัดแปลง แปรรูปธัญพืชในธรรมชาติให้ได้มาซึ่งโปรตีน เราจะพบเห็นผลิดภัณฑ์ที่แปรรูปจากเมล็ดถั่วเหลืองมากมายหลายชนิด เช่น น้ำนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้)เต้าหู้ขาว,เต้าหู้เหลือง,เต้าเจี้ยว,ซีอิ๊ว,ฟองเต้าหู้ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์แปรรูปเหล่านี้ ล้วนเป็นแหล่งโปรตีนอันอุดมและมีคุณค่าสูงยิ่ง
     ทุกวันนี้ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ นิยมบริโภคแต่เนื้อสัตว์กันมาก ได้ละเลยอาหารผักซึ่งมีคุณประโยชน์สูงไปอย่างน่าเสียดายมีนิสัยเลือกรับประทานเฉพาะเนื้อมาก เอาผักทิ้งไปไม่ยอมบริโภคนี่แหละ..เป็นสาเหตุสำคัญของโรคขาดอาหาร ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบหมู่ จะพบว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่ทานผักน้อยหรือไม่ทานผักเลย มักป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคขาดอาหาร,ขาดวิตามิน, โรคกระเพาะ ,โรคเกี่ยวกับลำไส้ และทางเดินอาหาร,สุขภาพไม่แข็งแรง,เซื่องซึม ,ไม่เฉลียวฉลาด, ขาดปฏิภาณไหวพริบ,สติปัญญาต่ำ,พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์
     ประจักษ์พยานทีสำคัญ ได้แก่บรรดาครอบครัวและผู้ที่กินเจสืบต่อกันมาตังแต่บรรพบุรุษลงมาหลายชั่วคน ก็ยังมีให้เราพบเห็นอยู่จนทุกวันนี้ จากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าสืบต่อเนื่องกัน หลักเกณฑ์ที่ถูกต้องดีงาม และล้ำค่าก็ยังคงอยู่เป็นอมตะไม่เปลี่ยนแปลงทุกๆ คน ทุกๆ ครอบครัว ล้วนมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยร้ายแรงเบียดเบียนสามารถปฏิบัติภารกิจการงานได้ดี
     แม้แต่เด็กทารกที่เกิดจากมารดาซึ่งกินเจอย่างถูกหลักก็ไม่พบว่าเป็นเด็กที่ขาดสารอาหารแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเด็กๆ ทุกคนล้วนมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพอนามันดี ไม่เป็นโรคติดต่อใดๆ ได้ง่าย มีภูมิต้านทานสูง จิตใจเบิกบาน ร่าเริงสดใส เฉลียวฉลาด ปฏิภาณ ไหวพริบ สติปัญญาดี
     ดังนั้นถึงจะมีฐานะดี ร่ำรวยมหาศาล แต่ไม่รู้จักหลักในการรับประทานอาหารให้ถูกต้องครบถ้วนก็เป็นโรคขาดอาหารได้พอๆ กับคนยากจนอดอยากที่ไม่มีอาหารบริโภค ไม่ว่าท่านจะกินเนื้อหรือกินเจ หากไม่รู้จักการกินที่ถูกต้องก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดอาหารได้เท่ากัน ทรัพย์สินเงินทองซื้อสุขภาพไม่ได้ สุขภาพที่ดีขึ้นอยู่กับการรู้จักปฏิบัติของท่านเอง
     แม้ในปัจจุบัน จะเป็นโลกของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีล้ำยุคแต่การค้นพบความเร้นลับต่างๆ ในธรรมชาติ ได้กลับกลายเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันให้แก่หลักเกณฑ์ของการกินเจที่มีมานานนับเป็นพันๆ ได้อย่างเหมาะสม
     ฉะนั้น เราควรหันมาศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า คนกินเจเขามีหลักปฏิบัติอันสือบทอดกันมาแต่โบราณ อย่างไรกัน?