Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ดวงประทีปอันแจ่มจรัส | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ดวงประทีปอันแจ่มจรัส

429 Views

      เวลาจวนรุ่งสางแล้ว ดวงดาราคล้อยเคลื่อนต่ำลงยังขอบฟ้าทั่วปริมณฑลนั้นสงบนิ่ง แม้ใบโพธิ์ก็มิเขยื้อนให้ระคายโสตของพระองค์ผู้พิชิตมาร พระพายรำเพยพัดเย็นมาอ่อนๆ พระสมณะโคดมประทับนั่งมิไหวองค์ หลับพระเนตรเสียจากสิ่งภายนอก แต่พระจักษุภายในทรงมองเห็นสุกสกาวส่องให้บุคคลผู้ยืนอยู่ปลายทางให้หันกลับไปมองเห็นอดีตของตนได้อย่างทะลุปลอดโปร่ง

      สมเด็จพระประทีปแก้วทรงน้อมพระทัยระลึกย้อนสืบสาวไปหาต้นกำเนิดแห่งชีวิตของพระองค์ ทรงระลึกชาติต่างๆ ทั้งใกล้และไกลได้ด้วยพระญาณปัญญาอันรู้แจ้ง มองเห็นความเป็นมาและเป็นไปของปวงสัตว์ได้อย่างกระจ่างชัดปราศจากความขุ่นมัว พระองค์ทรงเห็นว่า อันความดีชั่วของมนุษย์นี้เป็นเสมือนกงเกวียน ผู้ใดสร้างสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมหมุนเวียนตามสนองทำดีก็ได้รับความสุขเบิกบานใจ ทำชั่วก็ถึงแก่ความพินาศย่อยยับจะขูดลบโยกถอนอย่างใดก็หาหลุดพ้นไม่ มันย่อมตามมาสนองผู้กระทำกรรมอันดีชั่วเสมอไป

      เมื่อทรงพบความจริงอันนี้แล้ว ก็ทอดพระเนตรเห็นกว้างไกลออกไปถึงจักรวาลอื่นๆ ทั่วหมืนโลกธาตุพระอาทิตย์ พระจันทร์และดวงดาวทั้งหลายต่างกระจายหมุนอยู่กลางเวหาไกลโพ้น ในระยะห่างอันเหมาะเจาะ และต่างมีความสัมพันธ์กันอยู่อย่างไม่ตัดขาด มหาอนันตจักรวาลเกิดมาตั้งแต่ครั้งไหน และจะดำรงอยู่นานไปอีกสักเท่าไร ไม่มีใครหยั่งรู้ต้นกำเนิดและอวสานกาล พระสัพพัญญูเจ้าทรงรู้แจ้งถึงธรรมลักษณะของทุกสิ่งทุกอย่าง คือหลักแห่งสัจธรรมอันเป็นประทีปส่องให้ เห็นความจริงแห่ง “ความเป็นอยู่เอง” เช่นนั้น

      อันกฎแห่งธรรมชาติของโลกนั้นอยู่เหนืออำนาจบังคับของมนุษย์และเทพยดาทั้งปวง และแล้วก็เริ่มต้นใหม่ การเกิดการทำลายเป็นไปอยู่ทุกแห่งหน จักขัดขืนความจริงอันนี้หาได้ไม่ เวไนยสัตว์ทั้งหลายล้วนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วก็เกิดใหม่วนเวียนรับทุกข์อยู่อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ครั้นล่วงเข้าปัจจุสมัยจวนสว่าง ทรงเห็นความจริงอันหนึ่งคือ “ทุกข์” ซึ่งตรึงสัตว์ทั้งหลายให้แน่นอยู่กับโลก ดุจเงาอันตามตนอยู่จะสลัดไปก็เมื่อชีพสิ้นไปแล้วเท่านั้น ทุกข์นั้นคืออะไร? ทุกข์นั้นคือ ความไม่เที่ยงแท้ได้แก่ ชรา โรคาพยาธิทั้งหลาย คือความโกรธ เกลียด โลภ หลง ความยินดียินร้าย อันตนตัดไม่ขาด คือ ตัณหา ความกระหายจะได้ซึ่งสมบัติ ลาภ ยศ และสรรเสริญสุข รวมทั้งสิ่งเพลิดเพลินเจริญใจอื่นๆ คือ ความข้องอยู่ในโลก ได้แก่ ความอยากมีชีวิตไม่รู้จักดับความเบื่อหน่ายแล้วซึ่งโลกนี้ อยากทำลายตนไปเสียให้พ้น อันเป็นการฝืนธรรมดาของโลก ทั้งหลายเหล่านี้แล คือ ความทุกข์

      ทรงหยั่งรู้ว่า ต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตของคนและสัตว์ทั้งหลายหมุนเวียนเกิดตายไปตามคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงของโลก ก็เนื่องจากความรักหลง ยึดติดในความสุขอันเป็นมายา บุคคลผู้มีปัญญาได้พิจารณาเห็นความจริงอันนี้ และที่มาของทุกข์ทั้งหลาย จึงไม่ประสงค์จะติดอยู่ในบ่วงของการเกิดเช่นนี้ แล้วหมั่นเพียรอบรมใจให้ระงับตัณหาและความอยากที่นำมาซึ่งทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นด้วยประการทั้งปวง ความสุขอันไม่รู้จักจบก็จะบังเกิดแก่เขาผู้นั้น

      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ปราศจากกิเลสตัณหาทั้งปวงได้บรรลุถึงสิ่งที่ทรงประสงค์โดยรู้ความจริงที่ทำลายรากของความทุกข์ทั้งปวงในชีวิตให้สิ้นไป พระองค์ได้ชนะมารเด็ดขาดแล้ว ทรงพบพระธรรมอันล้ำลึก มีแสงสว่างแรงกล้ายิ่งกว่าดวงตะวัน อันยังโลกให้สว่างอยู่เป็นนิจนิรันดร์

      บัดนี้ พระสิทธัตถะโคตมะแห่งศากยวงศ์ ผู้ทรงมีพระชนมายุ 35พรรษา ได้บรรลุถึงพระอนุตตรสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ณ โคนต้นมหาโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในเวลาอรุโณทัยแห่งคืนวิสาขปุรณมีวันเพ็ญเดือนหก ดวงประทีปอันแจ่มจรัสได้อุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้