Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
เด็กเลี้ยงแพะผู้แสนสุข | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

เด็กเลี้ยงแพะผู้แสนสุข

428 Views

      พระสิทธัตถะได้เสด็จจาริกออกท่องไปเพื่อแสวงหาความรู้จากอาจารย์เจ้าลัทธิต่างๆ พระองค์ทรงฝึกฝนจิตตามคำสอนทั้งหลายจนถึงขึ้นสูงสุดของสำนักนั้นๆ แต่ก็มิได้ทรงรู้แจ้งในปัญหาชีวิตที่ยังข้องพระทัยอยู่ พระองค์ได้บำเพ็ญตบะทรมานตนอย่างรุนแรงด้วยวิธีต่างๆ แม้กระนั้นก็ไม่สามารถพบคำตอบที่พระองค์ทรงค้นหา พระมหามุนีทรงเห็นว่าการทรมานตนนั้นมิใช่ทางที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่ความบรรลุแจ้งแห่งสัจจธรรมแต่อย่างใด พระองค์จึงเสด็จละจากอุรุเวลาชนบทแคว้นมคธเพื่อไปบำเพ็ญเพียรในป่าของแคว้นคยา

      ในป่าอันเงียบสงัดแห่งแคว้นคยา พระสิทธัตถะเฝ้าแต่ทรงพิจารณาดูความทุกข์ของตน ดูทางแห่งทุกข์แห่งชีวิตทั้งหลายพระองค์ทรงนึกอยู่แต่ดังนี้จนกระทั้งลืมเสวย ลืมบรรทม มิได้คิดถึงความหิว หลายวันล่วงไป ครั้นรู้สึกองค์เห็นชามดินเบื้องหน้ามีเพียงผลไม้อันนกนำมาทิ้งไว้ ก็หยิบขึ้นเสวยแต่พอประทังความหิว พระองค์มุ่งบำเพ็ญเพียรใช้จิตเพ่งพิจารณาจนมิรู้วันรู้คืน มิได้เสวยแม้แต่น้ำ กระทั้งเวลาผ่านไปเป็นแรมเดือน มิช้าพระฉวีอันเคยผุดผ่องก็หมองคล้ำลงพระกายซูบผอมสิ้นสง่า ด้วยการใช้ความคิดเกินกำลัง พระมังสาเหือดหายไปเห็นแต่พระอัฐิขึ้นโก้งเก้งน่าเวทนา ครั้นยกพระหัตถ์ลูบองค์พระโลมาก็ร่วงหล่นติดพระหัตถ์มาประดุจใบไม้แห้งที่ต้องหลุดร่วงจากต้นด้วยเหตุว่าหาน้ำเลี้ยงมิได้ฉะนี้

      เป็นดังนี้นานเข้า วันหนึ่งพระองค์ก็หมดกำลังมิอาจทรงกายอยู่ได้ จึงเซถลาล้มฟาดลงยังพื้นดินดูประหนึ่งสิ้นลมปราณ ด้วยพระอัสสาสะและพระปัสสาสะหยุดหายหามีไม่ได้แต่บรรทมแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั้งเด็กเลี้ยงแพะคนหนึ่งผ่านมาพบเข้า มีความเวทนายิ่งเมื่อเห็นพระกายซูบซีดน่าสงสาร มิหนำซ้ำตะวันยังส่องแสงแผดกล้ามาต้ององค์เด็กน้อยจึงไปหักกิ่งไม้มาปักเพื่อให้ร่มเงาแก่พระพักตร์ แล้วรีบกลับไปรีดน้ำนมจากแม่แพะเตรียมจะรินนมลงโอษฐ์ที่เผยออยู่เล็กน้อย แต่กลับหยุดชะงักด้วยหวนคิดไปว่า ตนมีศักดิ์ต่ำต้อยได้ชื่อว่า เป็นทาสเขา จึงลังเลอยู่เพราะการกระทำเช่นนั้นจักเป็นโทษแก่ตนเอง ขณะกำลังใคร่ครวญอยู่ก้านชมพู่อันตนมคใจเก็ลมาปักบังพระพักตร์นั้นก็แตกช่อใบออกสล้างเป็นเสมือนฉัตรแก้วอันล้ำเลิศออกกั้นพระองค์ เด็กน้อยเห็นดังนั้นก้เข้าใจว่าเป็นเทพยดาจึงยกมือขึ้นประสานกระทำบูชาด้วยความเคารพ

      เวลานั้นพระสิทธัตถะรู้สึกพระองค์ ลืมพระเนตรขึ้นและตรัสขอน้ำดื่มเพื่อดับเวทนา เด็กเลี้ยงแพะได้กราบทูลว่า “ข้าน้อยมิอาจเอื้อมถวายสิ่งใดต่อพระเป็นเจ้าได้เพราะมือของทาสผู้ต้อยต่ำนั้น จะเป็นเหตุให้มลทินแปดเปื้อนพระองค์พระเจ้าข้า” พระบรมครูจึงตรัสตอบว่า “เด็กเอ๋ย เราทุกคนล้วนมีโลหิตสีแดงเหมือนกันไม่ว่าสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย ความเมตตากรุณาเท่านั้น ทำให้คนทั้งโลกเป็นญาติพี่น้องกันหมด ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาจะมีอุณาโลมปรากฏที่หน้าผากได้เหมือนกัน การกระทำความดีหรือความชั่วต่างหากที่จะทำให้คนเราแตกต่างกัน” เด็กน้อยได้ฟังเช่นนั้นแล้ว จึงน้อมถวายน้ำนมแพะด้วยความปราโมทย์ยิ่ง เมื่อพระสิทธัตถะได้ทรงเสวยแล้วธาตุอาหารในน้ำนมแพะก็ซาบซ่านเข้าบำรุงเลี้ยงร่างกายทำให้พระองค์ฟื้นคืนพระชนม์สามารถพยุงกายลุกขึ้นนั่งได้ บัดนี้พระมหามุนีทรงรู้สึกสบายพระองค์ขึ้นเล็กน้อย เด็กเลี้ยงแพะได้ก้มศรีษะกราบสมัสการขอพรจากพระองค์แล้ววิ่งกลับไปสู่ฝูงแพะของตนด้วยความสุขใจอย่างหาที่เปรียบมิได้