Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
พระสิทธัตถกุมาร | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

พระสิทธัตถกุมาร

429 Views

      วันหนึ่งในฤดูร้อน พญาหงส์สีขาวสะอาดตัวหนึ่งบินนำฝูงผ่านพระอุทยานของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือสู่ถิ่นพำนัก ณ ยอดเขาหิมาลัยโพ้น ความขาวของฝูงหงส์ ซึ่งทาบอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ดูประหนึ่งทางช้างเผือกยังความนิยมยินดีให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก แต่สำหรับพระเทวทัตกุมารมิได้เป็นเช่นนั้น น้ำพระทัยของเจ้าชายองค์น้อยนี้เป็นพาลเหี้ยมโหดมุ่งแต่จะทำลายเป็นที่ตั้ง พอทอดพระเนตรเห็นฝูงหงส์เธอก็ทรงยกลูกศรขึ้นพาดสาย น้าวคันธนูจนเต็มแรงยิงออกไปทันที ลูกศรนั้นวิ่งขึ้นไปถูกพญาหงส์สีขาวซึ่งกำลังบินร่อนร่าเริงใจอยู่บนอากาศถลาตกลงสู่เบื้องล่างทันที

      ขณะนั้นพระสิทธัตถกุมาร พระโอรสแห่งพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กำลังทรงสำราญอยู่ในพระอุทยานนั้นด้วยทรงทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์ร่วงตกลงมาในเขตพระอุทยาน พระองค์จึงละเสียจากการเล่นโดยสิ้นเชิง แล้วรีบเสด็จ ออกไปค้นหา ในที่สุดก็พบนกที่น่าสงสารนั้นกำลังดิ้นรนกระเสือกกระสนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น โดยที่ปีกข้างหนึ่งของมันมีลูกศรเสียบทุลุคาอยู่ เจ้าชายองค์น้อยบังเกิดความเวทนายิ่งนัก ทรงอุ้มหงส์นั้นขึ้นจากพื้นประคองกอดแต่เบาๆ มิให้วิหคเคราะห์ร้ายตื่นตกใจ ทรงชักลูกศรที่เสียบอยู่บนปีกนั้นออกเสีย แล้วทรงนำใบไม้ที่มีรสเย็นมาปิดบาดแผลเพื่อให้โลหิตหยุดไหลเจ้าชายน้อยทรงรำพึงถึงความทุกข์ของพญาหงส์อันมีกายปรากฏเป็นบาดแผลใหญ่แล้วก็ทรงทอดถอนพระหฤทัย

      พระกุมารนั้นแม้จะมีพระชนมายุเพียง 8 พระชันษายังทรงพระเยาว์นักชอบที่จะแสวงสุขอย่างเด็กอื่นๆ แต่พระองค์กลับคิดใคร่ครวญถึงความเจ็บปวดของพญาหงส์ อันความทุกข์สำแดงอยู่ในเวลานั้น จึงทรงปลอบนกด้วยพระวาจาอ่อนหวานและอุ้มกอดมันไว้กับทรวงอกให้อบอุ่น ทั้งลูบขนปลอบโยนให้คลายความหวาดกลัว

      เมื่อพระเทวทัตผู้เป็นพระญาติเรียงพี่เรียงน้องของพระสิทธัตถกุมารเสด็จมาพบเข้าก็ทวงคืน ทรงพยายามจะแย่งนกนั้นไปเสียให้ได้โดยอ้างว่า ตนเป็นเจ้าของนกตัวนั้นเพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ พระสิทธัตถกุมารทรงปฏิเสธที่จะมอบนกให้โดยตรัสว่า “ถ้านกตายมันจึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ควรจะเป็นของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือมัน เรามิเคยมีใจที่จะมอบนกตัวนี้ให้กับใครทั้งสิ้นตราบใดที่มันยังคงบาดเจ็บอยู่” ต่างฝ่ายก็ไม่ยินยอมต่อกัน ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะจึงเสนอขึ้นว่า “ข้อพิพาทนี้ ควรจักต้องนำไปให้บรรดานักปราชญ์ของแผ่นดินพิพากษาตัดสินชี้ขาดในที่ประชุม” เจ้าชายเทวทัตก็เห็นด้วย

      ณ ที่ประชุมนักปราชญ์แห่งนครกบิลพัสดุ์ ในวันนั้นได้ยกกรณีพิพาทเรื่องหงส์ตัวนี้ขึ้นมาพิจารณา มีการถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พระเทวทัตควรเป็นเจ้าของนกเพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ อีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่านกควรเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะเพราะเป็นผู้พบมันก่อนและได้ช่วยชีวิตมันเอาไว้ เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็นแตกแยกขัดแย้งกันดังนี้ การประชุมก็ไม่เป็นที่ยุติลงได้

      จนในที่สุดมีนักปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จักพบเห็นมาก่อน ได้ก้าวออกมาและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดังท่ามกลางที่ประชุมนั้นว่า “ในโลกนี้ชีวิตเป็นของล้ำค่ายิ่ง ไม่ว่าใครก็ต่างรักและหวงแหนชีวิตตน ผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ชื่อว่า เป็นผู้ให้ชีวิต แต่ผู้ที่ทำลายชีวิตสัตว์ให้ดับล่วงไปได้ชื่อว่า เป็นผู้เข่นฆ่า ผู้ใดกรุณาต่อสัตว์ เป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์ บุคคลนั้นจึงสมควรเป็นเจ้าของ ดังนั้นขอให้นกตัวนี้ จงเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะผู้ที่ช่วยชีวิตมันไว้เถิด”

      ทุกคนในที่ประชุมต่างเป็นด้วยกับถ้อยคำอันมีเหตุผลเที่ยงธรรมของนักปราชญ์ผู้นั้นจึงตัดสินให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นผู้รับเอาหงส์ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยชีวิตนั้นไป หลังจากนั้นพระกุมารน้อยทรงเอาพระทัยใส่ดูแลนกนั้นอย่างเอื่ออ่รีที่สุดจนกระทั่งบาดแผลของมันหายสนิท มีกำลังวังชาฟื้นคืนดีแล้ว พระองค์ก็ทรงปล่อยมันให้บินกลับไปอยู่ร่วมฝุงกับพวกพ้องของมันในสระกลางป่าลึกด้วยความผาสุขสืบไป

      พระสิทธัตถะกุมารองค์น้อยนี้แหละในกาลต่อมาคือพระบรมศาสดาผู้ประกาศศาสนาพุทธด้วยหลักธรรมแห่งเมตตาให้บรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ เทพยดา และยักษ์มารอสุร ได้ประจักษ์แจ้งในสัจจะธรรมอันสูงสุด พระปรีชาญาณและดวงหทัยอันเปี่ยมไปด้วยมหาเมตตาคุณได้ฉายแสงปรากฏให้ชนทั้งหลายได้ชื่นชมตั้งแต่ครั้งกระนั้นเป็นต้นมา