Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 13.... มหาปรัชญาปารมิตา | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 13.... มหาปรัชญาปารมิตา

719 Views

      บรรดาผู้ที่ยึดมั่นแต่ความรู้อย่างเดียวจึงเกิดความสับสนต่อคำว่า "ปัญญา" และมีความเชื่ออย่างงมงายว่า ความรู้เป็นหนทางแห่งความสำเร็จพาให้มนุษย์พ้นจากทุกข์ทั้งปวงและดูแคลนผู้ที่ปราศจากความรู้ว่าโง่เง่า

      ความจริงแล้วระหว่าง "คนฉลาด" กับ "คนโง่" ต่างมีโอกาสทัดเทียมกันในอันที่จะพาตนเองไปสู่หนทางอบายภูมิ

      แต่ "คนโง่" และ"ฉลาด" ต่างมีปัญญาเท่าเทียมกัน

      พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้อธิบายข้อความใน "มหาปรัชญาปารมิตาสูตร" โดยรับรองว่า

"ปัญญาที่ทำให้เวไนยสัตว์เข้าสู่สภาวะตรัสรู้นั้นมีอยู่ในตัวเราทุกคน แต่เป็นเพราะมือวิชชาความมืดบอดครอบงำจิตของเราไว้ จึงมองไม่เห็นปัญญาด้วยตัวเอง จนต้องเที่ยวเสาะแสวงหาคำแนะนำตักเตือนจากผู้อื่น ที่เขาเห็นแจ้งรู้ธรรมญาณก่อนหน้าที่เราจะรู้จัก ธรรมญาณของเราเอง"

      วจนะตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของมนุษย์ทุกคนมีธรรมญาณอย่างเดียวกันและมีอานุภาพเท่ากัน แต่เพราะความหลงที่ครอบงำอยู่นั้นชักพาให้ผู้คนสูญเสียความศรัทธาในตัวเอง กลับไปศรัทธาภายนอกและยึดถือเป็นที่พึ่งแห่งชีวิตของตนเอง จึงพ้นไปจากเส้นทางแห่งการตรัสรู้ซึ่งเป็นสภาวะเฉพาะตน ไม่มีผู้ใดช่วยหรือทำให้ตนเองรับรสแห่งการตรัสรู้นั้นได้

      พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคนที่รู้แจ้งธรรมญาณของตนเอง กับผู้ที่ไม่รู้ว่า

      "ถ้าธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยอวิชชาแล้ว ก็ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้รู้แจ้งกับผู้มืดบอด ข้อแตกต่างอยู่ที่ผู้หนึ่งรู้แจ้งธรรมญาณส่วนอีกคนหนึ่งยังมืดมิดอยู่"

      มนุษย์ไม่มีความแตกต่างแห่งปัญญาเพราะฉะนั้นพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงได้นำเอา มหาปรัชญาปารมิตาสูตร มาชี้แจงให้ผู้ที่ปรารถนาพ้นไปจากความมืดบอดแห่งอวิชชา โดยกล่าวว่า

      "บรรดาคนที่ร้องแต่คำว่า "ปัญญาๆ" อยู่ทั้งวันโดยไม่ทราบเลยว่าแท้ที่จริงปัญญามีอยู่ในธรรมชาติเดิมแท้ของตนเองแล้ว เหมือนกับการพูดถึงอาหาร ย่อมไม่สามารถแก้หิวได้ฉันใด คนที่เอ่ยถึงปัญญาแต่ปากจึงไม่อาจพ้นไปจากความมือบอดได้ฉันนั้น เราอาจพูดถึงความว่างเป็นเวลาตั้งแสนกัลป์ แต่การพูดถึงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เราเห็นแจ่มแจ้งในธรรมญาณได้ และในที่สุดก็ไม่ได้อะไรตามที่ตนเองประสงค์เลย"

      ในกรณีเช่นนี้ชี้ให้เห็นความเป็นจริงว่า การบำเพ็ญเพื่อให้รู้แจ้งจึงมิได้อยู่ที่ความสามารถทางด้านการพูด เขียน อ่าน แต่ประการใดเลย เพราะฉะนั้นมักเป็นความเข้าใจผิดเสมอว่าคนที่เก่งทางด้านพูด เขียน อ่าน เป็นผู้ที่รู้แจ้งในธรรมญาณของตนซึ่งความจริง ทั้งสองประการนี้เป็นคนละเรื่องมิได้เกี่ยวข้องกันเลย

      ผู้ที่รู้แจ้งในธรรมญาณของตนเองอาจเป็นผู้ที่ไม่รู้จักหนังสืออย่างพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง อ่านหนังสือไม่ออกเลยแต่เป็นผู้ตรัสรู้ได้เฉกเช่นพระอริยะเจ้าทั้งหลาย

      พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวถึง "มหาปรัชญาปารมิตา" ว่าเป็นคำสันสกฤตมีความหมายถึง "ปัญญาอันใหญ่หลวง" เพื่อพาให้พ้นไปจากฝั่งแห่งทะเลสังสารวัฏซึ่งต้องปฏิบัติด้วยใจ จะท่องบ่นสูตรนี้หรือไม่มิใช่ข้อสำคัญ

      "การท่องบ่นสูตรนี้เฉยๆ โดยปราศจากการปฏิบัติด้วยใจก็จะได้ผลเหมือนไปเล่นกับอสุรกาย หรือ เป็นเช่นการพรางตาของนักเล่นมายากลด้วยเวทย์มนต์ เหมือนกับสายฟ้าแลบเหมือนกับหยาดน้ำค้างบนใบหญ้า"

      คนที่ชอบสวดมนต์ไม่ว่าจะเป็นบทใด โดยมากไม่รู้ความหมายของมนต์ในทำนองเดียวกันผู้รู้ความหมายของมนต์ก็นำไปปฏิบัติให้ได้ผลจริงตามมนต์นั้นมิได้เช่นกัน

      ด้วยเหตุนี้พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงสอนให้ปฏิบัติทั้งสองอย่างทั้งท่องบ่นและปฏิบัติด้วยใจ เมื่อนั้นแหละจึงพบกับธรรมชาติแท้แห่งความเป็นพุทธะซึ่งนอกเหนือไปจากนี้แล้วมิต้องไปค้นหาพุทธะที่ไหนอีกเลย

      แต่เป็นเพราะภาวะจิตที่หลงงมงายจึงพากันไปค้นหาแต่พุทธะนอกตัว จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง และหลงไปนับถือแต่สิ่งที่จอมปลอมว่า เป็นพุทธะเห็นใครแต่งกายประหลาดและมีวิธีบำเพ็ญชนิดที่คนธรรมดาทำไม่ได้ก็หลงยึดถือว่าเป็นพุทธะ อย่างเช่น ฤาษีที่มีผู้นำเข้ามาจาก อินเดีย เพื่อปักหลักให้คนหลงงมงายกราบไหว้บูชาให้ประสิทธิ์ประสาทบุญบารมีความดีงามหรือความเป็นศิริมงคลให้บังเกิดขึ้นแก่ตน

      นอกจากความหลงงมงายในบุคคลแล้วยังตกต่ำลงไปถึงวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่เห็นลักษณะผิดแผกแปลกประหลาดต่างก็พากันกราบไหว้บูชาเห็นเป็นความศักดิ์สิทธิ์

      การปฏิบัติของคนทั่วไปจึงอยู่ที่การกราบไหว้เพียงสถานเดียวเพราะฉะนั้นจึงมีพระเครื่องออกมามากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นพระอาจารย์ใดโด่งดังขึ้นมาก็กลายเป็น "ธุรกิจวัตถุมงคล" สร้างความร่ำรวยให้แก่ผู้ที่ทำมาหากินจากเหยื่อที่หลงงมงายอย่างประมาณจำนวนมิได้เลย

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดสิ้นดีที่ภาวะแห่งความหลงงมงายได้ก่อให้เกิดพฤติกรรมประหลาดขึ้นในหมู่ของผู้ที่กราบไหว้บูชาพระพุทธองค์ โดยมได้คำนึงถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้ได้พึ่งพาพุทธะในตัวเอง

      พุทธะ ซึ่งเป็น ผู้รู้ทุกข์ รู้ที่สุดแห่งทุกข์ และตัดทุกข์ทิ้งได้ด้วยตนเอง ผู้คนเหล่านี้จึงงยังคงลอยคออยู่ในทะเลทุกข์ถูกหลอกลวงจากคนฉลาดเจ้าเล่ห์ไม่มีที่สิ้นสุด