Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
การทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

การทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา

474 Views

     คราวนี้ จะอธิบายถึงวิธีทำความเห็นแจ้งให้เกิดขึ้นตามหลักวิชา. ไม่อยู่ในรูปของพุทธภาษิต เพราะเป็นสิ่งที่อาจารย์ยุคหลัง ๆจัดขึ้น. เป็นวิธีเหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติที่มีอุปนิสัยอ่อน ยังมองไม่เห็นทุกข์ภัยตามธรรมชาติด้วยตาตัวเอง. อย่างไรก็ตาม นี้ก็มิได้หมายความว่า วิธีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ชนิดนี้ จะวิเศษกว่าที่จะเป็นไปตามวิธีธรรมชาติ เพราะเหตุว่าเมื่อตรวจดูพระไตรปิฎกโดยตรงจะเห็นว่ามีกล่าวแต่วิธีที่เป็นไปตามธรรมชาติทั้งนั้น.

     แต่บางคนอาจเห็นไปว่า นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เฉพาะบุคคลที่มีบุญบารมี หรืออุปนิสัยได้สะสมมาไว้มากจนเพียงพอที่จะรู้สิ่งเหล่านั้นได้เหมือนกับทำเล่น ๆ สำหรับผู้ที่ไม่มีบารมีไม่มีอุปนิสัยจะทำอย่างไร? ท่านเลยวางระเบียบปฏิบัติเร่งรัดไปตั้งแต่ต้นทีเดียว ต้องให้ทำไปตามระเบียบตามลำดับอย่างรัดกุม

     ระเบียบปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดความเห็นแจ้งนี้ เพิ่งเรียกกันในยุคอรรถกถาโดยชื่อใหม่ว่า “วิปัสสนาธุระ” ให้เป็นคู่กันกับ “คันถธุระ” ซึ่งเป็นเรื่องการเรียนตำราโดยตรงวิปัสสนาธุระ เป็นการเรียนจากภายใน คืออบรมจิตโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับตำราคำว่า “คันถธุระ” และ “วิปัสสนาธุระ” สองคำนี้ ไมได้มีมาในบาลีพระไตรปิฎก จะมีปรากฏก็แต่ในหนังสือชั้นหลัง ๆ เช่นอรรถกถาธรรมบทเป็นต้น. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราก็อาจใช้เป็นหลักเกณฑ์ได้ว่า วิปัสสนาธุระนั้น เป็นการงานของพุทธบริษัทที่ตั้งอกตั้งใจจะทำความดับทุกข์ ด้วยการทำความเพียรในทางเพ่งพิจารณาโดยตรง.

     คำว่า “วิปัสสนา” นี้ มีทางฟั่นเฝืออยู่บางสิ่งบางอย่างคือในบางกรณีเกิดไปแยกทำทางจิต เป็นสองประเภทโดยเด็ดขาดคือทำเพื่อให้เกิดสมาธิประเภทหนึ่ง ทำเพื่อให้เกิดปัญญาอีกประเภทหนึ่ง แล้วเรียกการทำสมาธินั้นว่าสมถภาวนา และเรียกการทำทางปัญญาว่าวิปัสสนาภาวนาเลยทำให้วิปัสสนามีความหมายแคบเข้ามาเหลือแต่เพียงเรื่องปัญญา.

     แต่โดยที่ แท้แล้ว คำว่า วิปัสสนาธุระต้องกินความรวมหมดทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา คือหมายถึงทั้งสมาธิและปัญญานั่นเอง และยิ่งไปกว่านั้นยังรวมเอาศีล ซึ่งยังไม่ใช่ตัวภาวนาอะไรเลย เข้าไปอีกด้วยในฐานะเป็นบริวารหรือเป็นบาทฐานของสมาธิ. เพื่อจะให้เข้าใจการปฏิบัติวิปัสสนาได้เป็นอย่างดี อาจารย์แต่กาลก่อนนิยมตั้งหัวข้อไว้เป็นข้อ ๆ มาทีเดียว.

     หัวข้อแรกที่สุดก็ว่า อะไรเป็นฐานที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา?

     อะไรเป็นลักษณะเครื่องสังเกตว่าเป็นตัววิปัสสนา?

     อะไรเป็นกิจที่เรียกว่าวิปัสสนา?

     และอะไรจะเป็นผลสุดท้ายของวิปัสสนา?

     เมื่อตั้งปัญหาว่าอะไรเป็น ที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา ก็ตอบว่าศีลกับสมาธิเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนาเพราะวิปัสสนา หมายถึงการรู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีจิตใจที่ปีติปราโมทย์ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ. ข้อนี้ ศีลช่วยได้ถึงที่สุด : เมื่อมีศีลบริสุทธิ์ก็มีปีติปราโมทย์ ฉะนั้นจึงต้องมีศีลก่อน. คำกล่าวนี้มีหลักที่อ้างอิงในพระบาลีโดยตรง ในบาลีมัชฌิมนิกายก็ได้มีการกล่าวถึงความบริสุทธิ์สะดวกของการปฏิบัติเป็นขั้น ๆ ไปตามลำดับ จนครบ ๗ อย่างถึงที่สุดคีอการบรรลุมรรคผล.

     ในขั้นแห่งความบริสุทธิ์ ๗ อย่างนั้นท่านก็ยกเอาศีลเป็นข้อแรกเรียกว่า สีลวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความประพฤติสีลวิสุทธิก็ส่งให้เกิด จิตตวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งจิต ; ความหมดจดแห่งจิตก็ส่งให้เกิด ทิฏฐิวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความเห็น ; ความหมดจดแห่งทิฏฐิก็ส่งให้เกิด กังขาวิตรณวิสิทธิ คือความหมดจด แห่งความรู้ที่จะข้ามความสงสัยเสียได้. ต่อไปความหมดจดแห่งความรู้เป็นเครื่องข้ามความสงสัย ก็ส่งให้เกิด มัคคา-มัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความเห็นแจ้งว่า อะไรเป็นหนทางอะไรไม่ใช่หนทาง ; ความหมดจดในความรู้ว่า อะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทางนี้ก็ส่งให้เกิดปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัวการปฏิบัตินั้นๆ. ปฏิ-ปทาญาณทัสสนวิสทธินี้ก็ส่งใดห้เกิด ญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็นขั้นสุดท้าย คืออริยมรรคซึ่งเป็นคู่กันกับอริยผล ผลเป็นสิ่งที่เกิดจากมรรคเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้เพียงแค่อริยมรรค ในฐานะเป็นขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติ.

     ศีล หมายถึงการประพฤติที่ปราศจากโทษทางกายและวาจาถ้ายังมีความไม่ปกติทางกายทางวาจาอยู่แล้ว ยังเรียกว่าไม่มีศีลที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามความหมายของศีล. เมื่อมีความปกติ คือความสงบทางกายวาจา ก็ย่อมจะเกิดความสงบในทางจิตใจ เหมาะที่จะปฏิบัติงานทางด้านจิตต่อไป คือ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคาคัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิและญาณทัสสนวิสุทธินั้นเป็นตัววิปัสสนาแท้. สีลวิสุทธิกับจิตตวิสุทธิ จัดเป็นปากทางของ วิปัสสนา.

     วิปัสสนาตัวที่ ๑ ความหมดจดของทิฏฐิหมายถึง การหมดความเห็นผิดที่เห็นกันมาแต่เดิม หรือตามสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่ความเชื่องมงายไร้เหตุผลในเรื่องของไสยศาสตร์ขึ้นมาถึงเรื่องความเข้าใจผิดในธรรมชาติ เช่นเห็นว่าร่างกายละจิตใจเหล่านี้เป็นของเที่ยงเป็นสุขหรือเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นผี เป็นอะไร ๆ ในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งนั้น ไม่สามารถจะเห็นว่ามันเป็นแต่เพียงธาตุสี่หรือเป็นเพียงนามและรูป กายกับใจแต่ไปเห็นเป็นตัวเป็นตน มีเจตภูตหรือวิญญาณที่เข้า ๆ ออก ๆ อยู่กับร่างกาย มองไม่เห็นว่าเป็นขันธ์ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เห็นว่าเป็นเพียงการสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้เป็นต้นความคิดผิดจึงโน้มเอียงไปในทางยึดถือความขลัง ยึดถือความศักดิ์สิทธิ์จนทำให้เกิดความหวาดกลัว เลยต้องทำพิธีรีตองต่าง ๆ ตามความเชื่อความเห็นผิดเหล่านั้น นี่เราเรียกว่าความเห็นยัไม่สะอาดหมดจด จะต้องเริ่มละความเห็นที่เหลวไหลอย่างผิด ๆ ในขั้นหยาบ ๆ ทำนองนั้นให้หมดเสียก่อน จึงจะเป็นวิปัสสนาตัวที๑ เรียกว่าทิฏฐิวิสุทธิ.

     วิปัสสนาตัวที่ ๒ กังขาวิตรณวิสุทธิ ก็คือการพิจารณาลงไปถึงเหตุดั้งเดิม. ทิฏฐิวิสุทธิทำให้เห็นคน ๆ หนึ่งเป็นเพียงกายกับใจ กังขาวิตรณวิสุทธินี้ มีหน้าที่ แยกดูว่ากายกับใจแต่ละอย่าง ๆนี้ มีมูลเหตุสร้างสรรค์ร่วมกันมาอย่างไร ฉะนั้น จึงมองลึกลงไปอีกว่า ความรู้ความอยาก ความยึดติด กรรม อาหาร ฯลฯ มันสร้างสรรค์ปรุงแต่งกันมาอย่างละเอียดประณีตจนกระทั่งเกิดดังที่เรียกว่า กายกับใจ กังขาวิตรณวิสุทธิกล่าวคือ ความหมดจตแห่งความรู้ที่จะให้ข้ามความสงสัยเสียได้ นี้จึงหมายถึงความเห็นแจ้งในพวกเหตุพวกปัจจัยของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.

     ในระเบียบของวิปัสสนานั้น ท่านจำแนกความสงสัยเหล่านี้ออกไปราว ๒๙-๓๐ อย่าง แต่สรุปแล้วก็คือ เป็นความสงสัยเกี่ยวกับตัวเรามีอยู่หรือไม่? ตัวเรามีแล้วหรือไม่? ตัวเราจะมีต่อไปหรือไม? ในลักษณะอย่างไร? เป็นต้น. การจะข้ามความสงสัยได้นั้น ก็ต้องอาศัยเหตุที่ได้ทราบว่ามันไม่มีตัวเรา มีแต่ธาตุขันธ์อายตนะ พร้อมทั้งเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร ฯลฯ ซึ่งปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้ โดยมันไม่มีตัวเราจริง ๆแล้วเริ่มเลิกความเข้าใจเขลา ๆ ว่าเรามีอยู่ เรามีมาแล้ว เราจะมีต่อไปนั้นเสีย.

     เมื่อความสงสัยชนิดนี้ระงับไปแล้ว ก็เรียกว่าเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๒ แต่มิได้หมายความว่าเป็นการถอนอุปาทานว่ามีตัวเราได้โดยสิ้นเชิง เพราะส่วนที่ละเอียดกว่านั้นยังมีอยู่อีก.ความสงสัยเหล่านี้ได้ระงับไป เพราะเรามีความรู้เรื่องการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยต่าง ๆ จนเพิกถอนความเชื่อว่ามี “ตัวเรา ชั้นหยาบ ๆนี้เสียได้.

     วิปัสสนาตัวที่ ๓ เมื่อข้ามความสงสัยเช่นนี้ได้แล้ว ก็สามารถทำให้เกิดมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ์ คือความรู้อันสะอาดหมดจดเห็นว่าอะไรเป็นทางที่ก้าวต่อไปอย่างถูกต้องและอะไรไม่เป็นทางที่จะก้าวต่อไปได้. อุปสรรคที่ทำให้ก้าวต่อไปไม่ได้ อันนี้ก็มีหลายอย่าง ที่มักเกิดในขณะที่ทำวิปัสสนาก็คือ ในตอนที่จิตเป็นสมาธินั้น มักจะเกิดสิ่งต่าง ๆ ชนิดแปลกประหลาด และจับอกจับใจแก่ผู้ทำมากเหลือเกิน เช่นเห็นแสงสว่างรุ่งเรืองน่าอัศจรรย์ ปรากฏอยู่ที่ตาในโดยไม่ต้องลืมตา. ถ้ายิ่งไปโน้มจิต เพื่อให้เห็นนั่นเห็นนี่เข้าด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่.

     ถ้าใครเข้าใจผิดว่า “นี่ แล้วเป็นผลของวิปัสสนา” หรือยินดีว่า “นี่เป็นของวิเศษพอแล้วสำหรับเรา” ดังนี้ก็ตามมันย่อมกั้นหนทางแห่งความเห็นแจ้งในมรรคผล ท่านจึงถือว่าเป็นเรื่องผิดทางตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งเช่นเกิดปีติอิ่มอกอิ่มใจขึ้นมาท่วมท้นจิตใจเสียเรื่อยตลอดเวลา จนไม่อาจพิจารณาอะไรได้อีกต่อไป หรือเกิดเข้าใจว่า นี่ แล้วเป็นนิพพานในปัจจุบันทันตาเห็นดังนี้เป็นต้นก็ติดตันไม่ก้าวหน้าไปได้ นี่ก็เป็นอุปสรรคของวิปัสสนา. ท่านยังกล่าวว่าแม้ความเห็นแจ้งในรูปในนาม บางขณะบางครู่ก็ได้ทำความพอใจให้หลงคิดไปว่า ตนเป็นผู้เห็นธรรมอย่างวิเศษ แล้วทะนงตัวฟุ้งซ่านอยู่ด้วยความเห็นผิดต่าง ๆ ในเรื่องเหล่านั้นนี่ก็นับว่าเป็นอุปสรรคของวิปัสสนา.

     ในบางกรณีผู้ทำสมาธิใช้อำนาจจิตตนเอง บังคับให้ร่างกายรำงับจนแข็งทื่อ ไม่มีสติที่จะพิจารณาธรรมะหรือจะน้อมไปเพื่อความเพียรอันสูงขึ้นไป นี่ก็นับว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการที่จะก้าวหน้าต่อไป. แล้วคนก็นิยมชมชอบถือว่าเป็นคุณวิเศษเป็นมรรคผล. ผู้ที่พอใจหลงใหลแต่ในทางสมาบัตินั่งตัวแข็งทื่อไม่รู้สึกตัวจึงไม่อาจก้าวไปในทางปัญญาได้เลย เป็นที่น่าสงสารอย่างยิ่ง

     ยังมีอีกซึ่งอาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด เช่นเกิดความรู้สึกปีติเป็นสุขใจชนิดที่ไม่เคยพบมาแต่ก่อนเลย แล้วก็ประหลาดใจเหลือที่จะอธิบายได้ ทำคน ๆ นั้นให้เกิดความพอใจเหลือที่จะประมาณ.เพราะว่าในขณะนั้นใจกับกายเป็นสุขแสนที่จะสุข ปัญหาต่าง ๆหมดเกลี้ยงไปจากใจ : ระลึกถึงเรื่องที่เคยรักก็ไม่รัก ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยเกลียด ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยกลัว เคยหวาดเสียวเคยวิตกกังวลห่วงใยต่าง ๆ ก็ไม่เกิดความรู้สึกทำนองนั้นอีก;เขาจึงหลงเข้าใจผิดไปว่า บัดนี้ตนเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง เพราะจิตใจของเขามีลักษณะ หรืออาการราวกับบุคคลผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสจริง ๆ ตลอดเวลาที่เขาเป็นอย่างนั้นอยู่ถ้าเขาเกิดความพอใจ ในความเป็นอย่างนั้นอยู่ เพียงแค่นั้นแล้วก็เป็นการตัดหนทางก้าวหน้าของวิปัสสนา และไม่เท่าไรอาการเช่น นั้นก็ค่อย ๆ เสื่อมหายไป สิ่งที่เคยกลัว ก็จะกลับกลัวอย่างเดิม สิ่งที่ตนเคยรัก ก็จะกลับรักอย่างเดิม อะไร ๆ ก็จะกลับสู่สภาพเดิม หรืออาจมากเกินไปกว่าเดิม ๆ.

     อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความเชื่อที่ไม่เคยแน่นแฟ้นมาแต่ก่อน ก็จะปรากฏว่าแน่นแฟ้น เช่นเชื่อในพระรัตนตรัยหรือในสิ่งที่ตัวนึกจะเชื่อ. แม้ที่สุด เช่นความพอใจในธรรมะก็จะมีอาการรุนแรง ลักษณะของความเฉยต่อสิ่งทั้งปวง มีอาการชัดแจ้ง. ล้วนแต่เป็นอาการจูงจิตให้หลงผิด คิดว่าตนได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว.

     เป็นการยากมากที่คนแรกพบสิ่งเหล่านี้ จะเข้าใจได้ว่า มันเป็นอุปสรรค และเป็นเครื่องกีดขวางทางของวิปัสสนา ; มีแต่จะกลับเห็นไปเสียว่า นี้เป็นยอดสุดของวิปัสสนาทีเดียว. ต่อเมื่อใดเกิดความรู้แจ้งจริง ๆ ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกีดขวางทางของวิปัสสนา ขั้นที่จะทำการตัดกิเลสละเอียดเสียได้ เมื่อนั้นจึงจะถือได้ว่า เป็นวิปัสสนาตัวที่ ๓ คือความบริสุทธิ์หมดจดของความรู้ความเห็นที่ว่า อะไรเป็นทางถูก อะไรเป็นทางผิด. เขาจะต้องศึกษาอบรมตนดำรงตนให้เดินไปในทางที่ถูกไว้เรื่อย ๆ ไปจนเกิดความรู้แจ้งชัด ในหนทางของวิปัสสนาที่ถูกที่แท้โดยประการทั้งปวง.

     วิปัสสนาตัวที่ ๔ เมื่อมีความเข้าใจในเรื่องทางผิดทางถูกโดยสมบูรณ์เช่นนี้แล้ว ความรู้ในอันดับต่อไปก็จะต้องดำเนินถูกทางเป็นธรรมดา และจะก้าวหน้าไปตามลำดับนับตั้งแต่เห็นความจริง ในสังขารทั้งปวงชัดแจ้งถึงที่สุด จนกระทั่งวางใจเฉยในสิ่งทั้งปวง มีจิตพร้อมที่จะบรรลุถึงการรู้อริยสัจจ์ ที่เป็นคุณธรรมชั้นวิเศษสืบไป เรียกว่าปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งแปลว่าความหมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัวทางแห่งการปฏิบัติ นับเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิอันดับที่ ๖.

     เนื่องจากไม่มีคำอธิบายอันละเอียด ของญาณนี้ในพระไตรปิฏกโดยตรง อาจารย์ในชั้นหลัง ๆ จึงจำแนกลำดับความรู้ ในตัวทางแห่งการปฎิบัติเป็น ๙ ลำดับด้วยกันและเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ คือ

     ๑. เมื่อวิปัสสนาดำเนินไปถูกทาง และการเพ่งพิจารณาความเกิค แก่ เจ็บ ตาย ของสังขารถึงที่สุดแล้วก็เพ่งพิจารณาให้แน่วแน่ในภาวะความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปของสังขารเหล่านั้นจนแจ่มแจ้งถึงที่สุด คือมองเห็นภาวะทั้งหลาย เต็มไปด้วยการเกิดและการดับเหมือนท้องทะเลระยิบระยับ เต็มไปด้วยการเกิดและการดับของฟองน้ำที่เกิดจากลูกคลื่นฉันใดก็ฉันนั้น ความรู้ที่ได้ไนขณะนี้เรียกว่า อุทยัพพยนุปัสสนาญาณ และว่าความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความเกิคขึ้นและความเสื่อมสลายไปหรือมักเรียกสั้นๆ ว่า อุทยัพพยญาณ. การเห็นเหล่านี้เกิดจากการเพ่งพิจารณาให้เห็นชัดและนานพอ จนกว่าความรู้นั้นจะแน่นแฟ้นเหมือนกับย้อมติดอยู่ในใจ เพื่อให้มีกำลังแรงมากพอที่จะเบื่อหน่ายไถ่ถอนความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ เสียได้. นี้เป็นวิปัสสนาญาณ อันดับที่ ๑.

     ๒. การเพ่งพิจารณาความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปถึงสองประการในความเดียวกันนั้น ยังหยาบอยู่ยังพร่ากว่าที่จะเพ่งเพียงอย่างเดียว ในขั้นนี้ท่านจึงให้ทิ้งเสียอย่างหนึ่ง คือไมเพ่งดูฝ่ายเกิด เพ่งดูแต่ฝ่ายความดับเพื่อให้เห็นความสลายหรือความดับลึกซึ่งจนแรงถึงที่สุด จนกระทั่งรู้สึกว่า ในโลกทั้งปวงไม่มีอะไรนอกจากความพังทลาย หรือความแตกดับทั่วไปหมดเหมือนกับห่าฝนตกลงมาทั่วไปทุกหนทกแห่ง. จิตที่อยู่ในความรู้สึกเช่นนี้ เรียกว่าประกอบอยู่ด้วย ภังคานุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความพังทลายหรือความดับ. เรียกสั้น ๆว่าภังคญาณ. นี้เป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๒.

     ๓. เมื่อความเห็นแจ้งในความแตกเสื่อมสลาย มีมากเพียงพอแล้ว ก็จะทำให้เกิคความรู้แจ้งต่อไปเป็นอันดับที่ ๓ ว่า ภาวะคือ ความมี ความเป็น ทั้งหลายนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวความน่ากลัวปรากฏเต็มไปใน ภพทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภพหรืออรูปภพก็ตาม. ภพทั้งปวงเต็มไปด้วยภาวะที่น่ากลัว เพราะมีความแตกทำลายของสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะจิต จึงเกิดเป็นความหวาคกลัวสะดุ้งถึงที่สุดจริง ๆ ขึ้นในใจของผู้เห็นแจ้ง. และความกลัวอันถูกต้องนั้น จะประจาอยู่ในใจ เป็นความเห็นแจ้งชนิดหนึ่งว่ามีแต่ความน่ากลัวเปรียบประดุจยาพิษ อาวุธหรือโจรอันโหดร้ายทั้งนั้น ที่บรรจุอยู่ในภพทั้ง ๓ เต็มไปหมด ไม่มีอะไรนอกไปจากนั้น. ความรู้สึกเช่นนี้ท่านเรียกว่า ภยตุปัฏฐานญาณ แปลว่าความรู้แจ้งเห็นภาวะทั้งหลายว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัว. เรียกสั้น ๆ ว่า ภยญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๓.

     ๔. เมื่อรู้สึกว่าใภาวะทั้งปวงเต็มไปด้วยความน่ากลัวมากพอต่อไปก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาว่า สภาพของสิ่งทั้งปวงประกอบด้วยโทษอันร้ายกาจโดยส่วนเดียว ไม่มีความปลอดภัยในการที่จะไปหลงเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น. เปรียบเหมือนป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ต้องการความเพลิดเพลินจากป่าฉันใดก็ฉันนั้น. ความรู้สึกเห็นสภาพทั้งปวง เต็มไปด้วยโทษต่าง ๆเช่นนี้เรียกว่า อาทีนวนุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้เป็นเครื่องให้เห็นโทษของสังขารทั้งปวง. เรียกสั้น ๆ ว่า อาทีนวญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๔.

     ๕. เมื่อพิจารณามองเห็นว่า สิ่งทั้งหลายย่อมเต็มไปด้วยโทษทุก ๆ กระเบียดนิ้วเช่นนี้แล้ว ก็เกิคความเบื่อหน่ายในภาวะทั้งปวง เห็นเป็นเหมือนกับบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้เหลือแต่ดุ้นถ่าน: ดูเป็นรูปโครงขอบ้านเมืองที่ถูกไฟไหม้ ไม่น่าเสน่หาแต่ประการใด. ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการที่จะต้องระคนอยู่กับสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงนี้เรียกว่า นิพพิทานุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้ทำให้เกิคความเบื่อหน่าย เรียกสั้น ๆ ว่า นิพพิทาญาณ. นับเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๕.

     ๖. เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายที่แท้จริงเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะพ้นจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นจริง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกับความรู้สึกอยากพ้นตามธรรมดาของพวกเรา ซึ่งไม่มีกำลังของสมาธิ หรือกำลังของความเห็นแจ้งช่วยอยู่ มันจึงไม่อยากพ้นจริงเหมือนอย่างความเห็นที่เกิดตามลำดับแห่งวิปัสสนาญาณ. เพราะความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นโดยอำนาจวิปัสสนาญาณนั้น จิตใจมันเป็นไปด้วยทั้งหมด : รู้สึกกลัวเท่าไรก็รู้สึกอยากพ้นเท่านั้นเพราะฉะนั้นจึงเป็นการอยากพ้นจริง ๆ. ท่านอุปมาว่า มีความอยากพ้นมากขนาดเท่า ๆ กับความอยากพ้นของสัตว์ เช่นเขียดซึ่งกำลังดิ้นอยู่ในปากงูมันอยากพ้นเท่าไรก็ลองคิดดูเอาเถิด. เดี๋ยวนี้คนที่มีนิพพิทาญาณแล้วก็อยากพ้นจากภาวะทั้งปวงมากเท่านั้นหรือเปรียบอย่างเนื้อหรือนกที่ติดบ่วงดิ้นเร่า ๆ อยู่มันอยากพ้นจากบ่วงนั้นเท่าไร เขาก็อยากพ้นจากสังขารทุกข์มากเท่านั้นความรู้สึกอยากจะพ้นจริง ๆ ทำนองนี้เรียกว่า มุญจิตุกัมมยตาญาณ ซึ่งแปลว่าความรู้เป็นเหตุให้เกิดความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ นับเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๖.

     ๗. ทีนี้ เมื่อความอยากพ้นอย่างรุนแรงมีมากพอจึงเกิดความรู้สึกดิ้นรนหาหนทางอย่างรุนแรงเช่นกัน ท่านเรียชื่อของความรู้สึกนี้เป็นภาษาบาลีว่า ปฎิสังขานุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้เพื่อกำหนดพิจารณาหาทางหลุดรอด. กล่าวง่าย ๆ ก็คือการมองสอดส่องไปเรื่อย ๆ ว่าเมื่อภาวะทั้งหลายเป็นอย่างนี้ทั้งเราก็อยากจะพ้นจากมัน พิจารณาไปก็มองเห็น อุปาทาน มองเห็นกิเลสซึ่งเป็นเหตผูกพันจิตให้ติดอยู่กับภาวะนั้น ๆ ว่ามันมีอยู่อย่างเหนียวแน่น จึงหาหนทางต่อไป ในอันที่จะทำให้กิเลสนั้นอ่อนกำลังลงเสียก่อน เมื่อเห็นความอ่อนกำลังลงของกิเลสนั้นแล้ว จึงทำลายมันเสีย.

     ท่านอปมาการทำกิเลสให้อ่อนกำลังนี้ไว้ว่า เหมือนกับคนคนหนึ่งไปสุ่มหาปลา ; ได้งูคิดว่าเป็นปลา ก็เอามาถือไว้ใครบอกว่างูก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้อาจารย์ซึ่งมีสติปัญญาเมตตากรุณามาก มาพร่ำชี้ แจงจนรู้ว่ามันเป็นงูไม่ใช่ปลา จึงเกิดกลัวขึ้นมา อยากจะพ้นจากงูด้วยการหาวิธีฆ่างูนั้นเสีย. เขาได้จับคองูชูขึ้นเหนือศรษะ แล้วแกว่งเป็นวงกลมจนกระทั่งงูเพลีย แล้วปล่อยให้งูกระเด็นไปตกนอนตาย ; ถ้าไม่ตายก็ตามไปฆ่าเสียให้ตาย. อุปมานี้ท่านหมายถึงความเห็นแจ้ง ว่าสิ่งที่ผูกพันคนให้ติดอยู่กับภาวะต่าง ๆ อย่างน่ากลัวน่าสังเวชที่สุดนั้น คือกิเลสถ้าไม่มีอุบายทำให้กิเลสถอยกำลังลงทุก ๆ วันแล้ว การฆ่ากิเลสย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะกิเลสมีกำลังมากเหลือเกิน เหลือกำลังของปัญญาที่ยังน้อยจะไปฆ่ามันได้ จึงต้องบ่มปัญญาให้เกิดมากขึ้นและพร้อมกันนั้นก็ทรมานกิเลสให้มันถอยกำลังลง

     การพิจารณาให้เห็นสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นอยู่เสมอและยิ่งขึ้น ๆ นั่นแหละเป็นการตัดอาหารของกิเลส ทำให้กิเลสถอยกำลังอยู่เป็นประจำวันเสมอไป.และเราจะต้องทำเพิ่มให้มากขึ้นให้แยบคายยิ่งขึ้น ๆ ไปอีก. นี่เป็นช่องทางที่เราจะเอาชนะกิเลสซึ่งใหญ่เท่าภูเขา ด้วยตัวเราเล็กนิดเดียวนี้ได้. ท่านเปรียบว่าต้องมีความกล้าให้มากพอ เท่กับว่าตัวเราเป็นหนูตัวนิดเดียวก็กลัวฆ่าเสือโคร่ง ๒-๓ ตัวเป็นต้น. เราต้องมีความตั้งใจจริง สอดส่องหาหนทางตามประสาหนูตัวเล็ก ๆ ถ้าสู้ซึ่งหน้าไม่ได้ ก็ต้องใช้อุบายวิธีต่าง ๆ ทำให้มันอ่อนกำลังลงทุก ๆ วันแล้วก็ไม่ลดละติดตามฆ่าอยู่เสมอ ๆ อุบายอย่างนี้ท่านเรียกว่าปฏิสังขานุปัสสนาญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๗.

     ๘. การทำให้กิเลสอ่อนกำลังลงนั้น เป็นเหตุทำให้เราวางเฉยในสิ่งทั้งปวงได้ยิ่งขึ้นทุกที ฉะนั้น โอกาสต่อไปนี้จึงเป็นลำดับแห่ง สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งแปลว่าความรู้อันเป็นเหตุให้วางเฉยในสังขารทั้งปวง. ณาณนี้อศัยการพิจารณาเห็นความว่างแห่งสังขารทั้งหลายว่า ว่างจากแก่นสารว่างจากความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ว่างจากสาระคือความเที่ยงแท้ถาวร ว่างจากความสุขเพราะเต็มไปด้วยทุกข์ ว่างจากความงดงามเพราะดูแล้วล้วนแต่น่าระอา ดังนี้เป็นต้น ในที่สุดก็เกิดความวางเฉยในสิ่งทั้งปวงในทุก ๆ ภาวะ. เห็นสิ่งที่เคยรักใคร่หลงใหลเป็นก้อนอิฐก้อนดินไป

     ท่านเปรียบความข้อนี้ว่าเหมือนกับคนที่เคยรักกันมาแต่ก่อนบัดนี้ปรากฏว่าเป็นกบฏก็หมดรัก ; เช่นในกรณีที่เมียมีชู้เลยหมดรัก. ครั้นหย่าขาดจากกัน แล้วเขาจะไปทำอะไรต่อไปก็ได้ ใจเราเฉยได้. ภาวะต่าง ๆ ที่แต่ก่อนนี้เคยเป็นที่เอร็ดอร่อยนานาประการของตน เมื่อจิตสูงขึ้นมาถึงญาณอันดับที่ ๘ นี้แล้ว ก็ทราบว่ามันว่างจากสาระใด ๆ จึงวางเฉยในภาวะทั้งปวงเสียได้ เหมือนบุรุษที่วางเฉยกับภรรยาที่หย่าขาดกันแล้วเป็นต้นสังขารุเปกขาญาณนี้ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๘ เรียกสั้น ๆว่า อุเบกขาญาณ.

     ๙. เมื่อวางเฉยในภาวะทั้งปวงได้อย่างนี้ ใจก็พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ ๔ ชนิดที่จะทำให้บรรลุถึงทางที่นำไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า. จิตที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ท่านเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ แปลว่า ความเห็นที่พร้อมที่สุดที่จะรู้อริยสัจจ์ชนิดที่เป็นขั้นทำลายกิเลสเครื่องผูกพันคนให้ติดโลกให้หมดไปได้ เป็นพระอริยบุคคลชั้นใดขั้นหนึ่ง. นับเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๙ เรียกสั้น ๆ ว่า อนุโลมิกญาณ.

     วิปัสสนา ๙ ลำดับนับตั้งแต่อุทยัพพยนุปัสสนาญาณ ไปจนถึงสัจจานุโลมิกญาณเป็นที่สุดนี้ เมื่อเป็นไปอย่างสมบูรณ์เต็มที่แล้วเรียกว่าปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นวิปัสสนาญาณตัวที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิอันดับ ๖ กล่าวคือ ความบริสุทธิ์สะอาดหมดจดแห่งปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องมือทำให้เห็นทางดำเนินไปของการพิจารณาจนเกิดปัญญาที่รู้แจ้งและตัดกิเลสได้.

     วิปัสสนาตัวที่ ๕ ต่อจากนั้น ก็ถึงวิสุทธิอันดับ ๗ ที่เรียกว่าญาณทัสสสนวิสุทธิ คือความหมดจด แห่งความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งได้แก่อริยมรรคญาณนั่นเอง. นี้เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาหรือผลของวิปัสสนา ได้แก่ อริยมรรคญาณทั้ง ๔ นับเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๕

     ในลำดับระหว่างสัจจานุโลมิกญาณ กับ ญาณทัสสนวิสุทธิ นี้ มีโคตรภูญาณแทรกอยู่ ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายคั่นระหว่างคนธรรมดาที่มีกิเลส กับ พระอริยบุคคล แต่โดยที่โคตรภูญาณมีขณะแวบเดียวแล้วก็ดับไป จึงควรสงเคราะห์เข้าไว้เสียในฝ่ายปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะยังอยู่ในฐานะที่เป็นฝ่ายบุญกุศลซึ่งยังข้องแวะอยู่กับราคะหรือเรื่องน่ายึดถือ.

     โดยสรุป เราจะเห็นได้ว่าหลักแห่งการศึกษาวิปัสสนานั้นมีรากฐานที่ตั้ง คือศีล สมาธิ ปัญญา. พิจารณาอะไร? ขอตอบว่าพิจารณาสิ่งทั้งปวง จะเรียกว่าโลกหรือภาวะหรือสังขารหรือขันธ์ห้าก็ได้ ; เพราะว่าในภาวะทั้งหลายกไม่มีอะไรมากไปกว่าขันธ์ห้า.พิจารณาให้เห็นอะไร? ตอบว่าให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา มีเต็มไปในภาวะทั้งหลายในโลก เช่นเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ๆ จนเห็นว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัว น่าเบื่อ-หน่าย ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น อาการเหล่านี้ คือลักษณะที่จะต้องปรากฏในวิปัสสนา.

     อะไรเป็นกิจของวิปัสสนา? กิจโดยตรงของวิปัสสนาก็คือการกำจัดความโง่ เพราะวิปัสสนาแปลว่า ความเห็นแจ้ง. ผลของวิปัสสนาคืออะไร? ผลก็คือเกิดความเห็นแจ่มแจ้งเกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งทั้งปวง กำจัดกิเลสให้สูญสิ้นไปเป็นความสะอาดสว่างสงบ ไม่มีอะไรผูกพันจิตนี้ให้ติดอยู่กับภาวะทั้งหลายในโลกจึงเกิดลักษณะที่เรียกว่าหลุดพ้นออกจากโลก อันเป็นที่อยู่ของหมู่คนผู้ติดกาม. จิตไม่มีความทุกข์เพราะไม่มีตัณหา หรือความอยากแต่ประการใดอีกต่อไป. ท่านเรียกอาการเช่นนี้ว่า ถึงที่สุดแห่งกิจที่จะต้องกระทำในพระพุทธศาสนา ได้ด้วยการกระทำอย่างนี้

     ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า แนวแห่งปัญญาของเราจะเดินไปอย่างนี้ คือมีลำดับ แห่งความบริสุทธิ์สะอาด ๗ ลำดับซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันอย่างนี้ ; และลักษณะการดำเนินของปัญญาที่จะเจาะ ทั้งโลกทั้งหลายอีก ๙ ลำดับ ; รวมเรียกว่าเรื่องวิปัสสนา ท่านจัดไว้ในลักษณะเป็นระเบียบหรือหลักวิชา.

     ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ นั้น อาจหาได้จากหนังสือของครูบาอาจารย์สืบไป. แต่โดยแนวใหญ่ แล้ว ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ สำหรับป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิด ในการปฏิบัติธรรมอันเป็นชั้นยอดที่สูงสุดของพระพุทธศาสนา. ปรากฏว่าในขณะนี้ ยังมีคนที่หลงผิดอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เข้าไปยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่วิปัสสนามาเป็นวิปัสสนา ; เลยทำให้เกิดเป็นวิปัสสนาการค้าหาเงิน วิปัสสนาชวนเชื่อเพื่อให้ได้พรรคพวกแล้วแต่งตั้งให้เป็นพระอริยเจ้าแบบใหม่ ๆ อันอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง

ยาระงับสรรพทุกข์
    ต้น “ไม่รู้-ไมชี้” นี่เอาเปลือก
ต้น “ชั่งหัวมัน” นั้นเลือก เอาแก่นแข็ง
“อย่างนั้นเอง” เอาแต่รา ฤทธิ์มันแรง
“ไม่มีกู-ของกู” แสวง เอาแต่ใบ
    “ไม่น่าเอา -หน้าเป็น” เฟ้นเอาดอก
“ตายก่อนตาย” เลือกออก ลูกใหม่ๆ
หกอย่างนี้ อย่างละชั่ง ตั้งเกณฑ์ไว้
“ดับไม่เหลือ” สิ่งสุดท้าย ใช้เมล็ดมัน
    หนักหกชั่ง เท่ากับ ยาทั้งหลาย
เคล้ากันไป เสกคาถา ที่อาถรรพ์
“สพเพ ธมมา นาล อภินิเวสาย” อัน
เป็นธรรมชั้น หฤทัย ในพุทธนาม
    จัดลงหม้อ ใสน้ำ พอท่วมยา
เคี่ยวไฟกล้า เหลือฯได้ หนึ่งไนสาม
หนึ่งช้อนชา สามเวลา พยายาม
กินเพื่อความ หมดสรรพโรค เป็น โลกอุดร ฯ