Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
วัฒนธรรมที่มีรากฐานอยู่บนพุทธศาสนา | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

วัฒนธรรมที่มีรากฐานอยู่บนพุทธศาสนา

414 Views

     ต่อไปก็มาถึงการที่เราจะแยกดูว่า มีอะไรบ้างที่พอจะกล่าวได้ว่า เป็นวัฒนธรรมที่มีรากฐานอยู่บนพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงพุทธศาสนาเรายังมุ่งหมายเฉพาะพวกฆราวาส ดังนั้นผมจึงใช้คำว่า "ความรอดพื้นฐานของฆราวาส" ถ้าเราจะดูกันเป็นข้อๆ เพื่อสะดวกแก่การศึกษา หรือเข้าใจ หรือการปฎิบัตินี้ ก็จะทำได้เป็นข้อๆ แล้วก็มีมากจนจ ำให้ฟั่นเฝือ หรือยุ่งยาก หรือลำบากก็ได้. เพราะฉะนั้นตามความรู้สึกของ ผมคิดว่า จะเพ่งเล็งกันเพียง ๑๐ ข้อ :

     ข้อที่ ๑ อยากจะเรียกว่า ความขยันขันแข็ง. ความขยันขันแข็งนี้ คุณอาจจะคิดไปว่าไม่เกี่ยวกับศาสนา. ถ้าคิดอย่างนั้น ก็ถูกเหมือนกันเต่ว่าอย่าลืมไปว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องนี้. เมื่อพระพุทธเจ้าออกบวชใหม่ๆ เป็นแขกแปลกหน้า เข้าไปในประเทศมคธ พบกับพระเจ้าพิมพิสาร สนทนากันถึงว่าเป็นอย่างไร มาจากไหน เป็นใครนี้พระพุทธเจ้าท่านตอบว่ามาจากพวกศากยะผู้ขยันขันแข็ง แล้วก็เล่าอะไรต่อไปอีกตามสมควร. แต่ดูเหมือนว่าท่านอยากจะยืนยันในข้อที่พวกศากยะมีถิ่นอยู่ที่เชิงเขาหิมพานต์นี้ เป็นพวกที่ขยันขันแข็งเพราะฉะนั้นเราจะนึกถึงความขยันขันแข็ง ซึ่งรวมความกล้าหาญความอะไรเข้าไว้หมด.

     การมีชีวิตอยู่ในโลกจะรอดอยู่ได้ ก็ต้องด้วยความขยันขันแข็งไม่อย่างนั้นก็ไม่เหลือรอดอยู่ได้. การต่อสู่ซึ่งเป็นความรู้สึกทางสัญชาตญาณ ความขยันขันแข็งก็เป็นสิ่งหนึ่งในการต่อสู้ เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้มาก มันก็กลายเป็นความกล้าหาญ; เราก็เรียกว่า "ความขยันขันแข็ง" คือเข้มแข็ง. เรื่องนี้ไม่ต้องสอนกันมาก เพราะธรรมชาติมันบังคับ ไม่ขยันขันแข็ง มันก็ตายไม่เหลือรอดอยู่จนบัดนี้. แล้วยิ่งในโลกสมัยนี้ มันก็สอนความขยันขันแข็งโดยไม่รู้จักตัวมากขึ้นๆแต่วัฒนธรรมของชาวพุทธนั้น มีความขยันขันแข็งอยู่ด้วยข้อหนึ่ง เราถือว่ามีรกรากมาแต่พระพุทธเจ้า ผู้ขยันขันแข็ง. ท่านสอนหลักธรรมะเช่นนั้นอยู่จนมาถึงพวกเรา ชาวไทย ซึ่งมีความขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยการต่อสู้ตลอดเวลา คือเคลื่อนย้ายลงมาสู่ผืนแผ่นดินนี้.

     นี้คุณก็รู้ดี ตามประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยที่มีความเข้มแข็งและความกล้าหาญเป็นนิสัย สมกับคำว่าเป็นไทย จึงรอดอยู่ได้. ถ้าถามว่าความขยันขันแข็งในอะไร? ก็ตอบว่าในหน้าที่. หน้าที่คืออะไร?ก็คือความอยู่รอด. ดังนั้นจึงนับความขยันขันแข็งนี้เป็นเครื่องมือของความอยู่รอดพื้นฐานอันแรก.

     ข้อที่ ๒ ถัดมาก็อยากจะพูดถึง ความสุภาพอ่อนโยน ความสุภาพอ่อนโยนเป็นหลักธรรมะด้วยเหมือนกัน อย่าถือว่าเป็นเพียงขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้าน หรือว่าในเลือด ในเนื้อ ในฐานะที่เป็นลักษณะ ของคนชาตินั้นชาตินี้ พันธุ์นั้นพันธุ์นี้; แต่ที่แท้แล้วเป็นหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา. ความสุภาพนั้นหมายถึงไม่มีอะไรที่น่าเกลียด ความอ่อนโยน หมายถึงมีอะไรที่ทำให้น่ารัก. แล้วเราไม่มีอะไรที่น่าเกลียด และมีส่วนที่ทำให้น่ารัก มันก็ชนะผู้ที่ได้มาพบมาเห็น เป็นเครื่องมือ หรือเป็นอำนาจพิเศษอะไรอันหนึ่ง ที่ชนะน้ำใจของผู้ที่ได้เข้ามาพบมาเห็น มาสังคมด้วย. ดังนั้น เราในบางครั้งบางสมัยบางยุค ก็เป็นคนที่มีกำลังน้อยด้วยเหมือนกัน แต่เราก็ชนะคนที่มีกำลังมากได้ด้วยความสุภาพหรืออ่อนโยน ในการรู้จักโอนอ่อนไปตามเหตุการณ์ที่ร้ายแรงช่วยให้ประเทศไทยรอดตัวมาได้จนบัดนี้.

     คนโบราณเขาสอนให้ดูพงหญ้า ลมพัดมันลูไปไม่หัก. ต้นไม้แข็งๆ กระด้างนั้นหักโครมครามไปหมด เมื่อมีพายุมา. เด็กๆ ก็เข้าใจได้ในเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าท่านจะยิ่งเข้าใจในเรื่องนี้ ท่านจึงสอนให้อ่อนโยน นับไปตั้งแต่ระเบียบวินัยต่างๆ. คุณไปสำรวจดูจากวินัยปาฏิโมกข์ ที่เป็นหลักเป็นประธานและวินัยนอกปาฏิโมกข์ อภิสมาจารต่างๆ จะพบเรื่องปรับให้เป็นโทษทางวินัย คืออาบัตินั้น เพราะความไม่สุภาพอ่อนโยนนั่นมีอยู่มากเหมือนกัน ในเรื่องการพูด กิริยาท่าทางหรือการใช้สอยวัตถุสิ่งของอะไรต่างๆ.

     ความสุภาพอ่อนโยนนี้ ทำให้เกิดหลักพื้นฐานอื่นๆ ต่อไปเป็นแขนงๆไปแเล้วที่สำคัญที่สุดก็คือสุภาพอ่อนโยนต่อคนเฒ่าคนแก่; พูดง่ายๆ ก็คือความเชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งในสมัยโบราณมีมาก เรียกว่าเต็มร้อยเปอร์เช็นต์. แล้วเดี๋ยวนี้จะเหลืออยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะ เด็กๆอวดดี ว่าคนเฒ่าคนแก่นั้นโง่งมงายไม่ก้าวหน้า. เด็กๆ ได้เล่าได้เรียนมาก ชนิดที่คนเฒ่าคนแก่ไม่ได้เรียน ความเคารพคนเฒ่าคนแก่ก็น้อยไป จิตใจกระกระด้างเพิ่มขึ้นตามส่วน. แต่แล้วก็ยังคิดว่าตัวเป็นผู้เก่ง ผู้สามารถ ผู้อะไรอยู่ดี. นี่ขอให้สังวรระวังเรื่องนี้ให้มาก. คนเฒ่าคนแก่อาจจะโง่กว่า แต่ผมอยากจะพูดว่า โง่กว่าในสิ่งที่ไม่จำเป็น ในเรื่องที่ไม่จำเป็น เรื่องที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิตนั้นแหละ คนเฒ่าคนแก่อาจจะโง่กว่าลูกหลาน แต่ถ้าเรื่องที่จำเป็นแก่ชีวิตแล้ว คนเฒ่าคนแก่ฉลาดกว่าเสมอ. หมายความว่าเรื่องเฟ้อนั้น พวกคุณอาจจะเก่งกว่าคนเฒ่าคนแก่ในเรื่องที่เฟ้อเกินความจำเป็น. แต่เรื่องที่จำเป็น เรื่องที่ช่วยให้เอาตัวรอดกันได้จริงๆ แล้วไปดูเถิดพ่อแม่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่เห็นว่า งุ่มง่ามหัวเก่าๆ นั่นแหละ อาจจะเก่งกว่าพวกคุณ ในทุกๆกรณี. ท่านรู้จักเลี้ยงเรามาให้รอดชีวิตอะไรเหล่านี้ แล้วก็มีหลักง่ายๆตามธรรมชาติ ตามความรู้สึกพื้นฐานของธรรมชาติ

     ข้อนี้เราสรุปเรียกว่า “ความสุภาพอ่อนโยน" แก่คนทุกๆ คนทุกๆ ฝ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนแก่คนเฒ่า. เรื่องเพื่อนฝูงมิตรสหาย แขกบ้านแขกเมืองอะไรก็ตาม อยู่ในลักษณะที่จะต้องสุภาพอ่อนโยนทั้งนั้น. ทีนี้สองอย่างแรกนี้มันเป็นของคู่กัน : อันหนื่งเข้มแข็งอันหนึ่งอ่อนโยนแต่มันก็ไม่ขัดแย้งกันมันอยู่กันคนละเหลี่ยมคนละมุมมันเข้มแข็งต่ออุปสรรคศัตรู; จะสุภาพอ่อนโยนในเมื่อจะต้องสุภาพอ่อนโยน มีความสุภาพอ่อนโยนเป็นเครื่องมือ ซึ่งใช้กันอยู่คนละทีไม่เป็นอุปสรรคแก่กัน. เพื่อป้องกันไม่ให้ความเข้มแข็งนั้นเป็นไปทางกระด้าง เราก็มีความอ่อนโยน; เพื่อให้ความอ่อนโยนนั้นไม่อ่อนแอ เราก็มีความเข้มแข็ง.

     ข้อที่ ๓ อยากจะพูดถึงเรื่องความกตัญญ. ความกตัญญูเป็นเครื่องวัดบุคคล ว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี ที่ถือมาเป็นหลักแต่โบราณกาลถ้ามีนิสัยไม่กตัญญูก็หมายความว่าอันตราย คบไม่ได้ คือมีความทารุณโหดร้ายทางวิญญาากเกินไป จนไม่รู้สึกขอบคุณ รักใคร่ผู้ที่มีบุญคุณ. เรื่องนี้เขามักจะอ้างถึงสุนัข ว่าความกตัญญูของสุนัขมีมากคือมันมีความรู้สึกไวในทางนี้ แล้วสัตว์บางชนิดไม่อาจจะรู้สึกความรู้สึกข้อนี้ เช่น ลิง ค่าง ชะนี อย่างนี้.

     ผมสังเกตเห็นว่าชะนีนี้ไม่มีทางที่จะมีความรู้สึกกตัญญูสามารถกัดคนที่เอาของไปให้มันกินอยู่ทุกวัน สามเณรก็เคยถูกกัดแม่ครัวก็เคยถูกกัด; อารมณ์ของมันเดือดพล่านอยู่เสมอ คืออารมณ์ร้ายมีได้ง่าย แล้วมันก็กัด. เขาให้ช้าให้กินไม่ทันใจมันก็กัด. ที่กัดแน่นอนก็คือว่ายื่นเข้าไปให้แล้วดึงกลับ ทำว่าจะยังไม่ให้ อย่างนี้จะกระโจนกัดทันที ทั้งที่ให้กินอยู่ทุกวัน. แต่สำหรับสุนัขคุณไปดูเถิด มันผิดกับลิง แม้แต่ตีมัน มันก็ยังไม่กัด.

     ความกตัญญที่เราต้องการนั้น หมายถึงความรู้สึก ที่มากกว่าระดับสัญชาตญาณ เป็นเรื่องของความคิดความนึก แล้วเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องอบรม. ชาติที่เป็นชาติโบราณอายุหลายพันปี จะมีหลักธรรมข้อนี้มาก. ในโลกนี้ก็มีชาติจีน ชาติอียิปต์ ชาติอินเดีย หรือชนชาติที่โบราณเท่าๆ กัน. เรื่องกตัญญูของจีนมีชื่อเสียงอยู่ชุดหนึ่ง คือเรื่อง "ยี่จับสี่เห่า" นำเอามาเขียนไว้ในตึกแสดงภาพนั้น คุณลองไปพิจารณาดู แล้วก็จะเห็นว่า โอ ! สมัย นี้กลายเป็นเรื่องตลกสาหรับหัวเราะเยาะ. สมัยก่อนเป็นเรื่องที่มีได้จริง เพราะว่าเขาเมาในความกตัญญูกัน สอนลูกสอนหลาน อย่างมัวเมาในเรื่องกตัญญู; มันก็มีได้แต่พอมาถึงสมัยนี้ กลายเป็นเรื่องบ้า เรื่องโง่ไปก็ได้.

     มีเรื่องหนึ่ง เรื่องไปนอนให้ยุงกัดตัวเอง เพื่อไม่ให้ยุงไปกัดแม่เรื่องไปนอนแช่น้ำแข็งเพื่อให้มีน้ำบ้าง จะหาปลาให้แม่สัก ๒ ตัว อย่างนี้ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นเรื่องที่จริง ที่มีได้; นั่นก็เพราะเอาความรู้สึกของคนสมัยนี้เป็นหลัก ถ้าเอาความมัวเมาในธรรมะของคนสมัยโบราณเป็นหลัก มันก็เป็นสิ่งที่มีได้ เพราะเขาสอน-สอน-สอน หรืออบรมๆจนเด็กมีนิสัยอย่างนั้น มาหลายชั่วอายุคน หลายสิบอายุคนในเรื่องกตัญญูนี้ .

     แต่เอาละ เราไม่ต้องการมากถึงอย่างนั้นดอก เดี๋ยวนี้ต้องการแต่เพียงว่าให้เล่าเรื่องนี้ฟังกันอยู่ หรือว่าเขียนภาพชนิดนี้ ให้ตำตาอยู่ก็เพื่อจะช่วยให้เกิดนิสัยกตัญญูบ้างเท่านั้น. เช่นว่า ไปดูภาพเด็กนอนแช่น้ำแข็งให้ละลายเอาปลาไปให้แม่ที่เจ็บไข้นั้น ในจิตใจจะไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่พร้อมกันนั้นสร้าง ความคิดที่จะกตัญญูบ้างตามสมควรแก่เด็กที่ไปดูภาพนั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงเขียนภาพชนิดนี้ไว้ให้มาก จะเป็นเครื่องช่วยจุดชนวนในจิตใจให้เกิดความกตัญญูโดยไม่รู้สึกตัว

     คนบางคนก็บ้ามากๆ ถึงขนาดที่เห็นว่าเอาเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มาเขียนให้รกให้รุงรัง ให้กีดที่ หรือให้เด็กหัวเราะเยาะ; แต่แล้วคนเฒ่าคนแก่ก็ฉลาดกว่าอีกตามเคย คนเฒ่าคนแก่ที่ถูกหาว่าโง่นั้น ก็ยังฉลาดกว่าอีกตามเคย โดยหวังว่าเมื่อเล่าหรือพูดหรือดูภาพเรื่องนี้อยู่นั้น มันจะจุดชนวน หรือจะก่อหวอดหรือจะรักษาไว้ซึ่งความรู้สึกกตัญญูในจิตใจของผู้ที่ได้พบได้เห็น. เพราะฉะนั้น คุณสังเกตดูให้ดีอย่าลืมว่าความกตัญญู เป็นเครื่องช่วยให้รอด. ถ้าคนเลิกกตัญญูต่อบิดามารดา โลกนี้ก็ล่มจม ดังนั้นเราต้องกตัญญูต่อทุกอย่างที่มีประโยชน์และมีคุณ.

      ถ้ากตัญญูต่อวัตถุ เครื่องใช้ไม้สอยที่เรามีในบ้านในเรือน มันก็มีอยู่ ไม่ค่อยแตก ไม่ค่อยหาย หรือว่ามีเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกนึกอยู่เสมอ. ที่จังหวัดนี้ ครั้งโบราณแต่ว่ายังเล่าถึงกันอยู่ พอมีคนทันเห็นตัว เล่าว่ามีคนจีนที่มาจากเมืองจีน เอาไม้คานหาบที่ช่วยตัวให้รอดได้ จนเป็นระดับเศรษฐีนี เขาเอาไม่คานนั่นมาปิดทองไว้ที่หน้าที่บูชาอันนี้ก็คือนิสัยกตัญญู แม้ต่อวัตถุสิ่งของ. นี่เราก็ต้องกตัญญูต่อทุกอย่าง ถนนหนทาง ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ไม่รักษามัน ก็ไม่มีทางที่จะใช้สอยให้เป็นประโยชน์.

     ขึ้นมาถึงระดับต่อสัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องกตัญญู มันเป็นเพื่อนร่วมโลก มันทำให้โลกนี้น่าอยู่ น่าดู หรือมีประโยชน์ แม้ที่สุดแต่มันสวยงาม. เรามีผีเสื้อ มีนกร้อง ก็ต้องขอบคุณ ต้องกตัญญูมันช่วยสนับสนุนให้มันรอดอยู่ได้. ยิ่งมาถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นเพื่อนร่วมโลกกัน ช่วยเหลือกันโดยไม่รู้สึกตัว ก็ต้องกตัญญูกัน. กระทั่งศัตรู ทำให้เราเข้มแข็งหรือฉลาดเพราะมีศัตรู เราก็ต้องกตัญญู อย่างน้อยก็นึกขอบคุณ ว่าศัตรูช่วยให้เราฉลาด. แต่ที่จะกตเวทีหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่อองหนึ่ง. กตกทีคือทำตอบแทน กตัญญูนี้เรารู้สึกอยู่ในใจ. เราจะตอบแทนศัตรูโดยวิธีใด? ก็ทำให้เขากลายเป็นคนดีเสียเท่านั้นเอง; นี้คือกตัญญูกตเวทีต่อศัตรู. ถ้าเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ เราก็เป็นมนุษย์ที่เลิศที่สุด เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ในแง่ของความกตัญญู. ถ้ามีแต่คนกตัญญูแล้วละก็ โลกนี้ ไม่มีทางจะรบราฆ่าฟันกันได้เลย มันเป็นความผูกพันที่แยกกันไม่ออก ที่ว่ามนุษย์อยู่ร่วมโลกกันไว้มีประโยชน์มีบุญคุณแก่กัน.

      ข้อที่ ๔ ก็อยากจะพูดถึง ความมีศีลมีสัตย์. จะใช้คำว่า“ซื่อสัตย์” มันน้อยไป ในที่นี้จึงใช้ “ศีลสัตย์”. วัฒนธรรมของคนไทยเป็นคนมีศีลมีสัตย์มาแต่เดิมในชาติพันธุ์อันนี้ก็มีอยู่ แล้วก็มีมากขึ้นเมื่อได้รับพระพุทธศาสนา. มีศีลมีสัตย์นี้คุณก็เข้าใจได้ หมายความว่าอย่างไร : มีความซื่อตรง ก็เรียกว่ามีความสัตย์ มีศีลก็คือ มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นอันตรายต่อเพื่อมนุษย์. เราไม่มีการกระทำที่เป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ ก็เรียกว่า “มีศีล” เรามีความซื่อตรงต่อเพื่อนมนุษย์ก็เรียกว่า “มีสัตย์”. ถ้ามีทั้งศีลมีทั้งสัตย์ ก็มีการเบียดเบียนไม่ได้ แล้วก็เป็นผู้ที่ไว้ใจได้. เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกว่าเป็นคำในวัด เป็นคำโบราณเดี๋ยวนี้มนุษย์กำลังไม่มีศีลไม่มีสัตย์มากขึ้น เพราะตกเป็นทาสของประโยชน์ คือหมายถึงอุปกรณ์สำหรับสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง. มันมีอำนาจทำให้เราค่อยๆ มองข้ามศีลและสัตย์ เหยียบย่ำศีลและสัตย์ไปได้ เพราะว่ากิเลสมันครอบงำ มันก็เหยียบย่ำศีลและสัตย์ไปได้ นี้ไม่เหมาะแก่ความเป็นไทยซึ่งมีความรอด หรือมีอะไรอยู่ได้ด้วยความมีศีล มีสัตย์มาตั้งแต่เดิม.คำๆ นี้ขยายความได้มาก จนกระทั่งว่าพวกอันพาล พวกโจรอะไรกต้องมีกฎมีเกณฑ์เกี่ยวกับศีลและสัตย์. พวกโจรจะไม่ปล้นคนที่เคยให้ข้าวกิน แม้แต่มื้อเดียว อย่างนี้เป็นต้น. โจรบางพวกจะไม่ปล้นเจ้าของบ้านที่เขาเคยให้อาศัยรมเงาบังแดดสักครู่หนึ่งอย่างนี้เป็นต้นอย่างนี้ก็เป็นเรื่องศีลเรื่องสัตย์ ซึ่งถือกันแม้แต่คนพาล หรือพวกโจรที่มีความรู้สึกว่า "ศีล-สัตย์” นี้ เป็นพระเจ้า หรือเป็นสิงสำคัญ. ถ้าเขาไม่ถือเสียเลย เขาจะฉิบหายวอดวายหมด ทั้งที่เขามีอาชีพเป็นโจรเพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงคนดีๆ อย่างพวกเรา ที่จะไม่มีศีลไม่มีสัตย์จึงอยากพูดในข้อต่อไป เพราะว่าเวลาจะไม่พอ ถ้าพูดละเอียดเกินไป

     ข้อที่ ๕ ก็เป็นเรื่องความประหยัด. เมื่อพูดถึงเรื่องความประหยัดคนส่วนมากก็มักจะคิดไปว่า ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยหลักพระพุทธศาสนา. ที่พูดนี้ก็หมายความว่า เขาไม่รู้ว่าหลักพุทธศาสนาก็คือเรื่องการประหยัดอย่างยิ่งอยู่ด้วย ก็ขอให้ไปดูเรื่องต่างๆ ในวินัย ในหลักธรรมะอีก ในวินัยทั้งปาฎิโมกข์และอภิสมาจารนั้นแหละ มีอยู่หลายข้อที่ปรับอาบัติภิกษุผู้ไม่ประหยัด ผู้หยาบคายต่อเครื่องใช้ไม้สอย ไม่ประหยัดเวลา ไม่ประหยัดเรี่ยวแรง ไม่ประหยัดสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้คุ้มกัน. กระทั่งว่ามีวินัยห้ามไม่ให้ถ่ายอุจจาระด้วยการเบ่งแรง. นี้ก็เป็นเรื่องการประหยัด ประหยัดในฐานะที่เราเป็นคนยากจน ไม่มีหยูกยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็ประหยัดโดยให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บเพราะว่าการถ่ายอุจจาระเบ่งแรงนั้น เป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่างหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคริดสีดวง ที่เกิดที่ทวารเป็นต้น; นี่เอามาพูดให้เห็นเป็นเรื่องสุดท้าย

     พอพูดคำว่า“ประหยัด”ก็ต้องพูดเลยไปถึงคำว่า “สันโดษด้วย เพราะว่า สันโดษ นี้เป็นรากฐานของการประหยัด. สันโดษมีคนเข้าใจผิดว่า ทำให้อ่อนแอ ทำให้เกียจคร้านทำให้ไม่ขยันขันแข็งนั้นคนโง่พูด คนไม่รู้จักพุทธศาสนาพูด ทั้งที่ตัวเขาเองก็เป็นพุทธบริษัทสันโดษนั้นทำให้เกิดกำลังใจ : เมื่อเรามีความอิ่มใจในส่วนที่ได้มา หรือได้อยู่นั้น ก็เกิดกำลังใจที่หล่อเลี้ยง ทดแทนความท้อแท้อ่อนแอความเหนื่อย. เพราะฉะนั้นท่านจึงวางเป็นหลักไว้ว่า สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํพระพุทธเจ้าท่านวางหลักอย่างนี้ว่า ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างสูงสุดคือทำให้อิ่มใจเหมือนกับมีทรัพย์ ทำนองเดียวกับทรัพย์อย่างที่สุดชาวนาขุดดินทีหนึ่ง ก็สันโดษพอใจ ว่าขุดดินไปได้ทีหนึ่ง เสร็จแล้วไปทีหนึ่ง ก็อิ่มใจ. ทีนี้ ถ้าชาวนาอีกคนหนึ่ง ว่าอุ๊ยไม่ไหว ยังอีกนานกว่าจะเสร็จ กว่าจะปลูกข้าวงอกออกรวง ไปขายดีกว่า; มันก็ต่างกันตรงกันข้ามอย่างนี้

      สันโดษ คือสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจอิ่มเอมปรีดาปราโมทย์อยู่เสมอ แล้วก็ทำให้ประหยัด ไม่ต้องมีสิ่งที่เกินความจำเป็น. เดี๋ยวนี้เรากำลังจะมีสิ่งที่เกินความจำเป็นแก่ชีวิต โดยตามก้นฝรั่ง โง่ก้มหัวตามก้นฝรั่งมาหลายรายการ; แล้วรายการที่ไปมีสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมีคือไม่สันโดษนี้ก็กำลังจะครอบงำคนไทยเรามากขึ้น เพราะเห่อเหิมเรื่องเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ฯลฯ; การประหยัดก็มีไม่ได้. ปัญหาที่เงินเดือนไม่พอใช้อยู่ในเวลานี้ ก็มีมูลรากอยู่ที่ความไม่ประหยัด อยู่ส่วนหนึ่งด้วยเป็นส่วนสำคัญ. ถ้ามีนิสัยประหยัดแล้วก็จะพอ; ถ้าแม้ไม่พอ มันก็จะไม่เดือดร้อน. เมื่อความจำเป็นยังมีอยู่ ถ้าแม้ยังไม่พอก็มีความยินดี และพอใจได้เท่าที่มี. ถือเป็นหลักสากลว่า เมื่อเรายังไม่ได้สิ่งที่เราอยากจะได้ เราก็ต้องยินดีในสิ่งที่เรากำลังมีนั้น. เด็กนักเรียนที่เคยเรียนในโรงเรียน ก็จะได้ยินคำพูดชนิดนี้เป็นสุภาษิตทั่วๆ ไป.

     เมื่อพูดถึงเรื่องประหยัดแล้ว ก็อยากจะยกตัวอย่างเรื่องในพระไตรปิฎกมาเลย ว่าพระอานนท์ทำให้พระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่นับถือพุทธศาสนาให้มานับถือพุทธศาสนาเพราะการประหยัด พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นพูดอย่างดูหมิ่นท้าทายอะไรๆว่าพระนี้โง่ทั้งนั้น แล้วเผอิญไปถามเรื่องว่าใช้จีวรอย่างไร พระอานนท์ก็ตอบไปตามลำดับว่า ก็ใช้ป้องกันหนาวเหมือนกับป้องกันเหลือบ ยุงลม แดด เหมือนกับมีกุฏิ มีจีวรเป็นกุฏิ.

      ถ้าขาดจะทำอย่างไร? ก็เย็บปะอะไรอย่างนี้.ถ้าเก่ามากจะทำอย่างไร? มันก็ดามเป็น ๒ ชั้นเข้า ถ้าชั้นเดียวมันเปื่อยขาด ก็ดามเป็น ๒ ชั้นเข้า.

     ถ้าถามแล้วมันก็ยังเปื่อยขาดใช้ไม่ไหว จะทำอย่างไร? ก็เอาไปทำผ้าปูนอน พับทบ ทบๆๆ กันเข้าเป็นฟูกปูนอน.

     ถ้ามันเรื่อยเลยกว่านั้นไปอีกจนทาอย่างนั้นก็ไม่ได้ จะทำอย่างไร? ก็เอามาพับทบไปทบมาให้หนาเหลือเล็กนิดเดียวเป็นผ้ารองนั่ง

     ถ้ามันเกินไปกว่าที่จะทำได้อีกล่ะ จะทำอย่างไร? ก็ทำผ้าเช็ด เท้า .

     ถ้ามันเกินไปกว่าที่จะทำผ้าเช็ดเท้าจะทำอย่างไร? ก็นำไปเผาเอาขี้เถ้ามาผสมดินและขี้วัว ฉาบทำฝากุฏิให้เป็นของใหม่ขึ้นมา. นี้หมายถึงกุฎิทำด้วยดินพอนานเข้ามันเก่า มันน่าเกลียด สกปรก เหม็นสาบเขาใช้ไล้กันใหม่ด้วยน้ำที่ผสมแบบนี้ ต้องมีขี้เถ้าอยู่ด้วย.นี่ใช้จนกระทั่งเผาเป็นขี้เถ้าไปผสมน้ำขี้วัวผสมดิน ไปทำฝากุฎิให้ใหม่ให้สวยให้หายน่าเกลียด. พระเจ้าแผ่นดินอันธพาลแห่งนครนั้นก็เลยเลื่อมใสพระพุทธศาสนา นี้ .

      นี่ คุณดูความประหยัดตามหลักพุทธศาสนา คือ ประหยัดไปในทางที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ประหยัดในทางที่ไม่จำเป็น เช่นไปประหยัดเพื่อจะได้สนุกสนานเอร็ดอร่อย หรือว่าขี้เหนียวจนไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ คอยเฝ้าทรัพย์อะไรทำนองนั้น.

     ประหยัด ในที่นี้ เป็นประโยชน์ ประหยัด กับ ประโยชน์ คู่กันไปเรื่อย คู่กันไปเรื่อย จนวินาทีสุดท้าย; แล้วมาจากความสันโดษ.ไม่แสวงหาสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมี เอามาให้มันยุ่ง เสียเวลา; ก็หา และมีเท่าที่จำเป็น; แล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์จนวาระสุดท้าย. ถ้าตั้งใจจะหาเกินจำเป็น นี้เป็นบาป มีไว้เกินจำเป็น นี้เป็นบาปใช้สอยเกินจำเป็นนี้ก็เป็นบาปอย่างยิ่ง. คุณจำไว้ก็แล้วกัน ว่ามันบาปอย่างยิ่ง; มันเป็นต้นตอให้ทำผิด ทำเลว อย่างอื่นอีกมากมาย. หาเกินจำเป็นก็เหมือนมนุษย์สมัยนี้ หาเกินจำเป็นแล้วก็ได้รบราฆ่าฟันกันไม่มีทางจะหยุดได้นี้หาเกินจำเป็น.

     หลักพระพุทธศาสนามีอยู่ว่า อติโลโภ หิ ปาปโก โลภเกินนั้นลามก.ยิ่งโลภเกินนั้นลามก:อติโลโภ=โลภเกิน, หิ=ก็, ปาปโก=ลามก.นี้ก็คืออยากแล้วแสวงหาเกินความจำเป็น มีไว้เกินความจำเป็น หรือว่าใช้สอยเกินความจำเป็นก็เป็นของลามก. แม้ศาสนาอื่น เช่นศาสนาคริสเตียนเขาก็บัญญัติอย่างนี้; หาเกินความจำเป็นนั้นเป็นบาป เพราะว่าฝืนความประสงค์ของพระเป็นเจ้า. ขอให้รู้จักเรื่องประหยัดและสันโดษในลักษณะ อย่างนี้.

     ข้อที่ ๖ คือเมตตาใจกว้างใจบุญ. เมตตา แปลว่าความเป็นมิตร มิตรคือความรู้สึกรัก หรือหวังดี. คนไทยมีเมตตา โดยอาศัยอิทธิพลของพระพุทธศาสนา. คุณก็มองเห็น ฝรั่งก็ออกปากสรรเสริญความมีใจกว้างใจบุญของคนไทย เขียนอยู่ ทั่วๆ ไปในหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันนี้ ก็แปลว่าเรามีความเห็นแก่ตัวน้อยกว่าพวกฝรั่ง.ฝรั่งจะเป็นครูสอนความเห็นแก่ตัว อย่างลึกซึ้งอย่างที่มีอะไรบังหน้าไม่เหมือนกับความไม่เห็นแก่ตัว. เรามีความเมตตากรุณาทำลายความเห็นแก่ตัวโดยหลักพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน.

     มีคำพูดมาแต่โบราณว่า “นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน” ที่นี่มีอยู่ทั่วไป. "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" นี้หมายความว่า เขาปลูกเขาทำเขาสร้างโดยไม่หวังจะรับผลเอง; หรือแม้หวังจะรับผลเองแต่ถ้าไม่ด้กินเพราะนกกิน สัตว์กินเสีย ก็เป็นบุญ คนอื่นขโมยเอาไปกินเสีย ก็เป็นทาน ตัวเองก็ไม่เดือดร้อน ตัวเองก็กลับได้บุญมากกว่าที่จะเอามากินเอง; นี้เป็นหลักพื้นฐานอย่างนี้. เพราะฉะนั้นจึงเต็มไปด้วยเมตตา กรุณา ไม่โกรธขโมย ที่มาลักเอาไปกิน ไม่ยิงนก ยิงสัตว์ที่มันมากิน; ก็ให้มันกินบ้าง เพราะว่าปลูกเผื่อไว้แล้ว.

     ผมไปที่อินเดียตรงใกล้ๆ กับพระเชตวัน ที่สาวัตถี เจ้าของนาเกี่ยวข้าวอยู่ตัวเป็นเกลียวพร้อมกับลิงที่กินอยู่ข้างๆ. ลิงที่ไม่มีเจ้าของกินแข่งกับเจ้าของนาที่เกี่ยวข้าว. นี่ก็รู้สึกว่า โอ้;นี่มันก็เป็นวัฒนธรรมโบราณอย่างเดียวกับของคนไทยเรา : "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน”อำนาจอิทพิลของศาสนาสอนให้คนรักแม้แต่สัตว์. สัตว์นั้นมันก็ต้องกิน เพราะฉะนั้นก็ให้มันกิน. เมื่อทำก็เผื่อมันไว้. คนไทยเราจะไม่ถึงอย่างนั้นเสียละกระมัง แต่ว่าก็ยังมีความเมตตากรุณา นี่เหลืออยู่มากมีความใจกว้าง ใจบุญ แขกมาต้องให้กิน แขกชนิดไหนมาก็ต้องให้กิน. บางทีคิดว่าเขาจะมาปล้น ก็ยังต้องให้กิน; แล้วก้ใช้อันนี้เองเป็นเกราะป้องกันตัวจากคนพาล คือใช้ความรักนี้เป็นเครื่องมือชนะความเกลียดหรือความโกรธ. ขอให้ไปนึกดูให้มากในข้อที่มีใจกว้างใจบุญมีเมตตากรุณา.

     ข้อที่ ๗ ความอดกลั้น. ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ขันติ"คนที่มีความอดกลั้นนี้ คือคนที่มีธรรมะอย่างแรง เพราะมันยากการอดกลั้นนี้มียาก เราบันดาลโทสะโดยไม่รู้สึกตัว. ถ้าไม่อบรมบ่มนิสัยมาในวัฒนธรรม มาในสายเลือดแล้ว มันยากที่จะอดกลั้น. บางทีพวกนั้นเสียเอกราชของประเทศไป เช่นพวกประเทศลาว ประเทศเขมรประเทศในอินโดจีนด้วยกันนั้น เพราะไม่มีความอดกลั้น. เราไปอ่านประวัติศาสตร์ดู ผู้นำของคนไทย เมื่อฝรั่งข่มเหงนั้นชนะได้ด้วยความอดกลั้น. ความอดกลั้นเป็นเหตุให้ยับยั้ง ให้ทบทวน ให้คิดนึก ให้ผ่อนผัน ให้ยอมในส่วนที่ควรยอมก็เลยรอดตัวมาได้ นี่เป็นเรื่องโลกแท้ๆ ยังรอดมาได้ด้วยความอดกลั้น; เรื่องธรรมะที่สูงไปกว่านั้น ก็ยิ่งจำเป็นมาก. เพราะฉะนั้นคุณยังหนุ่มๆ อย่างนี้ อย่าบันดาลโทสะ อย่าปล่อยไปตามอารมณ์ ฝึกฝนความอดกลั้นนี้ไว้ให้มาก. อดกลั้นในระยะยาวก็คือว่ารอได้-คอยได้. รอได้ มันก็ระยะยาว. ที่เด็กๆ เราไม่ค่อยมีความอดกลั้นเลยไปตั้งแต่เล็ก เป็นเจ้าชู้กันตั้งแต่เล็ก การเล่าเรียนเสีย อย่างนี้ก็เพราะไม่มีความอดกลั้น. เพราะฉะนั้นคำว่า"อดกลั้น"มันกินความกว้าง อดกลั้นต่อทุกอย่าง แล้วสรุปรวมอยู่ที่ อดกลั้นต่อความบีบคั้นของกิเลส.

     ทีนี้ อดกลั้นนี้ต้องแจ่มใสด้วย ยิ้มแย้มแจ่มใสไปด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นทุกข์ทรมาน เหมือนไฟไหม้อยู่ในอก อย่างนั้นมันไปไม่รอด;ต้องมีการระบายออก มีการแก้ไขทุกอย่าง เพื่อให้มีความแจ่มใส. ในภาษาบาลีเรียกว่า มีขันติ มีความอดกลั้น มีโสรัจจะ มีความยิ้มแย้มแจ่มใส. ขันติ กับ โสรัจจะ เป็นลูกฝาแฝดกันไป.

     ข้อที่ ๘ อยากจะพูดถึงการยอมได้. คือว่ายอมให้ได้(tolerance)เราเป็นฝ่ายยอมได้ ในเมื่อฝ่ายอื่นไม่ยอม หรือว่ายอมกันทั้ง ๒ ฝ่ายที่เรียกวา “ให้อภัย”. การให้อภัย ไม่ถือโทษ คือการยอมได้. เดี๋ยวนี้มีตัวกู-ของกูจัด ไม่ยอมให้อภัย แล้วก็บ้าบิ่นว่ากูเป็นฝ่ายถูก กูจะไม่ยอมอะไรเลย ประนีประนอม ปรองดองกันไม่ได้; ความผ่อนสั้นผ่อนยาวมันได้ เพราะความยอมไม่ได้ คือให้อภัย. ที่จริงผู้ที่ให้อภัยหรือผู้ที่ยอมนั่นแหละเป็นผู้ชนะ คนไม่ยอมนี่แหละคือคนแพ้หรือคนโง่อย่าเข้าใจไปว่าถ้ายอมแล้วจะเป็นฝ่ายแพ้.

     พระพุทธเจ้าท่านตรัสสรรเสริญผู้ที่ยอมได้ ให้เรื่องร้ายที่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วจะลุกลามกลายเป็นความพินาศของทั้งหมด แล้วก็มีคนฝ่ายหนึ่งยอมเสีย ทั้งที่ตัวไม่ผิด ยอมว่าผิด หรือยอมทุกอย่างที่จะให้เรื่องมันระงับไปได้; นี้พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญคนชนิดนี้ดังนั้นความยอมได้ หรือความให้อภัยนี้จำเป็นอย่างยิ่ง คือมันเป็นวัฒนธรรมพื้นฐาน; แล้วคนไทยเราก็ยอมได้มาเรื่อยๆในประวัติศาสตร์จนมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ให้อภัยแก่กันและกันอยู่เสมอ. เขาสอนให้ยอมได้ด้วยการทำวัตรอย่างพระเราทำวัตรอย่างนี้ นั่นก็เป็นการขออภัย ให้อภัยอยู่เป็นหลักประจำ. คุณไม่ได้เข้าพรรษา คุณไม่ได้เห็นพิธีทำวัตร แต่ก็อาจจะเห็นมาอย่างอื่น.

     ข้อที่ ๙ ความไม่ตามใจกิเลส. นี้อยากจะแยกออกมาจากข้ออื่นๆที่จริงมันก็มีอยู่ ในข้ออื่นๆ แยกออกมาให้เด่นชัด เป็นหลักสำคัญ.ความไม่ตามใจกิเลส คือความไม่ตามใจความรู้สึกฝ่ายต่ำ อย่างที่เขาเรียกกันในภาษาสากลนั้น. จิตมีความรู้สึกฝ่ายต่ำกับความรู้สึกฝ่ายสูง;ทีนี้ อย่าไปตาม อย่าไปยอมตามความรู้สึกฝ่ายต่ำ ให้ยึดมั่นในความรู้สึกฝ่ายสูง ก็เลยไม่ทำตามอำนาจของกิเลส. อย่ายอมตามอำนาจของกิเลส ให้ยึดธรรมะเป็นหลัก คือตามใจพระธรรม. ถ้าเขียนเป็นคู่ก็ว่า"ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ตามใจพระธรรม" ถือเอาตามความมุ่งหมายของ พระธรรม .

     ตามใจกิเลสนี่เป็นมูลเหตุให้ตามก้นฝรั่ง นี่ไม่ใช่ด่าฝรั่ง แต่พูดให้ประหยัดเวลาสั้นๆ ว่า ไปเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ทางวัตถุทาง materialism. ฝรั่งเขานับถือว่าที่เขาร่ำรวย เพลิดเพลินอยู่นั้น เป็นmaterialism ด้วยซ้ำไป แต่ถ้าดูตามหลักพุทธศาสนาแล้ว อย่างนั้นเป็นmaterialism หมดเลย ในการที่ไปตามใจความรู้สึกที่ต้องการ ตามเรื่องราวของวัตถุ หรือของกิเลส ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ แล้วเกินพอดี.นี่เราต้องบังคับตัว ไม่ตามใจกิเลส แต่ตามใจพระธรรม หรือตามใจพระเจ้า ซึ่งฝรั่งบอกว่า ตายแล้วนั่นแหละ. แต่ว่า "พระเจ้า” ยังอยู่เราต้องตามใจพระเจ้า คือไม่ตามใจกิเลส; พระเจ้าก็ป้องกันเราเป็นเครื่องรางคุ้มครองเราไม่ ให้ไปตามก้นฝรั่ง. คุณเขียนไว้นะว่า "ไม่ตามใจกิเลสเป็นวัฒนธรรมสูงสุดของคนไทย".. พอไปตามใจกิเลส เป็นทาสของกิเลส ก็สูญเสียความเป็นไทย เพราะว่าไทยนั้นไม่ใช่ทาส ก็พูดกันอยู่แล้ว : ไปตามใจกิเลสก็เป็นทาสมิดหัวไปเลย จนมิดหัวลงไปในความเป็นทาสเลย.

     อันสุดท้าย ข้อ ๑๐ พูดรวมๆ กันว่า ความมีแบบฉบับเป็นของตนเอง. ชาวพุทธจะมีแบบฉบับเป็นของชาวพุทธเองในทุกกรณีในการกินอยู่หลับนอน ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านี้ก็พอแล้วในการกินอยู่หลับนอน ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พอแล้ว; เรามีแบบฉบับของเราเองไม่ตามก้นใคร. เรื่องรายละเอียดต่างๆ ก็พูดกันมากแล้วว่า ฆราวาสที่เป็นชาวพุทธจะต้องทำอย่างไร คือคำบรรยายในตอนต้นๆ นั้นแล้ว. นี่ก็เพราะว่าเรารู้จักโลก เรารู้จักตัวเอง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสังสารวัฏฏ์ ในจักรวาลนี้เป็นอย่างไร; รู้จนไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวกู-ของกู; นี่รู้จักตัวเองรู้จักโลก ในขนาดไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู-ของกู. เพราะฉะนั้นจึงเกิดระเบียบปฏิบัติในการกินอยู่หลับนอน ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นพิเศษขึ้นมาเป็นแบบของชาวพุทธ.

      เพราะฉะนั้น ขอให้ถือเป็นหลักที่ใช้แก้ปัญหาทั่วๆ ไปว่า เราจะมีแบบฉบับของเราเอง; เราจะมีแบบฉบับชาวพุทธของเราเอง. เราจะทำตามแบบฉบับที่มีอยู่ก่อน หรือว่าเราค่อยๆ มีขึ้น เพิ่มเติมขึ้นมาก็ได้ทั้งนั้น โดยมีรากฐานเดียวกัน คือรู้จักสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงอย่างไร. เมื่อเรารู้แล้วเราก็สามารถจะมีแบบฉบับที่ถูกต้องขึ้นมาได้นี้เป็นข้อสุดท้าย.