Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
เคล็ด เทคนิค อุบาย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

เคล็ด เทคนิค อุบาย

417 Views

     ความมุ่งหมายของคำว่า เคล็ด กับความมุ่งหมายของคำว่าเทคนิค มันตรงเป็นอันเดียวกันในข้อนี้. อย่าได้เข้าใจคำว่า “เคล็ด” นี้เป็นเรื่องแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ. ขอให้นึกถึง ปูย่า ตายาย บรรพบุรุษของเรา รู้จักแต่คำว่า "เคล็ด" แต่ไม่รู้จักคำว่า “เทคนิค”; แต่ท่านเหล่านั้นก็มีเทคนิคอย่างเต็มตัว คือทำอะไรได้สำเร็จ สร้างอะไรที่คนลูกหลานสมัยนี้สร้างไม่ได้; หรือว่าสร้างได้ก็แย่ไปเลย. คนสมัยนี้ไปดวงจันทรได้ แต่ว่าอาจจะทำอะไรบางอย่างไม่ได้; เพราะมันมีเหตุอื่นอีกหลายอย่าง เช่นสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในโลกอย่างนครวัด; คนเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้; ทำได้ก็แพงกว่า ยุ่งกว่า ลำบากมากกว่า. เพราะฉะนั้น ขอให้มองปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษในลักษณะ ที่เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดมีเทคนิค มีเคล็ด จึงรอดตายมาได้จนเกิดพวกเรา.

      ถ้าบรรพบุรุษไม่มีเคล็ด ไม่มีวิชาเทคนิคอะไรเพียงพอ จะต้องตายกันเสียหมด ไม่เหลือมาเป็นพืชพันธุ์จนทุกวันนี้ แล้วก็จะไม่สร้างอะไรขึ้นไว้ให้พวกเราดู อย่างที่เราไม่อาจจะสร้างได้; เพราะความเปลี่ยนแปลง เพราะอะไรๆ หลายอย่าง ความขี้เกียจ ความขยันความเสียสละ ความไม่เห็นแก่ตัว นี้เราก็สู้ ปูย่า ตายาย ไม่ได้.เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียกว่า “เทคนิค” นั้นก็เป็นของที่มีมาแล้ว ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีขึ้นในโลกนี้แล้วก็ก้าวหน้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่เรียกว่า “เคล็ด”ก็เหมือนวัน. เราจึงถือเอาแต่ใจความสั้นๆ ว่าเคล็ด นี้มันมีประโยชน์คือทำให้ลงทุนน้อย ได้ผลมากทันใจ สำเร็จตามต้องการ

     ทีนี้ก็มาถึงคำว่า “เคล็ดสาหรับฆราวาสในทางธรรม" ; เราจะไม่พูดเรื่องทำมาหากิน เรื่องอะไรทำนองนั้น. แต่จะพูดในข้อที่ว่า เป็นฆราวาสนั้น จะมีวิธีการอันเร้นลับอะไร ที่จะช่วยให้เรามีธรรมะพอตัว:แล้วก็ไม่มีความทุกข์ได้. วิธีการชนิดนี้ภาษาบาลีเขาเรียกว่า “อุบาย”. แต่น่าเสียดายที่ในภาษาไทย คำว่าอุบายมีความหมายไปในทางเลวร้ายต่ำๆ หรือสื่อความหมายไปในทางไม่สจุริต. แต่ในภาษาบาลีแท้ๆ คำว่าอุบาย มีความหมายไปในทางที่ดี มันเป็นเครื่องให้สำเร็จประโยชน์เหมือนกับคำว่า "เคล็ด" เหมือนกัน.

     เอาละแม้เราจะถือว่า เรื่องอุบายเป็นเรื่องหลอกลวงก็เอา; แต่มันเป็นเรื่องหลอกลวงกิเลส เพื่อจะฆ่ากิเลส; หลอกลวงซาตานหลอกลวงพญามาร เพื่อจะฆ่าซาตาน ฆ่าพญามาร; อย่างนี้ก็ใช้ได้แต่ที่แท้ไม่ใช่การหลอกลวงมันเป็นสติปัญญาที่เป็นเคล็ด หรือเทคนิคโดยเฉพาะ. ปัญญาที่มันกว้างขวางเกินไปนั้น เป็นเรื่องความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด. ทีนี้ปัญหาชนิดที่มันเฉพาะแล้วพอดี พอเหมาะ ทำให้สำเร็จประโยชน์ได้ ในเวลาอันสั้น ในเวลาที่เผชิญกับอันตายนี้ เขาเรียกว่าอุบายในภาษาบาลี; พอตกมาเป็นภาษาไทยมันเปลี่ยนความหมาย. คำเป็นอันมากมาจากภาษาบาลี สันสกฤต พอมาเป็นภาษาไทยเปลี่ยนความหมายไป ไม่มากก็น้อย; หรือความหมายของคำบางคำเปลี่ยนกลับเป็นตรงกันข้ามก็มี แต่จะไม่เอามาพูดในที่นี้ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องสอนภาษาหนังสือ ขอให้สังเกตดูเอง.

     ก็ได้เคยพูดให้ฟังมาแล้วหลายหน เช่นคำว่าตัณหา-ความอยากนี้ไม่เหมือนกัน ในภาษาบาลี กับภาษาไทย. “ตัณหา” หมายถึงความอยากที่ต้องมาจากความโง่ ส่วนความอยากที่มาจากสติปัญญาไม่เรียกว่า"ตัณหา" . แต่ในภาษาไทยเราเรียกว่า "ความอยาก" เหมือนกันหมด ซึ่งทำให้ปนกันยุ่ง

     คำว่า "อุบาย" นี้สำคัญที่สุด ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์เหมือนกันกับคำว่า “เคล็ด" หรือ "เทคนิค" ที่เป็นภาษาบาลีไม่ต้องเติมคุณศัพท์อะไรแล้ว แต่ในภาษาไทยต้องเติมคุณศัพท์ เช่นคำว่า"กุศโลบาย" เป็นต้น คืออธิบายในทางที่ดี; ภาษาบาลีไม่เคยมีคำว่ากุศโลบายนี้ แม้คำๆ นี้เป็นภาษาบาลี ก็เป็นคำบาลีที่เขาผูกขึ้นใหม่ของเดิมใช้ "อุบาย” ก็พอแล้ว ในภาษาไทยเรามีเคล็ด มีอุบาย มีเทคนิคอะไรก็ตาม เรียกได้ทั้งนั้น; คือ ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่เราต้องการได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ เพราะเร็ว และลงทุนน้อย มีผลมาก.เมื่อเป็นดังนี้ก็หมายความว่าฆราวาสเราจะทำอย่างไรจะได้รับประโยชน์จากพระธรรม หรือพระศาสนามากที่สุด ทั้งที่ไม่ได้บวชเป็นพระไม่ได้ปฏิบัติอย่างพระ. นี่ผมเรียกว่า "เคล็ดสำหรับฆราวาสในทางธรรม".ถ้าไม่อยากจะใช้คำว่าเคล็ด ก็อยากจะกล่าวคำที่มันเป็นเคล็ดๆ คืออยากจะกล่าวว่า เมื่อยังบวชไม่ได้ ก็ทำให้เหมือนกับบวชแล้วเสียเลยได้ ชื่อยังบวชไม่ได้ก็สามารถทำให้เหมือนกับว่าบวชเสร็จแล้ว นี่มันเป็นเคล็ดไหม สังเกตดู

     ฆราวาสอยู่ที่บ้านที่เรือน และไม่ได้กินอยู่นุ่งห่มอย่างนักบวชจะมาบวช ก็มีลูก มีเมีย มีครอบครัว มีหน้าที่ การงาน จะมาบวชก็ไม่ได้ แต่มีเคล็ดที่ว่าจะทำให้เหมือนกับบวชเสร็จแล้ว อยู่ในตัวได้บวชเสร็จแล้วอยู่ในตัวความเป็นฆราวาสนั้นเอง. ข้อนี้ขออย่าได้ลืมนึกถึงคำบรรยายหลายครั้งที่แล้วๆ มาข้างต้นๆ คือข้อก็ได้บอกให้ทราบว่าถ้าเรื่องดับทุกข์ทางวิญญาณแล้ว มันไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส; คือพระก็ต้องปฏิบัติเหมือนฆราวาส ฆราวาสก็ต้องปฏิบัติเหมือนอย่างพระ;เมื่อตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ต้องดับตัณหาเสียเท่านั้น. เพราะฉะนั้นถ้าศึกษา และปฎิบัติอยู่อย่างนี้แล้ว ก็เหมือนกับนักบวชอยู่แล้ว. ทีนี้ฆราวาสนั้น เสียเปรียบพระ ตรงที่ว่ามีภาระต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยตนเอง; มันเพิ่มมาอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ก็แปลว่า ฆราวาสทำ ๒เรื่องพร้อมกัน : ปัญหาทางร่างกาย ทางเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ปัญหาเรื่องประเทศชาตินี้ มันเป็นปัญหาหนึ่ง; แล้วปัญหาทางจิตใจ ความทุกข์เกิดมาจากกิเลสทำให้เกิดความทุกข์ร้อน นี้เป็นอีกปัญหาหนึ่ง

     ส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องบวช หรือไม่บวช มันอยู่ที่ปัญหาหลังปัญหาทางจิตใจ. ฉะนั้นถ้าเราลงมือปฏิบัติตามหลักของพรพุทธศาสนามันก็เหมือนกับบวชอยู่แล้ว; แต่ว่าบวชอีกประเภทหนึ่ง คือคลานไปช้าๆ เพราะมันมีของพ่วง ของถ่วง; ไม่เหมือนกับนักบวชโดยตรง ที่ออกจากเรือนไม่ทรัพย์สมบัติ ไม่มีลูกเมีย มันก็เบาสบาย. และไม่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเอง ชาวบ้านเขาเลี้ยง; ไม่ต้องทำไร่ทำนา หาเงินเอง ก็มีเครื่องบริโภค ใช้สอยเป็นอยู่ได้โดยสะดวกในกาที่จะปฎิบัติอย่างพระ. นี่ก็ผิดกันพียงเท่านี้.

     เมื่อเรายังบวชไม่ได้ เราก็ทำให้มันเหมือนกับบวชอยู่แล้วในตัวโดยการปฏิบัติตามหลักอันเดียวกัน เพียงแต่ว่าไปช้าๆ เพราะไปเสียเวลาตรงที่ทำมาหากิน. แต่ทีนี้ประโยชน์ที่ได้มันคุ้มกัน : ทำหน้าที่ฆราวาสเพื่อหาเงินหาอะไร เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัวนี้ มันเป็นทางมา หรือเป็นโอกาสของความร้อน หรือความทุกข์มากที่สุดทีนี้เมื่อจะไม่ดีเกิดความทุกข์ร้อนข้อนี้ จึงต้องไปเอาธรรมะมาช่วยกำกับไว้ด้วย; การเป็นอยู่อย่างฆราวาสนั้นก็จะไม่ร้อนเป็นไฟ. ถ้าปราศจากธรรมะช่วย ความเป็นฆราวาสนั้นจะร้อนเป็นไฟทีเดียว คิดก็ไม่ถูก ปลงก็ไม่ถูก ทำอะไรไม่ถูก; มีปัญหาทางจิตใจเกิดขึ้น ก็เหมือนกับว่า จะต้องตายอย่างนั้น. คุณลองอ่านประวัติบางเรื่องบางคนลูกตายลงไป ตัวเองไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ ไม่ต้องทำอะไรเป็นวันๆ เป็นสัปดาห์ จนตัวจะตายเอง อย่างนี้เป็นต้น นี้คือการที่ขาดธรรมะ; เป็นประวัติของเจ้านายชั้นสูงด้วยซ้ำไป.

     เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า เรื่องฝ่ายศาสนา หรือฝ่ายธรรมะนั้นมีไว้เพื่อให้ฆราวาสที่อยู่ในโลกนี้ ให้อยู่ในโลกได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์มากเกินไป; หรือถึงกับไม่ปรากฏเป็นความทุกข์. ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว ความเป็นฆราวาสนี้เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นจึงมีหลักในบาลีว่า ฆราวาสชื่อว่าเป็นรังแห่งความทุกข์ ก็หมายความถึงเป็นฆราวาสที่ไม่ประกอบด้วยธรรมะ. ถ้าประกอบด้วยธรรมะ ก็มีโอกาสที่จะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี กระทั่งอนาคามี; อย่างนี้ก็เคยพูดกันแล้วในการบรรยายครั้งต้นๆ ว่าฆราวาสเป็นได้ถึงพระอนาคามีเลื่อนชั้นอีกทีก็เป็นพระอรหันต์. แต่พอเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว หมดความเป็นฆราวาส หรือหมดความเป็นพระ; เขาจึงถือว่าเป็นพระไปเสียเลยพระอรหันต์ ไม่มีความเป็นฆราวาส