Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
กำลัง ๔ ประการ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

กำลัง ๔ ประการ

441 Views

     กำลังกายเป็นข้อแรกก็คือกำลังของร่างกายที่มีสุขภาพอนามัยนี้เรียกว่ากำลังกาย โดยตัวหนังสือ. ที่มันเนื่องอยู่กับกายก็รวมอยู่ในข้อนี้ เป็นพวกวัตถุด้วยกัน; ฉะนั้นกำลังทรัพย์ กำลังช่วยเหลือของมิตรสหาย ตลอดทั้งกำลังมายาการต่างๆ ที่จะให้ได้มาซึ่งกำลังอื่นๆ.เช่นผู้หญิงมีความงามเป็นกำลัง ถ้าสวยมากก็สามารถที่จะเอาอิทธิพลอะไรมาใช้ได้มากอย่างนี้ เป็นต้น; ก็จะเรียกว่ากำลังของมายาการทำนองเดียวกับเครื่องทุ่นแรงในทางวัตถุล้วนๆ. ทั้งหมดนี้ขอให้รวมไว้ในคำว่า "กำลังกาย" ทั้งหมด มันจะมีสักกี่อย่าง กี่สิบอย่าง มันก็เป็นพวกกำลังกายทั้งนั้น; เพราะว่ามันต้องการจะให้ได้ใช้กำลัง ในความหมายของกำลังกาย กำลังบีบบังคับ. เช่น ความงามของผู้หญิงมีกำลังที่จะลากคอบุรุษมาใช้อย่างทาส. อย่างนี้เรียกว่า มันเป็นกำลังที่เนื่องอยู่กับกาย ต้องสงเคราะห์ว่าเป็นกำลังกายหมด. คุณไปแจกเอาเองก็ได้มันมีกี่อย่าง กี่สิบอย่าง แต่แล้วรวมๆ เรียกว่า กำลังกาย; ขยายออกไปเป็นกำลังทรัพย์ ยิ่งกำลังเพื่อนฝูงช่วยเหลือกำลังที่เรียกว่าเป็นโดยอ้อมอีกมากมายหลายชนิด. เรื่องนี้เราจะไม่พูดมาก พอไปหาอ่านได้หรือรู้กันอยู่แล้ว หรือหาดูได้จากหนังสือตำหรับตำรา ไม่ยากเย็นอะไร

     กำลังจิต คำว่า "กำลังจิต” ในที่นี้แยกออกมาเสียจากกำลังปัญญา. อย่าเอาปัญญาไปรวมกับจิต เพราะปัญญาเป็นข้อที่ ๓. กำลังจิตก็หมายถึงกระแสของจิตที่มีกำลังล้วนๆ ทางฝ่ายจิตล้วนๆ; นับตั้งแต่ความหวัง ความตั้งใจอะไรเหล่านี้. แต่ผมอยากจะระบุไปตามหลักในคัมภีร์ของพวกเราดีกว่า. สาหรับกำลังจิต นี้จะระบุไปยังสิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ๔ อย่างนี้; ขยักเอาปัญญาไปไว้ในหมวดที่ ๓ ซึ่งเป็นหลักธรรม ในบาลีเรียกว่า พละ เรียกว่าอินทรีย์; ในหนังสือนวโกวาท ก็มีไปหาอ่านดู. ส่วนในที่นี้จะพูดกันเฉพาะในแง่ที่มันจะเป็นกำลังของฆราวาส ในการงานประจำวันได้อย่างไร เท่านั้น.

     ข้อที่ ๑. ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ แต่มันก็เล็งถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ความหวัง ความตั้งใจ ซึ่งมันเนื่องมาจากความเชื่อการที่เราจะไปหวังสิ่งใดนั้น เราต้องมีความเชื่อในสิ่งนั้น. เดี๋ยวนี้พูดกันถึงความหวังมากโดยเฉพาะเด็กหนุ่มสาวแล้วละก็ จะยกถึงเรื่องความหวัง มาเป็นสรณะกันเสียทีเดียว. ที่พูดกันว่า "ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง” หมดความหวังก็ฆ่าตัวตายอย่างนี้เป็นต้น; แม้ความหวังชนิดนี้ก็ต้องเรียกว่าศรัทธา. ที่จริงศรัทธานี้มันเป็นนามธรรม ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ; แต่แล้วก็ไม่วายที่จะไปเนื่องกับวัตถุ. ถ้าคนโง่มีศรัทธาด้วยจิตใจล้วนๆ ไม่ได้ ก็ต้องอาศัยวัตถุ โดยเฉพาะ เช่นเครื่องรางต่างๆ นานาชนิด เป็นไสยศาสตร์ไป เอาเครื่องรางมาช่วยให้มีความเชื่อมั่นคงขึ้นมา. เพราะสิ่งที่เรียกว่า “เครื่องราง” นั้นแยกออกไปเป็นกำลังฝ่ายกายก็ได้ เป็นกำลังฝ่ายจิตก็ได้. คนมีเครื่องรางแล้วคึกคักขึ้นมาในทางร่างกาย เพราะความเชื่อชนิดนี้มันทำให้เกิดพลังกาย เกินกว่าที่มีตามปรกติ

     แต่ ศรัทธา ในข้อนี้ผมอยากจะระบุถึงศรัทธาที่เป็นเรื่องทางฝ่ายจิต : มีความเชื่อด้วยกำลังของจิต แม้ไม่เนื่องด้วยวัตถุ เช่นเครื่องรางเป็นต้น มันก็เนื่องมาจากความรู้ในขั้นพื้นฐาน เข้าใจสิ่งนั้นดีจนมีศรัทธา. ศรัทธาในพุทธศาสนาเชื่อเรื่องกรรม เชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหัวข้อใหญ่ๆ; เชื่อกรรม เชื่อผลกรรมเชื่อการที่ผู้ทำจะได้รับผลของกรรม แล้วก็เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า; นี่ศรัทธาระบุไปในลักษณะอย่างนี้. ถ้าเรามีศรัทธามันก็มีกำลังทางจิตขึ้นมา; ดังนั้นจะต้องไปชำระสะสางดูให้ดี ว่าเราบกพร่องอะไรบ้างหรือมันกำลังไขว้เขวปนเป ไม่เป็นระเบียบอย่างไรบ้าง ไปตรวจสอบดูให้ดี

     ข้อที่ ๒. เรียกว่า วิริยะ. คำว่า "วิริยะ” นี้ ในที่อย่างนี้เป็นชื่อของกำลังจิต มิใช่หมายถึงเรี่ยวแรงที่กำลังทำงานอยู่. ตรงนี้อยากจะบอกให้ทราบ สำหรับพวกคุณที่เรียนหนังสือมาอย่างนี้ จะยังไม่ทราบคือว่าภาษาบาลีนี้มันประหลาดอยู่บางอย่าง เขาใช้คำๆ เดียว ใช้เรียกได้หลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งมันล้วนแต่เนื่องกัน : เช่น "วิริยะ" นี้ใช้เล็งถึงตัวความเพียรพยายาม เหงื่อไหลไคลย้อยก็ได้. แต่เขาใช้เป็นชื่อเรียกเจตสิกธรรมในจิต ที่จะปรุงแต่งจิต ให้มีความเพียรชนิดนั้นก็ได้เจตสิกธรรม ความรู้สึกในจิต ที่จะปรุงแต่งจิต ให้ขยันขันแข็งในส่วนข้างนอก แต่ข้างในเขาก็เรียกชื่อเจตสิกธรรมนั้น ว่าวิริยะก็ได้.

     ยกตัวอย่างที่ง่ายๆ เช่นว่า เรามีความสงบรำงับ สบายทางร่างกายนี้ก็เรียกว่าความรำงับทางร่างกาย. แต่มูลเหตุของมัน อยู่ที่เจตสิกภายในใจที่เป็นเหตุให้มีความรำงับทางร่างกาย แล้วก็เรียกเจตสิก คือความรู้สึกของจิตในจิตนั้นว่า ความรำงับทางกายอีกเหมือนกัน ชื่อมันเป็นเสียอย่างนี้ เช่นคำว่า "กายปัสสัทธิ" เป็นต้น ซึ่งแปลว่าความรำงับทางกาย; แต่เป็นชื่อของต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดความรำงับทางร่างกาย เป็นนามธรรม อยู่ในจิต.

     คำว่า วิริยะ นี้ก็เหมือนกัน เขาหมายถึงเจตสิกธรรมในจิตเรียกชื่อมันว่า วิริยะ. มันขึ้นแล้วปรุงให้เกิดความพากเพียรออกมาทางภายนอก ซึ่งก็เรียกว่า วิริยะ อีก; แล้วคำว่า วิริยะ ยังเป็นชื่อแปลกๆของกำลังของความกำหนัด ที่เมื่อมีความกำหนัดแล้ว มันเผาผลาญเยื่อในกระดูกให้กลายเป็นน้ำเมือกออกมาข้างนอก อย่างนี้เขาก็เรียกว่าวิริยะเหมือนกัน. แรงงานอันนั้นซึ่งเป็นความกำหนัดนั้น ก็เรียกว่าวิริยะเหมือนกัน. เหล่านี้บอกไว้ให้ทราบว่าคำในภาษาบาลีนั้น มันใช้กว้างอย่างนี้แล้วอย่าให้ปนกันยุ่งจนไม่เข้าใจ.

     ที่ง่ายกว่านี้อีกเช่น คำว่า ทาน ทานนี้เรารู้จักแต่ว่า เป็นการให้ทาน แต่ในภาษาบาลีนั้น ความหมายให้ออกมาจากข้างในเลย หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ข้างใน. ความคิดที่จะให้ทานนั้นก็เรียกว่าทาน เจตสิกธรรมที่เป็นเหตุให้เราทำทาน ทนอยู่ไม่ได้นั้นก็เรียกว่า ทาน แล้วการให้นี้ก็เรียกว่า ทาน วัตถุสิ่งของที่ให้ไปนั้น ก็เรียกว่าทาน สถานที่ที่ให้ทาน ก็เรียกว่าทาน; มันมากถึงอย่างนี้. นี่ขอให้รู้ไว้เป็นหลักทั่วไปว่าภาษาบาลีใช้กว้างอย่างนี้ แล้วเราก็จะหายฉงนได้มากขึ้น.

     คำว่า วิริยะ ในที่นี้ก็หมายถึง เจตสิกธรรมในจิตที่ผลักดันให้เรามีความฮึกเหิม ในการที่จะมีความเพียร มีความพยายาม.

     ข้อที่ ๓. สติ สตินี้เป็นกำลังอย่างยิ่งในหน้าที่ของสติ คือ ความระลึกรูสึกอยู่ นี้มันจะควบคุมให้อันอื่นๆ นั้นไม่หยุดชะงัก หรือไม่เดินผิดทาง ไม่เขวออกนอกทาง; เช่นมีสติอยู่วิริยะก็จะเดินถูกทางอยู่เรื่อยดังนั้นสติจึงถูกจัดให้เป็นกำลังในหน้าที่อีกแบบหนึ่ง ขาดก็ได้ในเรื่องกำลังของสติ.

     ข้อที่ ๔. เรียกว่า สมาธิ นั้นคือตัวกำลังจิตโดยตรง. คำนี้เป็นคำประธานของสิ่งที่เรียกว่า "กาลังจิต" คือต้องมีสมาธิ. แต่ว่าตามลำพังสมาธิ มันก็ไปไม่รอด มันต้องมีศรัทธา วิริยะ สติอยู่ด้วย. ทีนี้คำว่า "สมาธิ" นี้หมายถึงกำลังใจที่อบรมแล้ว; ถ้ามิได้อบรม มีอยู่ตามธรรมชาติ มันก็เรียกว่าสมาธิเหมือนกัน; แต่เรายังไม่เรียกว่ากำลังในที่นี้ ที่เรียกว่า กำลังสมาธิ นั้นต้องอบรมกระทำถูกวิธีแล้วเกิดสมาธิจึงจะเป็นกำลังสมาธิหรือสมาธิพละ. สมาธิชนิดหนึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติพอเราตั้งใจจะทำอะไร สมาธินั้นก็มีเอง; มันก็เป็นกำลังอยู่เหมือนกันแต่ในที่นี้เราไม่หมายถึงอย่างนั้น เราหมายถึงสมาธิชนิดที่เราสร้างมันขึ้นมา

     ตัวอย่างเช่น เมื่อคนๆ หนึ่ง จับปืนขึ้น จะยิงออกไป นี้สมาธิมันก็มีขึ้นมาทันควันโดยไม่ต้องรู้สึกตัว;อย่างนี้ก็เป็นสมาธิตามธรรมชาติเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับพื้นเพทางจิตใจของบุคคลนั้น. หรือเมื่อคุณเริ่มคิดเลข สมาธิก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แล้วมันก็คิดไปได้ด้วยสติปัญญา. สมาธิตามธรรมชาติ อย่างนี้ก็เป็นกำลังในระดับธรรมชาติคนโง่ก็มีไปตามประสาคนโง่ เด็กๆ ก็มีไปตามประสาเด็กๆ. แต่ถ้าเราจะเล็งถึงสมาธิที่เป็นพละกันแล้ว ก็ต้องหมายเอาสมาธิที่อบรมด้วยวิธีใดก็ตาม เป็นแบบฉบับที่มีมาแต่โบราณแล้ว. ทั้งหมดนี้ก็ยังถือว่าเป็นกลางๆ อยู่

     ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ในที่นี้ที่เรียกว่า "กำลังจิต"นี้ ระบุเฉพาะตัวที่เรียกว่ากำลัง; เอาไปใช้ผิดก็ได้ เอาไปใช้ถูกก็ได้เรียกชื่ออย่างเดียวกันได้. เช่นสมาธิใช้ผิด ก็คือสมาธิที่ใช้ไปในการเบียดเบียนผู้อื่นซึ่งมีอยู่มาก.

     คำว่า จิต นี้เป็นสิ่งลึกลับที่เรายังรู้จักมันไม่หมด ไม่ครบไม่ถ้วน. แต่ว่าเท่าที่มนุษย์รู้แล้วก็ไม่ใช่น้อย สามารถอบรมจิตให้มีสมาธิ ชนิดที่เป็นสิทธิเป็นปาฎิหาริย์มาแล้ว ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล; หรืออย่างน้อยก็รู้สึกปลุกกำลังจิตให้ทำอะไรเกินกว่าธรรมชาติได้หลายเท่าแม้แต่เรื่องของพวกยักษ์พวกมาร คุณฟังอย่างนี้ไปคิดดู อย่างในหนังสือจักรๆ วงศ์ๆ เช่นเรื่องรามเกียรติ์ มีคำกลอนว่า :- ว่าแล้วเป่าลูบขึ้นสามที เจ็บทัวอินทรีย์ก็เสื่อมหาย อย่างนี้ลุกขึ้นไปก็ได้อีก จะเป็นกุมภกัณฐ์ หรือตัวอะไรก็ไม่ทราบ; ชื่อเป็นเด็กๆ ก็เคยอ่าน เดี่ยวนี้ก็ยังจำได้คร่าวๆ. เมื่อมันถูกทุบถูกตีลงนอนอยู่ กระดูกหัก แข้งขาหัก; แล้วสำรวมจิตตามวิธีที่เคยฝึกมา เป็นสมาธิ ก็เป่าลูบไปทั่วตัวมันก็ลุกขึ้นได้อีก. หรือเรื่องในอรรถกถาบาลี ก็มีว่าพระโมคคัลลานะของเรา ถูกโจรทุบจนกระดูกแหลก ก็สำรวมกำลังจิตจากสมาธิ เหาะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า. นี้คือกำลังของสมาธิ ที่เป็นไปในทางฝ่ายฤทธิ์อิทธิฤทธิ์ หรือปาฎิหาริย์ก็อย่างหนึ่ง.

     ทีนี้ เราเอาสมาธิเช่นนั้นมาใช้ในฝ่ายการงาน ที่เราต้องการจะทำนี้ก็ได้; หรือเอาสมาธิไปใช้เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพานก็ได้อำนาจหรือประโยชน์ของสมาธิมีอย่างนี้. อย่าลืมว่ามันจะต้องเป็นอย่างที่ผมเคยพูดย้ำแล้วย้ำอีก : สมาธิต้องประกอบด้วยองค์สาม คือจิตบริสุทธิ์-จิตตั้งมั่น-จิตไว ต่อหน้าที่. จิตบริสุทธิ์สะอาด ไม่มีกิเลสรบกวนตอนนั้น จิตว่างจากกิเลสรบกวน แล้วก็จิตตั้งมั่นแน่วแน่ เข้มแข็งมีอารมณ์เดียว นี่ผมเรียกว่าตั้งมั่น แล้วก็จิตไวพร้อมคล่องแคล่วว่องไวต่อหน้าที่; รวมเรียกว่า ปริสุทโธ สมาหิโต กัมมนีโย

      กัมมนีโย นี้คล่องแคล่วในการงาน เดี๋ยวนี้เรียกว่า activeพูดถึงกันมากในคำว่า active เช่นว่าคนนั้นไม่ active คนนี้ active นี้ก็หมายถึงคำว่าไว ไวต่อความรู้สึก ไวต่อหน้าที่การงาน ทางกายทางจิต ก็ตาม. อย่าไปเข้าใจว่า สมาธิแล้วนั่งตัวแข็งทื่อหลับตา ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งหลับตา นั่นเป็นคำพูดของคนที่ไม่รู้เรื่องสมาธิแล้วประโยชน์อย่างยิ่งของสมาธิก็คือ active คือไวต่อหน้าที่. มันไม่ได้อยู่นิ่ง ไวต่อการคิดนึก การกระทำ การพูดจา การทำการงานอะไรทุกอย่าง; มีกำลังในทางจิตแรง.

     ทั้ง ๔ อย่างนี้ เราเรียกว่ากำลังจิตไปหมด มีศรัทธา-กำลังความเชื่อ แล้วก็มีวิริยะ-กำลังความพากเพียร มีสติ-กำลังของสติความระลึกรู้สึกตัว แล้วกำลังของสมาธิ-คือความที่จิตถึงขีดสูงสุดของการมีกำลัง; นี่เรียกว่ากำลังจิต. คนทั่วไปก็พูดถึงกำลังกาย กำลังจิตคุณก็กำลังพูดถึงกำลังจิต แต่กลัวว่าจะไม่ถูกต้องและสมบูรณ์เหมือนอย่างนี้. เอาไปคิดดูใหม่ เอาไปสะสางเสียใหม่ ให้มีกำลังจิตในลักษณะอย่างนี้ ในการทำการงานในหน้าที่ จะเป็นเรื่องการเล่าเรียน หรือการครองเรือนอะไรก็ตาม.

     ต่อไป กำลังปัญญา ปัญญาก็แปลว่าความรู้ มันก็ขยายความออกไปถึงทุกอย่างที่มันเกี่ยวกับความรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับความรู้ความฉลาด ความสามารถ ฝีไม้ลายมือ เทคโนโลยี่ทั้งหลาย รวมอยู่ในคำว่าปัญญา หรือกำลังปัญญา. ความมีศิลปะนี้ก็รวมอยู่ในคำว่าปัญญา. กำลังปัญญา คือกำลังของความรอบรู้; รู้อะไร? ก็รู้ในสิ่งที่ตนจะทำหน้าที่ที่ตนจะทำ. ทีนี้คำชื่อที่มันจะแทนกันได้ เช่น ฝีไม้ลายมือ หรือความรู้อะไร ที่มันล้วนแต่เนื่องกัน เช่นว่า มีศิลปะ มีพรสวรรค์ มีอะไร เดี๋ยวนี้คงจะเรียกว่าเทคโนโลยี่. ความรู้ทางเทคโนโลยีทางแขนงไหนก็ตาม ซึ่งคุณกำลังบูชาเป็นพระเจ้าอยู่ นั่นคือกำลังปัญญานี้. นี่เรายังไม่หมายถึงเรื่องไปนิพพาน กำลังปัญญานี้เรายังไม่หมายถึงความถูกต้อง หรือไปมรรคผล นิพพาน; หมายถึงแต่ความรู้ ความสามารถของจิตเท่านั้น เอาไปใช้ผิดก็ได้.

     อย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่าปัญญาในภาษาโลกิยะ เอาไปใช้ผิดก็เรียกว่าปัญญา ปัญญาในทางที่จะคอรัปชั่น มันก็อยู่ในพวกฉลาด ที่อยู่ในพวกปัญญา. ปัญญาที่จะทำแต่สิ่งที่ถูกที่ควร มันก็เรียกว่าปัญญา. เมื่อเราพูดถึง กำลังเฉยๆ เราเอาไว้เป็นกลางๆ เอาไปใช้ทำผิดก็ได้ เอาไปใช้ทำถูกก็ได้. ปัญญาที่เรียกว่าเป็นกลางๆ เอาไปใช้ทางคดโกงอะไรต่ออะไรก็ได้ นี้เรียกว่า cunning ในภาษาอังกฤษคล้ายๆ กับคำว่า "เฉโก". ปัญญาแท้ๆ ปัญญาบริสุทธิ์ เพื่อไปสู่มรรคผล นิพพาน ก็เป็นเรื่องปัญญาในระดับหนึ่ง แต่ชื่อมันเหมือนกันระวังให้ดี

     ทีนี้ คุณจะต้องรู้จักสังเกต แยกแยะดูว่า กำลังกายคืออะไร?กำลังจิตคืออะไร? กำลังปัญญาคืออะไร? ทำไมไม่เอากำลังปัญญาไปใส่ไว้ในเรื่องกำลังจิต? ก็เพราะว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงความรู้ของจิตความรอบรู้ของจิต. กำลังจิตนั้น คือ ตัวจิตที่ถูกอบรมดีแล้วมันเกิดกำลังขึ้นในตัวจิต ไม่เกี่ยวกับความรู้. ส่วนปัญญา มันเป็นความรู้ของจิตนั่นแหละ แต่มันเป็นแผนกความรู้; เราเลยเรียกว่า "กำลังปัญญา"นี้ทั้งกายและทั้งจิตนี้มันเนื่องกัน : ปัญญาและจิตมันก็อยู่ในร่างกายนี้ร่างกายก็เป็นที่ตั้งของจิต จิตก็เป็นที่ตั้งของปัญญา. เรามีร่างกายเป็นเครื่องรองรับจิต จิตก็กลายเป็นเครื่องรองรับปัญญา. มันเนื่องกัน ไม่แยกกัน. มีปัญญาอยู่จนจิต จิตอยู่บนกาย อาจเกินไปทั้งสามอย่าง

     ลองคิดดูว่า จะมีอะไรมาจากไหนอีก มาจากที่ไหนอีก? ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครนึกถึงกันเสียแล้ว ว่ามีทั้งกำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา ก็พอเสียแล้ว. ผมอยากจะเติมให้ "กำลังธรรม" คือกำลังของความถูกต้อง; เพราะว่าที่แล้วมาสามอย่างนั้น ไม่เกี่ยวกับความถูกต้อง; มันเกี่ยวกับกำลัง มีกำลังมากๆ ก็แล้วกัน มันยังไม่เกี่ยวกับความถูกต้อง; ฉะนั้น อันที่ ๔นี้จึงแถมเข้ามาเป็น "กำลังธรรม"

     กำลังธรรม หรือกำลังพระธรรมก็ได้ นี้คือกำลังของความถูกต้อง; แต่เราเรียกว่ากำลังของพระธรรม ก็จะดีกว่า ศักดิ์สิทธิ์กว่าข้อแรกเมื่อพูดถึงความถูกต้อง ก็ขอให้ระลึกถึงอริยมรรคมีองค์แปดนั้นแหละ หรืออัฐฐังคิกมรรคหรือมัชฌิมาปฏิปทา ไว้เป็นหลักประจำใจ : แยกเป็นความถูกต้องในความคิดเห็นถูกต้องในความหวังถูกต้องในการพูดจา ถูกต้องในการกระทำทางกาย ถูกต้องในการเลี้ยงชีวิต ถูกต้องในความพากเพียรพยายาม ถูกต้องในความรำลึกประจำใจ แล้วก็ถูกต้องในความมีสมาธิ

     ถ้ามันผิดเขาก็เรียกมันว่า มิจฉามรรค หรือมิจฉัตตะ; ถ้ามันถูกเขาก็เรียกว่า สัมมามรรค-หนทางถูก; ถ้าผิดก็เรียกว่า หนทางผิดมิจฉามรรค ก็คือว่า ความรู้ความความเข้าใจผิด ความหวังผิด พูดจาผิด การงานทางกายผิด เลี้ยงชีวิตผิด ความเพียรผิด สติผิด สมาธิผิด;มันคือฝ่ายผิด. ส่วนฝ่ายถูกต้องก็อย่างที่เราเรียกว่า เป็นตัวของพุทธศาสนา เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็เรียก อัฏฐังคิกมรรค ก็เรียกอริยมรรค ก็เรียก. แล้วต้องมี “กำลังของความถูกต้อง” นี้ มาควบคุมทั้งหมดอีกที : ควบคุมกำลังกาย ควบคุมกำลังจิต ควบคุมกำลังความรู้ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง. ถ้าจะเรียกให้กว้างออกไปก็เป็น “กำลังของ ธรรมะ ”