Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
วัฒนธรรม การ ตาย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

วัฒนธรรม การ ตาย

428 Views

     วัฒนธรรมการตายของปูย่า ตายาย เคยมีถึงอย่างนี้ ที่ผมได้ยินได้เห็นก็มี; นี่เพราะว่าเขาสอนกันมาอย่างนั้น ว่าตายอย่างนี้ดีที่สุดเมื่อตาของผม ก็ได้ยินโยมผู้หญิงเล่าว่า ตายได้ด้วยอาการอย่างนี้. แกไปนั่งเฝ้าดูอยู่ปรนนิบัติอยู่ตั้งหลายวัน จนกระทั่งตายไป. เราจะไม่อวดว่าแกตายเป็นพระอรหันต์หรือเป็นอะไร แต่ว่าแกรักษาวัฒนธรรมที่ดีที่สุดของพุทธบริษัทไว้ได้ในการตาย; คือตายตามแบบของพุทธบริษัทตายอย่างมีอุดมคติอย่างที่ว่า. เดี๋ยวนี้เราไม่มีใครสมัครตายอย่างนี้; มีแต่จะให้กินยา ฉีดยา ฉีดน้ำเกลือ จนนาทีสุดท้าย; แล้วก็ตายไม่ลงเพราะมันถูกกระตุ้นไว้; มันก็เสียเสียสติ ตั้งสติอะไรไม่ได้ แล้วมันก็ต้องตายอยู่ดี. ทีนี้คนแกเขาไม่ต้องการอย่างนั้น เขาต้องการแต่สติเท่านั้น อื่นๆ เขาไม่ต้องการหมดเลย ต้องการแต่สติสาหรับจะตายอย่างนี้ก็รู้ไว้ด้วย เล่าให้ฟังว่า มันเคยมีอย่างนี้; มันเคยเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณที่สูงสุดมาถึงขนาดนี้สาหรับพุทธบริษัท เรียกว่า มีสติสำหรับตาย

     นี้ก็ไปไล่เอาซิ ว่าแม้เป็นฆราวาสก็จะต้องมีสติอย่างนี้. ถ้าฆราวาสมีสติอย่างนี้แล้ว ก็จะมีอุดมคติของมนุษย์; มันก็น่าดู. ถ้าเป็นฆราวาสที่โง่เง่าห่วงนั้นห่วงนี่ ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงเงิน ห่วงกามารมณ์ ห่วงอะไรต่างๆ; ไม่ยอมตาย ดิ้นรนกันไป แล้วก็ต้องดับไปโดยไม่มีสติเลย นั้นมันก็ตายอย่างฆราวาสในความหมายทั่วๆไป; คือมันโง่. ถ้าทำได้อย่างมีสติ นี้ก็เป็นฆราวาสที่เป็นสัตบุรุษ หรือว่าเป็นมนุษย์ที่ดี.

     รวมความแล้วก็เป็นอันว่า เราพูดกันถึงเรื่องสติตั้งแต่ต้นจนปลาย ว่าฆราวาสจะต้องมีสติอย่างไร? แล้วคติพจน์ที่ผมเขียนให้บ่อยๆ เกือบทุกคนแล้วนั้นให้เอาไปใช้. คติพจน์นั้นจะทำให้มีอุดมคติจะทำให้มีสติได้ :-

"ยามจะได้ ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์
ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี
ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี ฯ”
เมื่ออย่างนี้ ไม่มีทุกข์ ทุกเมื่อเอย

     เมื่อจะได้อะไรก็ให้มีสติ ได้ให้เป็น; แล้วก็ไม่เป็นทุกข์. เมื่อจะเป็นอะไร ตั้งตัวเป็นอะไร หน้าที่อะไร ตำแหน่งอะไร อย่างนี้ก็มีสติเป็นให้ดี เป็นให้เป็น. กระทั่งเมื่อจะตายในวาระสุดท้าย ก็มีสติตายไปให้เป็น; ก็แปลว่ามีสติตลอดเวลา กระทั่งวาระสุดท้ายของสังขารร่างกาย.

     ถ้ามันเป็นไปได้ว่าในหมู่คนไทยเราในครอบครัวของพุทธบริษัทมีการอบรมสั่งสอนให้เด็กๆมีสติเรื่อยมาตามลำดับ จนเป็นหนุ่ม เป็นสาวเป็นผู้ใหญ่ จนกระทั่งวาระสุดท้าย จะวิเศษที่สุด. มันจะคุ้มกันอะไรได้หมด. ในที่เป็นเรื่องเสียหายหรือเป็นทุกข์ แล้วมันจะช่วยให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ถ้าไม่ได้เวลาอื่น มันจะไปได้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต คือดับจิต มันตายด้วยสติ. เดี๋ยวนี้คนจะตายโดยไม่มีสติกันทั้งนั้น เพราะมีโรงพยาบาลมากเอาไปรักษาเยียวยา เอาไปกระตุ้นไว้ด้วย อะไรของเขา สาระพัดอย่าง จนตายเมื่อไรก็ไม่รู้; แล้วเขาไปเก็บให้นอนตายอยู่ในห้องสำหรับตาย อย่างนี้มันก็ไม่มีใครรู้ นี่คือ วัฒนธรรมใหม่ของสมัยใหม่ ซึ่งเป็นทาสทางวัตถุ เป็นทาสของวัตถุ. ส่วนของเดิมเขาเป็นเรื่องทางวิญญาณ ต้องการความสูงทางวิญญาณ ตายด้วยสติสัมปชัญญะ อยู่เหนือความตาย. ต่อไปมันก็อาจจะมีวัฒนธรรมทางวัตถุที่ดีไปกว่านี้ กว่าที่มีอยู่เดี๋ยวนี้; คือพอเห็นว่าใครจะตายแน่แล้ว ก็เอาปืนยิงตายเลย; มันจะเป็นไปได้ถึงอย่างนี้เมื่อนิยมวัตถุมากเข้าๆ.

เรื่องฆราวาสจะมีสติอย่างไรก็พอกันที.

ธรรมบรรยายชุด ฆราาสธรรม ของท่านเจ้าคุณพุทธทาส เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๓