Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
สติช่วยรักษาอุดมคติ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

สติช่วยรักษาอุดมคติ

414 Views

     เอาละทีนี้ เราก็ลองมองดูเป็นเรื่องๆ ไป ในการที่จะมีสติรักษาอุดมคติในระดับไหนบ้าง? อย่าลืมว่าเรื่องคตินี้ จะช่วยรักษาอุดมคติให้ยุติกันไว้เสียก่อนว่า “สติช่วยรักษาอุดมคติ” หรือ “อุดมคติมีอยู่ได้เพราะว่าสติช่วยรักษาไว้” . อุดมคติเป็นสิ่งที่รักษาไว้ได้ด้วยสติ หรือว่าจะพูดกลับกันว่าสตินี้เป็นเครื่องรักษาไว้ซึ่งอุดมคติ; แยกกันไม่ได้พอแยกกันก็จะล้มละลาย. ไม่มีสติ อุดมคติก็ล้มละลาย; ไม่มีอุดมคติ สติก็ไม่รู้จะรักษาอะไร; เป็นอย่างนี้.

     โดยทางปฏิบัติ มันก็เหลืออยู่แต่ที่จะมีสติหรือทำสติ. ฆราวาสจะต้องมีสติ รักษาอุดมคติของมนุษย์อย่างที่ว่ามาเมื่อตะกี้นี้: รักษาอุดมคติของมนุษย์เสียก่อนมีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์อยู่ตลอดเวลาเดี๋ยวมันจะปนกันยุ่ง คุณฟังให้ดีนะ "มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา" เมื่อคุณเรียนหนังสือ หรือเมื่อทำงาน หรือเมื่อกินข้าวอาบน้ำ หรือเมื่อไปไหน ก็ตามใจเถิด ให้มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์ไว้ให้ได้. มันจะไม่เผลอทำผิดพลาด มันจะไม่เข้าไปในโรงเหล้า มันจะไม่เข้าไปในไนท์คลับ หรือว่าอะไรต่างๆ; เพราะรู้ว่านั่นไม่ใชอุดมคติของมนุษย์. เพราะฉะนั้นจึงบัญญัติคำนิยามลงไปเลยว่า “มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา” ไม่ว่ากำลังทำอะไร และทำอยู่"ตลอดเวลา” ไปหาความหมายรายละเอียดอะไรเอาเองว่า : ไม่ว่าเราเป็นอะไรอยู่ เรานึกถึงความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ นึกถึงความสูงสุดของความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ; แล้วมันก็ไม่มีทางที่จะไปทำอะไรผิดๆหรือกล้าทำอะไรผิดๆ ถ้าสติอันนี้มันมีอยู่ในการรักษาอุดมคติของมนุษย์นี้แล้ว มันไม่มีทางที่จะไปทำอะไรผิดๆ หรือกล้าทำอะไรผิดๆทีนี้กลัวแต่ว่า ไม่มีอุดมคติ ทำไปโดยลืมอุดมคติ; ฉะนั้นก็เลยทำสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะทำ นั่นแหละ เมื่อไรก็ได้; มันเสียไปหมดอย่างนี้.

     ถัดไปก็คือ มีสติรักษาอุดมคติของการงานที่กำลังทำอยู่ นี้มันแคบเข้ามา. การงานที่เรากระทำอยู่นั้น มันเป็นการงานอะไร เราต้องรักษาอุดมคติของการงานอันนั้น; เช่นเป็นนักเรียน เป็นครู เป็นผู้พิพากษา เป็นอะไรก็ตามใจ ซึ่งล้วนแต่มันเป็นการงาน เป็นชิ้นเป็นอันเป็นอย่างหนึ่งๆ เป็นอย่างๆ ไป; อุดมคติของการงานนั้นๆ มีอย่างไรต้องมีสติ รักษาอุดมคติของการงานนั้นๆ อยู่อย่างถูกต้องเสมอ. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เป็นนักเรียนก็จะไม่ทำอะไรนอกเรื่องของนักเรียนหรือจะเป็นอะไรอื่นก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นนอกเรื่องนอกหน้าที่ของตัวซึ่งมันเป็นการขบถ ต่ออุดมคติของการงานที่ตนกำลังกระทำอยู่.

     ต่อไปก็ มีสติ ในการที่จะทำการงานไม่ให้ผิดพลาด. สติอย่างนี้เป็นชื่อของความไม่ประมาท. เราทำงานผิดพลาดเพราะความประมาท; ส่วนใหญ่ หรือส่วนมากที่สุด ไม่ใช่เพราะความไม่รู้;แต่มันเป็นเพราะความประมาท หรือว่าเหยียบรู้ สะเพร่า ไม่ทำด้วยสติที่สมบูรณ์; เรียกว่า ทำอย่างขอไปทีอย่างนั้น ทำอย่างขอไปทีหวัดๆ ไม่ได้ทำด้วยสติที่สมบูรณ์. ฉะนั้นต้องมีสติ ที่จะทำการงานไม่ให้ผิดพลาดด้วยความไม่ประมาท ว่า "แหม ! นี่เป็นเรื่องง่าย นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย นี้เป็นเรื่องทำเล่นๆ ก็ได้". ผมสังเกตเห็นอยู่ทุกวันเลยพระเณรทำอะไรผิดพลาด เพราะไม่ใช่ไม่รู้ แต่เพราะอวดดี เพราะประมาท เพราะไม่เห็นว่า นี้มันสำคัญที่สุด. เขาเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ไป .

     ผมอยากจะขอร้องให้ทุกๆ องค์จำไว้ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องเล็กน้อย; อย่าได้ถือว่ามีอะไรเป็นเรื่องเล็กน้อยเป็นอันขาด; แม้คุณจะไปตักน้ำมาดื่มสักแก้วหนื่ง ก็อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย;หรืออะไรที่มันต่ำไปกว่านั้น ก็อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย. ขอให้ทำด้วยสติ นับตั้งแต่เอามือคว้าไปจับแก้ว แล้วก็จุ่มลงไปในน้าแล้วยกขึ้นมา แล้วดื่ม; นี้ให้สติติดเนื่องกัน. ถ้าเขียนเป็นกร๊าฟ แล้วก็จะเห็นเป็นเส้นที่ต่อเนื่องกัน. ฉะนั้น จะทำอะไรก็ตาม จะรับประทานอาหาร จะอาบน้ำ จะถ่ายปัสสาวะอุจจาระ จะเดินจะยืน จะนั่ง จะนอนอะไรก็ตาม อย่าได้เกิดความผิดพลาดขึ้น โดยเฉพาะการทำงาน ไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น.

     ทีนี้ เราแบ่งงานเป็น ๒ ชนิด คือ งานที่จะต้องทำตามธรรมชาติธรรมดา เช่นกินข้าว อาบน้า อย่างนั้นก็เรียกว่า "งาน" งานบริหารชีวิตบริหารร่างกาย. งานที่ทำที่โรงเรียน ทำที่ออฟฟิศ มันก็งานอีกงานหนึ่ง; มันงานเฉพาะ ไม่ใช่ตามธรรมชาติ ที่เรามีต่างๆ กันว่าจะต้องทำงานนั้น. ทั้ง ๒ งานนี้ อย่าทำให้ผิดพลาด. การผิดพลาดเกิดเพราะเผลอไป เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย. และจากเรื่องเล็กน้อยนี้ มันจะถึงกับฆ่าคนนั้นก็ได้ คือทำฉิบหายหมดเลยก็ได้. ฉะนั้นการงานทุกชนิดจะเป็นเรื่องบริหารร่างกายตามธรรมชาติ ถือว่าทำงานเฉพาะในหน้าที่ก็ตาม อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย; แล้วก็หัดให้มีสติอยู่เรื่อยๆไป ตอนแรกๆ มันอาจจะงุ่มง่ามบ้าง หรือว่าน่ารำคาญบ้าง; แต่ว่าเมื่อทำไปจนชินเป็นนิสัยแล้ว มันก็คล่องแคล่วได้ แล้วดีกว่ากันมากมาย

     กัมมัฏฐาน วิปัสสนา บางชนิดเช่น ยุบหนอ พองหนอ อะไรหนอๆ อย่างนี้ ก็มีความมุ่งหมายอย่างนี้ คือเราจะเป็นคนที่มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ; แต่แล้วเราฟังเขาไม่ถูก เข้าใจว่าไปนั่งหนอๆบ้าๆบอๆ อย่างนั้นเพราะเข้าใจผิด แล้วทำผิด. แต่ที่จริงต้องการให้มีสติทุกอย่างไปเหมือนอย่างกับว่าคุณเอาสิ่งนี้มาวางไว้ตรงนี้ แล้วลืมหาไม่เห็น ไม่รู้ว่าอยู่ที่ตรงไหน; อย่างนี้มันก็เพราะขาดสติ. หรือบางทีแว่นตาสวมอยู่นี้บางวันมันอาจจะไม่รู้ว่า แว่นตาอยู่ที่ไหน ทั้งที่ยังสวมอยู่ นี่ก็เพื่อป้องกันอย่างนี้ ไม่ให้มีลืมมีพลาด ฉะนั้นข้อต่อไปผมก็อยากจะพูดถึงการที่มีสติในการจำ

     การมีสติในการจำ นี้เรารู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่า "ความจำ” นั้นมันสำคัญ. แล้วเราลองเกิดจำไม่ได้ดูซิ; เมื่อเกิดจำไม่ได้ แล้วคุณจะทำอะไรได้. เดี๋ยวนี้เพราะจำได้ ว่านี่อะไร-นี่อะไร; มันจำได้จึงทำอย่างนั้นได้อย่างนี้ได้ กินข้าวได้ อาบน้ำได้. ถ้าลองจำไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่ถูกนี่เรียกว่าเกี่ยวกับความจำที่เราไม่รู้สึกตัว เราเรียกว่า “สัญญา” หรือว่า“สมปฤดี". สัญญา=ความจำ สมปฤดี=ก็คือความรู้สึกตัวอยู่ตามปกติคือ จำอะไรได้นั้นเอง; พอจำอะไรไม่ได้ หรือว่า หยุดจำไปนี้ ก็เรียกว่าไม่มีสมปฤดี.

     จำตามธรรมชาติอย่างนี้ เราไม่เคยสนใจกับมัน เราไม่ค่อยสนใจกับมัน เพราะว่ายังจำได้อยู่; นี่อะไร; นี่อะไร แล้วก็เดินมาลุกไป หรือจำอะไร มันทำได้ ก็เลยไม่สนใจกับความจำชนิดนี้ของธรรมชาติตามอัตโนมัติ ทีนี้ จำที่เราอยากจะจำ เช่นจำการเล่าเรียนจำอะไร หรือว่า เรื่องที่มันต้องจำในหน้าที่การงานอย่างนี้; ถ้าเราเป็นคนจำเก่ง ก็มีประโยชน์ที่สุด. ผู้ที่เป็นบัณฑิต นักปราชญ์ หรือทำอะไรได้สำเร็จ ก็ต้องจำอะไรได้ทั้งนั้น; ไม่เช่นนั้นก็พูดไม่ถูก ทำไม่ถูกตามนั้น .

     ฉะนั้นคนที่มีปัญญามาก ก็รวมทั้งการจำเก่ง จำมากอยู่ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ความจำนี้มันจำได้มากอย่างหนึ่ง แล้วก็จำได้กว้างหมายความว่า จำได้ไกลๆ นี้อีกอย่างหนึ่ง. จำได้มาก แล้วก็จำได้ไกลอย่างนี้เขาเรียกว่า ระลึกชาติได้ ระลึกชาติหนหลังได้. คือคุณจะต้องจำได้ว่า เมื่อเช้าทำอะไร? เมื่อวานทำอะไร แล้วเมื่อวานซืนทำอะไร?จนกระทั่งสัปดาห์ถอยถัดไปโน่นทำอะไร? เดือนถอยถัดไปโน้นทำอะไร? ปีถอยถัดไปโน้นทำอะไร? นั้นคือระลึกชาติได้. จนกระทั่งที่เขาพูดกันว่า ตายไปกี่ชาติๆ แต่หนหลังก็ระลึกได้ ก็รวมอยู่ในข้อนี้แหละ; แต่ผมว่ามากเกินไป เอาแต่เพียงว่า เมื่อวานนี้คุณทำอะไรบ้างคุณจำได้ไหม? ให้นั่งนึกสักสามชั่วโมง; เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง มันก็จะจำไม่หมดกระมัง. พอไปถึงวานซืนนี้ก็แย่แล้ว; ถัดไปจากวานซืนอีกวันหนึ่ง ก็ยอมแพ้แล้ว; นั่นเพราะไม่ค่อยมีความจำชนิดที่ไกลอย่างนั้น.

     ถ้าคุณฝึกหัดสตินี้ ฝึกสติตามแบบที่เขามีไว้วางไว้ จะจำได้ จำได้ถอยหลังๆ ถอยหลังจนกระทั่งชาติก่อนก็จำได้ สิบชาติ ยี่สิบชาติก็จำได้. จะเอาชาติไหนเป็นเกณฑ์ก็ตามใจจะเอา “ชาติ" ตามภาษาธรรมที่ว่า - เกิดตัวกู-ของกู ครั้งหนึ่งเป็นชาติหนึ่งก็ได้; หรือ "ชาติ" ชนิดเข้าโลงทีหนึ่ง. ถ้ามันมี ก็ชาติหนึ่งๆ นั้นก็ได้ทั้งนั้น. คือวิธีเดียวกัน ต้องใช้วิธีเดียวกันคือการะลึกถอยหลังด้วยความจำ.

     ทีนี้ เรามีสติในการจำ เอาแต่เพียงว่าในชาติปัจจุบันนี้ก็พอ ให้มันจำแม่นขนาดว่า ข้างหลังก็จำได้; แล้วถือชาติในภาษาธรรม คือเกิดความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกูอะไรนี้; โลภ หรือโกรธ หรือหลง หรืออะไรครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติหนึ่ง. ถ้าวันนี้โกรธ ๓ หน ก็เรียกว่า ๓ ชาติแล้วโลภอีก ๕ ครั้ง ก็เป็น ๕ ชาติ แล้วโง่อย่างอื่นอีก ๗-๘ ครั้งก็รวมกันเป็นเกือบ ๒๐ ชาติแล้ว. ในวันเดียวนี้ต้องระลึกให้ได้ ถอยหลังไปให้ได้ว่า -ชาตินั้นมีเรื่องอะไร? -ชาตินี้มีเรื่องอะไร? ทำได้ด้วยสติ ด้วยการฝึกสติตามวิธีที่วางไว้. นี้เรียกว่ามีสติในการจำ นับมาแต่สัญญาสมปฤดี จำเก่ง โดยธรรมชาติ โดยนิสัย. เด็กบางคนจำเก่งมาโดยนิสัยโดยธรรมชาติ กระทั่งมาจำได้เก่งในสิ่งที่จะต้องจำเพิ่มขึ้น ในการศึกษาเล่าเรียน ในหน้าที่การงาน; ล้วนแต่ใช้ความจำทั้งนั้น. พอแก่เฒ่าเข้ามันก็เลือน ชักจะเลือนอย่างผมนี้เรียกว่าความจำก็ชักจะเลือน เพราะอวัยวะเป็นเครื่องช่วยความจำ ได้ใช้มันมาก มันก็เสื่อมคุณภาพ อย่างนี้เป็นต้น. แต่ถ้าไม่ฝึกอย่างที่มีวิธีสอนให้ฝึกแล้ว มันจะยิ่งกว่านั้น.

     ต่อไป ก็คือการมีสติ ในการมีสติทันควัน สติถ้ามาช้าก็ช่วยอะไรไม่ได้; เรามีสติทันควันนั่นแหละจะช่วยได้. ฝึกมีสติ ในการที่จะมีสติทันควัน. สาหรับพวกที่ต้องทำงานเร็วๆ เช่นขับรถยนต์ ขับเรือบิน อะไรเหล่านี้ ต้องมีสติ หรือว่าการตัดสินใจ หรืออะไร ที่มันเนื่องกันเร็วๆ ; ยิ่งขับรถเร็วเท่าใด ก็ยิ่งมีสติทันควันมากเท่านั้น.ในเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น ทางจิตใจก็เหมือนกัน โลภะ โทสะ โมหะจะเกิดขึ้นในจิตใจอย่างนี้ สติ ต้องมีทันควันเช่นเดียวกับทางวัตถุขับรถเร็วๆ ต้องมีสติทันควัน. ในทางภายในในทางจิตใจก็ต้องมีสติทันควัน ถ้าไม่อย่างนั้นคุณก็ไปโกรธเสียแล้ว โกรธเสียเป็นวรรคเป็นเวร ไปด่า ไปตีเขาเสียแล้ว จึงจะมีสติ; อย่างนี้มันก็ช่วยอะไรไม่ได้โดยเฉพาะเมื่อถูกสอบไล่ สอบสัมภาษณ์ หรือสอบอะไร ที่เขาไม่ให้เวลามากไปกว่ากระพริบตาเดียว ถ้าเราไม่มีสติ หรือความจำระลึกได้ทันควันมันก็ทำไม่ได้. ฉะนั้นฆราวาสจะต้องไปฝึกการมีสติทันควันด้วย; แล้วถือว่าสติทันควันนี้ คือพื้นฐานของสติทั้งหมด เพราะคำว่าสตินี้ หมายถึงความรู้ที่วิ่งมาช่วยเราทันควัน; ถ้าไม่ทำหน้าที่อย่างนี้ก็คือไม่มีสติ

     สติ กับ ปัญญาไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. ปัญญา คือความรู้; สติคือความรู้ในโอกาสที่วิ่งมาทันควัน ที่เกิดขึ้นทันควัน แล้วเฉพาะเรื่องนั้นแล้วก็ยังมีอีกคำหนึ่งว่า “สัมปชัญญะ” นี้คือสติที่มีอยู่ไม่ขาดตอน เป็นพื้นฐาน. ปัญญา เรียกว่า ความรู้; บางชนิดเอามาไว้เป็นพื้นฐานไม่ขาดตอน มีสัมปชัญญะ; บางชนิดก็ต้องทำชนิดที่ว่ามาเร็วๆ ทันควัน แล้วก็เพียงพอ; เหล่านี้ที่แท้คือสติ. สัมปชัญญะ ก็คือมีสติที่มันยังคงอยู่ ที่ยังคงค้างอยู่เป็นเวลานาน. นี้เรามีสติสัมปชัญญะมันก็ปลอดภัย. สติมาทันควัน แล้วอยู่ในรูปของสัมปชัญญะตลอดเวลานานพอสมควร;ทั้งสองอย่างนี้คือ ความรู้.

     นอกจากนี้อยากจะกล่าวอีกสักข้อหนึ่งว่า มีสติในการที่จะไม่เสียสติ. มีสติในการที่จะไม่เสียสติ มันก็เกือบคล้ายกันนั่นแหละ แต่ว่าเราจะแยกออกให้เห็นอีกชนิดหนึ่ง; คล้ายกับที่แล้วมา คือว่าเราเป็นคนมีความรู้ มีอะไรพอสมควร ตามปรกตินั้น เรามีสติ; แต่พอถูกขู่เข้าหรือถูกตวาดเข้า หรืออะไร เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเข้า สติมันเลยไป; นี่เรียกว่าสติมันเสียไป สติที่มีอยู่แล้วนั้น หรือสัมปชัญญะก็ตามมันเสียไปเสีย เพราะมีอะไรเข้ามาเกิดขึ้น. นี้เราจึงมีหน้าที่ ที่ว่าจะต้องไม่เสีย

     อย่างเช่น คุณเดินไปก็มีสติ พอสุนัขตัวหนึ่งกระโชกเข้ามาคุณก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร สติไม่รู้ไปไหนหมด. บางทีสุนัขกัดเอา เลยเพราะทำผิดเรื่อง; อย่างนี้สำคัญมาก หรือมีปัญหาในชีวิตประจำวันพออะไรปึงปังเป้งป้างมันเสียสติ; ถ้าเสียสติมากเท่าไรมันก็ยิ่งเป็นผลร้ายเท่านั้น เสียสตินานเท่าไรก็มีผลน้อยมากเท่านั้น. เมื่ออยู่นอกห้องสอบเราก็ดูร่าเริงดี มีความรู้สึกแน่ใจตัวเอง; พอย่างเข้าไปในห้องสอบก็เสียสติ; หรือพอได้รับข้อสอบมาก็เสียสติ; หรือพบปัญหาบางข้อคำถามบางข้อ งงเลย ทำให้เสียสติ จนข้ออื่นๆ พลอยเลือนไปหมดฉะนั้นเราจะต้องฝึกหัดให้มีสติ ในการที่จะไม่เสียสติ.

     ผมเคยพูดตัวอย่างที่นี่ อาจจะไม่มีใครเชื่อ ในเรื่องความกลัวถ้าเจอเสือแล้วจะต้องมีสติที่จะไม่ต้องกลัว-ไม่ต้องกลัว; จะไม่กลัวไว้ก่อน แล้วจะขึ้นต้นไม้ก็ได้ คือขึ้นด้วยความไม่กลัว จะวิ่งหนีก็ได้วิ่งหนีด้วยความไม่กลัว จนตรอกแล้วจะชกเสือก็ได้ ก็ชกต่อยเสือด้วยความไม่กลัว. นี้มันต้องมีสติที่จะไม่กลัว คือ มีสติที่จะไม่เสียสติถ้าขึ้นต้นไม้ด้วยความกลัว เดี๋ยวมันก็พลาดตกลงมา; ฉะนั้นมันก็ต้องบวกกันกับปัญญา ความรู้ ความสามารถ ความมีสติด้วย. แล้วก็ไม่กลัว ขึ้นต้นไม้ไป. หรือจะวิ่งหนีก็ต้องทำด้วยความมีสติ จะฟัดกันกับเสือ ก็ต้องฆ่าด้วยความมีสติ; อย่าให้สูญเสียความมีสติ.

     เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ มันก็ล้วนแต่ฆราวาสจะต้องทำ ล้วนแต่ฆราวาสจะต้องฝึก จะต้องมี จะต้องทำ : มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์ไว้-ว่าอุดมคติของมนุษย์เป็นอย่างไร? มนุษย์ คืออะไร? และอุดมคติของการงานที่กำลังกระทำอยู่เฉพาะหน้า แล้วก็มีสติในการที่จะทำงานไม่ผิดพลาด มีสติในการจำ มีสติในการที่จะมีสติให้ทันควันแล้วก็มีสติในการที่จะไม่เสียสติ.

     อันสุดท้ายที่สุด อยากจะพูดอีกสักอันหนึ่งว่า มีสติเมื่อจะตาย.นี่จะปิดฉากแล้วมีสติเมื่อจะตาย เพราะว่าเวลาตาย เป็นเวลาปิดบัญชีงบดุลย์งบอะไรทั้งหมด; มันจึงเป็นเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง. ถ้าเผลอสติตอนนี้ก็แปลว่าจะฉิบหายหมดหรือฉิบหายมากทีเดียว. ถ้ามีสติตอนนี้ก็จะเรียกว่าดีมาก แน่นแฟ้นมากมั่นคงมาก. คุณคงจะคิดว่าโอ ยังอยู่ไกล มันอยู่ไกลโว้ย เรายังไม่ตาย ยังหนุ่มอยู่. ก็ไม่ถูกนักนะมันอาจจะมีมาเมื่อไรก็ได้. ยิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างนี้ มันอยู่ในฐานะที่จะมีอุบัติเหตุ ตายลงไป เมื่อไรก็ได้; หรือว่าจะอยู่ไปจนเฒ่าจนแก่ก็ตามใจ ก็ต้องเตรียมพร้อมสาหรับการตายให้ดีที่สุด. พูดอีกทีก็คือตายแบบอุดมคติ ตายอย่างมีอุดมคติ.

     ตายแบบอุดมคติ ตายอย่างมนุษย์ที่ดี คือ ตายอย่างพระอริยเจ้าตาย; คือว่า ถ้าเเรามีอะไรเรายังทำไม่ได้ในทางธรรม เช่นละกิเลส หรือละความชั่ว หรืออะไรไม่ได้ อย่างนี้ ตอนที่จะตายจะต้องทำให้ได้; เพราะมันง่ายนิดเดียว มันจะสิ้นสุดอยู่แล้ว. เลิกล้างความคิดชั่วอะไรชั่วนั้น แล้วก็ตายไป; หรือจะเอากันอย่างสูงสุด ว่าเราสมัครดับไม่เหลือ. การเกิดมาเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น มันพอวันที; จิตใจของเราสมัครดับไม่เหลือ สิ้นสุด หยุดสิ้นสุด พอกันที. อย่างนี้มันก็จะดับไปได้ หรือตายไป ในลักษณะที่ดีที่สุด ที่เป็นอุดมคติ.

     ผมอยากจะพูดแบ่งแยกกันอย่างนี้ว่า ที่ว่าตายๆ กันนั้น มันตายตามธรรมดา ตายของคนโง่ อย่างนั้นเรียกว่า ตาย; เป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่าชัง น่าขยะแขยง คือมันตายอย่างคนธรรมดาตาย. ตายไม่มีสติด้วย แล้วตายด้วยความดิ้นรน คือไม่อยากจะตายด้วย นี้คือตายโหง. คนที่ต้องตายไปโดยที่ไม่อยากตาย แล้วมีอะไรมาตัดให้พลันตายลงไปนี้ ก็เรียกว่า “ตายโหง” มันก็ควรจะเรียกว่าตาย. แต่ถ้าเราเป็นคนมีความรู้ด้วย แล้วก็มีสติตั้งแต่เดี๋ยวนี้ด้วย มันก็มีการเตรียมมีการกะกำหนด มีการวางอะไรไว้ให้เหมาะสม; มันก็มีสติสมบูรณ์อย่างยิ่ง แล้วก็มิได้มีการต่อสู้ว่า "ไม่อยากตาย” หรืออะไรทำนองนั้น.

     เราเป็นคนมีความรู้ มีความฉลาดเพียงพอ มันต้องตาย โดยวัย โดยอายุ ด้วยโรคอะไรอย่างนั้น อะไรอย่างนี้ เราก็สมัครตายให้มันแตกดับไปตามธรรมดาของสังขาร แล้วเราก็อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างนี้เขาไม่ได้เรียกว่าตาย เขาเรียกเป็นนิพพาน เป็นอะไรไปในทำนองนั้น เหมือนพระอรหันต์ นิพพาน; คือว่า หมดความยึดมั่นว่า"ตัวฉัน” เสียก่อน แล้วเหลือแต่เปลือก เหลือแต่ซาก มันก็แตกดับไปตามเรื่อง. สังขารของผู้ที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นแตกดับอย่างนี้ เขาเรียกว่า นิพพาน เขาไม่ได้เรียกว่า ตาย. ตายนี้เป็นของคนโง่ ของคนไม่อยากตาย; แล้วมันก็ต้องตาย อย่างฝืนความรู้สึก นี้เรียกว่าตายแต่ถ้าคนที่ถอนกิเลสว่า ตัวกู ของกู ได้เสียตั้งแต่ก่อนตาย; อย่างนั้นมันไม่มีตายอีกต่อไป ก็เหลือแต่ร่างกายล้วนๆ หรือว่าจิตล้วนๆ มันดับไปตามธรรมชาติ; อย่างนี้เรียกว่าไม่ตาย ไม่ใช่ตาย เป็นเรื่องดับไปตามธรรมชาติ หรืออะไรทำนองนั้น. แต่ภาษาพูดตามธรรมดาก็เรียกว่าตายอยู่นั่นแหละ. เราจะตายอย่างพระอรหันต์ปรินิพพานนั้น เราต้องมี สติ .

     อยากจะเล่าสักนิดหนึ่ง เผือว่าจะมีประโยชน์แก่พวกคุณที่อายุน้อยๆ ว่าวัฒนธรรมโบราณของไทยนั้น คนเฒ่าคนแก่สมัยโบราณเขาตายอย่างนี้กันทั้งนั้น. และใครตายได้อย่างนี้ มีการนับถือยกย่องบูชาอย่างยิ่ง. เขาไม่ได้กลัวโรคภัยไข้เจ็บ เขาเห็นเป็นของธรรมดา เพราะถูกสอนให้เห็นเป็นของธรรมดา พอเวลาใกล้จะตายเข้ามาตามลำดับ เขาก็รู้ว่า สังขารนี้ต้องแตกดับตามธรรมชาติ ก็ไม่ดิ้นรนว่า ตัวกูไม่อยากจะตาย ตัวฉันไม่ยอมตายอะไรทำนองนั้น. ฉะนั้น เมื่อถึงในระยะพอสมควร ก่อนหน้าสัก ๗-๘วัน ใกล้จะตาย เขาก็บอกเลิกอาหาร อย่างนี้เป็นต้น เพราะกินเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์. เขาไม่กินอาหารกินแต่น้ำหยูกยาไปตามเรื่อง. พอล่วงไปอีก ๓-๔ วันจะตาย น้ำก็ไม่กินพอใกล้เข้าไปอีก ยาก็ไม่กิน ขออยู่ด้วยความสงบ "อย่ามาชวนฉัน ให้กินยากินน้ำ หรืออะไรก็ตามใจ อย่ามากวน” ต้องการจะอยู่นิ่งๆ เพื่อสำรวมสติแล้วให้ดับไปเหมือนตะเกียงหมดน้ำมัน อย่างนั้นแหละ.