Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
อุดมคติของฆราวาส | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

อุดมคติของฆราวาส

406 Views

     ทีนี้ เราก็จะเอาอุดมคติอันไหนกัน? เมื่อฆราวาสก็เป็นมนุษย์ก็ให้อุดมคติแก่ฆราวาสใช้มันสูงๆ เข้าไว้ ให้เป็นมนุษย์เข้าไว้. มนุษย์ตัวหนังสือก็แปลว่า ใจสูงก็ได้ แปลว่าลูกหลานของมนูก็ได้ มนูก็คือคนที่มีใจสูง ฉะนั้นก็แปลว่าคนมีใจสูงก็ได้ ลูกหลานของคนมีใจสูงก็ได้ ทีนี้มันสูงไปจนถึงอยู่เหนือโลกนั้น ฉะนั้นถ้าฆราวาสมีอุดมคติอย่างนั้นอยู่ ก็คงมีอุดมคติของมนุษย์อยู่. อย่างที่เราได้พูดกันหลายครั้งหลายหนแล้วว่า พยายามที่จะเป็มนุษย์ ที่จะไปให้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง; อย่าเป็นเพียงฆราวาสที่ว่าตกหลุมจมเลนอยู่ที่นี่ คือมันเป็นเรื่องวัตถุ เรื่องความสุขทางวัตถุ ทางเนื้อหนังไปเสียทั้งนั้น.นี่เราจะต้องถือว่า อุดมคติของฆราวาสก็คือ เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะเป็นได้ กระทั่งว่าไม่มีพระ ไม่มีฆราวาสเสียแล้วตอนนี้ มันเป็นแต่มนุษย์ที่กำลังตะเกียกตะกาย ไปสู่ความดีที่สุด หรือสูงสุดที่มนุษย์จะเป็นได้. ถ้าให้ความหมายอย่างนี้ อุดมคติของฆราวาสก็น่าชื่นใจอยู่ตามเดิม ไม่น่ากลัวหรือน่าขยะแขยง.

     แม้ว่าเราจะกำลังเป็นอะไรก็ตาม จะต้องมีอุดมคติของมนุษย์ในลักษณะนี้ทั้งนั้น. แต่ว่าเด็กๆ เกิดมา มันก็ยากที่จะมีความรู้สึกในอุดมคติชนิดนี้โดยกระจ่างแจ้ง. แต่ถึงอย่างนั้น ก็ฝากเอาไว้ทีก่อนก็ได้ว่า ขอให้เด็กๆ ทุกคนมีความหมายมั่นปั้นมือไว้ว่า จะให้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้จะถึง. ทั้งที่เรายังไม่รู้บัดนี้ ว่ามันคืออะไร? ทั้งๆ ที่เวลานี้เด็กๆ ยังไม่รู้ว่า นั่นมันคืออะไร? แต่เขาพอจะเข้าใจได้ เพราะว่าใช้คำว่าดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ถึงจะยังไม่รู้ว่าอะไรก็พอที่จะหวังได้ เพราะว่าเขาก็อยากดี แล้วมันก็ค่อยเติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว.ชีวิตเป็นการศึกษา

     เด็กโตขึ้นก็ค่อยๆ รู้จักอะไรสูงขึ้นๆสูงขึ้นจนมาเป็นพรหมจารีเป็นหนุ่มเป็นสาว มันก็ต้องรู้อะไรมากขึ้น; เพราะว่า ในชีวิตนั้นมันเป็นการศึกษา ความผิดพลาดเป็นครูที่ดีที่สุด มันก็เป็นการสอนอยู่ในตัวทีนี้พอเป็นแม่บ้านพ่อเรือนเข้าก็รู้อะไรมาก จากความทุกข์ทรมานในการเป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั่นเอง. ในที่สุดเมื่อผ่านโลกพ่อบ้านแม่เรือนมาพอสมควรแล้ว มันก็รู้ได้ ว่าจะต้องไปยังที่หยุด ที่สะอาด ที่สว่างที่สงบของจิตใจ ที่เขาเรียกกันว่าเย็น เป็นนิพพาน. นี้คืออุดมคติตลอดสายที่เลื่อนไปตามลำดับ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่นั่น.

     เราเป็นนักศึกษานี้ อุดมคติอยู่ที่การสอบไล่ได้ หรืออยู่ที่การสำเร็จในการศึกษา มีเงินใช้ มีลูกมีเมีย แค่นี้มันก็เป็นอุดมคติขั้นเด็กๆไปเท่านั้นเอง เรื่อยไปๆ. ยังไม่ใช่อุดมคติ อันสุดท้าย อันสูงสุดแต่ถึงอย่างนั้นแหละ ฆราวาสก็จะต้องมีสติ ต้องนึกไว้ว่านี่ยังไม่ใช่อุดมคติอันสูงสุด จะได้เงิน ได้ทรัพย์สมบัติมาก ได้คู่ครองที่ถูกอกถูกใจ ได้อะไรก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องมีสติระลึกว่า นี่ยังไม่ใช่ถึงที่สุดของสิ้งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ หรือความปรารถนา; ทีนี้เราก็สามารถที่จะยึดอุดมคติชนิดที่มันเขยิบไปได้ เลื่อนชั้นขึ้นไปได้เรื่อยด้วยสติระลึกอยู่ ไม่ให้ไปหลงในสิ่งที่มันถึงเข้าเฉพาะหน้า หรือมันกำลังเอร็ดอร่อย เป็นสุขสนุกสนาน. โดยหลักใหญ่ๆ อย่างนี้ ก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า “สติ" เสียแล้ว พอเผลอสติเมื่อไร มันก็ไปจมลงไปในสิ่งที่ไม่ใช่อุดมคติ หรืออุดมคติที่เลวที่ต่ำ อุดมคติของเด็กอมมือไปอีก ผมใช้คำพูดว่าเรื่องกิน แล้วก็เรื่องกาม แล้วก็เรื่องเกียรติ จำกันง่ายๆ ว่า ๓ ก

     เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ลงทั้ง ๓ นี้ คงจะมีคนเป็นอันมากถือเอาเป็นอุดมคติ ยึดเอาเป็นอุดมคติ แล้วคุณจะเห็นด้วยหรือไม่? แต่ถ้าว่าไม่เห็นด้วยก็ระวังให้ดี ว่ากำลังหลงมันอยู่หรือไม่? ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ถ้าไม่เห็นด้วยและไม่ใช่อุดมคติ ทำไมจึงไปหลงมัน เรื่องกินก็ต้องเป็นอุดมคติของสัตว์เดรัจฉาน. คำสุภาษิตบรมโบราณพูดว่า จะผูกมัดจิตใจสัตว์เดรัจฉานก็ต้องด้วยอาหาร.

     เรื่องกามก็เป็นเรื่องของคนที่เหลวไหล บังคับจิตใจไม่ได้ จะเรียกว่าพวกเทวดาก็ได้; เทวดาเป็นพวกเหลวไหล บังคับจิตใจไม่ได้สาละวนแต่เรื่องกาม กามคุณ; แล้วมนุษย์ก็เป็นอย่างนั้น สมัครจะเป็นอย่างนั้น. มันก็เป็นเรื่องของคนบ้าๆ บอๆ มันจะเป็นอุดมคติไปไม่ได้ แต่คนก็หลงใหลกันที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด คุณไปมองดูเองก็แล้วกันปัญหาส่วนใหญ่ที่เขาหาเงินไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ; ไม่พอกันสักทีนี้ ก็เพราะเรื่องกามนี่เป็นส่วนใหญ่.

     ทีนี้ก็มาถึงเรื่องเกียรติ เรื่องเกียรตินี้ไม่ต้องดูอะไรมาก ดูว่ามันขึ้นอยู่กับอะไร? มันก็ขึ้นอยู่กับที่คนเขาเทิด หรือเขาเชิด. เกียรติมีความหมายขึ้นมาได้ก็เพราะว่า คนเขาเชิดชูยกย่องกัน; แม้ทำความดีแต่คนเขาไม่เชิดชูมันก็ไม่มีเกียรติอยู่นั่นแหละ. ทีนี้คนส่วนมากเป็นคนตะกละในเรื่องกินเรื่องกามมันก็ไปเชิดชูคนที่มันมีเรื่องกิน เรื่องกามมาก ว่าเป็นคนมีเกียรติ. ฉะนั้นเรื่องเกียรติก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความนิยมอย่างหลับหูหลับตานี้อย่างหนึ่ง มันมิได้หมายความว่าดีจริง.แม้ว่าเขาจะเป็นคนขนาดที่จะเสียสละชิวิตได้ เพื่ออย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็ยกย่องว่า เขาเป็นคนมีเกียรติ นี้ก็ดูให้ดีเถิด ว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง? แล้วเกียรติชนิดที่หลับหูหลับตา ยอมเสียชีวิตได้นั้น มันก็ไม่ได้มีจำกัดอยู่เพียงเท่านั้น คนบ้าบิ่นก็ทำได้; สัตว์เดรัจฉานบางชนิดมันก็กัดกันจนตาย ไม่ยอมแพ้ นั้นมันก็เพราะอัสมิมานะประเภทเดียวกันกับเกียรตินี้. คุณเอาจิ้งหรีด เอาปลากัดอะไรมากัดกัน มันไม่ยอมแพ้ กัดกันจนตาย มันก็เพราะความรู้สึกอย่างเดียว เป็นอัสมิมานะคือเห็นแก่ตัวกู. แต่สาหรับมนุษย์นั้นต้องมีคนคอช่วยโห่ ช่วยปรบมืออยู่ด้วย; มันต่างกันอยู่เท่านั้น.

     เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้ไม่ใช่อุดมคติ; มันจะต้องมีอะไรที่ดีกว่านั้น. ฉะนั้น ไปๆ มาๆ ก็ไม่พ้นไปจากเรื่องของนิพพานคือความที่มีจิตใจสังคมกับความเป็นมนุษย์ มีความสะอาด สว่าง สงบหรือว่ามีความบริสุทธิ์ใจ แล้วก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แล้วก็ไม่แต่ความเยือกเย็นเป็นสุขทั้งตนเองและทั้งผู้อื่น; ถ้าทำได้อย่างนี้จึงถือว่าเป็นเกียรติถ้าคุณรับอุดมคติอย่างนี้ คุณก็จะนึกไปในทำนองว่า พระบรมศาสดาของเรา เป็นผู้ที่มีเกียรติที่สุด. ในบรรดามนุษย์ทั้งหมดในโลก เราจะมองเห็นว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีเกียรติที่สุด ว่าท่านทำอะไรบ้าง? ไปดูเอาเองก็แล้วกัน.

     ถ้าเราจะเอาข้างคนยกยอ คนเชิดชูเทิดทูนกัน พระพุทธเจ้าท่านก็มีคนยกย่องมาก ไม่น้อยกว่าใครๆ; หรือมากกว่าใครๆ เสียอีกครั้งหนึ่งที่พิษณุโลก ผมถามปัญหาขึ้นในหมู่นักศึกษา นักเรียนชั้นสูงว่าในโลกนี้ใครเป็นคนที่เขาสร้างอนุสาวรีย์ให้มากที่สุด? มีเด็กฉลาดคนหนึ่งตอบขึ้นทันควันเลย เมื่อเด็กคนอื่นเงียบกริบตาค้าง. เด็กคนนั้นเขาตอบว่า "พระพุทธเจ้า" ผมเลยถามว่ามากอย่างไร? เขาตอบว่าพระพุทธรูปมากนับไม่ไหว. จำนวนพระพุทธรูปเฉพาะในประเทศไทยนี้ก็มีไม่รู้กี่ล้านๆ องค์ ยิ่งพระองค์เล็กๆ พระเครื่องรางด้วยแล้ว ก็มีจำนวนเป็นล้านๆ เลย. นี่คนที่เขาสร้างอนุสาวรีย์ให้มากที่สุด คือพระพุทธเจ้า; มองดูก็จริง. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านมีเกียรติโดยธรรมโดยธรรมคือมีดีในตัวท่าน แล้วมีเกียรติโดยโลกๆ คือที่เขานิยมกันยกย่องกัน สร้างอนุสาวรีย์ให้มากที่สุด ก็เพราะว่าท่านมีอุดมคติสูงสุด

     เราจึงรู้จักอุดมคติของพระพุทธเจ้า ว่าท่านออกบวชทำไม? หรือถ้าจะเอาให้มากกว่านั้นก็สรุปเรื่องทั้งหมดในชีวิตของพระองค์แล้ว ก็จะมองเห็นได้ว่า ท่านเกิดมาทำไม? นี่เราก็จะพบอุดมคติสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่นั่น