Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
วิธีปฏิบัติกับทุกข์ของฆราวาส | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

วิธีปฏิบัติกับทุกข์ของฆราวาส

407 Views

     นี้คุณก็ไม่ได้ถามปัญหาที่จะเป็นพระอย่างไร? คุณถามปัญหาว่าจะเป็นฆราวาสอย่างไรผมก็ต้องตอบอย่างนี้ คือแม้ว่ามันจะมีความทุกข์อยู่มาก แต่ถ้าเรารับเอามาในฐานะเป็นบทเรียนหรือเป็นข้อสอบไล่ มันก็กลายเป็นของดีไปในที่สุด. เพราะฉะนั้น ที่คุณถามว่าจะป้องกันความทุกข์อย่างไร จะแก้ไขความทุกข์อย่างไร ผมก็ตอบด้วยคำตอบสั้นๆ นี้ว่า รับเอามาในฐานะเป็นบทเรียน. ถ้ามันเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมาเพราะเรื่องของฆราวาสนั้น ก็อย่ารับเอามาในฐานะเป็นความทุกข์ทรมาน ให้รับเอามาสำหรับเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ เป็นบทเรียนที่จะต้องเรียน แล้วก็สอบไล่ให้ได้คือผ่านไป. วิธีนี้แหละที่จะสู้ความทุกข์ของความเป็นฆราวาสได้. ถ้าไปโง่ไปก้มหัวลง รับเอามาในฐานะเป็นความทุกข์แล้วก็คงจะทนไม่ได้; แต่แล้วคนทั่วไปเขาก็รับมันในลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงน่าสงสาร.

     เราก็ได้ข้อสังเกตสักอย่างหนึ่งว่า เป็นฆราวาสนี้เป็นได้ ๒ อย่างคือ เป็นในฐานะเป็นคนหลับหูหลับตาโง่เง่าไป เหมือนกับลากเกวียนลากแอก ลากไถ อย่างวัวควายไปก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง ก็มีทุกข์มากทีนี้เป็นอย่างนักศึกษา เป็นอย่างผู้ที่มีปัญญาสำหรับศึกษา แล้วก็สอบไล่ให้แก่ตัวเอง. มันก็เป็นอีกอย่างหนื่ง ไม่เหมือนกันเลย. เขาเป็นฆราวาสที่เรียกว่าพอดูได้ หรือว่าน่าดูก็ได้ เพราะคนนั้นเขาเก่ง ที่ทำอะไรให้ลุล่วงไปได้ นี้มันก็น่าดู; ถึงจะมีความทุกข์เข้ามา ก็เข้ามาสำหรับให้ชนะ ไม่ใช่ให้พ่ายแพ้ มันก็น่าดูที่ตรงนี้.

     การที่เราจะหลีกทิ้งออกไปบวชเป็นอิสระเหมือนนก นี้มันก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่แล้วปรากฏว่ามีไม่กี่คนที่ออกไปแล้วเป็นอิสระ ฟรีเหมือนนกได้ มันก็ไปเข้าบ่วงอย่างอื่น ถึงกับสึกกลับออกมา นี้ก็มี. ก็แปลว่าไม่ได้เป็นบรรพชิตโดยแท้จริง เป็นแต่รูป แต่แบบ แต่ธรรมเนียมเพราะฉะนั้นคุณก็ใช้สติปัญญา ของตัวเองพิจาฌาดูเอง ว่าความทุกข์ของฆราวาส นี้มันคืออะไร มันเป็นอย่างไร; แล้วเราก็กำลังเป็นอะไรแล้วเราจะต้อนรับมันให้ดีที่สุดในฐานะเป็นการศึกษานั้นอย่างไร. แล้วคุณก็อย่าลืมที่พูดกันไว้วันก่อนว่า เรื่องเป็นอะไร หรืออยู่ที่ไหนนั้น มันอยู่ที่จิต เอาจิตเป็นประมาณ. เพราะฉะนั้นฆราวาสสามารถจะจัดหลีกในชีวิตประจำวันให้มันเป็นนั่นเป็นนี่เป็นโน่นก็ได้. ชั่วโมงนี้เป็นฆราวาสเต็มหนัก. ชั่วโมงหน้าเป็นพระดูเล่นสักสองสามชั่วโมงก็ได้; นี่บอกเผื่อเอา ไว้ .

      ทีนี้เป็นฆราวาสที่เป็นโสดมันก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น แต่อย่าลืมว่าผมก็ได้เรียกคนโสดว่าฆราวาส คือถือตามหลักมนูธรรมศาสตร์บรมโบราณว่า คนโสดนั้นเป็นพรหมจารีไม่ใช่เป็นฆราวาส. เรื่องนี้ก็พูดแล้วคุณก็จดจำไปแล้ว. คนโสดที่แท้จริงคือตั้งแต่ยังเป็นเด็กขึ้นมาจนถึงเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้นยังไม่ใช่เป็นฆราวาส ยังเป็นพรหมจารี มันยังน่าดูยังงดงาม หรือว่ายังมีความทุกข์น้อย. พอย่างเข้ามาเป็นฆราวาส มีบ้านมีเรือน มีครอบครัวนี้ มันก็เป็นฆราวาสเต็มที่ ต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน. นี่ก็ทำให้นึกถึงนิทานสมมุติที่เล่ากันเล่นสนุกๆ ว่า ตอนเป็นชีวิตฆราวาสแท้ๆ มันไปเอาของวัวมา ไปเอาชีวิต ๒๐ ปี ที่พระเจ้าลดให้วัวมา เพราะความโง่ เพราะความโลภ เลยได้เป็นวัวราว ๒๐ ปีคือพ่อบ้านแม่เรือนที่หนักอึ้งเหมือนวัวลากเกวียน ๒๐ ปี จึงค่อยถอนตนออกไปเป็นอย่างอื่น คือเป็นวนปรัสถ์ คือเป็นสันยาสี ก็รอดตัวไปที. แต่ถ้าไปเกิดเป็นสุนัข ไปเกิดเป็นลิงเข้าอีกก็แย่ คือเป็นฆราวาสตลอด ๒๐ ปี หนักอึ้งแล้ว พอแก่ไปกว่านั้นอีก ก็ไปมีเรื่องวิตกกังวล ห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงเหลนอะไรมากต่อไปอีก ก็เป็นสุนัขที่เฝ้าทรัพย์ นอนหลับไม่ได้. นี้ด้วยเหตุที่ว่าไม่ได้ทำไว้ให้ดี ชีวิตนี้มันได้รับการศึกษาฝึกฝนให้เป็นอย่างดี. พออายุมากเข้ามันป้ำเป๋อ มันเลือนฟั่นเฟือน มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ก็กลายเป็นลิงไป คือเป็นตัวตลกให้เด็กๆ หัวเราะ.

     เพราะฉะนั้นคุณจะต้องรู้ไว้ด้วยว่า จะต้องเป็นพรหมจารี ให้ถูกต้อง เป็นฆราวาส คฤหัสถ์ให้ถูกต้อง แล้วพอสิ้นยุคของฆราวาสนี้ก็จะพยายามเป็นวนปรัสถ์ให้มาก คือพยายามเป็นผู้สลัดเรื่องยุ่งๆ ของฆราวาสนั้น ให้มากที่สุดที่จะมากได้ แล้วอยู่ด้วยความสงบ. แม้ที่บ้านที่เรือน ที่เรียกว่าเป็นฆราวาสนั้นแหละแต่เราไม่เป็นฆราวาสอย่างอายุ ๒๐ ที่นั่นแล้ว. เราเป็นคนระลึกนึกคิดฝึกฝนจิตใจกันเสียใหม่ให้ดีที่สุด และอายุต่อไปในบั้นปลายของชีวิต จะไม่ป้ำเป๋อ เลอะเลือนเหมือนคนทั่วๆไป; จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จนวินาทีสุดท้าย; แล้วเราก็มีโอกาส ที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายสุดท้ายถึงที่สุด แม้ว่าจะแก่ชราลุกไปไหนไม่ได้แล้วก็น่าเป็นสันยาสีอยู่ที่ตรงนั้นก็ได้; คือว่าสอนลูกสอนหลาน สอนเหลน ให้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ เพราะว่าเราผ่านโลกมาอย่างถูกต้องเป็นเวลาเกือบร้อยปี.

      คนแก่ชนิดนี้ประโยช์มาก ที่จะตอบปัญหาของเด็กๆ ได้หมดทุกอย่างทุกประการ; มีไว้ในบ้านในเรือนก็เหมือนมีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง สาหรับให้แสงสว่าง. คนแก่อายุตั้ง ๙๐ ปี นั้นย่อมรอบรู้อะไรมาก กำลังไม่ฟั่นเฟือนเลอะเลือนเลยไม่เสียสติสัมปชัญญะเลย เพราะอบรมมาดี. ถ้าผู้ใดกลัวว่าอายุมาก ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี แล้วจะฟั่นเฟือนเลอะเลือน เหมือนที่เห็นๆ กันอยู่โดยมากนั้น ผมขอบอกว่ามีทางป้องกัน อย่าให้มีความทุกข์ในชีวิตฆราวาสตอนนี้ นั่นคือพยายามฝึกจิตตามหลักพระพุทธศาสนาให้มาก ที่เขาเรียกว่า "ฝึกสติ" นั่นแหละ.

     เราฝึกสติให้เป็นระเบียบอยู่ทุกวันๆ ตอนแก่อายุ ๙๐ปี ๑๐๐ปีมันไม่หลง. ถ้าเราปล่อยให้กิเลสตัณหาครอบงำเราทุกวันๆ ไม่ต้องสงสัยอายุ๙๐ปี ๑๐๐ปี มันจะหลงจะฟั่นเฟือน . เพราะฉะนั้นเราจะต้องเสียสละ : เมื่ออายุมันมากพอแล้ว งานก็ทำมามากพอแล้ว ก็ยอมเสียสละ เอาเวลามาฝึกจิตให้ถูกวิธีที่จะฝึก โดยเฉพาะเช่น อานาปานสตินี้อยู่เป็นประจำ; ผมเชื่อว่า จะจริงหรือไม่จริงไม่ทราบ ให้มีอายุสัก ๑๕๐ปี หรือ ๒๐๐ ปีก็จะไม่หลง. มีแต่ว่าร่างกายมันจะทนไม่ไหว มันจะเน่าไปเสียก่อนเท่านั้น. ถ้าสมมุติว่ามันจะอยู่ได้อายุ ๒๐๐ ปี มันก็ไม่หลงดอก; ถ้าอยู่ด้วยจิตใจที่เป็นระเบียบในเรื่องของจิตใจอยู่ทุกวันๆแล้วไม่มีหลงได้.

     นี่คุณเห็นไหมว่า มันน่ากลัวหรือไม่น่ากลัว? อายุสัก ๘๐ ปีแล้วมันเกิดหลงเหมือนคนที่หลงบางคน กินก็ว่าไม่ได้กิน อะไรก็ว่าไม่รู้ทั้งนั้น นุ่งผ้าหรือไม่นุ่งผ้าก็ไม่รู้ กลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้อะไรก็ไม่รู้. ตัวเองชื่ออะไรก็ไม่รู้ นี่มันหลงขนาดนี้; น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว? นี่ก็เป็นฆราวาสที่เป็นทุกข์อย่างยิ่งได้. จะป้องกันได้โดยวิธีฝึกสติสัมปชัญญะ ตามหลักของพระพุทธศาสนาอยู่เป็นประจำ แล้วก็ฝึกมากขึ้นในตอนที่อายุมันมากขึ้น; คือยอมสละสิ่งอื่นออกไป ให้มีเวลามาทำจิตใจให้ดี ให้มากขึ้น; นี่ก็จะรับประกันได้. ถ้ายิ่งทำไปได้ตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ก็จะยิ่งดี; ดีที่ตรงไหน? ก็ดีตรงที่ไปเป็นฆราวาส เป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่เข้มแข็ง ที่เฉลียวฉลาด ที่บึกบึน ที่ทำหน้าที่ฆราวาสให้ลุล่วงไปด้วยดีได้. แล้วพอต่อจากนั้นก็ไปเป็นคนแก่ที่สมองใส ที่จิตใจสว่างไสว เป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ ดีอย่างนี้.

     เมื่อคุณต้องการจะแก้ปัญหาของฆราวาสทุกชนิดละก็แก้ให้ทำเป็นขั้นๆ ไป : เป็นพรหมจารีต้องทำอย่างไร? ถ้าทำผิด ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นตั้งแต่เป็นพรหมจารี; คือเด็กๆ ของเราเป็นบ้าบ้าง กระโดดน้ำตายบ้าง หรือว่าทำอะไรที่ไม่น่าดูอีกหลายๆ อย่าง; เพราะมันทำผิดไปตั้งแต่ขั้นที่.๑ นี่ขอให้กลัวกันให้มาก ละอายกันให้มากในเรื่องอย่างนี้จะได้ป้องกันได้.

     ทีนี้เลื่อนไปขั้นที่ ๒ เป็นคฤหัสถ์. ถ้าในขั้นพรหมจารีทำมาดีในขั้นคฤหัสถ์ก็เชื่อว่าจะต้องดี จะต้องเป็นคนฉลาด จะต้องเป็นคนอยู่ในธรรม อยู่ในพระธรรม อยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในอะไรดี มีความเข้มแข็งอดทน มีกำลังใจที่สูง ไม่มีอะไรมาทำให้มันหวั่นไหวโลเลท้อแท้อะไรได้; ปฏิบัติงานที่หนักที่สุดของชีวิตได้ตลอดสมัยของเขาคือเป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่ดี.

     หลังจากนั้นก็เป็นวนปรัสถ์ อยู่ในบ้านนั้นแหละ สนใจแต่เรื่องในทางความสงบของจิตใจให้มากขึ้น. แล้วก็เป็นสันยาสี อยู่ในบ้านเรือนนั้น สอนลูก สอนหลาน สอนเหลน สอนอะไรก็ได้ แล้วแต่จะมีหรือนั่งตอบคำถามของเด็กๆ เหล่านี้ให้ถูกต้อง.

     ถ้าทำได้อย่างนี้ ฆราวาสก็เกือบจะไม่เป็นทุกข์เลย; หรือถ้ามันเป็นความทุกข์เกิดขึ้นในบางอย่าง ก็กลายเป็นของน่าหัวเราะ คือมันมาทำให้เราฉลาด มันทำให้เราแก้ให้ลุล่วงไป. จะเป็นทุกข์ทำไม? จะต้องไปเป็นทุกข์มันทำไม ก็ตัดอะไรๆ ออกไปได้มาก. แต่ถ้าไม่ได้ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งให้สูงอย่างนี้แล้ว มันรับเอาไว้ไม่ได้. ดังนั้นกาที่คุณเรียนกันในมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ หนุ่ม ๆ สาวๆ เรียนกันอยู่อย่างนี้ผมว่าไม่มีทางเลย ไม่มีทางที่จะต้อนรับความทุกข์ในชีวิต ในฐานะเป็นบทเรียนเลย; จะนั่งร้องไห้บ้าง จะกระโดดน้ำตายบ้าง จะยิงตัวตายบ้างไปเสียทางนี้มากกว่า.

     เพราะฉะนั้นการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย มันยังไม่เป็นอุดมศึกษาเพราะเหตุนี้; มันยังไม่ช่วยให้รู้ว่า เกิดมาทำไม? แล้วจะแก้ไขความทุกข์ที่มันจะเกิดขึ้นในจิตใจด้วยความยิ้มแย้มได้. มันจะกลัว มันจะเสียสติสัมปัญญะสูญเสียความเข้มแข็งอะไรไป; แล้วก็ปวดหัว เรียกกันว่าปวดหัว; พอได้เป็นนาย เป็นผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไป มันก็ยิ่งปวดหัว ก็เลยทำอะไรหวัดๆ.

     สรุปความกันสักทีหนึ่งก็ได้ว่า เป็นฆราวาสนี้เป็นให้ถูกต้องมาตั้งแต่พรหมจารี แล้วก็มาถึงคฤหัสถ์ กระทั่งไปจนถึงวนปรัสถ์ และสันยาสี. สี่คำนี้ถ้าไม่มีคำอื่นที่ดีกว่าแล้ว ก็ขอให้เอาไปใช้. ถ้าคุณมีคำอื่นที่ดีกว่าก็ตามใจ แต่ผมว่านี้ถือเป็นหลักได้ : ชีวิตมนุษย์เกิดมากว่าจะแตกดับ ให้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วนอย่างนี้ :- เป็นพรหมจารีเสียส่วนหนึ่ง เป็นคฤหัสถ์เสียส่วนหนึ่ง เป็นวนปรัสถ์เสียส่วนหนื่ง เป็นสันยาสีส่วนสุดท้าย; แล้วจัดชีวิตในความเป็นฆราวาสนั้นให้ถูกต้องทั้ง๔ ส่วน ก็จะเป็นผู้ที่พอจะกล่าวได้ว่า มีชัยชนะ เป็นผู้ชนะ เกิดมามีแต่ความชนะ เป็นชินะคือเป็นผู้ชนะ นี้ตลอดชีวิตเลย และนี่คือวัตถุประสงค์ของพุทธศาสนา.