Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
สัตบุรุษและอสัตบุรุษ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

สัตบุรุษและอสัตบุรุษ

427 Views

     ทีนี้ ยังมีคำอีกคู่หนึ่ง ขอให้จำไว้ด้วยว่า สัตบุรุษกับอสัตบุรุษอสัตบุรุษนั้นคือคนพาล สัตบุรุษคือบัณฑิต แต่เขาเล็งเอาความสงบรำงับเป็นหลัก. สัตบุรุษ แปลว่าบุรุษสงบรำงับ อสัตบุรุษ ก็แปลว่าบุรุษที่ไม่สงบรำงับ ชาวบ้านทั่วไปมักจะเรียกไปว่า "สัปบุรุษ" สัปบุรุษที่พูดกันตามวัดตามวานั้นแหละคือสัตบุรุษแปลว่าผู้มีความสงบ แล้วอสัตบุรุษก็แปลว่าเป็นพาลคือไม่มีความสงบ. นี่มันเป็นฆราวาสได้ด้วยกันทั้งนั้น ฆราวาสโง่ก็เป็นพาลปุถุชน เป็นอสัตบุรุษไป ฆราวาสฉลาดประพฤติตัวดีสมกับความฉลาดก็เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นสัตบุรุษไปทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นฆราวาสทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นถ้าพูดขึ้นมาคลุมๆ ว่าความทุกข์ของฆราวาส หรือฆราวาสจะต้องเป็นทุกข์เสมอไปอย่างนี้ มันไม่ค่อยถูกนัก. จะต้องดูให้ดีเสียก่อนว่าฆราวาสชนิดไหน.

     ทีนี้ ทำไมเขาจึงพูดว่า ฆราวาสต้องเป็นทุกข์ ถ้าเรายอมรับข้อนี้แล้ว มันก็แสดงอยู่ในตัวว่ามันหมายถึงฆราวาสโง่ ฆราวาสเป็นพาลฆราวาสเป็นอสัตบุรุษ ทีนี้อาจจะคิดให้ละเอียดลงไปว่า แม้ฆราวาสที่ดีเป็นฆราวาสที่ดีนั้น มันก็มีเรื่องมะรุมมะตุ้มนั่นนี่โน่นมากกว่าบรรพชิตเลยต้องถือว่า ฆราวาสนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์; อย่างนี้มันก็ถูกเหมือนกัน. แต่อย่าลึมว่าฆราวาสกับบรรพชิตนี้มันอาจจะปนกันยุ่งก็ได้เดี๋ยวนี้เรายอมเอาเสียว่า เป็นฆราวาสที่ดี เป็นบรรพชิตที่ดีด้วยกันก็ต้องถือว่าฆราวาสมีเรื่องรบกวนมาก คือต้องมีทุกข์มากกว่าบรรพชิตนี่ยุติกันได้อย่างนี้. แต่แล้วก็อย่าถือว่าเป็นฆราวาสแล้วจะต้องมีทุกข์เหมือนตกนรกทั้งเป็นเสมอไป. ฆราวาสที่ดี ที่เป็นสัตบุรุษก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอย่างนั้น; หรือยิ่งเป็นพระอริยเจ้าด้วยก็ยิ่งไม่ต้องเป็นอย่างนั้น

     เดี๋ยวนี้เราอาจจะเข้าใจผิดตามสมมตินั้นมากเกินไปก็ได้ มันก็จะมีผลเสียในข้อที่ว่า ถ้าเกิดโง่ขึ้นมาก็จะยอมรับเอาความทุกข์เข้ามาดื้อๆ อะไรๆ ก็ยอมทุกข์ ยอมรับทุกข์เข้ามาดื้อๆ เพราะถือเสียว่ามันต้องเป็นทุกข์; ผมว่าทำอย่างนั้นไม่ถูก. โดยปกติแล้วเราจะต้องมีจิตใจชนิดที่ไม่เป็นฆราวาส ไม่เป็นบรรพชิตดีกว่า ถ้าไปยึดถือว่าเป็นฆราวาสเป็นบรรพชิตมากไป มันก็เข้ารอยที่เขาพูดๆ กันไว้โดยไม่ทันรู้ตัวหรือว่าโดยสมัครใจไปเสียเลย ไม่มีการต่อต้าน. เพราะฉะนั้น ลืมเสียก็ได้ว่าเป็นฆราวาส หรือเป็นบรรพชิต ถือเสียว่ามันเป็นมนุษย์เกิดมาแล้วก็มีปัญหาอย่างไรก็ต้องแก้ให้มันหลุดลุล่วงไปให้ได้อย่างนั้น ยังจะดีกว่า ไม่เป็นการท้อแท้ล่วงหน้า หรือว่าเป็นการเศร้าโศกล่วงหน้าแล้วเราก็เห็นอยู่แล้วว่า คนเกิดมาก็เป็นฆราวาส นี้มีใครเกิดมาแล้วก็เป็นบรรพชิตมาแต่ในท้อง มันก็เป็นสิ่งที่เลือกได้. เมื่อต้องการจะทำอย่างบรรพชิต มันก็เลือกได้ แล้วก็ทำทีหลัง; แล้วการเป็นฆราวาสหรือเป็นบรรพชิต ก็อย่าเอาอยู่บ้านอยู่วัดเป็นหลักเกณฑ์กันนักต้องเอาที่จิตใจว่าเป็นอย่างไร นี่เราก็ได้พูดกันโดยละเอียดแล้ว

     อยู่วัดสมัยนี้มีจิตใจเหมือนคนอยู่บ้าน หรือยิ่งกว่าคนอยู่บ้านก็ยังได้; คนอยู่บ้านสมัยนี้เขาอาจจะมีจิตใจเหมือนพระ หรือเป็นอยู่อย่างบรรพชิตก็ได้. ถ้าเขามีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด มีบุญมีทรัพย์สมบัติ มีอำนาจที่จะจัดจะทำอะไรภายในบ้านเรือนให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย มันก็ทำได้เหมือนกัน; มันก็เลยเป็นบรรพชิตโดยไม่รู้สึกตัว ดีกว่าเป็นบรรพชิตชนิดที่มันรุงรังมากไปกว่าฆราวาส แล้วไพล่ไปทำอะไรอย่างฆราวาส.