Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ขั้นความสุขของฆราวาส | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ขั้นความสุขของฆราวาส

398 Views

     นี่ผมพูดว่ามันลำบาก เพราะภาษา คือจะถามขึ้นมาว่า ฆราวาสหรือคฤหัสถ์นี้จะมีความสุขได้อย่างไรบ้าง? ชนิดไหนบ้าง ที่เรียกว่าความสุขที่ฆราวาสอาจจะรับได้? นี้มันก็มีทั้ง ๔ ระดับ ทั้งกามาวจรภูมิรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ. มันเอาเนื้อ เอาตัว เอาอะไรเป็นหลักไม่ได้ สำหรับคำว่า ฆราวาส; เพราะว่า ฆราวาสส่วนมากฆราวาสส่วนใหญ่นั้น ก็คือผู้ที่มีจิตใจท่องเที่ยวไป แต่ในกามาวจรภูมิก็เลยยกเอากามาวจรภูมิไว้ให้ฆราวาส ไว้ให้คฤหัสถ์ เป็นมาตรฐานไปแล้วก็อย่าลืมว่า คนในแบบฟอร์มของฆราวาสนั้น บางคนบางเวลาอาจจะไปถึงรูปาจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตรภูมิได้.

      ดังนั้นโดยความสมัครใจของผมเอง ผมก็อยากจะแบ่งฆราวาสออกเป็น ๓ ประเภท อย่างที่ได้พูดกันวันก่อน: ฆราวาสต่ำๆ ธรรมดาสามัญ หรือเมื่อแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นธรรมดาสามัญ; ฆราวาสก็ปฎิบัติฆราวาสธรรมชั้นต่ำๆ เช่นทิศ ๖ได้รับประโยชน์สุขอย่างที่ว่านี้มีเงินใช้ ก็มีความสุข แล้วก็ได้ใช้เงินก็มีความสุข มีความสบายเพราะไม่มีหนี้สิน แล้วก็ไม่มีโทษอะไรที่มาพ้องพาน เกี่ยวกับความเป็นฆราวาสในโลกนี้ ก็สบายแล้ว ทีนี้ฆราวาสชั้นกลางๆ ขึ้นมา;- มั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีลดี เขาก็มีความสุขไปด้วยความสุขที่สูงขึ้นมา คือความสุขจากบุญกุศล หรือความดี มีค่าสูงไปกว่าพวกแรก. ทีนี้ฆราวาสชั้นสูงๆ ที่สามารถรับเอาเรื่องสุญญตาของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติได้ ฆราวาสพวกนี้ก็มีโอกาสที่จะมีจิตใจว่างโปร่งสบายแบบพระอริยเจ้า สงเคราะห์เป็นพวกพระอริยเจ้าไปก็ได้; แล้วถ้าเขาเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อยู่ในรูปคฤหัสถ์ไม่ได้บวชก็อยู่ในพวกนี้เต็มตัว.

     นี่ถามว่า ฆราวาสจะหาความสุขได้อย่างไรบ้าง? มันก็ไปได้สูงถึงโลกุตตระอย่างนี้; จะเป็นโลกุตตระถาวร หรือ โลกุตตระชั่วคราวมันก็เป็นโลกุตตระทั้งนั้น. เมื่อใดจิตใจอยู่เหนือโลก เหนือกาม เหนือรูปเหนืออรูป มันก็เป็นโลกุตตระ ไม่มีทางเป็นอื่น; เป็นได้สัก ๕ นาทีก็ยังดี. ความสุขของฆราวาส ถ้าเอามาตรฐานที่เขาจัดไว้ ก็เรื่องกิน เรื่องเล่น อะไรตามแบบของฆราวาส คือเรื่องกามารมณ์. เขาพูดกันอย่างนั้นก็เพราะเอาส่วนใหญ่ๆ ทั่วๆ ไปเป็นหลัก; แต่ข้อเท็จจริงนั้น ผู้ที่โลกเรียกว่า "ฆราวาส" หรือ" คฤหัสถ์” นั้น ก็ยังเป็นเทวดาก็ได้เป็นพรหมก็ได้ เป็นอริยเจ้าชนิดชิมลองก็ได้ แต่ว่าเป็นพระอริยเจ้าจริงๆ เช่นเป็นพระโสดาบันจริง หรืออนาคามีจริง เหมือนที่ยกตัวอย่างมาให้ฟังแล้วก็ได้ อย่างที่เป็นคนไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร เอาดินที่สัตว์ขุดทิ้งๆไว้มาปั้นหม้อขาย เลี้ยงบิดามารดาที่ตาบอด; นั้นเป็นพระอริยเจ้า แต่ก็อยู่ในรูปของฆราวาส หรือคฤหัสถ์.

     ทีนี้ลองมาดูเรื่องของ มหาอุบาสิกาวิสาขา ว่ามีลูก ๓๒ คนมีหลานคนละ ๓๒ คนมีเหลนอีกคนละ ๓๒ ไม่ทันจะตาย มีลูกหลานเหลน เป็นร้อยๆ; แล้วบางทีก็ร้องไห้เพราะหลาน คนนั้นตาย หลานคนนี้เจ็บ; มหาอุบาสิกานี้เป็นพระโสดาบัน ในเรื่องราวพระคัมภีร์ มีเขียนไว้อย่างนี้ อรรถกถาธรรมบทมีเขียนอย่างนี้. พระโสดาบัน ก็ยังครองเรือน มีสามี มีการงาน อย่างฆราวาส เลี้ยงลูก เลี้ยงหลานเป็นร้อยๆ บางคราวก็ร้องไห้ไปหาพระพุทธเจ้า. อย่างนี้ก็เรียกว่าฆราวาสหรือ “คฤหัสถ์”ได้ และก็มีความสุขอย่างพระโสดาบันได้. เพราะฉะนั้นเราจึงแยกพูดว่า ถ้าพูดตามภาษาพูดก็ไปอย่างหนึ่ง ถ้าพูดตามข้อเท็จจริงว่าเป็นอยู่อย่างไร มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง.

     ฆราวาสไม่จำเป็นต้องสกปรก ลามก ไปตามที่เขาบัญญัติอาจจะเป็นถึงพระอนาคามีก็ได้. แต่แล้วฆราวาสส่วนใหญ่เป็นอย่างไรมันก็อีกเรื่องหนึ่ง. เราจะเอาจุดไหนเป็นฆราวาส? ก็ควรจะเอาฆราวาสที่เป็นปรกติธรรมดาสามัญส่วนใหญ่; แล้วก็ อย่าลืมว่า “คน-คน” นี้เป็นได้ทุกอย่าง; ฆราวาสนี้ เป็นได้ทุกอย่าง เป็นสัตว์นรก เดรัจฉานอะไรก็ได้ ถ้าเขามีจิตใจอย่างนั้น; แล้วก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญนี้ก็ได้; เป็นเทวดาก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ เป็นพระอริยเจ้าก็ได้. เพื่อให้คุณเห็นว่า ในโลกนี้ ในโลกมนุษย์นี้มันมีครบหมดอย่างนี้; แล้วมันก็มิได้มีอยู่ในตัวโลก มันมีอยู่ในจิตใจของคน. สวรรค์อยู่ในอก นรกอยูในใจ นิพพานก็อยู่ในใจของคน; ฉะนั้น คำว่า โลก” นี้มันอยู่ในใจของคน โลกชนิดต่างๆ นานาสาระพัด อธิบายโลก มนุษย์โลก หรือเทวโลก พรหมโลก มันอยู่ในใจ ใจของคน นั่นแหละคือโลก. ความเป็นคฤหัสถ์อยู่ที่ตรงไหน? มันก็มีอยู่ เมื่อมีจิตใจอย่างคฤหัสถ์ ตามที่เขาบัญญัติกันตามภาษาพูด.

     ทีนี้ ไปถึงภาษาพูด มันก็ขัดนั่นขัดนี่ แย้งนั่นแย้งนี้กันอยู่ในตัว. ผมจึงว่า ภาษานี่มันเป็นอุปสรรคในการเข้าใจอะไรต่างๆ. คุณอย่าเอาภาษาเป็นหลักนัก. เอาตัวจริงตามที่เป็นจริงๆ ข้อเท็จจริง นี่เป็นหลัก. มนุษย์โง่ๆ ก็พูดไปอย่างหนึ่ง มนุษย์ฉลาดก็ใช้คำพูดไปอีกอย่างหนึ่ง. ใช้คำพูดคำเดียวกันอย่างนี่มันยุ่งตาย. แม้แต่คำว่า“ความสุข"นี้; พวกคนอันธพาลก็มีความสุขไปอย่างหนึ่ง พวกคนดีก็มีความสุขไปอย่างหนึ่ง. ใช้คำว่าความสุขเหมือนกัน; แล้วความพอใจในความสุขนั้นอาจจะเท่ากันเสียด้วย.

     คฤหัสถ์แปลว่าผู้ที่อยู่ในคฤหะ คือเรือน ฆราวาสแปลว่าผู้ครองอยู่ครอง ฆร คือเรือน. คำว่า “บ้านเรือน” นี้ มันมิได้หมายถึงบ้านเรือนที่เป็นหลังๆ ถ้าไปหมายอย่างนั้นพระเราอยู่บ้านเรือน อยู่กุฏิเช่นเดียวกับบ้านเรือน. คำว่า "บ้านเรือน” เขาหมายถึง ความหมายของกามารมณ์มากกว่า; หรืออย่างน้อยก็เรียกสั้นๆ ว่า กาม. ที่บ้านเรือนนั้นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า กาม เรื่องเพศ เรื่องบุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติอะไรให้ยุ่งไปหมด; นั่นแหละภาษาธรรมะเขาเรียกว่า "บ้านเรือน”ภาษาตัวหนังสือ เรือนเปุนหลังๆ ก็เรียกว่าบ้านเมือนได้ เรือนร้างๆไม่มีใคร อยู่ก็เรียกว่าบ้านเรือนได้ ในภาษาธรรมที่สูงๆ ขึ้น ไป “บ้านเรือน” เขาหมายถึงสิ่งที่ผูกพันยุ่งยากสับสนอลเวงอลวน ในจิตในใจที่เกิดมาจากเงิน ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี เกียรยศ ชื่อเสียงสังคม อะไรก็ตาม ที่มันเป็นเรื่องยุ่งไปหมดนั่นแหละคือ "บ้านเรือน"ไม่ได้หมายถึง ตัวเรือนเป็นหลังๆ

     ผู้อยู่ครองเรือน หรือฆราวาสก็คือผู้อยู่ด้วยความยุ่งยากแบบนี้ความสุขมันก็หายากเต็มที มันเต็มไปด้วยความผูกพัน ความเร่าร้อนต้องแก้ปัญหาทางการเงิน การสังคม อะไรให้เรียบร้อยไปเสียหน่อยมันก็พอจะมีเวลาหายใจสบายบ้าง; ก็ต้องอยู่ที่ มีทรัพย์ มีลูก มีเมียมีเกียรติอะไรอย่างถูกต้อง. ถ้าทำไม่ถูกต้อง ก็จะต้องไปติดคุกตะราง มันก็เป็นการงานที่มีโทษไป.

     เราพูดกันแล้ว ก็ได้ความว่า ฆราวาส เป็นเรื่องยุ่ง เป็นที่อยู่ในความยุ่ง ถือเอาความผูกพันอย่างนี้เป็นความหมายของคำว่า ฆราวาสทีนี้ถ้าถือเอาจิตใจเป็นหลัก มันยังไปได้ไกล. อยู่ในบ้านเรือนอย่างนี้เเต่ว่าจิตใจสูงไปอีก -สูงไปอีก จนไปอยู่ในในกระท่อมน้อยๆ ปั้นหม้อขายเลี้ยงชีวิตบิดามารดา เอาจิตใจเป็นหลักมันก็ออกไปได้ไกลอย่างนี้ในที่สุดเรากีสรุปความได้ว่า ถ้าเป็นฆราวาสชั้นธรรมดา หรือชั้นเลวก็เอาเรื่องทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง ทีได้มาโดยถูกต้องนี้เป็นความสุข ถ้าเป็นฆราวาสชั้นกลาง ก็เอาความดี ความงาม มีบุญกุศง ที่บริสุทธิ์เป็นความสุข ถ้าเป็นฆราวาสชั้นสูง ก็เอาความสุขที่เกิดมาแต่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นความสุข

     ผมพูดแล้วก็ขัดกันหมดกับที่เขาพูดๆ กันอยู่ คือเขาพูดกันนั้น ไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับความไม่ยึดมั่นถือมั่น เขาไม่ให้ฆราวาสศึกษาเรื่องจิตว่าง เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น; ผมบอกว่า นี่พระพุทธเจ้าท่านแนะให้ คือเรื่องสุญญตา ถ้าไม่เช่นนั้น ฆราวาสจะมีอาการเหมือนกับอยู่ในนรกหมกไหม้; เดี๋ยวลูกตาย เดี๋ยวเมียตาย เดี๋ยวผัวตายเดี๋ยวทรัพย์สมบัติถูกไฟไหม้ มันมีสารพัดอย่างที่จะตกนรกเมื่อไรก็ไม่รู้ ก็ต้องเอาเรื่องสุญญตา อนัตตา มาเป็นเครื่องป้องกันให้ฆราวาสเป็นฆราวาสที่น่าดู; เป็นกัลยาณปุถุชน ก็ยังดีถมไปแล้ว ยังมีภาวะที่น่าดู ไม่เป็นทุกข์ทรมานจนเป็นสัตว์นรก.

     สรุปอีกทีหนึ่งว่า ความสุขของฆราวาสนั้น ขอให้มีอยู่ ๓ ชั้นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง. ชั้นต่ำก็เอาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติที่พอเหมาะสมที่ถูกต้อง; ชั้นกลางขึ้นไปก็เอาความสงบในทางบุญกุศลในทางจิตใจที่มันสูงยกมือไหว้ตัวเองได้ ถ้าชั้นสูงขึ้นไปอีกก็เป็นอนุโลมตามพระอริยเจ้า หรือเป็นพระอริยเจ้าไปเลย มีความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นหลัก แล้วมีความสุขที่เกิดมาจากความไม่ยึดมั่นถือมั่น เท่าที่เราจะทำได้ ในวิสัยของฆราวาส; เรื่องก็จบกัน

     คุณเรียนศึกษาในมหาวิทยาลัย ไม่เคยเรียนกันในเรื่องเช่นนี้ผมว่ายังไม่ใช่อุดมศึกษา เพราะว่ายังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม? จะเป็นอย่างไรได้กี่แบบกี่อย่าง? ฉะนั้นอุตส่าห์ฟังเรื่องชนิดนี้เป็นของเพิ่มเติมให้ความรู้ของเราเป็นอุดมศึกษาขึ้นมาจริงๆ

พอกันที นกกางเขนร้องบอกว่าพอกันที

ธรรมบรรยายชุด ฆราวาสธรรม ของท่านเจ้าคุณพุทธทาส เมื่อ 24 เมษายน 2513