Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
จิตอยู่ที่ไหน โลกอยู่ที่นั่น | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

จิตอยู่ที่ไหน โลกอยู่ที่นั่น

454 Views

     ผมเห็นว่า เรื่องภูมิของจิตนี้มันอยู่ที่จิต; จิตอยู่ที่ไหน โลกก็อยู่ที่นั่น. จิตกำลังเป็นอย่างไร โลกก็กำลังเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ในโลกนี้ โลกของมนุษย์นี้ มันมีอะไรครบทุกภูมิทุกภพ; มันแล้วแต่ว่า จิตกำลังเป็นอย่างไร ถ้าจิตหมกมุ่นในกามารมณ์บูชากามารมณ์ โลกนี้ๆก็เป็นกามาวจรภพ สำหรับคนเหล่านั้น บางคนจิตเป็นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรภูมิ โลกนี้มันก็เป็นภพ เป็นภูมินั้นสำหรับคนนั้น. เพราะว่าเราไปสนใจหรือว่ายึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งอื่นมันเหมือนกับไม่มี. เอาที่จิตใจเป็นหลัก

     ปัญหาก็เหลืออยู่แต่ว่า เขาเป็นอย่างนั้นตลอคไป หรือว่าเป็นชั่วคราว? ถ้าเป็นอย่างนั้นตลอดไปมันก็ไม่มีปัญหา เช่น คนๆ นี้มีจิตใจไม่ชอบกามารมณ์ ชอบสิ่งที่ไม่ใช่กามารมณ์ตลอดชีวิตไป มันก็ไม่มีปัญหา. โลกนี้ทั้งโลกมันก็เป็นรูปโลก อรูปโลก สำหรับคนนั้นไปโดยแน่นอนตายตัว แต่ทีนี้จิตใจที่มันยังกลับไปกลับมาได้ ชั่วโมงนี้ชอบกามารมณ์ ชั่วโมงหลังชอบพักผ่อน ไม่ยุ่งกับกามารมณ์ หันไปสนใจเรื่องรูปธรรมล้วนๆ หรืออรูปธรรมล้วน; เมื่อนั้นแหละคือที่ว่ามันสับเปลี่ยนกันยุ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงระหว่างภพ ระหว่างภูมิยุ่งไปทีเดียว; และอาจจะมีได้ครบทั้ง ๔ ภูมิโดยอนุโลม (อย่าลืมคำว่า "โดยอนุโลม ” )

     นาย ก. เป็นคนธรรมดาสามัญ มีการศึกษาดี มีฐานะการเป็นอยู่ดี อายุก็มากแล้ว; ชั่วโมงหนึ่งอาจจะสนใจเรื่อง กามารมณ์ เรื่องเพศ เรื่องอะไร ตามที่เคยกระทำมา; อีกชั่วโมงหนึ่งก็เบื่อเอือม จะไปขลุกอยู่กับวัตถุ ศิลปะหรือสัตว์เลี้ยง หรืออะไรก็ตาม ที่มันไม่เกี่ยวกับกามารมณ์; บางทีเป็นหลายชั่วโมงหลายวันก็ได้ บางทีก็เบื่อสิ่งบ้าๆบอๆ เหล่านี้ สำรวมจิตใจ พอใจแน่วแน่มั่นคงอยู่กับเรื่องบุญกุศล เรื่องโลกหน้า หรือแม้ที่สุดแต่ว่า เรื่องเกียรติยศ ความงาม ความดี เขาก็กลายเป็นคนละคนไป. บางเวลาก็ชอบว่าง ไม่มีอะไรเลย อย่ามีอะไรมารบกวนในจิตใจ ชอบความว่าง. หรือยิ่งเป็นผู้ที่เคยศึกษา ปฏิบัติวิปัสสนามาบ้างแล้ว ก็สามารถทำให้จิตว่างจากสิ่งรบกวนให้เป็นคราวๆ

     นี่แหละคุณเข้าใจเถอะว่า นาย ก. คนนี้เขามีครบทั้ง ๔ ภูมิแต่มันไม่ถาวรเด็ดขาดไป; เป็นเรื่องชั่วคราว กลับไปกลับมา. เดี๋ยวอยู่ในภูมินี้เดี๋ยวไปอยู่ภูมินั้น; หรือถ้าเขาเกิดเผลอนิดเดียว ก็อาจเป็นกามาวจรชั้นเลวก็ได้ หรือทำผิดจนร้อนใจ เหมือนกับตกนรกก็ได้หรือไปติดตะรางก็ได้; เพราะปุถุชนมันเปลี่ยนได้อย่างนี้. เมื่อเขาทำชั่วทำผิดแล้วร้อนใจ เขาก็ลงอบายแล้ว ทั้งที่อยู่ในโลกนี้ มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นี้ แต่ว่าจิตลงไปในอบายภูมิแล้ว เรียกว่ากามาวจรภูมิชั้นที่เป็นอกุศล

     ฉะนั้นคนๆ หนึ่ง เป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกายเมื่อไรก็ได็ เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างปกติก็ได้ แล้วก็เป็นรูปาวจรภูมิ เป็นเทวดาในสวรรค์ มีความสุขความพอใจ อย่างเดียวกับเทวดาในสวรรค์ชั่วครู่ก็ได้ แล้วๆ เป็นพรหม อย่างในพรหมโลกที่ว่าไว้ เหมือนที่พูดให้ฟังเป็นตัวอย่างมาแล้ว; เดี๋ยวอาจจะเป็นพระอริยเจ้าชิมลอง ผมใช้คำว่าชิมลอง มีจิตใจเหมือนพระอริยเจ้าสักชั่วขณ ะหนึ่งก็ได้ คือ มีจิตใจว่างจากทุกสิ่ง ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรยึดถือ เป็นพระอริยเจ้าชิมลองก็ได้. แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าจริงๆ ก็หมายความว่ามันไม่กลับมาอีก ส่วนพระอริยเจ้าชิมลองนั้นกลับมาอีกคืออาจจะมีสักขณะหนึ่ง ที่พอจะมีความรู้สึกพอใจในความว่าง-ในความไม่มีตัวกูนี้ คนธรรมดาสามัญไม่อาจจะเป็นได้ครบอย่างนี้; แต่ว่าฆราวาสชั้นดีเขาอาจจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ เพราะว่าคำว่า “นิพพาน” นี้มันมีหลายคำ ซึ่งแสดงน้ำหนักหรือความหมายหลายระดับ :

     อย่างเช่นพูดว่า ตทังคนิพพาน-เรียกว่านิพพานก็ได้ แต่ไม่ถาวร ไม่เด็ดขาด; มันประจวบเหมาะ ให้เรามีจิตใจว่างโปร่ง ไม่ยึดมั่นถือมั่น. เช่นเราไปอยู่ในสถานที่ ที่ธรรมชาติแวดล้อม ให้จิตใจมันว่างโปร่ง แล้วก็ว่างได้มีจิตใจเป็นตทังคนิพพานได้. หรือเราไปนั่งคุยกับผู้ที่เป็นสัตบุรุษ เป็นพระอริยเจ้า เราก็มีจิตว่างโปร่งไปชั่วขณะได้ อย่างนี้เขาเรียกว่า นิพพานประจวบเหมาะ แล้วก็มีจิตใจเย็นเป็นสุขสบาย เหมือนกับนิพพานจริงเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องชั่วคราว

     ถ้าเราสามารถบังคับด้วยการกระทำกัมมัฏฐานภาวนาอะไรบังคับจิตให้มันว่าง ให้มันเย็น ได้ยาวออกไป; นี้ก็เป็นนิพพานชนิดวิกขัมภนะ - คือเราจัดมัน ทำมัน ปรับปรุงมัน.

     ถัดจากนี้ก็เป็นนิพพานจริงๆ พระอรหันต์จริงๆ. ถึงอย่างนั้นก็ยังอาจจะแบ่งได้เป็นระดับๆ อีกหลายระดับ; แล้วยังแบ่งเป็นส่วนใหญ่ๆ กันว่า นิพพานที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง ทันตาเห็น คือทันทีทันใดหรือนิพพานที่จะต้องคอยเป็นค่อยไปในโอกาสหลัง

     ฉะนั้นจึงถือว่า ฆราวาส หรือคฤหัสถ์อยู่ในโลกอย่างนี้ บางคราวมีจิตใจประจวบเหมาะพอที่จะได้ชิมรสของพระนิพพานตัวอย่างแล้วก็พอใจอยู่ได้ระยะหนึ่ง จะกี่ชั่วโมงกี่วันกี่เดือน อะไรก็ตามใจมันก็เป็นได้. ตอนนี้เราควรจะจัดเข้าไว้ว่าอยู่ในแบบของโลกุตตรภูมิ หรือเป็นโลกุตตรภูมิแบบประจวบเหมาะ

     ขอให้เข้าใจไว้ทีว่า คนๆ หนึ่งเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์ อยู่บ้านเรือน มีบุตร ภรรยา สามี แต่เขาอาจจะมีจิตใจที่เปลี่ยนไปได้ครบทั้ง ๔ ภูมิ; ยังไม่ทันตายจากโลกนี้ ไปไหน เดี๋ยวอยู่ในกามาวจรภูมิเดี๋ยวอยู่รูปาวจรภูมิ เดี๋ยวอยู่ในอรูปาวจรภูมิ เดี๋ยวอยู่ในโลกุตตรภูมิซึ่งเป็นแบบหนึ่ง และชั่วคราว ไม่ใช่เด็ดขาดถาวร