Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ฆราวาสมีภูมิจิตใจต่างกัน | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ฆราวาสมีภูมิจิตใจต่างกัน

430 Views

     ทีนี้คุณก็ไปคิดดูเอาเองว่า ควรจะพูดอย่างไร? ควรจะตอบคำถามนี้อย่างไร? ว่าอะไรเป็นความสุขของฆราวาส? หรืออะไรที่ฆราวาสอาจจะได้รับ. ถ้ามีการแบ่งชั้นของฆราวาสเป็น ๓ ชั้น อย่างทีพูดวันก่อนว่า ฆราวาสชั้นต่ำๆ ฆราวาสชั้นปานกลาง ฆราวาสชั้นสูง;ความสุขก็ต่างกันโดยนัยที่กล่าวมานี้จนพูดได้ว่า ฆราวาสก็มีความสุขได้ครบทุกชั้น ในบรรดาความสุขที่มนุษย์จะมีได้

     ทีนี้ ถ้าจะรู้เรื่องนี้ให้ชัดลงไป คุณจะต้องรู้เรื่องของจิตใจคือเรื่องภูมิเรื่องชั้นหรือระดับของจิตใจให้ครบถ้วน; และอาจเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ฟัง. เกี่ยวกับภูมิของจิตใจในพระพุทธศาสนา หรือว่าจะก่อนพุทธศาสนา นอกพุทธศาสนาก็เป็นได้ ที่เขาวางหลักแห่งภูมิของจิตใจไว้ ๔ ภูมิด้วยกัน คือพวก กามาวจร รูปาวจร - อรูปาวจรและโลกุตตรภูมิ

      กามาวรภูมิ นี้แปลว่าจิตที่ยังท่องเที่ยวไปในกาม

     รูปาวจรภูมิ คือจิตที่ท่องเที่ยวไปในรูปสิ่งที่มีรูปเป็นรูปเฉยๆไม่เกี่ยวกับกาม อรูปาวจรภูมิ คือภูมิของจิตท่องเที่ยวไปในสิ่งที่ไม่มีรูป นี้ก็ยิ่งไม่เกี่ยวกับกาม. โลกุตตรภูมิ จิตที่อยู่เหนือโลก

     ก็แปลว่า ๓ ภูมิแรกอยู่ใต้โลก กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ นี้อยู่ใต้โลก; คือโลกที่เป็นกาม โลกที่เป็นรูป โลกที่เป็นอรูป. อันสุดท้ายอยู่เหนือโลก มีภูมิเดียว อยู่เหนือโลก ไม่แจกถ้าแจกก็แจกได้ แต่ไม่นิยมแจก. ส่วนที่อยู่ใต้โลกนั้นแจกเป็นสาม คือกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร. ข้อนี้ผมขอบอกไว้ก่อน ว่าผมไม่เชื่อว่าเป็นพระพุทธภาษิต; ทางพวกอภิธรรมเขาว่าเป็นพุทธภาษิต แต่ผมไม่เชื่อ อาจเป็นเรื่องที่จัดกันขึ้นทีหลัง บัญญัติอย่างนี้ อาจจะมีก่อนพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะเขารู้เรื่องกาม เรื่องรูป เรื่องอรูป กันมาก่อนพระพุทธเจ้าแล้ว และในเรื่องโลกุตตรภูมิเขาคงจะเคยฝันถึง; แม้ว่าอย่างน้อยเขาจะไม่ได้บรรลุ เขาอาจจะได้เคยฝันถึงสิ่งที่เหนือไปจากโลก

     ทีนี้ปัญหาก็จะมีขึ้นอีกในเมื่อพวกที่จัดอย่างนี้ หรือหลักที่จัดไว้อย่างนี้ ในคัมภีนั้นก็มักจะอธิบายโลกุตตรภูมิกันเฉพาะว่าเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี แล้วก็พระอรหันต์. พระโสดาบันก็มีสองพวก คือ โสดาปฏิมรรค-โสดาปฏิผล. สกิทาคามี ก็มีสองพวกคือสกิทาคามิมรรค-สกิทาคามิผล. อนาคามี ก็มีสองพวก คืออนาคามิมรรค-อนาคามิผล. อรหันต์ สองพวกคือ อรหัตตมรรค-อรหัตตผล. นี้ได้เป็น ๘ แล้ว เพิ่มนิพพานขึ้นอีกหนึ่งเป็น ๙ เขาเรียกว่า “โลกุตตรธรรม" คือธรรมที่อยู่เหนือโลก ฉะนั้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เหล่านี้ก็ถูกจัดไว้เหนือโลก เป็นโลกุตตระ แล้วคุณก็จะไม่เข้าใจที่ว่าพระโสดาบัน สกิทาคามีนี้ เป็นชาวบ้านก็ยังมี อยู่กับลูกเมียบุตรภรรยาสามี อย่างนี้ก็มีอยู่ เช่นตัวอย่างที่ได้ยกมาแล้ว; ถือตามหลักนี้ก็เป็นพวกโลกุตตรภูมิไปแล้ว ก็ยังเป็นฆราวาสอยู่พวกหนึ่ง ไม่ได้บวช. ทีนี้ความสุขของเขาเป็นอย่างไร ?

      เราจะพูดเรื่องภูมิของจิตให้เป็นหลักเสียก่อน แล้วจะได้เข้าใจอื่นๆ ได้ง่าย. พวกกามาวจรภูมิ หรือความหมายของกามาวจรภูมิ นี้หมายถึงจิตมันยังพอใจอยู่เป็นปรกติวิสัย ในสิ่งที่เรียกว่า กามหรือกามารมณ์ มันยังมีความพอใจเป็นปรกติวิสัยอยู่ในส่วนนี้. พวกรูปาวจรภูมิ จิตก็เห็นเรื่องกาม เรื่องกามารมณ์นั้นเป็นของรบกวนเขาอยากจะอยู่โดยไม่มีความรบกวนของกามารมณ์ก็หันไปหาสิ่งที่เป็นรูปธรรมบริสุทธิ์จนได้ความสุข ที่เกิดมาจากรูปธรรมบริสุทธิ์ นับตั้งแต่จะไปสนใจอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่กามารมณ์ เช่นศิลปวัตถุ เช่นธรรมชาติ อันสวยงาม. ผมอยากจะพูดว่า แม้แต่คนที่หลงเล่นสัตว์เลี้ยง เล่นต้นไม้ ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ก็ยังมี แล้วพอใจจนไม่ไปยุ่งกับเรื่องกามารมณ์; นี่จิตใจมันเลื่อนไปอีกภูมิหนึ่ง.

     พวกถัดไปก็เห็นว่า เรื่องรูปนี้ มันก็ยังลำบากยุ่งยาก. หันไปนึกถึงเรื่องที่ไม่มีรูป สิ่งที่ไม่มีรูป เรื่องอากาศ เรื่องวิญญาณ เรื่องความไม่มีอะไร นี่มุ่งหมายอย่างนี้. ในหลักเขาระบุอากาศ วิญญาณความไม่มีอะไร กระทั่งความที่มีจิตใจเหมือนกับว่า ตายแล้วก็ได้ คือไม่มีความรู้สึกอะไร. แต่ความรู้สึกว่า ตัวกู ตัวฉัน ที่ต้องการความสุขนี้ ยังมีอยู่; นี้ก็ไปไกลโขอยู่. สนใจเรื่องอากาศในฐานะเป็นความว่างสนใจเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ เรื่องนามธรรม ในฐานเป็นสิ่งที่ละเอียดประณีต สนใจในความไม่มีอะไร ไม่สนใจในอะไร แล้วก็ไปสนใจในความไม่มีอะไรนั้น เอามาเป็นอารมณ์ของจิต ให้จิตนั้นหมกมุ่น หรือทำความรู้สึกอยู่แต่ในความไม่มีอะไร จนได้ความสุขเกิดขึ้นมา จากสิ่งที่ไม่ใช่รูป เหล่านี้ เขาก็เรียกว่าเป็นภูมิอรูปาวจร = อรูป + อวจร. อวจรแปลว่า เที่ยว หรือเที่ยวลงไป ลงไปเที่ยวอยู่ในนั้น ลงไปเที่ยวอยู่ในสิ่งที่เป็นอรูป หรือไม่มีรูป

     ทั้งสามอย่างนี้เป็นโลก เป็นวัตถุสำหรับรู้สึก และมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง. คำว่า “โลก” นี้แปลว่าสิ่งที่มีการแตกดับ; หรือบางทีก็เรียกว่าโลกิยะ เพราะมันเนื่องกันอยู่กับโลก โลกก็แปลว่าโลกโลกิยะก็แปลว่าเนื่องกันอยู่กับโลก. ส่วนโลกุตตรภูมินั้น ก็เป็นจิตใจที่เป็นไปในทาง ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ยิ่งขึ้นไปๆ จนไม่มีตัวตนเลย ไม่มีความรู้สึกว่า มีฉันมีตัวตนเหลือ. ส่วน ๓ ภูมิข้างต้นนั้น มันเข้มข้นอยู่ด้วยตัวตน มีตัวตนที่เข้มข้น ฉันจะหาความสุขอย่างนั้น ฉันจะหาความสุขอย่างนี้ นี่มันล้วนแต่มีตัวตนเข้มข้น; ส่วนโลกุตตรภูมินั้น ตัวตนมันเริ่มจางไป ในลักษณะที่แน่นอนว่า จะต้องสิ้นไป หมดไปโดยแน่นอน; นี่ก็เป็นเรื่องโลกุตตรภูมิ.

     ที่เขาพูดอยู่สอนกันอยู่ เขาก็เลยแบ่งที่อยู่กันเสียอีก ว่ากามาวจรภูมินั้นคือสัตว์มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน หรือเทวดา ประเภทที่บ้าในกาม เหมือนมนุษย์ เหมือนสัตว์เดรัจฉาน เขาเอาไว้ที่โลกนี้; โลกนี้ก็มีมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานจนกระทั่งสัตว์นรก; เพราะสัตว์นรกนั้นแม้กระทั่งเขาทรมานลำบากอยู่อย่างไร เขาก็ยังต้องการกามารมณ์อยู่นั่น. พอถึงเทวดา เขาก็เอาไปไว้ที่โลกอื่น อย่างที่คุณก็เคยได้ยินว่าแยกเทวดาออกไปเป็นโลกอื่น เทวดาอยู่ที่ไหนก็บอกไม่ได้; แล้วยังมีเทวดาชนิดที่คาบเกี่ยวกันอยู่กับมนุษย์ โลกกับเทวดาโลก เทวดาครึ่งๆกลางๆ เช่นจาตุมหาราชิถาเทวดา รุกขเทวดา ฯลฯ อะไรก็ตาม; และยังมีเทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิต กระทั่งชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ถึงขีดสูงสุดของกามารมณ์. อยู่ที่ไหนเขาก็บอกไม่ได้ แต่เราได้ยินได้ฟังเขาบอกว่ามันอยู่อีกโลกหนึ่งข้างบนขึ้นไปนี้. ระวังให้ดีๆ ที่เขาพูดไว้มันเป็นอย่างนี้ .

     ทีนี้ พอมาถึงพวกรูปาวจรภูมิ หรือรูปพรหม เขาก็เรียกมันว่าพรหมโลก อยู่ที่ไหน? เขาก็บอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ชี ้ไปที่อื่นจากโลกนี้ จากเทวโลกชั้นกามาวจร เสียด้วย. พรหมโลกมีอยู่อีกโลกหนึ่งอยู่ไหนเขาก็บอกไม่ได้ เขายืนยันแต่ว่ามันมี พอถึงชั้น อรูปาวจรภูมิอรูปาวจรภพ นี้ก็แยกไปอีกโลกหนึ่งอีก; พอถึงเรื่องโลกุตตระ และนิพพาน เขาก็ว่าต่อตายแล้ว สักกี่สิบชาติก็ได้รู้ ตายแล้วตายเล่า ตายแล้วตายอีก กี่หมื่นชาติกว่าจะถึงนิพพาน ก็เลยยิ่งไม่รู้ว่าอยูที่ไหนใหญ่. แล้วมีสำนวนพูดกันเป็นวัตถุขึ้นมาว่า "นิพพานเป็นเมืองแก้ว”เป็นนครศิวโมกข์ศิวาลัยก็พูดไป เอาความหมายของตัวหนังสือของฝ่ายอื่นมาด้วยซ้ำไป. เด็กๆ ก็เลยงงใหญ่ ว่าเมืองนิพพานอยู่ที่ไหน? คนแก่ๆ ก็เลยบอกว่า โอย! อย่าเพ่อไปรู้เลย เพียงให้ไว้แต่ลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้; ไม่ตายบ้าง อะไรบ้าง ผัดเพี้ยนพวกเด็กๆ ไว้ก่อน ว่าอย่ามาถาม อย่ามารู้ นี่เขาเอาเรื่องเหล่านี้มาอธิบายอย่างนี้ มันก็มีอยู่พวกหนึ่ง

     มนุษยโลกอยู่ที่นี่ บรรจุไว้ซึ่งสัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ธรรมดาสามัญ แล้วก็เอานรก หรืออบาย เอาไปไว้ข้างใต้ลงไปอีกชี้ลงไปข้างใต้ดิน. เทวโลกก็ชี้ไปข้างบน พอถึงพรหมโลกก็ชี้พ้นขึ้นไปอีก - และชี้ขึ้นไปอีก สำหรับพรหมโลกชั้นสู้งสุด ส่วนพระนิพพานนั้นชี้ไม่ถูกว่าอยู่ที่ไหน ก็เลยได้แต่พูดๆ ไว้ เผื่อๆไว้อีกหลายหมื่นชาติแล้วคงจะถึงสักวันหนึ่ง. นี่เขาพูดไว้อย่างนี้ก็มี แบ่งภูมิของจิตออกเป็น ๔ ระดับ พอถามว่าคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน? เขาก็เลยชี้ไว้อย่างนี้ทีนี้เด็กๆ ที่ ฉลาดก็จะถามขึ้นว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี อยู่ที่ไหน? ในโลกนี้ก็มีอย่างที่เคยเล่าว่ามหาอุบาสิกา วิสาขาอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระอนาคามีก็อยู่ในโลกนี้ใช่ไหม? มันก็เลยตีกันยุ่ง คนตอบก็ตอบไม่ได้; นี่เพราะเขาไปบัญญัติอะไรตามหลักเกณฑ์ทางวัตถุมากเกินไป. ว่าพระอริยเจ้าอยู่ในโลกุตตรภูมิ ทำไมจึงมาอยู่ร่วมกับพวกเราที่นี่ ในโลกมนุษย์นี้. ปัญหาก็เลยค้างเติ่งอยู่ที่นั่น. ยังมีเรื่องยุ่งอีกมาก ที่เขาจะพูดกันในลักษณะที่เอาวัตถุ เอาเนื้อหนังเป็นหลัก เช่นนี้ .