Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
๔ ความสุขของผู้ครองเรือน | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

๔ ความสุขของผู้ครองเรือน

500 Views

     สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๔.๔๕ น. แล้ว ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความสุขของฆราวาส เป็นหัวข้อสำหรับบรรยาย. ลองนึกๆทบทวนมาตั้งแต่ต้น ถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับฆราวาส ที่ได้พูดมาแล้ว : นับตั้งแต่อารัมภกถาคือเรื่องทีเกี่ยวกับมนุษย์ทั่วๆ ไป เราถือว่ามนุษย์โดยทั่วไปเป็นฆราวาส มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งจะต้องมีทั้งความรู้และกำลัง สำหรับปฏิบัติตามความรู้ จนเรียกว่าชีวิตนี้ต้องเทียมด้วยควายสองตัว เพื่อให้เจริญไปตามลำดับ จนถึงวัตถุประสงค์ ที่มีอยู่ว่ามนุษย์นี้เกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่อได้อะไร?1 และก็ได้รู้เรื่องประพฤติธรรมะ ทั้งที่เป็นตัวธรรมปฏิบัติ และที่ เป็นเครื่องมือให้สำเร็จประโยชน์ในการปฏิบัติ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อครั้งสุดท้าย. ทีนี้ผลที่จะได้รับก็คือ ความสุขของฆราวาส หรือจะเรียกว่า ความสุขของคฤหัสถ์ ก็ตาม แต่แล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้นตรงที่ภาษาพูดเป็นสิ่งที่ทำความยุ่งยากความสุขของฆราวาส

     เมื่อเราพูดว่า ความสุขของคฤหัสถ์ อย่างนี้มันมีปัญหาตรงที่ว่าคฤหัสถ์นี้ ได้แก่บุคคลจำพวกไหน? ถ้าถือเอาตามตัวหนังสือมันก็ไปอย่างหนึ่ง. ถ้าถือเอาตามความหมายของตัวหนังสือ มันก็กว้างออกไปมากกว่านั้นอีกมาก และถ้าถือเอาตามข้อเท็จจริง ที่เป็นอยู่จริงๆ แล้วมันพูดยากที่สุด ที่เกี่ยวกับภาษาไทยว่าพวกไหนเป็นฆราวาส? คุณอาจจะยังไม่เคย คิด แต่อย่างผมนี้ ต้องคิดจนชิน; เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในการที่จะปฏิบัติธรรม หรือสั่งสอนธรรม. คุณลองคิดดูอย่างนี้ก็แล้วกันว่า คนที่เป็นคฤหัสถ์ ไม่ใช่บรรพชิต มันมีอยู่หลายชนิด : คนอันพาลก็เป็นคฤหัสถ์ ชาวบ้านที่ดีก็เป็นคฤหัสถ์ชาวบ้านที่เป็นบัณฑิต นักปราชญ์ ฉลาดสามารถก็เป็นคฤหัสถ์ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ที่เป็นคฤหัสถ์ ก็ยังมี. คุณอาจจะไม่ทราบ เพราะไม่เคยอ่าน เรื่องราวเหล่านี้ ถ้าเคยได้ยินชื่อมหาอุบาสิกา วิสาขา หรืออนาถปิณฑิกเศรษฐีก็ขอให้รู้เถอะว่า นั่นเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล; แต่ท่านเหล่านั้นเป็นฆราวาสอยู่บ้านอยู่เรือน มีบุตร ภรรยา สามี อยู่กับลูกกับหลานกับเหลน แล้วยังมีอีกจำนวนร้อย จำนวนพัน ที่เป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระสกิทาคามีในครั้งนั้น. ทีนี้ ยังมีสูงขึ้นไปถึงอนาคามี ที่มีชื่อเสียง ในพระบาลีก็มี คนๆ หนึ่งชื่อฆฏิการบุตร เขาชื่ออย่างนั้นเป็นอนาคามีเลี้ยงพ่อแม่ ที่ตาบอด โดยการปั้นหม้อขาย. บาลี พูดถึงว่าเขาไปเอาดินที่ไม่ต้องขุด เป็นดินที่สัตว์มันขุดขึ้นมา เป็นขุยเป็นกองอยู่นั้นขึ้นมาปั้นหม้อ ปั้นภาชนะดินต่างๆ ขายเลี้ยงชีวิตพ่อแม่ที่ตาบอด นี่เป็นพระอนาคามี ยังมีพระอนาคามีอื่นๆ อีกมากหลายเหมือนกัน เช่นพระพุทธบิดา เป็นต้น

     คุณลองหาความหมายของฆราวาสดูซิว่า เป็นอย่างไร?อนาถปิณฑิกเศรษฐี, มหาอุบาสิกา วิสาขา นี่เป็นฆราวาสหรือเปล่านี่ไม่เป็นปัญหา เพราะยังครองเรือน อยู่กับบุตร ภรรยา สามี แต่ว่าพวกที่เป็นอนาคามี ไม่ได้ครองเรือน ชนิดที่ว่า ไม่มีบุตร ภรรยา สามีแต่ว่าอยู่ที่บ้าน ที่เรือน ไม่ได้อยู่ที่วัด แต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอยู่อย่างคฤหัสถ์ทั่วไป จะผิดกันแต่เรื่องไม่มีกิจกรรมระหว่างเพศ; จิตใจของเขาสูงขนาดโกรธไม่เป็น เป็นต้น; แล้วใครจะไปรู้ในเรื่องจิตใจ การแต่งตัว กินอยู่ นุ่งห่ม อยู่ที่บ้านที่เรือน. ความรู้สึกธรรมดาสามัญของเรา หรือว่า เมื่อกล่าวโดยภาษาไทยธรรมดาของเรา ก็ต้องว่าเขาเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์. ทีนี้คุณไล่มาดูได้ ตั้งแต่คนอันธพาล ที่เลวร้ายที่สุด มาถึงคนธรรมดา มาถึงคนเฉลียวฉลาด เป็นคนดีกระทั่งเป็นโสดาบัน เป

็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี; มันมีถึงอย่างนี้คนไหนเป็นฆราวาส หรือคนไหนไม่เป็น.

     ถ้าเอาตามธรรมดา ก็ต้องถือว่าเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์ อยู่บ้านเรือนหมด. พอปัญหามันมีเข้ามาว่า อย่างไหนเรียกว่า ความสุขของฆราวาส มันก็ตอบยาก; เพราะมันไม่เหมือนกัน มันต่างกันลิบคนอันดับสุดท้ายที่ว่าปั้นหม้อขาย เลี้ยงบิดามารดาตาบอด เขามีความสุขของเขาอย่างไร? ภรรยาก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มีมากไปกว่าปั้นหม้อขาย เลี้ยงพ่อแม่ไปวันหนึ่งๆ

     คุณไปเปิดดูหนังสือตำรับ เช่น นวโกวาท ก็จะมีธรรมะประเภทคิหิปฏิบัติ ระบุถึงความสุขของฆราวาส ว่ามีอยู่ ๔ อย่างคือ๑. สุขเกิดจากความมีทรัพย์ . ๒. สุขเกิดจากการจ่ายทรัพย์บริโภค๓. สุขเกิดจากการไม่ต้องเป็นหนี้. ๔. สุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ ผมว่า หลายองค์คงเคยเรียนมาแล้ว หรือเรียนมาแล้วตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย เพราะเขาให้เรียนหัวข้อธรรมะกัน. สุข เกิดจากการมีทรัพย์ เกิดจากการจ่ายทรัพย์ เกิดจากการไม่เป็นหนี้ เกิดจากการงานอันไม่มีโทษ. ฆราวาสทั่วไปที่เป็นฆราวาสที่ดี ก็เป็นได้อย่างนี้กล่าวคือแสวงหาทรัพย์มา ใช้ทรัพย์บริโภค แล้วอยู่ด้วยจิตใจที่ไม่หนักอกหนักใจ เพราะไม่มีหนี้สิน การงานที่ทำอยู่นั้นไม่มีโทษ เช่นต้องไปติดคุก ติดตะรางเป็นต้น. นี่ เราก็จะเห็นได้ว่า เป็นหลักพื้นฐานขั้นต้นๆ ทั่วไปเท่านั้น. ฆราวาสยังอาจจะแสวงหาความสุขที่ดีกว่านี้ ที่สูงกว่านี้.

     ดังที่เราได้พูดมาแล้ว ว่าฆราวาสชั้นต่ำๆ ก็ปฏิบัติเรื่องเกี่ยวกับทำมาหากิน ฆราวาสที่มีธรรมะชั้นปานกลาง ก็ปฏิบัติเกี่ยวกับปุญณาภิสันทะหรือองค์แห่งความเป็นพระโสดาบัน; นี้มันก็ได้ความสุขที่สูงขึ้นไปมาก แล้วฆราวาสชั้นสูง ก็ปฏิบัติสุญญตา ตามคำแนะนำของพระพุทธองค์ นี้ก็ได้ความสุขที่สูงขึ้นไปอีกมาก จนเป็นลักษณะของนิพพานชนิคชั่วคราว เป็นครั้งเป็นคราว หรือบรรเทาความร้อนอกร้อนใจนานาชนิดได้ ที่มันมักจะเกิดแก่ฆราวาส. แล้วเขาจะไม่ถือว่านี่เป็นความสุขของฆราวาส หรืออย่างไร?

     ฆราวาสที่เป็นพระโสดาบัน ก็ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๔ ประการ :- มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธ มีศรัทธามั่นคงในพระธรรมมีศรัทธามั่นคงในพระสงฆ์ แล้วกมีอริยกันตศีล คือมีศีลดี จนเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า นี้ก็เป็นฆราวาส. แล้วความสุขที่เกิดมาจากคุณธรรม ๔ อย่างนี้มันสูงไปกว่า ที่เพียงแต่จะมีทรัพย์จ่ายบริโภคไม่เป็นหนี้ หรือไม่ต้องติดคุกติดตะราง. ทีนี้พูดถึงพระอนาคามีองค์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น ก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร นอกจากปั้นหม้อเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่งๆ เพราะความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงพ่อแม่ที่ตาบอด; เรื่องมันมีอยู่ว่าจำเป็นที่ต้องเลี้ยงพ่อแม่ที่ตาบอด ไม่เช่นนั้นเขาจะไปเป็นอยู่อย่างอื่น; ไปเป็นนักบวช ไปเป็นอะไรอย่างอื่น; นี้เรียกว่าแทบไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรที่เป็นหลักทรัพย์. ทำงานไปวันหนึ่งๆพอเลี้ยงบิดามารดากว่าท่านจะตาย แล้วก็ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติอะไรอีกต่อไป

     เหล่านี้คือปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นจากภาษา. ผมเรียกว่า ภาษาทำพิษหรือภาษาทำให้เกิดปัญหา ว่าอย่างไรเรียกว่า ฆราวาส เพื่อเราจะพบว่า อย่างไรเรียกว่า ความสุขของฆราวาส. เขากล่าวกันเป็นพื้นฐาน และมีพุทธภาพที่จะตอบคำถามของคนบางคน เช่นว่า ความสุขของฆราวาสนี้บัญญัติไว้เป็นเพียงความมีทรัพย์ ได้ใช้ทรัพย์จับจ่าย ไม่มีภาระหนี้สิน และการงานไม่มีโทษ. นี้มันคล้ายจะถือเอาเป็นเพียงมาตรฐาน สำหรับฆราวาสโดยทั่วไปเท่านั้น. แต่ฆราวาสอาจจะสามารถหาความสุขได้มากกว่านี้ เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น มันอยู่ที่หัวใจเป็นความรู้สึกในจิตใจจริงๆ