Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ธรรมะประเภทเครื่องมือ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ธรรมะประเภทเครื่องมือ

538 Views

     เราจะมองดูกันตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น คุณอยากทิ้งบุหรี่ อยากจะเลิกสูบบุหรี่; คุณจะต้องมีสัจจะข้อแรก - อธิษฐานจิต แล้วก็บีบบังคับจิตให้มันทำตามนั้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วพอมันเกิดปฏิกิริยาเจ็บปวดขึ้นมา คุณจะต้องทนด้วยขันติ และพร้อมกันนั้นก็หาทางนั่น - นี่มาช่วยมัน ให้ความเจ็บปวด หรือเงี่ยนอะไรก็ตามนั้นมันไปเสียทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง เราก็เลยทิ้งบุหรีได้. นี้มันเป็นอุบาย. ธรรมะประเภทนี้เขาเรียกว่า “อุบาย” แต่ไม่ใช่อุบายคดโกง หลอกลวงใคร เป็นอุบายที่จะฆ่ากิเลส. เรื่องทิ้งบุหรี่นิดเดียวมันก็ยังต้องใช้ธรรมะ ๔ ข้อนี้ฆราวาสมีเรื่องอื่นอีกมาก ที่จะต้องทำให้ลุล่วงไป.

     กิจการงานที่มนุษย์จะต้องทำนี้ หรือว่าหน้าที่ ที่จะต้องทำ ในกาพัฒนาตัวเองนี้ เขาแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่จะต้องละออกไปและฝ่ายที่จะต้องทำให้มันมีขึ้นมา เราต้องพลาดทั้งในฝ่ายที่จะต้องละเเละฝ่ายที่จะต้องทำให้มีขึ้นมา ฉะนั้นเราจะต้องรู้ ว่าอะไรมันเป็นความชั่วที่ต้องละ อะไรเป็นความดีที่จะต้องทำ แล้วอะไรเป็นอุบายที่จะทำให้สำเริงได้ตามนั้น. อย่างน้อยก็ต้องรู้ ๓ อย่าง พร้อมๆ กันไป. เช่นอยากจะทิ้งบุหรี่ หรือเลิกอบายมุขต่างๆ นี้ มันเป็นเรื่องที่ต้องทิ้งต้องละ; แล้วเราก็ต้องขยันขันแข็งในการศึกษา ในการทำงาน นี้มันก็ต้องทำให้มีเป็นสองอย่าง อย่างนี้; ก็เรียกว่าฝ่ายที่ต้องละ และฝ่ายที่ต้องทำให้มีขึ้นมา แล้วทีนี้ก็ต้องมีอุบายที่จะให้ได้ตามนี้.

     ภาษาบาลีก็มีคำจำง่ายๆ คำแรกก็คือ อปาย (อปายะ) อบายคือชั่วหรือเลว เสื่อม ที่จะต้องละ. คำที่สอง เรียกว่า - สปาย (สปายะ)คือสบายดี นี่ทำให้มีขึ้นมา. และเราก็ต้องมีอุปาย (อุปาย) คือวิธีการที่จะทำให้อบายหมดไป ให้สบายเกิดขึ้น. สามคำลงท้ายว่า "บายๆ" ด้วยกันทั้งนั้น อบาย - สบาย - แล้ว ก็อุบาย ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ว่า อปายสปาย อุปาย; เหล่านี้เป็นเรื่องชีวิตธรรมดาสามัญนี่เอง แต่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเรียกมัน ส่วนที่เราต้องละ ก็ละ ระบุอยู่ที่อบายมุขทั้งหลายไปหารายชื่ออ่านเอาในหนังสือตำราหรือเป็นเรื่องที่เคยเรียนกันมาแล้วไม่ต้องพูดถึงให้เสียเวลา สปายะ คือถูก กระทำถูก หรือเจริญ เราก็ต้องสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ทำหน้าที่จนมีทรัพย์สมบัติ จนมีเกียรติยศชื่อเสียง จนมีสมาคม มิตรสหายที่ดี นี่ ฝ่ายที่ต้องสร้างขึ้นมา; มีกี่เรื่องคุณก็ไปดูเอง อาจจะรู้ได้ว่า ฆราวาส จะต้องละอะไรบ้าง จะต้องทำอะไรบ้าง .

     ในเรื่องการละบุหรี่ ละเหล้า ฯลฯ ก็ยังต้องใช้ธรรมะอย่างนี้คือส่วนที่ละ. ทีนี้ส่วนที่ต้องทำให้มีขึ้น เช่นว่า คุณจะเรียนหนังสือ จะสอบไล่ให้ได้ ก็จะต้องใช้ธรรมะทั้ง ๔ อย่างนี้อีกเหมือนกัน : สัจจะทมะขันติ จาคะ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น. ถ้ามี ๔ อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องพูดอันอื่นอีกก็ได้ : แต่ว่ามันอาจจะมีอยู่อีกที่เรียกชื่ออย่างอื่น แต่เนื้อแท้มันก็เหมือนกัน เรายังไม่ต้องไปพูดถึงดีกว่าหรือถ้าจะพูดก็เอาไว้ทีหลัง. ขอให้สนใจบูชา “ฆราวาสธรรมที่เป็นเครื่องมือ" นี้ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะสี่ชื่อนี้ให้ก้องอยู่ในหู อยู่ในจิตในใจเสมอ. สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เป็นเครื่องมือกำจัดมาร เป็นเครื่องมือที่จะสร้างสิ่งที่เราปรารถนา ในทุกกรณี โดยเฉพาะของฆฑวาส. แม้บรพชิตที่จะปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็ต้องใช้อย่างนี้; ธรรมหมวดนี้มันจะมีชื่อเรียกว่า “ฆราวาสธรรม” -ธรรมสำหรับฆราวาสก็ตาม ก็ยังใช้ได้แม้จนครั้งไปนิพพานเลย. เรามี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ในข้อปฏิบัติทุกชั้นทุกตอน เรื่อยๆขึ้นไป ก็จะสำเร็จตามลำดับ จนถึงบรรลุนิพพาน.

     นี่ ผมพูดอธิบายธรรมะหมวดนี้ในฐานะที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ เพื่อทำให้ฆราวาสธรรมที่เป็นตัวธรรม ที่เห็นจะต้องประพฤตินั้นสำเร็จ แม้ย้อนไปนึกถึงที่พูดแล้วในคราวก่อนว่า ฆราวาสธรรมต่ำๆ ที่จะต้องปฏิบัติในเรื่องทิศทั้งหกให้ดี ทำมาหากินให้ดี นี้ก็ต้องใช้๔ อย่างนี้. ทีนี้ฆราวาสธรรมที่สูงขึ้นมา ที่ว่าจะต้องมีศรัทธา ปัญญา ในทางธรรม, มีศีลที่พระอริยเจ้า ชอบใจเหล่านี้ เราจะมีสิ่งเหล่านี้ได้ จะต้องมีธรรมะเครื่องมือ ๔ อย่างนี้ช่วยอีกเหมือนกัน. ทีนี้ขั้นสูงสุดที่เราจะต้องมีความรู้เรื่องสุญญตา หรือว่า อบรมจิตใจของเราให้มันแจ่มแจ้งอยู่ด้วยสุญญตา ไม่ไปเที่ยวยึดนั่นยึดนี่ให้เป็นทุกข์ เราก็ต้องใช้เครื่องมือ ๔ ข้อ ๔ อย่างนี้อีกเหมือนกัน. ฆราวาสธรรมพวกโน้นได้ฆราวาสธรรมพวกนี้เป็นเครื่องมือแล้วก็จะอยู่ในวิสัยที่จะทำสำเร็จได้นี้เสร็จไปตอนหนึ่ง.

      ทีนี้ก็อยากจะบอกอีกเหลี่ยมหนึ่งหรือแง่หนึ่งว่า ฆราวาสธรรม ๔ ประการนี้ ที่เรียกว่า “เครื่องมือๆ” อยู่หยกๆ นี้ เราอาจจะ พลิกให้ไปเป็น ฆราวาสธรรมที่จำต้องปฏิบัติก็ได้เหมือนกัน ในโรงเรียนนักธรรมชั้นต้นๆ เขาก็สอนฆราวาสธรรม ๔ ข้อนี้ ในฐานะเป็นธรรมะที่ต้องปฏิบัติ. มิได้สอนชี้ให้เห็นว่าเป็นเครื่องมือ อย่างที่ผมพูดมาแล้ว; เขาสอนให้กลายเป็นหัวข้อธรรมะที่ต้องปฏิบัติไปอย่างไรก็ลองฟังดู :

     - ให้มีสัจจะ ซื่อตรงต่อเพื่อนฝูง ต่อลูกเมีย ต่อเวลาต่อการงาน; (มีสัจจะอย่างนี้)

     - แล้วมีที่มาเป็นเครื่องข่ม ให้มีที่มาเป็นเครื่องข่มใจตนเองอย่าให้พลุ่งพล่าน บันดาลโทสะ หรือว่าบันดาลความรัก - ความเกลียดอะไรขึ้นมา. กลายเป็นอย่างนี้ไป

     - ขันติ ก็ให้อดทน อย่างว่า อดทนร้อน อดทนหนาว อดทนเหนื่อย อดทนเจ็บไข้ อดทนเขาด่า. นี่มีขันติอย่างนี้.

     - จาคะ ก็ให้รู้จัก เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่เพื่อนบ้าน มิตร สหายให้ปัน. จาคะก็กลายเป็นอย่างนี้

     ถ้าอธิบายอย่างนี้ ในธรรมะ ๔ ข้อนี้ เลยกลายเป็นธรรมะธรรมดาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ; ถ้าอธิบายอย่างที่ได้อธิบายมาแล้ว ก็กลายเป็นธรรมะ เครื่องมือสาหรับให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมใดๆ ที่เราต้องการปฏิบัติ. ถ้าเห็นอย่างนี้เราก็ไม่หลง ว่าธรรมะชื่อเดียวกันนั้น ในบางกรณี มันก็เป็นธรรมะที่ต้องปฏิบัติ ในบางกรณีมันเป็นธรรมะประเภทเครื่องมือช่วยให้ปฏิบัติสำเร็จ.

     ตัวอย่างธรรมะ ๔ ข้อนี้ ถ้าจะเอาเป็นธรรมะต่ำๆ สาหรับปฏิบัติมันก็ได้ : สัจจะเป็นคนจริง ทมะ ก็เป็นผู้บังคับตนเอง ขันติก็เป็นคนอดทน จาคะ เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่. แต่ถ้าว่าเราจะให้เป็นธรรมะเครื่องมือ มันมีความหมายที่เปลี่ยนไป : สัจจะ คือการอธิษฐานจิต, ทมะ คือการบังคับจิต, ขันติ คืออดทน ให้บังคับอยู่ได้, จาคะบริจาคสิ่งที่ไม่ควรจะเอาไว้ในใจให้ออกไป; นี่ให้เข้าใจไว้เสียด้วยว่าภาษาบาลีเป็นอย่างนี้. คำๆ เดียวกัน ความหมายได้หลายระดับ หรือถึงกับต่างกันเลยเป็นคนละเรื่องก็มี เป็นเรื่องเดียวกันแต่คนละระดับก็มี; ฉะนั้นอย่าไปประหลาดใจเลย เมื่อไปพบเข้าอย่างนี้ ไม่ต้องงงไม่ต้องสงสัยให้มันเสียเวลา.

     เราได้พูดถึงธรรมะเครื่องมือมาหมวดหนึ่งแล้ว คือสัจจะ ทมะขันติ จาคะ ต่อไปก็จะยกตัวอย่างธรรมที่เป็นเครื่องมือ มาให้พิจารณากันอีกสักหมวดหนึ่ง และเป็นหมวดที่บางทีคุณจะเคยชินมาแล้วในการฟัง การใช้ นั่นก็คือหมวดที่ชื่อว่า อิทธิบาท ๔ อย่างที่เห็นอยู่ว่า มีอยู่ในหลักสูตรที่สอนเด็กนักเรียน เรียกว่าอิทธิบาท ๔ อย่าง : บาท แปลว่าฐาน เชิงรอง เช่น เท้า ตีน ก็เรียกว่าบาท เพราะเป็นเชิงรองรับร่างกายอิทธิ แปลว่าความสำเร็จ คำว่า ฤทธิ์ ก็แปลว่าความสำเร็จ. อิทธิบาทแปลว่ารากฐานแห่งความสำเร็จ เขาระบุของ ๔ อย่างคือ ฉันทะ วิริยะจิตตะ วิมังสา