Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ฆราวาสธรรม๔ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ฆราวาสธรรม๔

438 Views

     ฆราวาสธรรม ที่เป็นเครื่องมือนี้มีระบุไว้ชัดในพระบาลีอีกเหมือนกันว่า มีอยู่ ๔ ข้อ :- สัจจะ-ความจริงใจ ทมะ-การบังคับตนเองขันติ-ความอดกลั้นอดทน จาคะ-การสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจออกไปเสียจากใจ; รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน เรียกว่า “ฆราวาสธรรมในฐานะที่เป็นเครื่องมือ". เราจะอธิบายกันทีละข้อ ว่าธรรมะ ๔ ข้อนี้เป็นเครื่องมืออย่างไร?

      ข้อแรก สัจจะ คือความจริงใจ นี้คือความตั้งใจจริงๆ ที่ จะปฏิบัติในสิ่งนั้นเรียกว่าสัจจะ ตั้งใจให้มั่นอย่างถึงขีดที่สุด เขาก็เรียกว่า“อธิฏฐานะ” ในภาษาบาลี หรืออธิษฐาน รวมกันเข้าทั้งสองคำก็เรียกๆว่าสัจจาธิฐาน ดังที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า มีสัจจาธิษฐาน-คืออธิษฐานในสัจจะ ความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราจะทำ ตั้งใจจะทำ. ข้อนี้มีความสำคัญอย่างไร คุณก็พอจะเข้าใจได้. เราต้องมีความตั้งใจจริงนี้เป็นข้อแรก : แม้เราจะรู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร หรือจะต้องทำอะไร เพียงเท่านั้นไม่พอ มันต้องมีสัจจาธิษฐานในเรื่องนั้น ในข้อนั้น. ฉะนั้นพิธีรีตองต่างๆ บางอย่างบางชนิดก็มีประโยชน์ คือตั้งสัจจาธิษฐานจะทำนั่นทำนี่; ถ้าไม่ส๋าเร็จไม่ยอมเลิกละ เช่น อธิษฐานว่า ต้องสำเร็จไม่สำเร็จก็ต้องตาย มีสองอย่างเท่านั้น.

     เมื่อพระพุทธเจ้าทำความเพียรเพื่อตรัสรู้ ก็มีสัจจาธิษฐานทำนองนี้ เมื่อประทับนั่งลงไปที่โคนต้นโพธิ์ แล้วทรงอธิษฐานว่าแม้อะไรๆ จะหมดไปจนเหลือแต่กระดูกก็ตาม ถ้าไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจะไม่ลุกขึ้นจากที่นั่งอันนี้ลองฟังดู. เลือดเนื้อ เส้นเอ็นอะไรก็ตาม จะแห้งไปจนเหลือแต่กระดูกก็ช่างมัน ถ้ายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จะไม่ลุกจากที่นั่งอันนี้. ในที่สุดก็ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณที่นั่น ในวันนั้น. เรื่องของคนอื่นๆ ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจ ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด ที่จะมีสัจจาธิษฐาน;เพราะว่าเรื่องทางจิตใจนี้มันจัดทำเอาได้ง่ายกว่าเรื่องเป็นวัตถุข้างนอกตามธรรมชาติ. หรือเรื่องที่มันเนื่องกับคนอื่น นี้มันบังคับไม่ได้ หรือบังคับได้น้อย แต่ถ้าเรื่องส่วนตัวของเรา แล้วยิ่งเป็นเรื่องทางจิตใจด้วยแล้ว ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะมีสัจจาธิษฐาน.

      ทีนี้เราจะพูดถึงเรื่องที่ต่ำต้อยที่สุด อย่างการศึกษาเล่าเรียนของพวกคุณในโรงเรียน ในวิทยาลัยก็ตาม ถ้ามีสัจจาธิษฐานกันเสียบ้าง และทำให้มันจริงๆ ผลคงจะดีกว่านี้ เดี๋ยวนี้มันมีสักแต่ความตั้งใจ เราก็ตั้งใจ; แต่แล้วก็มีการโลเลเหลาะแหละ แทรกแซงอยู่ตลอดเวลาทุกๆ วัน. ถ้าตั้งใจจริงมันต้องดีกว่านี้คุณไปดูเถิด ในการศึกษา เล่าเรียนของคุณนั้น ถ้าตั้งใจจริงจะต้องดีกว่านี้ อย่างน้อยอีกสัก๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์; มันมีเวลาที่เหลวไหล เหลาะแหละ ผลัดวันประกันพรุ่ง หรือว่า ขี้เกียจ ฉะนั้นเรามองเห็นกันแล้ว ก็จะ ต้องถือ เป็นหลักธรรมะที่สำคัญ ข้อหนึ่งที่จะต้องเคารพธรรมะข้อนี้. นี้เป็นข้อแรก คือ ตั้งใจจริงขนาดอธิษฐาน

      ข้อที่ ๒ คือ ทม (อ่านว่า ทะมะ) -แปลว่าบังคับตัวเอง ข่มขี่บังคับตัวเอง บังคับใจของตนเอง. สิ่งที่เรียกว่า จิตใจนี้ มันบังคับยาก ใครๆ ก็รู้พอจะเข้าใจกันได้ ว่ามันบังคับยาก; แต่ท่านก็ยังสอนให้บังคับ ให้ยอมแพ้. พระพุทธภาษิตเกี่ยวกับ "ทมะ" น่าฟังมากคือว่า "จงทรมานตน จงบังคับตนให้เหมือนควาญช้างที่ฉลาด สามารถบังคับข้างที่ตกน้ำมัน". ลองนึกถึงภาพพจน์อันนี้ก็เข้าใจได้ง่ายขึ้น. ช้างที่ตกน้ำมัน ไม่ใช่ช้างธรรมดา ควาญช้างมีคำว่าฉลาดประกอบอยู่ด้วยจึงจะบังคับช้างที่ตกน้ำมันได้; เราจงบังคับจิตของเราให้ได้เหมือนอย่างนั้น. เราก็ต้องเป็นควาญช้างที่ฉลาด ถ้าเป็นควาญช้างโง่ มันก็ตายเพราะช้างนั้น; เพราะว่าจิตนี้มันจะยิ่งกว่าข้างที่ตกน้ำมัน.

     คุณจะต้องสังเกตดูให้ดีว่า จิตนี้มันยิ่งกว่าช้างที่ตกน้ำมัน ถ้าเราไม่ไปแตะต้องมันเข้า มันก็ดูคล้ายๆ กับไม่มีพิษสงอะไร; อย่างเรานั่งอยู่อย่างนี้ รู้สึกอยู่อย่างนี้ ดูคล้ายๆ กับว่า จิตนี้มันเป็นของอยู่ในอำนาจ หรือควบคุมง่าย บังคับง่าย. แต่พอลองไปเริ่มบังคับมัน มันจะต่อสู้ แล้วมันจะดิ้นรนยิ่งกว่าช้างตกน้ำมัน; และเมื่อทำไม่ถูกวิธีเป็นหมอช่างที่โง่ ก็จะต้องตาย เช่นเป็นบ้า.

     การบังคับจิตอย่างไม่ถูกวิธี มันทำให้คนนั้นกลายเป็นบ้าเหมือนหมอช้างที่ไม่ฉลาดพอ ไปบังคับช้างที่ตกน้ำมัน มันก็ต้องตาย

     เราจะต้องเป็นผู้ฉลาดในเรื่องของจิต แล้วก็บังคับให้ถูกวิธีมันก็จะ บังคับได้. วิธีบังคับจิตนั้น มันเป็นเทคนิคเฉพาะ เป็นเรื่องๆเรื่องๆ ไป; จะบังคับในลักษณะไหน ก็ต้องไปรักษาเอาในลักษณะนั้น เช่นบังคับให้เป็นสมาธิ หรือจะบังคับให้เป็นวิปัสสนา คือเห็นแจ้ง หรือจะบังคับให้มีฤทธิ์มีเดช มีปาฏิหาริย์ ก็ล้วนแต่ต้องเป็นการฝึกที่ถูกวิธีเฉพาะเรื่องด้วยกันทั้งนั้น. แต่ถ้าพอทำผิดวิธี มันก็กลายเป็นความทุกข์ บางทีก็ทำให้กลายเป็นบ้าเสียสติไป.

      ฉะนั้นในเรื่องบังคับจิต เขาจึงมีอุบายที่แยกเอาไว้เป็น ๒ ชนิดเรียกว่าปัคคาหะ กับ นิคคหะ : ปัคคาหะ คือว่า เอาดีเข้าว่า เอาดีเข้าต่อประคับประคองประเล้าประโลมจิต. วิธี นิคคหะ คือวิธีที่ข่มขี่ลงไปโดยตรง บีบบังคับโดยตรง ฉะนั้นจะต้องดูโอกาสว่า จะต้องใช้อย่างไร?ใช้วิธีไหน? หรือใช้ทั้งสองอย่างให้ทันท่วงที ให้ทันเหตุการณ์อย่างไรเราจึงจะบังคับจิตนี้ได้. เหมือนกับเราจะบังคับเด็กสักคนหนื่ง ด้วยไม้เรียวตลอดเวลา มันคงจะโกลาหล วุ่นวาย; บังคับด้วยสตางค์ ด้วยขนม ด้วยลูกกวาด หรืออะไรดูบ้าง มันก็จะเรียบร้อยกว่า. เรื่องของจิตก็มีอย่างนี้ มี นิคคหะ ปัคคาหะ. นิคคหะ-คือข่มขี่ลงไป เหมือนใช้ไม้เรียว. ปัคคาหะ-คือประคับประคองประเล้าประโลมเหมือนใช้ขนมบังคับ

     เปรียบจิตกับเด็ก นี้ก็มีส่วนจริงอยู่มาก; คือมันยังไม่รู้อะไรถ้าเปรียบกับช้างมันก็มีส่วนจริงอยู่มาก คือมันมีแรงมาก ถึงบทมันดื้อขึ้นมาแล้วมันก็อันตราย. เราไปใช้การสังเกต การพิจารณา ให้ดีๆ ให้รู้เรื่องของจิต รู้ธรรมชาติของจิต รู้เล่ห์เหลี่ยมมายาของจิต ก็จะต้องบังคับได้ในที่สุด. แต่ถ้าเรื่องในทางศาสนาแล้วเขียนไว้ครบถ้วน เป็นตำรา เป็นคำสอน. ในเรื่องของชาวบ้านนั้น ก็ต้องไปหาวิธีเอาเองที่จะบังคับจิต. เช่นคุณอยากจะไปดูหนังในกรณีที่ไม่สมควรจะไป ก็ลองต่อสู้กันกับจิตดู มันก็จะมีโอกาสที่จะพบกับธรรมชาติของจิต หรือการบังคับจิต

     การบังคับจิตนี้เรียกว่า ทมะ เป็นธรรมะสืบต่อมา เป็นข้อที่สอง.ข้อที่ ๑ สัจจะ ความตั้งใจจริง เรากลัวว่า หรือมันมักจะเป็นทีเดียวว่าการตั้งใจจริงที่นี่อยู่ไม่ค่อยจะได้ มันไม่จริงไปตลอด ฉะนั้นเพื่อจะให้จริงตลอดก็ต้องมีข้อที่สอง คือบังคับเขาไว้ให้อยู่ในร่องในรอยของความตั้งใจจริง.

     มาถึง ข้อที่ ๓ ขันติ แปลว่า ความอดทน นี้จำเป็นจะต้องมีเข้ามารับช่วงอีกที; เพราะว่าในการบังคับจิตนั้นมันโกลาหลวุ่นวาย มันเจ็บปวด มันต้องทน เพราะความเจ็บปวด เพราะความโกลาหลนั้น มันต้องทน. ถ้าไม่มีการทน มันล้มละลายที่ตรงนั้นเอง ฉะนั้นต้องเอาความอดทนเข้ามารองรับไว้อีกทีหนึ่ง; จะต้องมีความหนักแน่นและอดทน มันจะได้ไม่โกลาหลมากมาย มันจะได้ไม่เป็นบ้า เพราะเราทำความหนักแน่นให้แก่จิต. แปลว่าสงบรำงับจิตให้มันทนได้ รอได้ คอยได้. เพราะในบรรดาความสำเร็จทั้งหลายนั้นมันมิได้มาทันอกทันใจมันต้องการเวลา บางทีก็ต้องการเวลามากเสียด้วย. ถ้าไม่ทนมันก็ล้มเหลว มันยังไม่ถึงเวลาที่จะได้ผล แล้วเราก็ไม่ทน มันก็เลิกกันฉะนั้นเราก็ต้องทนได้ด้วย รอคอยได้ด้วย. สาหรับภิกษุในพระพุทธศาสนานี้เขามีคำที่ไพเราะน่าฟังมากอยู่คำหนึ่งว่า "ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตา" หมายความว่า เป็นภิกษุ เป็นบรรชิตนี้ มีสิกขาวินัยที่เราต้องประพฤติปฏิบัติ; ทีนี้มันฝืนความรู้สึกของเรา เราต้องทน ทนจนน้ำตาไหล ก็ไม่ยอมให้มันเสียไปในข้อปฏิบัติ. ฉะนั้นความอดทนนี้ถ้าพูดให้ถูกแล้ว มันอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส.

     ในโรงเรียนเขามักจะสอนกันแต่ว่า อดทนต่อคนด่าว่า อดทนต่อความร้อนหนาวตามธรรมชาติ อดทนต่อทุกขเวทนาเมื่อเจ็บไข้ผมว่าอย่างนี้ไม่ยาก นี้เป็นของเด็กเล่น. ที่มันยากที่สุดก็คืออดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. จะเป็น ราคะ โทสะ โมหะ อะไรก็ตาม ที่มันบีบคั้นเผาผลาญจิตใจ. ถ้าคุณเคยมีราคะก็ลองสังเกตดูบ้าง ว่ามันมีพิษสงเท่าไร? จะต้องอดทนเท่าไร? แม้แต่อยากไปดูหนัง อยากจะทำสำมะเลเทเมาอะไรบางอย่างนี้ อื่นได้ไปทำตามที่มันอยากแล้ว มันมีพิษสงอย่างไร? นั่นก็คือความบีบคั้นของกิเลสนั่นเอง. ทีนี้กิเลสบางชนิดมันยังร้ายกว่านั้น มันคอยแต่จะให้เราล้มละลาย หรือฉิบหาย

     ความบีบคั้นของกิเลสเป็นเรื่องของความรักก็ได้ เป็นเรื่องของความเกลียดก็ได้ เป็นเรื่องของอย่างอื่น เช่นอิจฉาริษยา ความกลัวความอะไรก็ตามใจ ล้วนแต่บีบคั้นทั้งนั้น; โดยเฉพาะอย่างยิ่งความวิบัติพลัดพราก ความไม่ได้อย่างใจ ก็ได้อย่างที่กิเลสต้องการนี้ มันบีบคั้นที่สุด; จึงต้องใช้ความอดทน ซึ่งเรียกว่า อธิวาสนขันติ เป็นขันติอันเป็นความอดทนชั้นสูงสุด. อดทนต่ำๆ นั่นคืออดทนร้อนอดทนหนาวตามธรรมชาติ อดทนเมื่อเจ็บเมื่อไข้ เมื่อเกิดทุกขเวทนาอดทนเมื่อเขาด่า เขาสบประมาท ก็ยังไม่เท่าการบีบคั้นของกิเลสในภายในของตัวเอง. แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องอดทนทุกอย่าง อดทนอย่างง่ายๆ อย่างธรรมดานั้นด้วย อดทนอย่างสูงสุด คือการตามบีบคั้นของกิเลส ด้วย .

     ลองคิดดูว่า เราเคยมีความอดทนถึงขนาดนี้หรือเปล่า ในชีวิตของเราที่ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง. ในการศึกษาเล่าเรียนนี้ ไม่ต้องไปเอาที่อื่น เราเคยมีความอดทนถึงขนาดที่น่านับถือ น่าเลื่อมใสอย่างนี้บ้างหรือเปล่า. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครบังคับเรา เราฟรี เราตามใจตัวเองก็ได้ ก็เลยไม่ค่อยจะมีการอดทน; แม้ที่สุดแต่ว่าตั้งใจว่าคืนนี้จะศึกษาเรื่องนี้ให้เสร็จไป ตั้งใจเป็นสัจจะ แล้วบังคับตัวเองให้ทำ แล้วก็ทนง่วงนอนทนอะไรต่างๆ นานา ทนได้หรือไม่? ทนจนเรื่องนี้มันเสร็จไปได้; ถ้าง่วงนอนขึ้นมาก็ไปแก้ไขด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ให้มันหายง่วงนอน ให้เรียนต่อไป ให้มันได้เสียก่อนจึงจะนอน; อย่างนี้เคยทำกันบ้างหรือไม่?ทั้งหมดนี้เรียกว่า "ความอดทน" จะต้องเข้ามารองรับการข่มขี่บังคับตัวเอง อย่าให้มันล้มละลายไปเสียง่ายๆ; คือเราทนอยู่เรื่อย การบังคับตัวเองก็เป็นได้เรื่อย.

     ต่อไปก็มาถึงข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔ จาคะ นี้เป็นการระบายออกของสิ่งที่ต้องทน. จาคะ แปลว่า ให้ หรือ บริจาคออกไป; ในที่พี้นมิได้หมายถึงให้สิ่งของ. คำว่า จาคะ หมายถึงให้สิ่งของก็มี ให้อื่นๆอีกก็มี แต่ในที่นี้เราหมายถึง บริจาคสิ่งที่เราไม่ต้องการให้มีอยู่ในจิตใจของเรา และสิ่งซึ่งเป็นข้าศึกแก่ความดี หรือความสำเร็จ ออกไปจากจิตใจของเรา ก็เรียกว่า "จาคะ" ในที่นี้. นี่หมายความว่า เราจะไม่ต้องทน จนทนไม่ไหว หรือว่าจนตายเพราะทน; ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า“ขันแตก". ขันติ คืออดทน แต่ทนไปทนมา อย่างไรก็ไม่ทราบ เกิดขันแตก คือล้มละลาย. ทีนี้เพื่อไม่ให้ขันแตก เราก็ต้องมีการระบายมีลิ้นวาลว (valve) สำหรับระบายออกอยู่เสมอ คือเราจะต้องช่วยทำอย่างใดอย่างหนื่งอยู่เสมอ ให้มันระบายออกไปเสียเรื่อยๆ อย่าให้ต้องทนจนทนไม่ไหว.

      เพราะฉะนั้น ถ้ามีอะไรจะช่วยบรรเทาได้ ก็ช่วยบรรเทามันออกไป. เราต้องปลอบจิตใจ จะต้องสวดมนต์ภาวนา หรือว่า จะต้องทำอะไรตามที่ว่าควรจะทำ ให้เป็นรูรั่ว สำหรับระบายความกดดันออกไปเรื่อยๆ พอทนไหวเรื่อยๆ รวมทั้งการผักผ่อน การเปลี่ยนแปลงนั่นนี่ให้เป็นไปโดยถูกวิธี ที่เรียกว่า sublimation นั้น ใช้ได้ดี เปลี่ยนกระแสของความกดดัน ให้กลายเป็นกระแสของการส่งเสริมไปเสียทีนี้มันก็เป็นไปในลักษณะที่ครบถ้วนทั้ง ๔ ประวาร เรื่อยไปๆ ไม่เท่าไรก็สำเร็จ ตั้งใจจะทำอะไร ลงนั้นจะต้องสำเร็จ ถ้าเรามีครบถ้วนทั้ง ๔ประการนี้