Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
สิ่งที่ทุกคนควรคิดและต้องผ่าน | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

สิ่งที่ทุกคนควรคิดและต้องผ่าน

401 Views

     ทีนี้ ผมจะยกตัวอย่าง เรื่องที่เห็นจะต้องรู้ ที่เราจะต้องเข้าใจว่ามันคืออะไร? คือเป็นปัญหาที่คุณทุกองค์ควรจะรับเอาไป คิดไปพลางก็ได้ ในฐานะที่มันเป็นปัญหา. เช่นจะถามว่า โดยที่แท้จริงแล้ว ความรักคืออะไร? ครอบครัวคืออะไร? หรือว่าอาชีพคืออะไร? ทรัพย์สมบัติคืออะไร? เกียรติยศชื่อเสียง มันคืออะไร? การสังคมคืออะไร? บุญกุศลคืออะไร? ศาสนา หรือธรรมะนี้มันคืออะไร?

     อย่างปัญหาที่ว่า ครอบครัวคืออะไร? คุณลองไปตอบดูซิ มันจะถูกสักกี่เปอร์เซ็นต์. สิ่งที่เรียกว่าครอบครัวคืออะไร? คุณอาจจะทะนงว่าต้องตอบถูกร้อยเปอร์เซนต์แน่ เพราะเห็นอยู่. เห็นครอบครัวต่างๆ อยู่แม้ครอบครัวของเราเอง เรามีบิดา มารดา เรา เป็นลูก เราก็รู้ว่า ครอบครัวนั้นคืออะไร? ผมรู้สึกว่า นี้ยังเป็นคำตอบที่ยังทะนงมากหรืออาจจะกลายเป็นอวดดีมากก็ได้ ถ้าได้ผ่านความมีครอบครัวไปแล้ว ไม่มีทางที่จะรู้โดยสมบูรณ์อย่างถูกต้องที่จะรู้ว่าครอบครัวคืออะไร .

     เขยิบมาถึงคำว่า ความรักคืออะไร? ผมจะพูดด้วยการยกตัวอย่างมาหลายๆ อย่างให้คุณเลือกเอาเอง ว่ามันควรจะเป็นอย่างไร มีคนพูดกันทั่วๆ ไปว่า ตัวเองรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความรัก; อย่างนี้ผมก็ยอมรับว่า เขารู้จักและเขาก็ควรจะพูดอย่างนั้น; แต่แล้วมันถูกน้อยเกินไป. เรามายกตัวอย่างด้วยเรื่องของคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว คือเป็นคนรนุ่แก่ๆ กันแล้ว และบันทึกที่มีอยู่ในเรื่องบรมโบราณ ในสมัยพวกกรีก รุ่งเรืองด้วยสติปัญญา มีเรื่องว่าที่บ้านคนๆ หนึ่ง เขาเชิญนักปราชญ์ เพื่อนฝูงไปเลี้ยง รวมทั้งโสเครติสคนหนึ่งรวมอยู่ด้วย เมื่อกินเลี้ยงอิ่มหนำสำราญแล้วไว้คุยกันตามประสานักปราชญ์ โดยตั้งคำถามว่า ความรักคืออะไร? บุคคลที่นั่งพูดกันอยู่นั้น ไม่มีคนหนุ่ม ๆ มีแต่คนแก่ๆ หนวดขาวทั้งนั้น. คนหนึ่งบอกว่า ความรักคือความต้องการที่จะรวมตัวกันใหม่ของคน ของสัตว์ ที่เรียกว่า คนตามที่เขาเชื่อกันมาแต่เดิมว่า “คน” นี้ ทีแรกเป็นสัตว์กลมๆ มีปุ่มอยู่แปดปุ่ม เหมือนพวงมาลัยที่ถือท้ายเรือ. เทวดาเห็นว่า มนุษย์ในสภาพอย่างนี้มันมีแรงมากนัก มีกำลังมากนัก มีฤทธิ์มากนัก มันจะเล่นงานเอาพระเจ้า หรือเทพเจ้า; ก็เลยผ่ามนุษย์ออกให้เป็นสองส่วนเสีย คือเป็นชายส่วนหนึ่ง เป็นหญิงส่วนหนึ่ง. แปดปุ่มก็เลยเหลือสี่ปุม คือ มือสอง เท้าสอง. มันก็เลยเป็นสัตว์ชนิดที่มีเพียงสี่ปุ่ม กำลังมันน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง ทำอะไรเทพเจ้าไม่ได้. แต่แล้วมนุษย์หญิงและชาย นี้มันอยากจะรวมกันอย่างเดิม เพื่อมีกำลังอย่างเดิม. ฉะนั้นความรัก ก็คือ ความรู้สึกที่ต้องการจะรวมกันอย่างเดิม เพื่อมีฤทธิ์เดชอะไร ชนิดที่พระเจ้าจะได้เกรงขาม.

     เขามีความเข้าใจอย่างนี้ มันลึกมาก : ความรักนี้ อย่างน้อยก็มีความหมายว่า จะรวมกำลังฝ่ายหญิง และรวมกำลังฝ่ายชายเข้าด้วยกัน เป็นกำลังพิเศษสูงสุด เข้มแข็งอันหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆให้ลุล่วงไป. สิ่งที่เรียกว่าความรักนั้นก็น่าบูชา. ไม่เหมือนกับคนที่พูดว่าความรักคือ “กำลัง” นั้นหมายถึงความบ้า. เมื่อมีความรักเข้าหูเข้าตาแล้ว ก็มีกำลังชนิดที่มหาศาลไม่กลัวตาย บ้าบิ่น มันมีกำลังมากกว่าธรรมดา. เมื่อมีการออกความเห็นกันคนละอย่างสองอย่าง กระทั่งมาถึงอาจารย์โสเครติสเขาบอกว่า ความรักนี้คืออำนาจที่จะนำไปสู่พระเจ้า เขาให้คำอธิบายว่า ถ้ายังไม่มีความรู้สึกไม่มีกำลังมาก พอที่จะเข้าถึงพระเจ้า ซึ่งเลยไปถึงว่า มนุษย์นี้จะมีการสืบพันธุ์ เพื่อการลุถึงพระเจ้าในที่สุด.

     เขาไม่ได้ให้ความหมายไปในทางอย่างลามกอนาจาร หรือหลงใหลหลับหูหลับตา. ความรักคือความต้องการจะผูกพันเพศ ทั้งสองไว้ สำหรับมีพืชพันธุ์เหลืออยู่ จนกว่าจะเข้าถึงพระเจ้าในที่สุด.หรือว่า ถ้าไม่สมบูรณ์ทั้งสองเพศ ไม่รวมกันเป็นอันเดียวกันแล้ว มันเข้าถึงพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดไม่ได้. แล้วในที่ประชุมครั้งนั้น ก็ไม่มีใครพูดให้ดีไปกว่านี้อีก ก็ยุติกัน.

     คุณลองคำนวณดู ถ้าเขาถามคุณว่า ความรักคืออะไร? คุณกำลังจะตอบว่าอย่างไร ? ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ฝันไปได้ ตามประสาของคนที่รู้จักโลกรู้จักชีวิตเพียงเท่านี้ คนหนุ่มคนสาว รู้จักสิ่งที่เรียกวาความรัก ในลักษณะที่เป็นอันตรายแก่ตัวเองทั้งนั้น มันเป็นความโง่มาก ถึงขนาดที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะความรัก ก็มีอยู่มาก ฉะนั้นจึงมองเห็นได้ว่า ความรักของคนชนิดนี้ คือความบ้าบิ่น ความโง่ โง่เหมือนคนตาบอด หรือว่า เลวลงไปถึวว่า ความรักคือความต้องการที่จะแสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง อย่างนี้เป็นเรื่องของราคะ เรื่องของดำกฤษณา คือ ตัณหาชนิดที่เลวที่สุดไปเสียเลย.

     ทีนี้ มนุษย์เราจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความรักโดยถูกต้องสมบูรณ์นั้นจะรู้จักได้เมื่อไร? และเมื่อไรจะรู้ หรือจะมองไปในแง่ที่มันลึก ชนิดที่โสเครติสว่า; ว่าความรักคือสื่อที่จะนำมนุษย์ ไปสู่พระเจ้า. เวลานี้เราอาจจะไม่เห็นด้วย หรือหาว่าบ้าที่สุดก็ได้ เสร็จแล้วใครเป็นคนบ้า ลองคิดดู. เดี๋ยวนี้คนในโลกสมัยนี้รู้จักความรักกันในแง่ไหน. ถ้าอยู่ในพวกที่ตามก้นฝรั่ง ก็ไปดูพวกฝรั่งบ้าง ว่าเขารู้จักความรักกันในแง่ไหน. เดี๋ยวนี้เรื่องอนาจารเกี่ยวกับความรักมากมาย เกิดขึ้นใหม่ๆ ในประเทศสแกนดิเนเวีย คุณก็คงเคยอ่านหนังสือพิมพ์ นี่มนุษย์บ้าหลังไปไกลเท่าไร ในเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก ยักย้ายกันอย่างนั้นยักย้ายกันอย่างนี้ แล้วสิ่งนี้มันไม่ใช่สิ่งเล็กน้อย มันเป็นสิ่งที่กำลังกำชีวิตจิตใจของคนในโลกไว้ทีเดียว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยวัตถุนิยมอย่างนี้ หรือในหมู่คนที่เป็นวัตถุนิยมอย่างนี้ เรื่องเพศเรื่องความรัก ก็เป็นเรื่องใหญ่กว่าทั้งหมด. ถ้าปล่อยให้เลือกเอาตามชอบใจแล้ว ก็เลือกกันไปในเรื่องอย่างนี้ทั้งนั้น นี่เป็นตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่คุณไปคำนวณได้เองว่า เรารู้จักมันในลักษณะไหน? เพียงเท่าไร? จะไปเป็นฆราวาสที่ดีได้อย่างไร? จะอาศัยเรื่องนี้เป็นเครื่องตัดสินได้.

     ถ้าถามว่า ครอบครัวคืออะไร? คนที่ไม่เคยมีครอบครัวก็คงจะฝันเอาเองอีก ฝันอย่างเป็นสุขสนุกสนาน คืออย่างนั้นอย่างนี้;ไม่มองเห็นในลักษณะที่ว่า มันเป็นความหนักอึ้งของชีวิต คือบุคคลที่อยู่ในอาศรมคฤหัสถ์นั้นเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ในการต่อสู้ ในการอดทนในการอะไรต่างๆ ว่ามันเป็นภาระหนักอย่างไร. นี่เป็นหลักทั่วๆ ไปคนหนุ่มสาวที่ยังโง่ ก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวนั้น เป็นที่น่าสนุกอย่างหนึ่ง. คนที่เป็นพ่อบ้านแม่เรือนผ่านมาแล้ว ก็รู้สึกว่ามันเป็นความทุกข์ทรมานอย่างหนึ่ง แต่ถ้าโสเครติสว่าหรืออธิบาย มันก็ไปในรูปว่า นี่คือกำลังไปสู่พระเจ้า. การที่มีครอบครัว มีลูกมีหลาน คือการที่เรากำลังใกล้พระเจ้าเข้าไปทุกทีๆ ; ถ้าเราตายเสียก่อน ลูกของเราก็จะเดินต่อไป จนให้ถึงพระเจ้า ในนามของมนุษย์ให้จนได้ ให้มนุษย์ถึงพระเจ้าให้จนได้. ฉะนั้น ครอบครัวคือ ทำยาทที่จะรักษาไว้เป็นอย่างดี สำหรับให้มนุษย์ถึงพระเจ้าให้จนได้. เขาจึงอบรมลูกหลานเหลน ในลักษณะที่จะต้องให้เข้าถึงพระเจ้าจนได้. ไม่อบรม ลูก หลานเหลน ให้เห็นแก่ตัว ให้เห็นแต่วงศ์สกุลของตัว เห็นแก่อะไรๆ ล้วนแต่เป็นของตัว เหมือนคนสมัยนี้ ตัวเองก็ไม่รู้จักที่จะไปหาพระเจ้าแล้วจะเอาปัญญาไหนมาอบรมลูกหลานให้ไปหาพระเจ้า. ฉะนั้น ก็อบรมลูกหลานของตัวให้บ้ามากยิ่งไปกว่าตัว แล้วก็ไม่มีอะไรอีก.

     คุณลองไปหลับตานึกดู พ่อแม่หวังจะให้ลูกเป็นอย่างไรต้องการให้ดี ให้สวย ให้ขายได้แพงๆ. พูดอย่างภาษาของผมก็ว่าให้ลูกชายมันดี ให้ลูกหญิงมันสวย แล้วก็ขายกันได้แพงๆ; ไม่มีอะไรที่ จะพูดถึงพระเจ้า ที่ว่าเพื่อให้ มนุษย์ถึงพระเจ้า ด้วยการที่เรามีลูกมีหลาน มีเหลน. นี่แหละแม้แต่ว่าครอบครัวคืออะไร? มันก็ยังมีตอบกันได้ แตกต่างมากมาย อย่างนี้.

     ถามว่า ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ก็คงจะมองในแง่ที่ว่า เป็นปัจจัยสำหรับให้แสวงหาความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทุกเวลานาทีของชีวิต จึงต้องการมีทรัพย์สมบัติอย่างนั้น; แล้วก็เลยละโมบโลภลาภจนกลายเป็นลามก อติโลโภ หิ ปาปโก โลภมาก นั้นลามก. เดี๋ยวนี้ก็ยังโลภมากกันอยู่อย่างนั้น; เพราะไปเข้าใจคำว่า ทรัพย์สมบัติผิด. ถ้าเข้าใจถูกก็จะถือว่า มันเป็นเพียงปัจจัยสำหรับให้เรามีชีวิตอยู่ได้ สำหรับเดินทางไปหาพระเจ้า ถ้าถือตามภาษาพูดของพวกคริสต์ ก็ไปหาพระเจ้า ถือตามภาษาพูดของพวกเรา พุทธบริษัทก็คือไปหาพระธรรม จุดสูงสุดของพระธรรมคือพระเจ้าเหมือนกัน.

     ทรัพย์สมบัตินี้มีไว้ให้อำนวยความสะดวกในการที่จะชีวิตอยู่เพื่อให้มนุษย์มีจิตใจ เจริญ-เจริญ-เจริญ ไปจนถึงพระเจ้า; ไม่ใช่เมาละโมบโลภลาภกัน ได้ล้านหนึ่งแล้วยังไม่พอจะเอาสิบล้าน ได้สิบล้านก็ไม่พอ จะเอาร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน. เข้าใจทรัพย์สมบัติกันในลักษณะนี้ มันก็เกิดมาเป็นเปรตเท่านั้นเอง คือหิวเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด: ฉะนั้นมันจึงมีหลักว่า อติโลโภ หิ ปาปโก -โลภเกินนั้นลามก. คนที่มีความรู้สึกว่า ทรัพย์สมบัตินั้นเป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเป็นอยู่ และให้เรามีชีวิตอยู่ได้ สาหรับเดินทางไปหาพระเจ้า อย่างนี้ไม่มีทางที่จะโลภเกิน; เพราะเขารู้จักสิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สมบัตินี้ถูกต้อง.

     ทีนี้ก็จะถามต่อไปว่า อาชีพนั้นคืออะไร? ก็ตอบได้ง่ายๆเพราะ เรารู้ว่า ทรัพย์สมบัติคืออะไรเสียแล้ว ที่นี้ก็ตอบได้ง่าย ว่าอาชีพนั้นคืออะไร เพราะว่าอาชีพนั้นเป็นเครื่องมือสาหรับที่จะได้ทรัพย์สมบัติ ฉะนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายของทรัพย์สมบัติ. อาชีพเป็นเพียงเครื่องมืออันหนึ่งที่จะให้อยู่ได้ อย่างสะดวกสบายด้วยการมีทรัพย์สมบัติ. ฉะนั้นอย่าหวังให้มันมากเกินขอบเขตไปมันจะลามกอีกจะต้องรู้จักแสวงหาอาชีพที่เหมาะสม และพอสมควรที่จะเป็นมนุษย์ที่ดีได้ ก็พอแล้ว. อาชีพนี้มันก็อยู่ในขอบเขต ที่เพียงว่าทำเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ได้ สำหรับได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ อาชีพนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ เป็นเพียงอุปกรณ์ สำหรับให้เราอยู่ได้เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ.

     ดูต่อไปว่า เกียรติยศ ชื่อเสียง นั้นมันคืออะไร? ผมกล้าพูดว่าคุณทุกๆ องค์นี้ ต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นอย่างยิ่ง และก็จะบูชาเกียรติยศ ชื่อเสียง; นี้มันขึ้นอยู่กับคำว่า “ ดี” เพียงคำเดียว. ใครๆก็ชอบดี รักดี อยากจะมีอะไรดี ในความหมายของคำว่าดี และเราก็เรียกมันว่า เกียรติ. มันเป็นเครื่องยั่วให้เรามุมานะ; ผมก็ไม่ต้องอธิบายอะไรนัก คุณก็รู้สึกแก่ใจได้. แต่แล้วเอาไปใช้อะไร? มันก็เอาเกียรตินี้ไปใช้เพื่อหาความสะดวกสบาย หาอำนาจวาสนา หาทรัพย์สมบัตินั่นอีก. เกียรติกลายเป็นเครื่องมือสำหรับใช้แสวงหาทรัพย์สมบัติมันก็กลับไปเป็นของต่ำ หรือของสกปรกไปเท่านั้นเอง.

     ถ้าจะพูดว่าเกียรติมีไว้สำหรับสบายใจ มีไว้อิ่มใจว่าเรามีดีอะไรเช่นนี้ ก็ยังไม่พ้นไปจากความบ้าหลัง บางทีก็ฆ่าตัวตาย เพราะปัญหาเรื่องเกียรติเป็นส่วนมาก. มีเงินมีอะไรแล้ว ก็ยังไม่มีเกียรติ หรือกลัวจะเสียเกียรติก็ยอมฆ่าตัวตาย ซึ่งยังไม่รู้เลยว่า เกียรตินั้นคืออะไร; เข้าใจผิดๆใช้มันผิดๆ และหามันผิดๆ จนหาเกียรติมาในลักษณะ ที่เป็นของปลอม เกียรติยศที่ปลอม. มีคนเป็นอันมาก สร้างตัวเองให้มีเกียรติ ด้วยวิธีที่ไม่ซื่อตรง ไม่สุจริต.

     คำว่า “เกียรติ” นี้ มันก็มีหลายชนิดนัก เกียรติ เพราะดีจริงๆก็มี เกียรติ เพราะอำนาจวาสนามาบังคับเอาก็มี ปิดปากคนอื่นได้มันก็มีเกียรติ. ระวังให้ดีว่า เกียรตินั่นมันมีหลายชนิด ชนิดที่ดีที่สุด มันคืออะไร? แม้ที่สุดจะพบว่า มันยังใช้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ; มันยังจะทำความยากลำบากให้แก่ผู้ที่ ยึดมั่นถือมั่น; ฉะนั้นเราอย่าไปหลงมันเกินขอบเขต. ถ้าไม่หลงเสียได้ก็เป็นการดี. ฉะนั้นถ้าจะถามว่า เกียรติ คืออะไร ก็รู้กันอยู่แล้ว ไปคิดกันเอาเองต่อไป.

      เพื่อนฝูง มิตรสหาย สังคม คืออะไร? ผมก็รู้สึกว่า ยังไม่เข้าใจกันอยู่นั่น ว่ามิตร สหาย นี้มันคืออะไร; เม้ว่าจะเข้าใจกันได้ถูกต้องอยู่มากก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด. ผมอยากจะพูดว่า “มิตรสหาย” คือเครื่องมือที่จะพาไปหาพระเจ้า หรือพระธรรม. คำว่า “มิตร- มิตร” นี้มันจะเป็นเพื่อนเล่นเพื่อนหัวเพื่อนกิน สำมะเลเทเมาเสียมากกว่า คุณมักจะพูดว่า ถ้าไม่ยอมสูบบุหรี่กินเหล้าไปกับเขา จะเสียมิตร จะเสียสหาย; นั่นน่ะมันหลับตากี่มากน้อย. คาว่า “มิตร” นี้ มันต้องการเป็นเครื่องมือ ที่จะพาเราไปสู่จุดสูงสุดของมนุษย์ ช่วยกันไปสู่จุดสูงสุดของมนุษย์ คือ พระเจ้าอีกนั่นแหละ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “กัลยาณมิตร” คือทั้งหมดของความสำเร็จ พระอานนท์เข้าใจว่ากัลยาณมิตรคือ ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จในชีวิต; แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันเป็นทั้งหมดของความสำเร็จในชีวิต.

     ถ้าเรามีเพื่อนที่ดี เพื่อนจริงคือเพื่อนที่ดี จะไม่ลากเราไปลงนรกหรือไปอบายมุข หรือไปเสียเวลาอยู่ที่ไหน. ท่านก็ระบุไปยังบุคคลที่ประกอบด้วยองค์แห่งมรรค บุคคลที่ประกอบอยู่ด้วยองค์แห่งมรรคมีองค์แปดนั้นแหละ : มีความเห็นถูกต้อง มีความปรารถนาถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง มีการกระทำถูกต้อง เลี้ยงชีวิตถูกต้อง พากเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง มีสมาธิถูกต้อง ที่เรียกว่ามรรคมีองค์ แปดนี้ เป็นกัลยาณมิตร จะพาไปสู่นิพพาน. ฉะนั้น ผู้เป็นกัลยาณมิตรก็คือ ผู้ที่จะพาเราไปสู่พระเจ้า หรือไปสู่นิพพาน.

     แต่เดี๋ยวนี้เรามาคิดแต่เพียงว่า ถ้าเราไม่กินเหล้ากับเขาเขาก็จะไม่เป็นมิตรกับเรา.ุ ไปเปรียบเทียบกันดูซิ. หรือเราไม่ไปเที่ยวสำมะเลเทเมากับเขาตามที่นั่นที่นี่ เขาก็จะไม่เป็นมิตรกับเรา. ผมอยู่ที่นีได้ยิน มากที่สุด ในข้อแก้ตัวอันนี้; คือสึกออกไปแล้ว ก็มาสารภาพว่า เดี๋ยวนี้กินเหล้าแล้ว เพราะ ว่าทนเพื่อนไม่ได้ กลัวจะเสียเพื่อน นี่เขาบอกอย่างนี้; ทั้งๆ ที่มีอายุมากแล้ว มีฐานะสูงพอสมควรแล้ว ก็ยังต้องทำอย่างนี้อยู่. ฉะนั้นคุณไปรู้จักสิ่งเหล่านี้เสียให้ถูกต้องว่าอะไรคืออะไร .

     ในที่สุดก็มาถึงปัญหาสุดท้าย ก็น่าจะเป็นคำว่า บุญกุศล หรือคำว่า ศาสนาคืออะไร? อย่าได้ไปเห็นว่าเป็นของครึคระล้าสมัยนักเรียนเมื่อขึ้นถึงขั้นมหาวิทยาลัยแล้ว มักดูถูกว่าศาสนาเป็นของครึ คระล้าสมัย. เมื่อยังเป็นเด็กๆ เขาชวนไหว้พระสวดมนต์ ก็ทำ; แต่พอเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแล้วไม่ยอมทำหาว่าเป็นเรื่องครึคระล้าสมัย เป็นเรื่องของเด็กอมมือ เห็นศาสนาไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าของครึคระ. เลยสู้เมื่อยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ไม่ได้ ยังเชื่อฟังพ่อแม่กลัวบาปกลัวความชั่ว ต้องการจะมีความดี ต้องการจะมีบุญกุศล หวังพึ่งศาสนา พอเป็นนิสิตกันแล้ว ก็เห็นศาสนาเป็นของครึ ตามพวกฝรั่งไปเลย .