Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
อาศรม ๔ : ระยะของชีวิต | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

อาศรม ๔ : ระยะของชีวิต

454 Views

     เรามองกันทีเดียวให้ครอบคลุมหมดไปเสียเลยดีกว่า โดยถือตามหลักที่เขากล่าวไว้มาแต่บรมโบราณ. ในประเทศอินเดีย เป็นต้นตอของวัฒนธรรมสายนี้ ซึ่งไทยเรากลับเอามานี้ เขาถือกันว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุดคนแรกๆของโลกคือ พระมนู ได้กล่าวหลัก อาศรม ๔ไว้ อาศรม ๔ คือ ความเป็นพรหมจารี ความเป็นคฤหัสถ์ ความเป็นวนปรัสถ์ ความเป็นสันยาสี.

      อาศรมที่ ๑ ความเป็นพรหมจารี คีอเด็ก ๆรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่ยังไม่ครองเรือน ที่ยังไม่มีสามีภรรยา เขาเรียก “พรหมจารี” ตั้งแต่เกิดมา จนถึงวาระสุดท้ายของการที่เป็นโสด เรียกว่า พรหมจารี

      อาศรมที่ ๒ ถัดจากพรหมจารีก็มีสามีภรรยา ครองเรือนก็เรียกว่า คฤหัสถ์ หรือ ฆราวาส

      อาศรมที่ ๓ คฤหัสถ์ผู้มีสติปัญญา ต่อมารู้สึกเบื่อ รู้สึกเอือมระอาต่อความซ้ำชากของความเป็นคฤหัสถ์ จึงหลีกออกไปสู่ที่สงัด บำเพ็ญตนเป็นนักบวช คือไม่ยุ่งเรื่องเหย้าเรือนอีกต่อไป เรียกว่า วนปรัสถ์ แปลว่า อยู่ป่า คืออยู่ในที่สงบสงัด

      อาศรมที่ ๔ เมื่อพอใจในความเป็นอย่างนั้นแล้ว ในที่สุดก็ออกเที่ยวสั่งสอน ท่องเที่ยวไปในหมู่มนุษย์อีก แต่ไม่ใช่ไปอย่างผู้ครองเรือน ไม่ใช่สึกไปครองเรือนเหมือนพวกเราสมัยนี้ เขาเที่ยวสั่งสอนประชาชน เรียกว่า สันยาสี หรือ สันยาส คือผู้ที่ท่องปะปนไปในหมู่ประชาชน

     ลองพิจารณาดูเถิดว่า ชีวิตนี้ถ้าสมบูรณ์แบบจริงๆ แล้ว ก็แบ่งเป็น ๔ ระยะ : ระยะพรหมจารี ระยะคฤหัสถ์ ระยะวนปรัสถ์ ระยะสันยาสี เดี๋ยวนี้คุณทุกองค์นี้ ก็เป็นผู้ที่อยู่ในอาศรมพรหมจารี หมายความว่าจะต้องศึกษาและจะต้องประพฤติปฏิบัติระเบียบวินัยต่าง ๆ อย่างเคร่งครัดที่สุด เขาเรียกว่าพรหมจารี เป็นสังคม ๆ หนึ่ง หรือว่าเป็นขั้นตอนชนิดหนึ่ง ลักษณะหนึ่งของชีวิตในชั้นนี้ ระหว่างที่เป็นคนโสดอย่างนี้ ถ้าเรียกให้ถูกเขาไม่เรียกว่าคฤหัสถ์หรือฆราวาส เขาเรียกว่า พรหมจารี ฟังดูก็น่าฟัง; แต่แล้วเราก็มักจะเรียกพวกเราว่า ฆราวาส หรือ คฤหัสถ์ไปเสีย. อย่างพวกคุณอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้ก็จัดตัวเองเป็นฆราวาส หรือเป็นคฤหัสถ์; ที่แท้ยังไม่ใช่.

     ฆราวาส หรือคฤหัสถ์ หมายถึงผู้ที่ครองเรือน คือมีครอบครัวส่วนเรายังเป็นพรหมจารี ยังไม่ถึงขั้นนั้น. ถ้าเราเข้าใจผิด เราก็คงไปทำอะไรผิดๆเข้าแล้ว; ฉะนั้นรู้เสียใหม่จะได้ไม่ ประมาท จะได้สำรวมระวัง ให้มีลักษณะของความเป็นพรหมจารี. และขอให้รู้เสียด้วยว่าคำว่า “พรหมจารี” ในที่นี้มีความหมายไม่เหมือนกับที่คนทั่วไปเขาพูดกัน. คนที่มีการศึกษาแคบๆ น้อยๆ ก็เข้าใจว่า พรหมจารีหมายถึงผู้หญิงในระดับที่ยังไม่มีครอบครัว ยังประพฤติอะไรเคร่งครัดอย่างใดอย่างหนึ่งตามขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ที่จริงคำนี้ไม่ได้หมายความอย่างนั้น หมายทั้งหญิง ทั้งชาย ตั้งแต่แรกเกิดมาเป็นเด็กจนกระทั่งเป็นหนุ่มสาว

      “พรหมจารี” แปลว่าประพฤติอย่างพรหม คือไม่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้ามหรือคู่ครอง ต้องทำตัวเป็นผู้สำรวมรระวังอย่างดี ในการที่จะไม่ไปข้องแวะกับเพศตรงกันข้าม เพื่อจะได้มีการศึกษาที่แท้จริงที่บริสุทธิ์สะอาด หรือเต็มที่นั่นเอง เขาจึงมีระเบียบให้ประพฤติอย่างพรหม อย่าไปเกี่ยวข้องเรื่องเพศตรงกันข้าม เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ไม่รู้จักตัวเอง ทำตัวเป็นเจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก ไปเกี่ยวข้องเรื่องเพศตั้งแต่เล็กนี่คือ คนที่ไม่รู้จักตัวเอง ว่าอยู่ในอาศรมชื่ออะไร ไม่รู้ว่าอยู่ในอาศรมพรหมจารี.

     ครั้นเมื่อเลื่อนชั้นขึ้นไปชั้นหนึ่ง ก็ถึงอาศรม “คฤหัสถ์” คือมีครอบครัวครองเรือน หน้าที่การงานมันก็เปลี่ยนไป; เช่นการศึกษาก็สิ้นสุดลง อย่างที่คนหนุ่มคนสาวจะต้องเรียน มันเปลี่ยนไปมีการงานทำหน้าที่ของพ่อบ้านแม่เรือนไม่ใช่หน้าที่ศึกษาอย่างนักเรียนแล้ว กลายเป็นหน้าที่ คือการงานอย่าง พ่อบ้านแม่เรือน มันต่างกันลิบ ฉะนั้นเขาจึงแยกเป็นอาศรมอีกอันหนึ่ง เรียกว่าคฤหัสถ์ ทำหน้าที่ของพ่อบ้านแม่เรือนไปกระทั่งมีบุตรมีหลานออกมา เป็นเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิตของคนเรา.

     ทีนี้เมื่อได้ทำไปๆ มันก็สอนให้เอง จนรู้สึกเบื่อขึ้นมาเองได้คือมองเห็นว่าอย่างนี้มันเป็นการทรมาน เราไม่ควรจะเป็นอย่างนี้จนกระทั่งวันตาย ควรจะได้รับการพักผ่อน หรือได้อะไรที่ดีกว่านี้ฉะนั้นจึงเปลี่ยนระบบของชีวิตไปเป็นผู้อยู่ในที่วิเวกทางกาย วิเวกทางจิต; ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ที่บ้าน เขาก็เปลี่ยนลักษณะการเป็นอยู่ ชนิดที่ไม่สูสีกับชาวบ้าน หรือไม่สูสีกับใคร หลีกไปหามุมสงบตามริมรั้วบ้าน กอไผ่กอกล้วยอะไรก็ได้ หรือจะไปอยู่ป่าหิมพานต์เลยก็ได้ ตามใจไม่มีใครว่า แต่การงานมันเปลี่ยนไปหมด. ส่วนใหญ่ไปอยู่เพื่อทบทวนรำพึงถึงเรื่องชีวิตจิตใจเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องกิเลสเรื่องความทุกข์. เขามานั่งดูชีวิตนั่งค้นหาความจริงของชีวิตในส่วนลึกเรื่อยๆ ไปจนได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ หรือได้นึกสิ่งที่ไม่เคยนึก.

     คุณลองคิดดูเถิดว่า เรื่อง data หรือ meterial สำหรับเอามาคิดมานึกนี้จะเอามาจากไหน? มันก็ต้องเอามาจากสิ่งที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่แรกเกิดมา จนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้าน แม่เรือน จนมีลูกมีหลาน. รายละเอียดต่างๆ มันก็อยู่ในเรื่องที่ได้ผ่านมาแล้วในชีวิตมันจึงเอามาคิดได้อย่างถูกต้อง; รู้ความจริงของชีวิต รู้ความลับของชีวิต รู้เรื่องที่มนุษย์ควรจะทำอย่างไร? ควรจะได้อะไร? ควรจะไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไหน? คนสูงอายุปูนนี้บางคนจึงมีความสว่างไสวในเรื่องของชีวิต ยิ่งกว่าพวกพรหมจารี หรือพวกคฤหัสถ์. เพื่อความสะดวก จึงมีการออกบวช ไปเสียจากบ้านจากเรือน ไปอยู่อย่างนักบวชไปครองชีวิตแบบนักบวช มันสะดวกที่จะคิดพิจารณาสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเรียกกันว่า ทำสมณธรรม ทำกัมมัฏฐาน ทำวิปัสสนา อะไรก็ตามเรื่องของนักบวช หรือ “วนปรัสถ์” มันเป็นอย่างนี้.

     เดี๋ยวนี้ เราโดยเฉพาะพวกคุณหนุ่มๆ กระโดดข้ามมาเป็นวนปรัสถ์ มันก็ยากที่จะให้มีความรู้สึก ความเข้าใจ อย่างที่เขาเป็นกันมาตามลำดับ คือเป็นพรหมจารี เป็นคฤหัสถ์ แล้วจึงมาเป็นวนปรัสถ์มันก็มีทางจะเป็นไปได้เหมือนกัน ถ้าสติปัญญามีมากพอ ออกบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ยังเล็กนี้ ก็ทำได้. แต่ไม่สะดวก ไม่ดีเท่า ไม่จริงเท่าคนที่ได้ผ่านชีวิตมาตามลำดับ. ฉะนี้แหละ พระหนุ่มๆ บวชเข้าแล้ว มันจึงกระสับกระส่าย เพราะมีอะไรที่ยังอยากลองอยากรู้ รบกวนความสงสัยอยู่มาก; จึงมักจะต้องสึกออกไปมีบุตรภรรยา มีอะไรกันไปตามเรื่อง จึงสู้พวกที่ผ่านมาอย่างถูกต้อง ตามลำดับ ตามหน้าที่ของธรรมะนี้ไม่ได้

     ครั้นเป็นวนปรัสภ์จนเป็นที่พอใจแล้ว หรือว่าถึงที่สุดของการค้นคว้าเรื่องนี้แล้ว แต่ชีวิตยังมีอยู่ ยังไม่ตาย ก็คิดถึงผู้อื่น; เพราะตัวเองมันหมดเรื่องก็เลยนึกถึงผู้อื่น ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น. เราใช้สำนวนพูดว่า “แจกของส่องตะเกียง” “แจกของ” ก็คือเที่ยวทำประโยชน์ให้เขา. “ส่องตะเกียง” คือทำความรู้ ความสว่างให้เขา จนกว่าจะแตกดับลงไป.

     คุณลองคิดดูว่า มันสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ และมันต่างกันอย่างเปรียบกันไม่ได้. พรหมจารีไปอย่างหนึ่ง คฤหัสถ์ไปอย่างหนึ่ง วนปรัสถ์ก็ไปอย่างหนึ่ง สันยาสีก็ไปอีกอย่างหนึ่ง; นั่นคือชีวิตที่สมบูรณ์ แบ่งออกเป็น ๔ ตอน. ทุกคนอาจจะทำได้ เว้นไว้แต่จะโง่มากเกินไป หรือมีอะไรมาทำให้โง่มากเกินไป จึงไม่ผ่านไปได้ถึงตอนที่ ๔โง่เกินไปก็ไปติดจมอยู่ในเรื่องยั่วยวน ไม่สามารถจะผ่านอาศรมเหล่านี้ไปตามลำดับๆ ได้. น่าสงสารในข้อที่ว่า เกิดมาทีหนึ่ง ก็ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ หรือไม่ไปจนถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิต ที่พระธรรมได้กำหนดไว้.

      อย่าลืมว่า เราเคยพูดมาแล้ว ในข้อที่ว่า เกิดมาเพื่อมีธรรมะ เพื่อประพฤติธรรม; เพราะว่าพระธรรมบันดาลให้เราเกิดมา. มีธรรมะในที่นี้หมายความว่า มีถึงจุดปลายทางขั้นสุดท้าย.มีธรรมะอย่างพรหมจารี มีธรรมะอย่างคฤหัสถ์ มีธรรมะอย่างวนปรัสถ์มีธรรมะอย่างสันยาสี ก็สูงสุด; มนุษย์ได้เพียงเท่านั้น. ทีนี้พวกคุณเรียนจนสำเร็จไปทำราชการ หรือทางานอะไรก็ตาม มีทรัพย์สมบัติมีเกียรติยศชื่อเสียง มีครอบครัว อะไรๆ ที่ต้องการก็พอจะมีได้; แต่แล้วจะไปถึงวนปรัสถ์ได้หรือไม่นั้น ก็ลองคาดคะเนดูเอาเอง. แล้วจะมีใจกว้างพอ มีเมตตากรุณามากพอ ที่จะเป็นสันยาสี เที่ยวแจกของส่องตะเกียงได้หรือไม่ ก็ลองคิดดู.

     ที่จริง เป็นสิ่งที่คนเราทำได้ เช่นเราทำการงานมา จนอายุพอสมควรแล้ว อย่างที่เขาเรียกว่าเกษียณอายุแล้ว เงินบำนาญบำเหน็จก็มีพอเลี้ยงชีวิต; ถ้าต้องการชีวิตวนปรัสถ์ ก็หลบไปอยู่ตามมุมบ้าน ที่กอไผ่ กอกล้วย รำพึงถึงชีวิตในด้านในได้. แต่เดี๋ยวนี้พวกเกษียณพวกกินบำนาญ เหล่านั้น ยังไปเที่ยวไนท์คลับ ยังไปเที่ยวอะไรอยู่เหมือนเด็กๆ ไม่ถือเอาโอกาสนี้สำหรับบำเพ็ญชีวิตวนปรัสถ์; มันก็เลยไม่ต้องพูดถึงสันยาสี. เพราะไม่มีความรู้ความสว่างอย่างแท้จริง อย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของชีวิต แล้วจะเอาอะไรไปสอนใครจะเอาแสงตะเกียงที่ไหนมาส่องให้คนอื่น. แล้วคุณก็ดูซิ ในประเทศไทยเรามีใครบำเพ็ญชีวิตครบริบูรณ์ทั้ง ๔ อาศรมนี้บ้าง; เราเองกำลังเป็นอย่างไรก็ลองวาด ๆ ไว้ดู ทำนายล่วงหน้าไว้ดูก็ได้.