Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
บัวชั้นสูง ดอกบานเห็นพุทธยะ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

บัวชั้นสูง ดอกบานเห็นพุทธยะ

525 Views

อาตมาคงท่องคาถาเหมือนเดิม เหยียบบนดอกบัว เหินฟ้า สู่นภากาศ รู้สึกว่าร่างกายค่อย ๆ โตขึ้นๆ จนได้ขนาดเท่ากับขนาด ตอนพบอมิตาภะพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวกับอาตมาว่า “เวไนยสัตว์ที่ไป เกิดยังระดับสูงของบัวชั้นสูง คือพวกที่ขณะอยู่ในสัพพะโลก ก็มุมานะในการบำเพ็ญตน ถือศีลเคร่งครัดดังมุกมณี ขยันหมั่นเพียรศึกษาพุทธตำรา ละ ๑๐ บาป ทำ ๑๐ บุญ อาศัยตามวิธีการ บำเพ็ญของตนไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นจริง พากเพียรพยายาม มานะบากบั่น ๑๐ ปี ประหนึ่งวันวันเดียว จวบจนสังขารที่เป็น เลือดเนื้อดับสูญ บวกกับกุศลภายนอก เช่น ทำบุญ ทำทาน ประกอบมหากุศล ดังนั้นในชั่วขณะหนึ่งก่อนตายก็ได้ไปเกิดยัง บัวชั้นสูง”

เวไนยสัตว์ที่ไปเกิดยังระดับสูงของบัวชั้นสูง ความฝันเฟื่อง นั้นพูดได้ว่าไม่มีโดยสิ้นเชิง ทวารทั้ง ๖ บริสุทธิ์ พวกเขาบางคน ก็บรรลุถึงขั้นของพระโพธิสัตว์แล้ว แปลงกายได้ตามใจปรารถนา ท่องเที่ยวแสดงเทวฤทธิ์ เป็นต้นว่าบรรดาโพธิสัตว์เมื่ออยู่ด้วยกัน นึกจะแปลงเป็นดอกไม้ ร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นดอกไม้ นึกจะ แปลงเป็นเจดีย์ร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นเจดีย์ นึกจะแปลงเป็น ก้อนหินร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นก้อนหิน นึกจะแปลงเป็นต้นไม้ ร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นต้นไม้

ในสระบัวชั้นสูง ดอกบัวที่เล็กที่สุดก็มีขนาดใหญ่เท่าเนื้อ ที่ของ ๓ มณฑล หรืออีกนัยหนึ่ง มีขนาดใหญ่เป็น ๓ เท่าของ ประเทศมาเลเซีย พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวว่า จะพาอาตมา ไปดูที่สระ

เรามาถึงบริเวณสระบัว สระบัวชั้นสูงต่างกับที่อื่นจริง ๆ รอบ ๆ สระมีลักษณะเด่นสง่า เคร่งขรึมกว่าบัวชั้นกลาง และชั้น ล่างมีรั้วล้อมเป็นชั้น ๆ เปล่งประกายแสงสีต่าง ๆ ทั้งส่งกลิ่นหอม รวยรินกลิ่นหอมเหล่านี้ ขจรขจายออกมาจากดอกบัวในสระนั่นเอง กลางสระบัวมีรัตนเจดีย์ รูปลักษณะเหมือนภูเขาสูง ตัวเจดีย์เป็นรูปหลายเหลี่ยม เปล่งประกายสัพรังสีพวยพุ่ง กลางสระยังมีสะพานงามวิจิตร เนื้อที่ของสระกว้างใหญ่จน มองไม่เห็นขอบสระ ภายในสระไม่เท่าแต่มีดอกบัวบานสะพรั่ง เท่านั้น ยังมีการประดับทัศนียภาพนานาสารพัน บนท้องฟ้า นภาลัยมีฉัตรทิพย์ สร้อยระย้า ไข่มุกเปล่งแสงวาววามงามระยับ ดอกบัวมีชั้นกลีบดอกมากจนนับ ไม่ถ้วน แต่ละชั้นล้วนมีรัตนเจดีย์ ศาลา อาราม ตำหนัก วิหาร วิจิตรงดงามยิ่ง ผู้อาศัยอยู่บนดอก บัวทั่วสารพางค์กายเป็นสีทองคำอร่ามโปร่งใส อาภรณ์สวยงาม เปล่งแสงสีต่าง ๆ

พระโพธิสัตว์กวนอิมพลันถามอาตมาว่า “ณ ที่นี้มีคนผู้ หนึ่งชื่อ ยิ่งกวง พระธรรมาจารย์ (พระเถระชั้นสูง คนหนึ่งใน ๓คนของจีนในยุคปัจจุบัน) ท่านรู้จักไหม” อาตมารีบถามว่า “อยู่ไหนอาตมาได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม ของท่านมานานแล้ว มีความเลื่อมใสศรัทธายิ่ง แต่ว่ายังไม่มี วาสนาได้พบหน้าท่านเลย”

ขณะกล่าววาจา ก็ เห็นชายคนหนึ่งอายุ ๓๐ เศษ พลัน แปลงกายเป็นโฉมหน้าเดิม ของพระธรรมาจารย์ยิ่งกวง ได้พบ หน้ากันรู้สึกดีใจมาก หลังจากคารวะต่อกันแล้ว ก็เริ่มสนทนากัน อย่างออกรสออกชาติเราคุยถึงเรื่องต่าง ๆ ลืมไปแล้วเสียส่วนมาก แต่ที่ยังจำได้แม่นยำคือ คำสั่งกำชับของท่าน ท่านกล่าวว่า “อาต มาหวังว่าหลังจากที่ท่านกลับถึงแดนมนุษย์แล้ว จะได้ถ่ายทอด ให้ผู้ร่วมทางธรรมได้ตระหนักทั่วกันว่า จะต้องถือศีลเป็นครู รักษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด สวดมนต์ไหว้พระ ศรัทธา ปณิธาน ปฎิปทา ก็จะต้องได้ใปเกิดยังสุคติภพแน่นอน จงเตือน พวกบำเพ็ญตน บางคนอย่าได้ทำเป็นอวดฉลาด เที่ยวแก้ไข เปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัยและระบบระเบียบ ที่พระพุทธองค์ บัญญัติไว้โดยพลการ ป่าวร้องการเผยแพร่ธรรมะอย่างปฎิรูป ทำลายภาพพจน์ ละเมิดพระธรรมวินัย ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้า สลดจริง ๆ”

เราเดินลงจากบัลลังก์ดอกบัวพร้อมกัน ท่านพาอาตมาไป ยังตำหนักใหญ่ ตลอดทางมีปักษินเทวานานาชนิด ขับขานดนตรี อยู่บนกิ่งทองใบหยก ประสานกับเสียงมโหรีทิพย์พิมาน เสียงสวดมนต์ไพเราะเสนาะหูแว่วมาตามลม ทุกถิ่นสถานบานสะพรั่ง ไปด้วยดอกไม้สวยงามนานาพรรณส่งกลิ่นหอมรวยริน ช่อดอกรูป ทรงกลมส่งประกายวาววับยังมีโคมไข่มุก โคมโมรา โคมแก้ว ตั้งเรียงรายเป็นทิวแถว ส่องประกายรัศมีสีสันต่าง ๆ จับนัยน์ตา พร่าพรายวิจิตรงดงามยากจะบรรยาย

เข้าสู่ตำหนัก ภาพยิ่งสวยงามพิสดาร ทำเอาอาตมา เหมือนต้องมนต์สะกด ภายในหอเปล่งแสงสีทอง พื้นก็เปล่งประ กายแสงสีต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าล้วนเปล่งแสงใน ตัวได้ทั้งสิ้น พระธรรมมาจารย์ยิ่งกวงนำอาตมาขึ้นไปยังหอชั้น บน บนหอเก็บรวบรวมกระจกแก้วผลึกนานาชนิด ตรงกลางเป็นกระ จกบานใหญ่ที่ส่องได้ทั้งตัวพระโพธิสัตว์กวนอิมแนะว่า “กระจก บานนี้จะส่องโฉมหน้าแท้จริงของทุกคนออกมาได้ ธาตุแท้ บริสุทธิ์หรือไม่ มีความคิดฝันเฟื่องหรือไม่ พอส่งกระจกดูก็จะ เห็นได้ชัด” ภายในหอมีม้านั่งตั้งเรียงรายอยู่ ๒ ข้าง อย่างเป็นระ เบียบม้านั่งเหล่านี้ประกอบด้วยรัตนะ ๗ มีแสงในตัว บนโต๊ะตั้ง ของรูปร่างแปลกๆ ไว้ อาตมาดูไม่ออกว่าเป็นอะไรกันแน่ พระ โพธิสัตว์กวนอิมทราบว่าอาตมาคงหิวแล้ว จึงถามขึ้นว่า “หิวแล้ว ใช่ไหมล่ะ” ว่ากันตามจริง อาตมารู้สึกหิวแล้วเหมือนกัน จึงตอบ ไปว่า “มีของอะไรพอกินแก้หิวได้บ้างไหมครับ”

ท่านตอบว่า “ของกินที่นี่ก็เหมือนกับที่บัวชั้นล่าง ท่านอยาก กินของสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะมาเอง” อาตมากล่าวว่า “งั้นก็ดีซีอาตมา อยากกินข้าวสวย แกงจืดผักกาดขาวอย่างอื่นไม่เอา” กล่าวไม่ทันขาดคำ ข้าวสวย แกงจืดผักกาดขาวก็ตั้งอยู่บน โต๊ะเบื้องหน้า อาตมาถามทุกคนว่า “พวกท่านไม่ทานด้วยหรือ” พวกเขากล่าวว่า “โดยทั่วไปพวกเราไม่ต้องกินอะไรอยู่แล้ว ท่านตามสบายเถิด”

ตามที่ทราบ เวไนยสัตว์ในระดับสูงของบัวชั้นสูง ส่วนใหญ่ จะสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ ความฝันเฟื่องกระหายอยากอาหารจึงมี น้อยมาก กระทั่งไม่มีเลย เปรียบกับอาตมาแล้วก็ให้รู้สึกละอายใจ กินไปกินไป จนกระทั่งอิ่มวางชามตะเกียบลงบนโต๊ะ พริบตาเดียว ชามตะเกียบบนโต๊ะก็อันตรธานไปสิ้น อาตมาถามพระโพธิสัตว์ กวนอิมว่า“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”

ท่านตอบว่า “นั่นเป็นเพราะท่านคิดว่าท่านหิวก็นึกอยาก จะกินข้าว ก็เหมือนผู้คนในโลกมนุษย์นอนหลับฝันไป ตอนฝัน ก็มีทุกสิ่งทุกอย่าง ครั้นตื่นขึ้นทุกอย่างก็สูญสิ้น ท่านนึกอยาก กินของกินก็มา กินอิ่มแล้ว ความคิดอยากกินหมดไป ของกินก็ อันตรธานด้วย”

อาตมาผงกศีรษะรับทราบ

ท่านกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ครั้นธาตุบริสุทธิ์ ไม่นึกอยากกิน ไม่นึกอยากของใด ๆ ก็เป็นศูนยภาพ หามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ไม่ แต่ถ้าหากมีความคิดอยากผุดขึ้น ก็จะเป็นดังท้องฟ้าที่ว่างเปล่า พลันมีเมฆหมอกเกิดขึ้นชั้นหนึ่ง เหตุผลนี้ท่านค่อย ๆ ใคร่ครวญ ซึมซาบก็จะเข้าใจ ๓ มิติของเหตุผลนี้ ได้โดยถ่องแท้”

ผู้ไปเกิดในบัวชั้นสูง มีความคิดฝันเฟื่องน้อยที่สุด ล้วนแล้ว แต่จริงแท้ดั่งธาตุเดิม ในชั่วพริบตาจะสามารถอาศัยแรงบันดาล ของอมิตาภะพุทธเจ้าแปลงเป็นดอกไม้ ผลไม้และของถวายออก มาถวายสักการะพุทธ ๑๐ ทิศ ครั้นถึงเวลาแสดงธรรม พระโพธิ สัตว์นับหมื่นนับล้านรูปจะนั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัว หรือในตำ หนักบนรัตนเจดีย์หรือต้นไม้ ๗ แถว ฟังพระดำรัสตรัสแสดงธรรม โดยตรงจากอมิตาภะพุทธเจ้า

อาตมาเรียนถามพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า “ผู้คนในโลกมนุษย์ คงมีมาเกิดในสุคติภพมากมาย เหตุใดญาติโยมของพวกเขาจึงมอง ไม่เห็นล่ะครับ”

ท่านตอบว่า “ผู้คนในโลกมนุษย์ส่วนใหญ่จะถูกบดบังโดย กรรมกีดขวาง จึงมีของที่มองไม่เห็นอีกมากนัก ถ้าหากหมั่นสวด มนต์ไหว้พระ ไม่มีความคิดฝันเฟื่อง ใจวางเปล่า เป็นศูนยภาพ แล้ว ก็มีโอกาสได้เห็นแดนสุขาวดีเช่นกัน”

อาตมาถือโอกาสขอให้ท่านไขปริศนา โดยถามว่า “ถ้ากระ นั้นต้องสวดมนต์อย่างไรจึงจะบรรลุผลได้เร็วที่สุด”

ท่านตอบว่า “ต้องบำเพ็ญฌานกับพิสุทธิ์ควบคู่กัน ใจหนึ่ง สวดพุทธ สวดพุทธไปเข้าฌานไป เรียกว่า ฌานวิสุทธิภูมิ”

อาตมารุกถามต่อ “ขอเรียนถามว่า ฌานวิสุทธิภูมิควรปฏิบัติ อย่างไร”

ท่านผงกศีรษะอธิบายว่า “ใช้วิธีสวดโดยแบ่งคนออกเป็น๒ ชุด (นี่เป็นวิธีปฏิบัติธรรมของเวไนยสัตว์ในวิสุทธิภูมิ) ชุด ก.สวดอมิตาพุทธ ๒ คำ ชุด ข. ฟังไปสวดในใจไปด้วย จากนั้น ชุด ข. สวดอมิตาพุทธ ๒ คำ ชุด ก. ฟังไปสวดในใจไปด้วย การปฎิบัติเช่นนี้ ทั้งไม่หนักแรง ทั้งสวดได้ไม่ขาดช่วง หูจะไว หูจะสวดเองซึ่งก็คือใจสวด ใจกับปากเป็นหนึ่งเดียว พุทธภาพ ก็จะปรากฎขึ้นเอง เมื่อใจสงบ ย่อมก่อเกิดสมาธิ สมาธิยอมก่อ เกิดปัญญา”

ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวว่า เวลาเหลือไม่มาก แล้ว อาตมาจะพาท่านไปดูมหาเจดีย์อมิตาภะพุทธเจ้า คือ “เจดีย์ดอกบัว”

เราผ่านตำหนักไปอีกหลายหลัง ยอดเจดีย์แวบผ่านตัวเราไป ไม่ช้าก็เห็นมหาเจดีย์สูงใหญ่มหึมาสุดเปรียบปาน ปรากฎอยู่เบื้อง หน้าเจดีย์สูงดังขุนเขาคุนหลุนของประเทศจีน ไม่ทราบมีกี่ชั้น (คง ไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นชั้น) “เจดีย์ดอกบัว” มีกี่เหลี่ยมก็แยกไม่ชัด ตัวเจดีย์มีลักษณะโปร่งใส สัพรังสีพวยพุ่ง ได้ยินเสียงสวดนโมอมิตา พุทธแว่วจากภายในเจดีย์ ๒ คำแรกชัดมาก คำเริ่มต้นฟังดูเศร้า สร้อยคล้ายกำลังวิงวอนขอความช่วยเหลือ ส่วนคำที่ ๒ ให้ความ รู้สึกอยากชิดใกล้

“เจดีย์ดอกบัว” องค์นี้ มีไว้สำหรับผู้คนที่ไปเกิดในระดับ กลางของบัวชั้นสูงนับหมื่นนับแสน ได้ใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ความสูงใหญ่ของเจดีย์ เปรียบเทียบไม่ถูก ไม่อาจจินตนาการโดย ผู้คนในโลกมนุษย์ได้ ใหญ่พอ ๆ กับพื้นที่รวมของโลกเราหลายพันหลายหมื่นโลก ดังนั้นความสูงของมันก็ไม่อาจจะจินตนาการได้ เช่นกัน ภายในเจดีย์ มีปราสาทราชวังมากมาย มีสีต่าง ๆ ล้วนแต่ โปร่งใสและมีแสงสว่างในตัว เวไนยสัตว์ที่เกิดในระดับกลาง ของบัวชั้นสูงมาถึงที่นี่แล้ว สามารถเดินฝ่าทะลุกำแพงเข้าออก ได้โดยเสรีไม่มีสิ่งใดขวางกั้น จะขึ้นจะลงเพียงใจนึกเท่านั้น ในชั่ว ขณะหนึ่ง ก็จะไปถึงในที่ที่ต้องการจะไป ภายในเจดีย์มีพร้อมทุก สิ่งอย่าง ณ ที่นี้สามารถมองเห็นสภาพทั้งปวงของเวไนยสัตว์ใน โลกศรีปิฎกทั้งหมด สามารถเห็นพุทธภูมิบรรดามีหลายหมื่นล้าน พุทธภูมิ ความเยี่ยมยอดของสภาพภายในเจดีย์ ไม่สามารถใช้ปาก กาดินสอมาบรรยายให้เห็นภาพแม้เพียง ๑ ในหมื่น เวไนยสัตว์ใน ระดับกลางของบัวชั้นสูง ถ้าปรารถนาจะไปยังพุทธภูมิใด ก็เป็น เรื่องเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

เราก้าวเข้า “เจดีย์ดอกบัว” ปรากฎว่าตัวเราเดินลอยขึ้น เหมือนนั่งลิฟท์ ขึ้นไปทีละชั้น ๆ ชั้นแล้วชั้นเล่า ล้วนแต่โปร่งใส จะเห็นแต่ละชั้นมีคนนั่งสวดพุทธอยู่เต็มเพรียบ ล้วนแต่เป็นผู้ชาย อายุประมาณ ๓๐ เศษ แต่ละชั้นจะมีลักษณะการแต่งกายเป็น ของตัวเองรวมประมาณ ๒๐ กว่าสี แต่ไม่มีผู้หญิง แม้แต่คนเดียว ผู้ชายทั้งหมดนั่งสวดพุทธอยู่บนดอกบัว

พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวว่า “ที่นี่จัดเวลา ๖ ชั่วโมงทำวัตร ๒ ชั่วโมง สวดพุทธ ๒ ชั่วโมง เก็บเสียง ๒ ชั่วโมง พักผ่อน เวลานี้เป็นเวลาสวดพุทธ”

เราไปถึงชั้นที่อยู่กึ่งกลาง เห็นพวกเขานั่งเป็นแถวอยู่ ๒ข้างแถวซ้ายกับแถวขวาหันหน้าชนกัน ได้ยินแต่เสียงกระดิ่ง กลอง ปลาไม้กรับ ดังไม่ขาดเสียง แต่ไม่เห็นของจริง พวกเขา นั่งอยู่บนอาสนะสวยงามมาก กลางวงมีมหาโพธิสัตว์รูปหนึ่ง นั่งอยู่คอยชี้แนะ คนที่สวดได้ดีจะมีแสงพวยพุ่งเหนือศีรษะ ใน แสงมีพระพุทธรูปมากมาย เช่นเดียวกับแสงเหนือเศียรของ อมิตาภะพุทธเจ้า ที่มีพระพุทธรูปหลายหมื่นหลายแสนล้านรูป มหาโพธิสัตว์รูปนั้นก็มีแสง ในแสงก็มีพระพุทธรูปเช่นกัน มีวิหค นานาพรรณบินถลาร่อนล้อลมอยู่เหนือยอดเจดีย์ บ้างบินอยู่ใน ห้องโถง พวกมันสวดพุทธตามได้ด้วย ไม่สับสนแม้แต่น้อย ภายในเจดีย์มีโคมมุก โคมแก้วแสงสีต่าง ๆ โคมรูปกลม ยัง สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นรูปต่าง ๆ เปล่งแสงสีนานาชนิด รวม ความแล้วก็คือภูมิภาคของที่นี่ บรรยายเท่าไรก็บรรยายไม่หมด ทั้งยากจะบรรยายออกมาให้เห็นภาพได้ การสักการะพุทธ ๑๐ ทิศ ล้วนรวมศูนย์อยู่ที่นี่ ณ ที่นี้สามารถเห็นโลกศรีปิฎกทั้งโลก เวไนยสัตว์ทั้งปวง อริยพุทธะทั้งปวงจนถึงพุทธภูมิหลายหมื่นล้าน พุทธภูมิ ล้วนปรากฎให้เห็นอยู่เบื้องหน้า