Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
บัวชั้นกลาง(สถานที่อยู่ร่วมของสามัญบุคคลกับอริยะบุคคล) | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

บัวชั้นกลาง(สถานที่อยู่ร่วมของสามัญบุคคลกับอริยะบุคคล)

487 Views

กายก็เหมือนนั่งเครื่องบิน เหินสู่ท้องฟ้านภากาศ เห็นวัดวา อารามวิหาร เจดีย์แวบผ่านข้างกายไป ยามนั้น อาตมารู้สึกว่าร่าง กายของตัวเองค่อย ๆ ขยายใหญ่โตขึ้น เพราะว่าสระบัวชั้นกลาง ดอกบัวแต่ละดอก จะมีขนาดใหญ่เท่าเนื้อที่มณฑลหนึ่งของประ เทศจีน ประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ กิโลเมตร ระยะทางจากสิงคโปร์ ถึงกัวลาลัมเปอร์ก็ตกประมาณ ๑๘๐ กิโลเมตรเท่านั้น ฉะนั้น ๗๐๐-๘๐๐ กิโลเมตร คงต้องไปถึงภาคกลางของประเทศไทย ดอกบัวใหญ่ขนาดนั้น รูปร่างของผู้มาเกิดยังที่นี่ ก็ต้องใหญ่โตตาม สัดส่วน สัมพันธ์เป็นปฏิภาคส่วนตรงกับการใหญ่ขึ้นของดอกบัว ไม่ต้องพูดถึง บรรดาปราสาท วิหาร และอารามต่าง ๆ ก็ต้องใหญ่ โตตามสัดส่วนด้วย จึงจะรับกับขนาดของเวไนยสัตว์ของที่นี่ได้

ท่านโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวกับอาตมาว่า “ในระดับกลาง ของบัวชั้นกลาง ส่วนใหญ่จะอยู่ร่วมกันระหว่างสามัญบุคคลกับ อริยะบุคคลมีครบบริษัทสี่ มีทั้งสงฆ์และชีที่เป็นบรรพชิต และก็ มีทั้งอุบาสกอุบาสิกาที่เป็นฆราวาส ผู้เกิด ณ ที่นี้จะสูงกว่าเวไนย สัตว์ในบัวชั้นล่างขั้นหนึ่ง ขณะที่พวกเขาอยู่ในสัพพะโลกล้วน มีความตั้งใจจะหลุดพ้นจากไตรภพ จึงได้ยืนหยัดวัตรปฎิบัติ บำเพ็ญศีลภาวนา นอกจากบำเพ็ญศีลแล้ว ยังเข้าร่วมประกอบ พุทธศาสนกิจอย่างขะมักเขม้น เป็นต้นว่าสร้างโบสถ์วิหาร วัดวา อาราม หรือพิมพ์คัมภีร์เผยแพร่พุทธธรรมเป็นต้น ทั้งทำบุญทำ ทานถือศีลกินเจเคร่งครัด เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก่อนตาย ก็จะได้รับการชักนำจากพระศรีอาริยเมตไตร ไปเกิดยังระดับกลาง ของบัวชั้นกลาง แต่ว่าการปฏิบัติของพวกเขาก็มีระดับสูงต่ำ ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงแบ่งบัวชั้นกลางออกเป็นระดับล่าง ระดับกลาง และระดับสูงอีก”

ชั่วครู่ เราก็มาถึงมหาวิหาร หลังจากนมัสการบรรดาพระโพธิ สัตว์แล้ว พระโพธิสัตว์กวนอิมก็พาอาตมาไปเที่ยวชมยังสระบัว ทันที โอ! สระบัวชั้นกลางเปรียบกับสระบัวชั้นล่างแล้วไม่ทราบว่า สวยงามเยี่ยมยอดกว่ากี่เท่าต่อกี่เท่า รอบ ๆ ล้วนก่อด้วยรัตนะ ๗ ดอกบัวในสระมีสีสันและลวดลายสวยงามยิ่ง ทั้งเปล่งประกายสี รุ้งสะท้อนซึ่งกันและกันวาววับจับตา สวยงามสุดจะพรรณนา

ที่ประหลาดยิ่งกว่าก็คือ ดอกบัวในสระ มีกลีบดอกพิสดาร มาก แบ่งเป็นหลายชั้น ในแต่ละชั้นล้วนมีศาลา อาราม ตำหนัก รัตนเจดีย์เป็นต้น เปล่งแสงสีหลายสิบชนิด ทัศนียภาพงดงามจับจิต คนที่อยู่บนดอกบัว ร่างกายทอสีแดงโปร่งใส มีแสงในตัวเช่นกัน เสื้อผ้าและการแต่งกายเป็นอย่างเดียวกันหมด อายุประมาณ ๒๐ เศษไม่เห็นเด็กหรือคนแก่แม้แต่คนเดียว

ยามนั้นอาตมาหันกลับมาสำรวจตัวเอง แปลกแฮะ ไม่ทราบ เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไร เปลี่ยนเหมือนพวกเขาอย่างกับพิมพ์เดียว กัน มีแต่พระโพธิสัตว์กวนอิมเท่านั้นที่ยังคงรักษาพระธรรมกาย เหมือนเดิม อาตมาถามพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า “เหตุใดสิ่งของบรร ดามีของที่นี่จึงเปล่งแสงได้ สีอะไรก็เปล่งแสงสีนั้น และร่างกายของ อาตมาก็เปลี่ยนไปจนเหมือนพวกเขาได้ล่ะ”

ท่านตอบว่า “ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากพุทธานุภาพของอมิตา ภะพุทธเจ้า ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงสามารถ สะท้อนแสงได้ อมิตา ภะพุทธเจ้าได้เปล่งแสงสว่างมหาศาลออกไปรอบทิศ แสงสะท้อน มาถึงที่นี่ก็เกิดภาพดังที่เราเห็นนี่แหละ การเปลี่ยนแปลงร่างกาย ของท่านก็เช่นเดียวกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงตามพุทธานุภาพ ของ อมิตาภะพุทธเจ้า อาณาจักร แต่ละอาณาจักรภายในสระบัวรวมถึง การแต่งกายทั้งหมดจึงเหมือนกัน เว้นแต่ว่าเรามีฤทธานุภาพของ เราเอง แปลงเป็นรูปอื่นที่แตกต่างออกไป หาไม่แล้วก็เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันหมด”

แต่ทว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมก็เปิดเผยว่า ในสระบัวชั้นกลาง ก็มีอารามบางอารามที่มีสีสันซีดจาง ไม่สามารถเปล่งแสงได้แต่นั่นไม่ใช่ภาพจริงของสุคติภพ แต่เป็นภูมิภาพลวงที่เป็นอนิจจัง อันเกิดจากความฝันเฟื่องของผู้มาเกิด

ขณะที่กล่าวอยู่นั้น ก็ปรากฎพระตำหนักที่ไม่สามารถเปล่ง แสงได้ขึ้นที่เบื้องหน้าเราหลังหนึ่ง รอบ ๆ ตำหนักมีภาพบุปผชาติ อันใหญ่โตกว้างขวาง ร้อยบุปผาบานสะพรั่ง กำลังชูช่อสลอนแข่ง ความงาม วิหคนกไพรขับขานดนตรีอยู่บนกิ่งไม้ ภาพนี้ไม่มีผิด เพี้ยนกับบ้านมหาเศรษฐีในแดนมนุษย์เลย คนบ้านนี้มีพระรัตน ตรัยตั้งสักการะบูชาอยู่ในห้องโถง พ่อแม่ ลูกเมีย พี่น้อง ชายหญิง ญาติโกโหติกาทั้งหลาย ต่างชุมนุมอยู่ด้วยกันทำกิจ สวดมนต์ไหว้พระ ชายหญิงรวมกันแล้วมีประมาณ ๒๐ กว่าคน ล้วนแล้ว แต่เป็นพุทธมามกที่ถือเคร่งทั้งสิ้นพระโพธิสัตว์กวนอิม กล่าวกับอาตมาว่า “คนบ้านนี้ชอบประกอบกุศลกรรมเพียบ พร้อมด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา บางคนได้ไปเกิดยังระดับ กลางของบัวชั้นกลางแล้ว แต่ว่ายังตัดความรักความอาลัยไม่ขาด มักคิดคำนึงถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในโลกมนุษย์ ดังนั้นสภาพชีวิตความ เป็นอยู่ของครอบครัวนี้จึงสะท้อนมายังที่นี่”

พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวต่อไปว่า “บัว ๙ ชั้น บำเพ็ญ ไปทีละชั้น จากล่างไปบน บำเพ็ญในชั้นล่างดีแล้ว กอบัวก็สามารถ ย้ายไปปลูกในสระบัวชั้นกลาง สภาพเช่นนี้ก็ทำนองเดียวกับการ เข้าญาณญาณแรกแล้วญาณ ๒ ญาณ ๒ แล้วไปญาณ ๓ ญาณ ๔ ฉันใดก็ฉันนั้น

ทันใด ได้ยินเสียงระฆังกลางอากาศ ตำหนักหลังนั้นก็อันตรธานจนไม่เหลือร่องรอย ทุกคนในบ้านกลายเป็นชายหนุ่มอายุ ๒๐ กว่าปี ล้วนมีเรือนกายเป็นสีแดงโปร่งใส การแต่งกายก็เหมือน กันหมด และแล้วจำนวนคนก็เพิ่มทวีขึ้น เพิ่มทวีขึ้นเป็นร้อยเท่า พันทวีจนนับไม่ถ้วน กลายเป็นสถานที่ชุมนุมใหญ่มหาศาลคลา คล่ำไปด้วยฝูงชน

ท่านโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวว่า “วันนี้พระโพธิสัตว์ต้าซื่อจื้อ กับพระโพธิสัตว์ฉางจิงจิ้น จะบรรยายสัทธรรมปุณฑริกสูตร ท่านจะไปฟังดูไหมล่ะ”

อาตมาตอบว่า “อาตมาชอบฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่สุด ไปฟังด้วยกันก็ดีซีครับ”

ว่าแล้วเราก็เดินไปที่เวทีแสดงธรรม บนเวทีแสดงธรรมทั้ง ๔ ทิศล้วนคลุมด้วยร่างแหคล้าย ๆ สายรุ้งและสร้อยมุก เปล่งรัศมี แพรวพราว ๒ ข้างเวทีมีต้นไม้ใหญ่ ๗ แถว แต่ละต้นสูงเสียดฟ้า ภายในต้นไม้ก็มีศาล อาราม วิหาร มีพระโพธิสัตว์จำนวนมากชุม นุมฟังธรรมอยู่ข้างบน เวทีประกอบขึ้นจากรัตนะ ๗ และเงินทอง ไม่ทราบสูงเท่าไรดูสง่าเคร่งขรึมมาก

พระโพธิสัตว์กวนอิมนำอาตมาขึ้นไปบนเวที หลังจาก นมัสการ ๒ พระโพธิสัตว์แล้ว ท่านก็ให้อาตมานั่งอยู่ที่นั่งข้าง ๆ พระโพธิสัตว์ต้าซื่อจื้อนั่งอยู่ในที่นั่งประธาน เป็นองค์ประธาน ยามนั้นปรากฎควันธูปไม่ทราบมาแต่หนไหนลอยวนเวียน ส่ง กลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ บนท้องฟ้านภาลัยแว่วเสียงบรรเลงมโหรีทิพย์พิมานฟังไพเราะเสนาะหู วิหคเทวาลัยสุดคณานับเหินลม ร่ายรำตามจังหวะดนตรี เมื่อทุกคนกราบนมัสการกันแล้ว พระ โพธิสัตว์ต้าซื่อจื้อก็ยืนขึ้นประกาศว่า การประชุมบรรยายพระ สูตรเริ่มขึ้นแล้ว ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์ฉางจิงจิ้นก้าวขึ้น แท่น พระธรรมาจารย์ นมัสการต่อทุกคนแล้วก็เริ่มการบรรยายว่า “สัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นต้นกำเนิดของนานาพุทธในโลกศรีปิ ฎกเป็นมูลฐานในการสำเร็จเป็นพุทธะ ผู้ที่ปรารถนาจะสำเร็จ เป็นพุทธล้วนต้องศึกษาคัมภีร์บทนี้ ครั้งก่อน เราพูดถึง ตอนที่ ๑ สัทธรรมปุณฑริกสูตรคืออะไร สัทธรรมปุณฑริกสูตร ก็คือ รัตนะ อันหาค่าประมาณมิได้ วันนี้เรามา พูดตอนที่ ๒ บทบาทของ สัทธรรมปุณฑริกสูตร...” การบรรยายใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง

หลังจากฟังการบรรยายแล้ว อาตมาเกิดข้อกังขาขึ้นในใจ คือ ว่าข้อความของสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่บรรยายที่นี่ต่างกับข้อ ความของสัทธรรมปุณฑริกสูตรในโลกมนุษย์ ดังนั้นอาตมาจึงขอ คำชี้แนะจากพระโพธิสัตว์กวนอิมให้ช่วยไขข้อข้องใจให้ที พระโพธิสัตว์กวนอิมอธิบายว่า “สัทธรรมปุณฑริกสูตรใน โลกมนุษย์ จะมีข้อความค่อนข้างตื้นเขิน ส่วนข้อความที่ใช้บรรยาย ที่นี่ค่อนข้างลึกซึ้ง ถึงแม้ว่าตื้นลึกห่างกัน แต่ความหมายเหมือน กันอาจกล่าวอย่างนี้ได้ว่า พระอรหันต์ ไม่เข้าใจอาณาจักรของ

พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ ไม่เข้าใจอาณาจักรของพระพุทธเจ้า ท่านฟังพระโพธิสัตว์บรรยายคัมภีร์ เวลาพระโพธิสัตว์ออกเสียง จะออกเสียงเดียว แต่ผู้ฟังหลายร้อยหลายพันภาษาจะรับฟังได้ตามภาษาของตนเองนี่คือ ๓ มิติของธรณีภาษา”

ภายหลังที่พระโพธิสัตว์ฉางจิงจิ้น บรรยายคัมภีร์สิ้นสุดลง เบื้องหน้าก็ปรากฎภาพอันประหลาดพิสดาร มีบุปผาเทวาลัย และของวิเศษมากมายโปรยปรายลงมา จากฟากฟ้าสุราลัยมีรูป ร่างต่าง ๆ เป็นรูปกลมก็มี รูป ๓ เหลี่ยมก็มี หลายรูปหลายแบบ สารพัดสีสันโปรยปรายลงมาดังสายฝน ผู้ฟังใต้เวทีต่างยื่นมือ ออกไปรับ บ้างก็เก็บใส่ชายเสื้อ ยามนั้นมโหรีทพย์พิมานโหม ประโคมพร้อมกัน เสียงกังวานสดใส ไม่ทราบเสียงออกมาแต่ไหน เคร่งขรึมมาก ทันใดเด็กผู้ชายเรือนพันเรือนหมื่นใต้เวทีที่สวมชุด แดงเหล่านั้น ต่างก็แปลงกายพรึบเดียวก็กลายเป็นเด็กผู้หญิงที่ ใส่เสื้อสีเขียว กระโปรงสีดอกท้อ สายคาดเอวสีทอง ทุกคนเริงระ บำรำฟ้อนด้วยลีลาแช่มช้อยสวยงาม แสดงถึงความสุขอันเปี่ยม ล้น ครู่เดียวพวกเธอก็่แปลงเป็นดอกบัวกลมทอแสงสีสวยสด ประกายพวยพุ่งออกรอบทิศ ผู้คนหายไปหมดไม่เหลือแม้แต่คน เดียว ทันใดดอกบัวก็ปรากฎเป็นรูปพระโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิ ต่อ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสุวรรณเจดีย์ และรชตะเจดีย์นับไม่ถ้วน เปล่ง ประกายพวยพุ่ง ทิวทัศน์รอบ ๆ ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เป็นภาพวิจิตร ตระการตาสุดจะพรรณนาจริง ๆ

ขณะที่อาตมาชมดูจนเคลิบเคลิ้มใหลหลงอยู่นั้น พลันเห็น สาวงามชุดเขียวหลายร้อยนางทิ้งตัวจากฟากฟ้าสุราลัย ลงมา อย่างรวดเร็วพร้อมกัน โฉบผ่านมหาวิหาร ทะลุทะลวง รั้วขวาง กำแพงกั้น เหมือนแหวกผ่านอากาศธาตุที่ปราศจากสิ่งกีดขวางยังไงยังงั้น อาตมาตะลึงงันเอ่ยถามพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า “เหตุ ใดจึงมีปรากฎการณ์เช่นนั้น” ท่านตอบว่า “แดนสุขาวดีเกิดจาก แรงบันดาลของอมิตาภะพุทธเจ้า ลักษณะของมันไม่ใช่วัตถุ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น ศาลา อาราม ตำหนัก วิหาร ปราสาทราชวัง รัตน เจดีย์ ภูเขา ลำน้ำ ต้นไม้ใบหญ้า ล้วนแล้วแต่โปร่งใสไร้ตัวตน ไร้สิ่ง กีดขวาง สามารถฝ่าข้ามไปได้ตามใจปรารถนา ท่านไม่เชื่อลองไป ชนดูก็รู้เอง”

อาตมาทำตาม เดินไปที่กำแพงของมหาวิหาร เสา ราวลูกกรงแต่ละแห่งลองชนดู เข้าทีออกที ปรากฎว่าไม่มีอะไร ขวางกั้นจริง ๆ ครั้นเอามือไปคลำดูก็มีความรู้สึกคล้ายมีของอยู่ ที่นั่น เพียงแต่ว่าไม่ขัดขวางเท่านั้น ปรากฎการณ์นี้ก็ทำนองเดียว กับที่เราคลำน้ำ คลำลงไปรู้สึกมีของอยู่จริง แต่ว่ายังคงแหวกทะลุ ข้ามไปได้นั่นเอง

ต่อจากนั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม ก็พาอาตมาไปเที่ยวชมทัศ นียภาพพิสดารอีก ๒ แห่ง นั่นก็คือ อัฐคีรีภาพกับพิพิธภัณฑ์โลก ศรีปิฎก