ภาพสะท้อนกิเลสมารของผู้ไปเกิดในบัวชั้นล่าง

415 Views

ผู้ไปเกิดยังระดับล่างของบัวชั้นล่าง ก็คือเวไนยสัตว์ในสัพพะ โลกของเรานี่เสาะแสวงใคร่ได้เกิดในวิสุทธิภูมิ โดยการสวดมนต์ ภาวนาแล้วพกกรรมติดตัวไปเกิดยังสุคติภพนั่นเอง

“พกกรรมติดตัวไปเกิด” นั้นหมายความว่าอย่างไร

หมายความว่า เวไนยสัตว์เหล่านี้ ขณะอยู่ในสัพพะโลก เคย ประกอบกรรมชั่วต่าง ๆ นานา เป็นต้นว่า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักทรัพย์ หลอกลวงหมิ่นประมาท ปรักปรำใส่ร้ายผู้อื่น ลิ้นสองแฉก ประพฤติผิดในกาม ฯลฯ ดูตามพฤติกรรมของคนเหล่านั้น ที่จริง จะไม่สามารถไปเกิดในสุคติภพได้ แต่ว่าในชั่วขณะก่อนที่เขาจะถึง แก่กรรม บังเอิญมีวาสนาได้พบพานผู้มีกุศลญานสอนให้พวกเขา สวดมนต์ภาวนา สวดนโมอมิตตาพุทธ ตั้งจิตตั้งใจไม่หันเห (ผู้ที่สา มารถทำได้ถึงขั้นตั้งจิตตั้งใจไม่หันเหนั้น ล้วนได้ปลูกฝังกุศลมูลไว้) บวกกับพรของอมิตาภะพุทธเจ้าชักนำ พวกเขาไปสู่สุคติภพแปลง ร่างเกิดในบัวชั้นล่าง

แต่ทว่า ในบัว ๙ ชั้น ถ้าจะบำเพ็ญศีลภาวนาจากบัวชั้นล่างสุด จนถึงบัวชั้นสูงสุด จะต้องใช้เวลานานถึง ๑๒ กัลป์ กัลป์หนึ่งเท่ากับ ๑๖ ล้าน ๗ แสน ๙ หมื่น ๘ พันปี ดังนั้นคน ที่ไปเกิดยังบัวชั้นล่าง กว่าจะบำเพ็ญศีลให้ตัวเองขึ้นถึงบัวชั้น สูงสุดนั้น จะต้องใช้เวลา ๒๐๑ ล้าน ๕ แสน ๗ หมื่น ๖ พันปี จึง จะสำเร็จเป็นพุทธได้ แต่ว่า ถ้าเขามีการตัดสินใจแน่วแน่ในสัพพะ โลก ยืนหยัดวัตรปฏิบัติ บำเพ็ญศีลภาวนาอย่างคร่ำเคร่งมานะ บากบั่นแล้ว ก็อาจใช้เวลา แค่ ๓ ปีหรือ ๕ ปี ก็จะได้ไปเกิดยังบัวชั้น กลางหรือบัวชั้นสูงได้ หรืออาจจะสำเร็จมรรคผลในชั่วอายุขัย นี้ก็เป็นได้ ฉะนั้นเราจะต้องถนอมรัก “สังขารมนุษย์ที่ได้มาโดย ยากนี้ ยืนหยัดในวัตรปฏิบัติ บำเพ็ญศีลภาวนาอย่างมุมานะ อาจประสบผลสำเร็จ ได้ไปเกิดยังบัวชั้นสูง พอดอกบานก็ได้เห็น พระพุทธเจ้า ดังเช่นตัวอย่างของพระธรรมาจารย์ยิ่งกวงกับพระ ธรรมาจารย์หงอีก็เป็นตัวอย่างอันมีชีวิตชีวา ประเด็นนี้จะได้กล่าว ถึงในโอกาสต่อไป

แต่จะว่าไปแล้ว เวไนยสัตว์ในสัพพะโลกของเรา ก็มีทุกข เวทนาสารพัดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอันได้แก่การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ได้ในสิ่งที่หวังทุกข์ โกรธทุกข์ หลงทุกข์ ขันธ์ ๕ เปี่ยม ทุกข์ แต่ในสุคติภพถึงจะเกิดในระดับล่างของบัวชั้นล่าง ก็ไม่มี ทุกข์ดังกล่าวข้างต้น เพราะว่าเป็น “สุคติภพ” จึงมีแต่สุข ไม่มีทุกข์ แม้ว่าเวไนยสัตว์ในระดับล่างของบัวชั้นล่างจะต้องใช้ เวลาอันยาวนานถึง ๑๒ กัลป์ไปบำเพ็ญก็ตามแต่มีหลักประกันจะ เลื่อนขึ้น ทีละชั้นจนกระทั่งดอกบานเห็นพระพุทธเจ้าได้ ระหว่างทางจะไม่หวนตกลงไตรวัฏ (กิเลสวัฏ กรรมวัฏ วิบากวัฏ) และจตุร ภพ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ โลกุตรภพ) อย่างเด็ดขาด และกระ บวนการทั้งหมดในการบำเพ็ญนั้น ก็อยู่ในสภาวะ “สุขารมณ์” ตั้งแต่ต้นจนจบ

ดอกบัวในบัวชั้นล่าง ต่างกับดอกบัวในโลกมนุษย์เรา ดอกใหญ่ขนาด ๑ ถึง ๓ ตารางกิโลเมตร สูงขนาดตึก ๓-๔ ชั้น ดอกบัวทุกดอกล้วนมีแสงในตัว คนที่เกิดในนี้ ถ้าว่าขณะอยู่ในดอก บัวเกิดความคิดฝันเฟื่องต่าง ๆ สีสันของดอกบัวก็จะซีดจางไร้ประ กาย ตรงกันข้ามถ้าไม่มีความคิดฝันเฟื่อง จิตบริสุทธิ์ว่างเปล่า ดอกบัวก็จะเปล่งประกายเจิดจ้าเสียดแทงนัยน์ตา

ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างสองตัวอย่างที่เห็นมา

พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวว่า “ชาติต่าง ๆ ของเวไนยสัตว์ได้ ประกอบกรรมที่แตกต่างกันนานาประการ ฉะนั้นคนที่พกกรรม ติดตัวไปเกิดยังสุคติภพนั้น ภาพสะท้อนของกิเลสมารก็ต่างกัน ผู้ที่เกิดในระดับล่างของบัวชั้นล่าง กิเลสมารค่อนข้างหนาแน่น และก็มีหนักเบาต่างกันไป ดังนั้นในบัวชั้นล่างก็ยังแบ่งออกเป็นระ ดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูงอีก คนส่วนใหญ่จะยังไม่อาจลืมความ รักความอาลัยในโลกมนุษย์ เป็นต้นว่าอาลัยรักในพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรตลอดจนมีความใคร่ความปรารถนาในวัตถุ และโภค ทรัพย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนภาพออกมาเป็นฉาก ๆ เปรียบดัง มนุษย์ในโลกนอนหลับฝันไปฉันใดก็ฉันนั้น เอาละอาตมาจะพา ท่านไปดูของจริงจากภาพสะท้อนของกิเลสมาร”

เราเดินเลี้ยวโค้งหลายโค้ง ในที่สุดก็มาเห็นดอกบัวดอกหนึ่ง ซึ่งมีสีซีดจางไร้ประกาย ครั้นเราก้าวเท้าเข้าไปดู ก็พบคฤหาสน์ หลังใหญ่โอ่อ่าโอฬารราวกับปราสาทราชวัง สวนบุปผชาติสวย งามยิ่ง ศิลปวัตถุและเพชรนิลจินดาภายในคฤหาสน์ล้วนมีค่า ควรเมืองทั้งสิ้น การประดับตกแต่งล้วนแล้วสวยงาม มีรสนิยม สูง ไม่ต่างกับคฤหาสน์ของอัครมหาเสนาบดี ในแดนมนุษย์ ผู้คนในคฤหาสน์มีทั้งหญิง และชายรวมหลายสิบคน การแต่งกาย เหมือนคนในโลกมนุษย์ หรูหรางดงาม เห็นคนเข้า ๆ ออก ๆ คึกคักมาก ดูลักษณะคล้ายกำลังมีงานศุภมงคลอะไรสักอย่าง

อาตมาถามพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า “เหตุใดในสุคติภพยังมี วิถีชีวิตแบบเดียวกับครอบครัวในโลกมนุษย์ด้วยล่ะครับ”

ท่านตอบว่า “คนผู้นี้ถึงแม้ว่าก่อนตายเป็นคนพิสุทธิ์ผุดผ่อง พกกรรมติดตัวไปเกิดในสุคติภพ แต่ว่ายังมีกิเลสหนา ตัดขาด โลกีย์วิสัยไม่ได้ คนหลายสิบคนที่เราเห็นล้วนเป็นญาติสนิท สมัย ที่เขายังมีชีวิตอยู่ เช่นพ่อแม่ ลูกเมีย คนรัก พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว สะใภ้ ญาติโกโหติกาทั้งหลาย ยังมีความรัก ความอาลัยยากจะแยกจากกันได้ ฉะนั้นทุกครั้งที่เขากลับมา พัก ผ่อนยังดอกบัวก็มักจะคิดถึงคนึงหาถึงบุคคล และสรรพสิ่งเหล่า นี้พอฝันเฟื่องว่าอยากจะอยู่ด้วย พวกเขาก็จะปรากฎออกมา เพราะว่าในแดนสุขาวดีนั้นมีแต่ “สุข” ไม่มี “ทุกข์” พอคิดถึง พ่อแม่ พ่อแม่ก็มาปรากฎ คิดถึงลูกเมีย ลูกเมียก็มาปรากฎ คิดถึงคฤหาสน์ คฤหาสน์ก็มาปรากฎคิดถึงอาหารเลิศรสก็มาปรากฎ ภาพที่ปรากฎออกมา ก็ดุจเดียวกับภาพความฝันในสัพพะ โลกนั่นเอง ในฝันจะรู้สึกเหมือนอยู่กับของจริง ครั้นตื่นขึ้นมาก็ เหลือแต่ความว่างเปล่า นี่ก็คือการสะท้อนภาพกิเลสมารนั่นเอง มันเป็นเพียงภาพลวงตาอย่างหนึ่ง ญาติโยมที่อยู่ในแดนมนุษย์ หาได้มีส่วนรู้เห็นไม่”

ปิยวาจาของพระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นอุทาหรณ์อันพึงสังวร ความจริง ชีวิตในโลกมนุษย์มีเรื่องใดบ้างที่ไม่ใช่ความฝัน เมื่อใดที่ วิญญาณออกจากร่าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านเคยเป็นเจ้าของอยู่ ก็ไม่มีปัญญาพกติดตัวไปได้ ไม่ได้เป็นของท่านอีกต่อไปแล้ว ก็ เหมือนดังความฝันที่ผันเปลี่ยนไปมา ในที่สุดยังคงเป็นความว่าง เปล่า

พระโพธิสัตว์กวนอิมยังอธิบายต่อไปอีกว่า “ที่จริงคนที่ พกกรรมติดตัวมาเกิดในนี้ ความคิดฝันเฟื่องของพวกเขามีมาก กว่า ความใคร่ความปรารถนาของมนุษย์ในโลกเสียอีก เพราะว่า สัพพะโลกนั้นเป็นวัตถุมีสิ่งกีดขวางมากมาย (วัตถุหมือนกั้นด้วย แผ่นกระดาษมองไม่เห็น ตัววัตถุเองจะดูเก่ากลับใหม่ เวียนว่าย ตายเกิดตลอดเวลา) ฉะนั้นมีของมากมายที่มักต้องเจอกับ “ทุกข์ ที่อยากจะได้แต่ไม่ได้” เสพในสุคติภพต่างกัน เพราะไม่ใช่วัตถุ เพียงแต่ท่านนึกถึงมัน (ฝันเฟื่อง) อยากได้สิ่งใด สิ่งนั้นก็จะ มาปรากฎอยู่ต่อหน้า ให้ท่านได้ต้องเสพได้อย่างเต็มที่ สุคติภพ มีลักษณะเป็นศูนยภาพ เป็นภพที่เปี่ยมด้วยธรรมะ ส่วนวิมาน แมนมีลักษณะเทวภาพ ถึงแม้ว่าจะมีเบญจพลก็ตาม บางครั้งก็ยังมีปรากฎการณ์ที่ไม่ได้ในสิ่งที่อยากจะได้เช่นกัน ส่วนโลกมนุษย์ นั้น มีลักษณะวัตถุ มีสิ่งกีดขวางชั้นแล้วชั้นเล่า สิ่งที่อยากจะได้จึง ยากยิ่งจะเป็นจริง”

อาตมาเรียนถามท่านโพธิสัตว์กวนอิมต่อไปว่า “ภาพฝัน เฟื่อง” มีข้อแตกต่างต่างกับภาพจริงของพิสุทธิภูมิยูไลหรือไม่

ท่านตอบว่า “สภาพจริงนั้นเป็นนิจนิรันดร์เที่ยงแท้แน่ นอนไม่ดับไม่สูญ จะเปล่งสัพรังสีตลอดกาล แต่ภาพฝันเฟื่อง นั้นเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่สามารถเปล่งรังสีใดๆ ออกมาทั้งสิ้น ฉะนั้น ครั้นเมื่อตื่นจากภวังค์ความฝันเฟื่องแล้ว ก็จะเหลือแต่ความว่างเปล่า ก็เหมือนที่คนเรานอนหลับฝันไป ฉันใดฉันนั้น ตัวบุคคล ภูเขาลำเนาไพร คฤหาสน์ตลอดจนตึก รามบ้านช่องที่เราเห็นในฝันนั้น ครั้นเมื่อตื่นขึ้นแล้ว ก็ไม่คงอยู่ อีกต่อไป เวไนยสัตว์ในสัพพะโลกไม่เสียดายที่จะทุ่มเท ทั้งชีวิต จิตใจไปชิงดีชิงเด่น ชิงผลประโยชน์ลาภยศ สู้กันจนตายไป ข้างหนึ่ง แต่ว่าถึงที่สุดแล้ว ตายไปก็นำอะไรติดตัวไปไม่ได้ แม้แต่ ชิ้นเดียว วิญญาณตกสู่วัฏสงสารของ ๖ ภูมิ เวียนว่ายตายเกิด ตามกฎแห่งกรรม ถูกกรรมตามสนองทนทุกข์เวทนาสารพัด ฉะนั้น จะหลุดพ้นห้วงทุกข์ ก็จะต้องรีบละเลิกจากความลุ่มหลง มัวเมาหันหลังกลับก็คือ ปารคู”

เจ้าของคฤหาสน์ที่เห็น เมื่อครู่ได้พกกรรมติดตัวไปเกิดยัง สุคติภพตามที่ท่านโพธิสัตว์เล่าให้ฟัง เขาเป็นคนบ้านเดียวกับ อาตมา (อำเภอผูเถียน มณฑลฝูเจี้ยน) สามารถส่งภาษากันรู้เรื่องท่านแนะให้อาตมาลองเข้าไปดูในคฤหาสน์

เราก้าวเข้าไปในคฤหาสน์โอ่อ่าหลังนั้น เห็นภายในกำลัง ตั้งโต๊ะกินเลี้ยงกันอย่างขนานใหญ่ บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วย อาหารที่ทำจากของทะเล และของป่าที่หายาก มีคนอยู่ ๖๐-๗๐ คน กำลังดื่มกินกันอย่างไม่อั้น ดูยิ่งใหญ่ฟู่ฟ่ามาก มีชายชรา คนหนึ่งอายุประมาณ ๗๐ ปี ดูท่าทางภูมิฐานเหมือนคนร่ำรวย ในโลกมนุษย์ คงจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน ครั้นเห็นพวกเราเข้ามา ก็เข้าทักทายต้อนรับด้วยมารยาทอันงาม “พวกท่านมาแต่ไหน ครับ” เขาถาม

อาตมาตอบด้วยภาษาจีนสำเนียงฝูเจียนว่า “อาตมามาจาก ผูเถียน มณฑลฝูเจี้ยน เป็นคนบ้านเดียวกันกับท่านครับ”

เมื่อเขาได้ยินว่า “คนบ้านเดียวกัน” รู้สึกตื่นเต้นดีใจมากผงก ศีรษะกล่าวว่า “โอ ประเสริฐ ประเสริฐ” พร้อมกับเชื้อเชิญพวกเรา ร่วมโต๊ะกินเลี้ยงด้วยกัน

อาตมาถือโอกาสถามไปว่า “ท่านจัดงานเลี้ยงใหญ่โต มีงาน มงคลอะไรหรือครับ”

เขายิ้ม กลับย้อนถามว่า “แล้วท่านล่ะมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”

อาตมาชี้มือไปยังพระภิกษุหยวนกวนซึ่งยืนอยู่นอกประตูว่า “ท่านโพธิสัตว์กวนอิมท่านพาอาตมามาที่นี่ เพื่อทัศนาจรครับ”

วาจาพอกล่าวออกไป ภาพต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง ชายชราผู้นั้นพอได้ยินชื่อพระโพธิสัตว์กวนอิมเท่า นั้น ร่างกายพลันสั่นสะท้านคราหนึ่ง สีหน้าปรากฎแววละอายใจ ทันใดคฤหาสน์หลังงาม ผู้คน ๖๐-๗๐ คน รวมทั้งงานเลี้ยงทั้ง หมดพลันอันตรธานในชั่วพริบตา คนชราก็คืนสู่วัย ๑๓-๑๔ ปี นั่ง ขัดสมาธิอยู่บนดอกบัว ทั่วสารพางค์กายเป็นแก้วผลึกสีขาวโปร่ง ใสสวยงามมาก

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของสภาพเบื้องหน้าก็เป็นดัง ที่พระโพธิสัตว์กวนอิม กล่าวไว้เมื่อครู่ ภาพเหล่านั้นเกิดจากความ ฝันเฟื่องเมื่อความคิดฝันเฟื่องดับ ภาพก็ดับไปด้วย

ที่แท้คนผู้นี้ ขณะมีชีวิตอยู่ในสัพพะโลกเป็นพ่อค้าร่ำรวย คนหนึ่ง ความฝันเฟื่องต่าง ๆ นานา สมัยยังมีชีวิตอยู่ ความเคยชิน ที่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยหรูหรายังติดตัวยากจะตัดไปในทันใด จึงชอบ จัดงานเชิญแขกกินเลี้ยง ความเคยชินนี้มักจะปรากฎออกมาเป็น ครั้งคราว จึงกลายเป็นภาพที่เราเห็นอยู่เมื่อครู่นี้

หลังจากนั้นเขาก็แนะนำตัวเองว่า “ผมเป็นคนหมู่บ้านตอ โถว ตำบลหานเจียง อำเภอผูเถียน มณฑลฝูเจี้ยน ชื่อหลิน เต้าอี ครอบครัวร่ำรวย เป็นตระกูลเชื้อสายผู้ดีในหมู่บ้านตอ โถว ก่อนตายได้ผู้มีกุศลญานชี้แนะ จึงได้ไปเกิดในสุคติภพ แต่ เป็นที่น่าละอายใจยิ่ง ความฝันเฟื่องจากกิเลสมารมีมากเหลือ เกินขจัดไม่ได้เสียที ยังลุ่มหลงอาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งเก่า ๆ จึงมักคิด ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิดภาพลวงต่าง ๆ นานา ท่านโพธิสัตว์กวนอิมเคย ขานชื่อชี้แนะทางสว่างแก่ผม ๒ ครั้ง ให้ผมแก้ไขแต่โรคเก่าผมยังคงกำเริบอยู่เรื่อย แก้ไม่ตกซักที”

ก่อนจาก เขายังฝากอาตมาส่งข่าวคราวถึงลูกชายเขา เขามี ลูกชายคนหนึ่งอยู่สิงคโปร์ชื่ออาว่าง บอกว่าถ้าอาตมากลับถึงโลก มนุษย์แล้ว มีโอกาสให้ช่วยบอกลูกเขาว่า คุณพ่อได้ไปเกิดยังวิสุทธิ ภูมิประจิมแล้ว

พระโพธิสัตว์กวนอิม แนะให้คนที่พกกรรมติดตัวมาเกิด เหล่านั้น จงหมั่นลงไปอาบ “น้ำอัฐกุศล” ในสระบัว เพื่อชำระล้าง กิเลสในใจทำให้จิตกลับสู่ภาวะบริสุทธิ์

อาตมากับพระโพธิสัตว์กวนอิม ได้เดินมาถึงหน้าผาชันแห่ง หนึ่ง ยามนั้นอาตมาก็เห็นภาพพิสดารอีกภาพหนึ่ง เห็นหญิงสาว อายุประมาณ ๒๐ ปี นางหนึ่งเธอสวมใส่ชุดดำแบบเดียวกับที่ สวมใส่กันในโลกมนุษย์ กำลังนั่งร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจอยู่ใต้ผา สูง อาตมารู้สึกประหลาดใจมาก เพราะว่าที่สุคติภพนั้นไม่มีทุกข์ เหตุใดจึงยังมีคนโศกาอาดูรสาหัสสากรรจ์ถึงเพียงนั้น

ท่านโพธิสัตว์กวนอิม คล้ายจะมองทะลุใจอาตมาว่ามีข้อ กังขาจึงให้อาตมาเข้าไปสอบถามเธอดู เดี๋ยวก็รู้ความนัย ดังนั้น อาตมาจึงเดินเข้าไปหาเธอ พนมมือคารวะพร้อมถามว่า “โพธิสัตว์ สีกาเศร้าเสียใจด้วยเหตุอันใดหรือ ถึงได้มาร้องไห้อยู่ที่นี่”

เธอเงยหน้าขึ้นมอง ไม่เพียงแต่ไม่ร้องไห้แล้ว กลับเผยอยิ้ม กล่าวกับอาตมาว่า “ฉันควบคุมใจตัวเองไม่ได้ ฝันเฟื่องตระหนก ไป” กล่าวจบเธอก็กลับไปยังสระบัวนั่งขัดสมาธิบนดอกบัว กลายเป็นหญิงสาวอายุ ๑๓-๑๔ ปี ทั่วสรรพางค์กายเป็นแก้วผลึกโปร่ง ใสหน้าผาสูงชันก็อันตรธานหายไป

เธอเอื้อนเอ่ยวาจาแนะนำตัวเองว่า “ฉันเป็นคนอำเภอซุ่น ชัง มณฑลฝูเจี้ยน ชื่อ... ปีนี้อายุ ๒๑ ปี เป็นสีกาถือพุทธ ปี ๑๕๐๓ ฉันตัดสินใจสละเพศฆราวาส เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ แต่ถูกคนขัด ขวางนานัปการไม่ยอมให้ฉันบวชท่าเดียว จนในที่สุดบีบคั้นจนฉัน ต้องกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย ความจริงเป็นการตายที่จัดอยู่ในจำ พวก ๑ ใน ๑๐ บาป ไม่สามารถผุดเกิดได้ แต่ว่าพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่านแผ่เมตตามหาการุณย์ เห็นแก่ที่ฉันมีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ จึงได้ชักนำฉันไปเกิดยังวิสุทธิภูมิ ด้วยเหตุที่ฉันเพิ่งมาเกิดได้ไม่ นานกิเลสมารยังตัดไม่ขาด ดังนั้นจึงมักควบคุมตัวเองไม่ได้ ฝันเฟื่องตระหนกเป็นครั้งคราว สะท้อนภาพกิเลสมารออกมา ปรากฎการณ์ดังกล่าว ก็เหมือนคนนอนหลับฝันร้ายในโลกมนุษย์ มักมีภาวะตกใจกลัวเกิดขึ้นในดวงจิต ไม่ว่าจะได้รับธรรมเทศนา จากพระโพธิสัตว์กวนอิม แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดได้”

อาตมาฟังวาจาแล้วก็ได้บอกเธอด้วยความห่วงใยว่า “นั่นไง ที่ยืนอยู่ข้างกายอาตมา มิใช่พระโพธิสัตว์กวนอิมดอกหรือเธอได้ ฟังวาจารีบคุกเข่ากราบแทบเท้าพระโพธิสัตว์กวนอิม พระโพธิสัตว์ กวนอิมกล่าวกับเธอว่า “เจ้าจงลงไปในสระบัว” ใช้ “น้ำอัฐกุศล” ชำระกาย ก็จะค่อย ๆ ชะล้างกิเลสมารเหล่านั้นออกไปได้”

ภายในสระบัว ดอกบัวแต่ละดอกก็บ่งบอกอาการต่าง ๆ บ้างเจริญ บ้างเสื่อมโทรม บ้างงอกงาม บ้างเหี่ยวเฉา อาตมาถามพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า “เหตุใดจึงมีปรากฎการณ์เช่นนั้น”

ท่านตอบว่า “ดอกบัวบางดอกที่เหี่ยวเฉาโรยราหรือสูญ เสียพลังชีวิตไปก็ด้วยเหตุว่าคนบางคนตอนเริ่มถือพุทธ จะมีจิต ศรัทธาสูง ถือศีลเคร่งครัด สวดมนต์ไหว้พระอย่างจริงจัง ได้หว่านเชื้อพุทธไว้ เชื้อหรือเมล็ดพันธุ์งอกเงย และเจริญเติบโต ในสระบัว จนออกดอกบานสวยงาม แต่ว่าครั้นปฏิบัติไปได้ ระยะหนึ่งกลับหย่อนยานลง ความเลื่อมใสศรัทธาคลอนแคลน ไม่เท่าแต่ก่อน ไม่สวดมนต์ ไหว้พระ ยังประกอบกรรมทำชั่วอีก ดังนั้น ดอกบัวของเขาดอกนั้นจึงค่อย ๆ เหี่ยวเฉาโรยรา ท่านดูดอก ที่หักและเฉาตายไปแล้วดอกนั้นก็คือ นาย...แห่งมณฑลเจียงซี ก่อนนั้นเขานับถือพุทธ สวดมนต์ ไหว้พระ ต่อมาได้เป็นขุนน้ำขุน นางก็เลิกสวดมนต์ มิหนำซ้ำยังประกอบกรรมทำชั่วถูกรัฐบาลตัด สินประหารชีวิต ฉะนั้นดอกบัวจึงหักสะบั้น ยังมีอีกดอกหนึ่งที่เฉา ตายไปแล้วนั้น เป็นคนอำเภอหย่งไท่ เขาถือพุทธสวดมนต์ไหว้พระ ๓ ปี ดอกบัวบานสวยงามมาก ต่อมาอยากรวยหันไปทำการค้า ไม่สวดมนต์ไหว้พระอีกแล้ว เอาแต่กอบโกยโกงกิน หาทรัพย์ ในทางมิชอบ แต่ในที่สุดประสบกับความล่มจมล้มละลายหนี้ สินล้นพ้นตัว หาทางออกไม่ได้เลยฆ่าตัวตาย ผู้ประกอบกรรม ทำชั่วจะไม่ได้ไปเกิดยังสุคติภพ ฉะนั้นดอกบัวของเขาจึงเฉาตาย ในที่สุด”

อาตมาถามพระโพธิสัตว์กวนอิมต่อไปว่า “พระธรรมาจารย์ ฉางเลี่ยงสมัยมีชีวิตอยู่เคยกล่าวกับอาตมาว่า สวดมนต์ ๑ คำจะลดบาปได้เท่าเม็ดทรายในแม่น้ำ คนผู้นั้นสวดมนต์ตั้ง ๓ ปี เหตุใดจึงหาความชอบไม่ได้เลยล่ะ”

ท่านตอบว่า..นั่นเขาหมายถึง คนที่ไม่รู้เรื่องพุทธธรรมมา ก่อนเลย เคยทำความชั่วมามาก แต่เมื่อได้ผู้มีกุศลญาณชี้แนะ จึงกลับตัวกลับใจเป็นคนดี สำนึกบาปว่าจะไม่ประกอบกรรม ทำชั่วอีกต่อไป ตัดสินใจแก้ไขความผิดที่เคยทำมาแต่อดีต ละบาปทำบุญ เริ่มสวดมนต์ภาวนาอย่างมุ่งมั่น สวด ๑ คำก็สามา รถล้างบาปที่ก่อไว้ไปได้เป็นอันมาก และเมื่อเขายืนหยัดสวดมนต์ ไหว้พระต่อไปเรื่อยๆไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเขาตายแล้วยังจะได้ไป เกิดในสุคติภพ แม้ว่าจะพกกรรมติดตัวไปเกิด แต่ก็จะไม่กลับตก ลงสู่วัฏสงสารอีก และจะสามารถกลายเป็นพุทธในที่สุดได้

ท่านโพธิสัตว์หยุดนิดหนึ่งแล้วกล่าวต่อไปว่า แต่ว่าคนบาง คนปากสวดมนต์ แต่ใจบาปหยาบช้าดังอสรพิษ ลอบทำร้าย คนลับหลังอย่างที่เรียกว่า มือถือสากปากถือศีลนั่นแหละ คน ประเภทนี้ จัดอยู่ในจำพวก ๑ ใน ๑๐ บาป ไม่สามารถ ไปเกิด ยังวิสุทธิภูมิได้ ชั่วแต่ว่าได้สร้างกุศลมูล ไว้บ้างเท่านั้น แต่ว่า กุศลมูลของคนผู้นั้นยังคงอยู่ ขอเพียงว่าสักวันหนึ่งเขาเกิดความ สำนึกต่อบาป สวดมนต์ทำบุญ ประกอบกุศลธรรมอีก ดอกบัวของ เขากอนั้นก็จะมีพลังชีวิตขึ้นมาใหม่ และออกดอกบานอีกครั้งหนึ่ง ได้”

ตามที่พระโพธิสัตว์เปิดเผยให้ทราบ ผู้คนในโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะจนรวยตระกูลสูง ตระกูลต่ำ ดี ชั่ว ฉลาด โง่เขลา ผู้หญิงผู้ชาย คนแก่ เด็ก บุคคลในวงการต่าง ๆ ขอเพียงมีจิตศรัทธา สวดมนต์ไหว้พระ งดชั่วทำดี ปากกับใจตรงกัน ปฏิบัติจนเป็นนิจศีล กอบัวในวิสุทธิภูมิก็จะเจริญงอกงาม ก่อนตายก็จะได้รับการ ชักนำจากอมิตาภะพุทธเจ้า ไปสู่สุคติภพเปลี่ยนร่างเกิดในบัวชั้น ต่าง ๆ ตามผลแห่งกรรม ถ้าหากเพียงแต่ถือพุทธสวดมนต์ เดี๋ยว ร้อนเดี๋ยวเย็น เดี๋ยวตึงเดี๋ยวหย่อน ดอกบัวแม้จะออกดอกก็ไม่ อวบใหญ่สวยงาม ยิ่งทำความชั่วเข้าไปอีก ตายด้วยความตายจำ พวก ๑ ใน ๑๐ บาปจนตกลงไปในวัฏสงสารของ ๖ ภูมิอีก ก็จะไม่ มีโอกาสไปเกิดยังแดนสุขาวดีแล้ว

กล่าวถึงตอนนี้ อาตมาพลันเห็นภิกษุรูปหนึ่งอายุประมาณ ๓๐ เศษเดินตรงมาหาเรา อาตมาเห็นชัดอีกทีปรากฎว่าเป็นภิกษุ ณีฝาเปิ่นเจ้าสำนักงานชีซวีหยุนแห่งภูเขาหยุนจวี มณฑลเจียงซี นั่นเอง ท่านเห็นอาตมาก็ร้องเรียกเสียงดังอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “อ้าวเป็นหลวงพี่ควนจิ้งเองยินดีด้วย”

อาตมาถามท่านว่า “ท่านไปสุคติภพตั้งแต่เมื่อไรเหตุใด อาตมาจึงไม่ทราบ” ท่านตอบว่า “ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องจากอาตมา ไม่ยอมสละเพศบรรพชิต ต่อมาได้กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ยังที่ แห่งหนึ่ง ความจริงเป็นการตายประเภท ๑ ใน ๑๐ บาป ไม่อาจ ไปเกิดยังสุคติภพได้ แต่พระพุทธเจ้าผู้เปี่ยมเมตตากรุณา เห็นแก่ อาตมาที่มีจิตศรัทธาแน่วแน่ บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทิล จึงชักนำ มาเกิดในสุคติภพ อาตมาเพิ่งมาถึงไม่นานนี้เอง

อาตมาจึงถามท่านว่า “ผู้มาเกิดในบัวชั้นล่างทุกคนจะมีรูปกายเป็นเด็กอายุ ๑๐ กว่าปี เหตุใดท่านจึงเป็นแม่ชีอายุ ๓๐ เศษได้ล่ะ

ท่านตอบว่า “ได้ข่าวหลวงพี่มา อาตมาจึงฝันเฟื่องกลับโฉม หน้าเดิม เพื่อหลวงพี่จะได้จำออกได้ง่ายไงล่ะ เอ้อ หลวงพี่ควน จิ้งสบายดีอยู่หรือ ท่านกลับไปแล้วถ้ามีโอกาสพบเขา ช่วยบอก เขาให้ตั้งใจบำเพ็ญศีลภาวนา อาตมาได้ไปเกิดยังสุคติภพแล้ว บอกเขาให้วางใจ”