เยือนแดนสุขาวดีเข้าเฝ้านมัสการอมิตาภะพุทธเจ้า

409 Views

ออกจาก “สวรรค์ชั้นดุสิต” อาตมาท่องปรมัตถ์สูตรตาม เคยแท่นดอกบัวพลันปรากฎที่ใต้เท้า พาตัวอาตมาเหินลอยท้อง ฟ้านภากาศ ตลอดทางได้ยินแต่เสียงลมพัดอื้อ แต่ไม่รู้สึกว่ามีแรง ลมปะทะอัตราความเร็วนั้น บรรยายไม่ถูก ทัศนียภาพแดนวิมาน อันงามวิจิตรเบื้องหน้าเราจะแวบผ่านตัวเราไป พริบตาเดียวก็ถูก ทิ้งไว้เบื้องหลังลิบลับชั่วไม่กี่นาที ก็เห็นเบื้องล่างใต้แท่นดอกบัว ลงไปเป็นพื้นราบเกลื่อนด้วยทรายทอง ต้นไม้ยักษ์เป็นแถวเป็นทิว แต่ละต้นสูงหลายร้อยฟุต กิ่งทองใบหยก ใบเป็นรูป ๓ เหลี่ยม บ้าง ๕ เหลี่ยมบ้าง ๗ เหลี่ยมก็มีล้วนออกดอกเป็นแสงได้ทุก ต้น วิหกนกไพรนานาชนิด ล้วนมีแสงในตัว นกบางตัวมี ๒ หัว กระทั่งหลายหัว ๒ ปีก กระทั่งหลายปีก พวกมันโผผินบินว่อน ล้อลมอย่างอิสระเสรี ขับลำนำเป็นนามศักดิ์สิทธิ์ของอดีตพุทธเจ้า รอบ ๆ รั้วลูกกรงตกแต่งด้วยสีสันต่าง ๆ ๗ สี พระโพธิสัตว์กวนอิม กล่าวกับอาตมาว่า “ร่างแห ๗ ชั้น กับแนวพฤกษ์ ๗ แถวที่กล่าว ถึงในพุทธคัมภีร์นั้น ก็คืออาณาจักรนี้นั่นเอง”

ข้างหูแว่วเสียงผู้คนสนทนากันเอ็ดอึง แต่ภาษาฟังไม่รู้เรื่อง พระโพธิสัตว์กวนอิม กล่าวว่า “ภาษาต่างๆ ท่านอมิตยัสพุทธะ ท่านฟังรู้เรื่องหมด” ตลอดทางยังเห็นเจดีย์สูงใหญ่มากมาย ล้วนประกอบขึ้นจากรัตนะ ๗ เปล่งประกายวาววาม เราคงมุ่ง หน้าต่อไป ชั่วครู่ก็มาถึงเบื้องหน้าภูเขาทองลูกหนึ่ง ภูเขาทองลูก นี้สูงใหญ่กว่าภูเขาเอ๋อเหมย (ง่อไบ๊) ของจีนหลายต่อหลายเท่านัก

มิพักต้องสงสัย ตอนนี้เราได้มาถึงใจกลาง “แดนสุขาวดี” แล้ว พระโพธิสัตว์กวนอิมยกพระหัตถ์ชี้ไปเบื้องหน้ากล่าวว่า “ถึง แล้วอมิตาภะพุทธเจ้าก็อยู่เบื้องหน้าท่าน ท่านเห็นไหม”

อาตมาประหลาดใจถามว่า “อยู่ไหนอาตมาเห็นแต่ผาหิน ขวางอยู่ข้างหน้า”

ที่ไหนได้ คำตอบของพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่เหนือความ คาดหมายของอาตมามาก ท่านตอบว่า “ขณะนี้ท่านกำลังยืนอยู่ บนปลายพระบาทของอมิตาภะพุทธเจ้าแล้ว”

อาตมากล่าวว่า “พระธรรมกายของอมิตพุทธเจ้าสูงใหญ่ ปานนั้น อาตมาจะเห็นได้อย่างไรล่ะครับ

จะว่าไปแล้ว ภาวะเช่นนี้ ก็เปรียบดังมดน้อยตัวหนึ่งยืนใต้ ตึกระฟ้าสูง ๑๐๐ กว่าชั้นของอเมริกา ไม่ว่าจะแหงนมองอย่างไร ก็ไม่มีทางมองเห็นโฉมหน้าส่วนทั้งหมดของตัวตึกฉันใดก็ฉันนั้น

พระโพธิสัตว์กวนอิมแนะให้อาตมาคุกเข่าลง อธิษฐานขอพร อมิตาภะพุทธเจ้าชักนำอาตมาไปยังแดนสุขาวดีประจิม อาตมารีบ คุกเข่าลงแล้วตั้งจิตอธิษฐาน พริบตาเดียว รู้สึกว่าร่างกายตัวเอง พลันสูงใหญ่ขึ้น ๆ จนเสมอพระนาภี (สะดือ) ของอมิตาภะพุทธเจ้า ในระดับความสูงดังกล่าวอาตมาจึงได้มองเห็น อดีตพุทธเจ้ายืน อยู่ข้างหน้าอาตมาจริง ๆ ท่านยืนอยู่บนแท่นดอกบัวนับชั้นไม่ ถ้วน กลีบดอกแต่ละชั้นล้วนมีรัตนเจดีย์เปล่งสัพรังสี ภายในรังสีมี พระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางประกายสีทอง ขณะเดียวกันอาตมายังเห็นพระมหาวิหาร วิจิตรงดงามอร่ามเรืองหลังหนึ่ง เพ่งสายตามองออกไปอีก อาตมาก็เห็นโฉมหน้าส่วนทั้งหมดของ แดนสุขาวดีประจิม

ยามนั้น ท่านธรรมาจารย์หยวนกวนก็ได้แปลงกายกลับสู่ พระธรรมกายตัวจริงของพระโพธิสัตว์กวนอิม ทั้งสรรพางค์กาย เป็นแก้วผลึกสีทองโปร่งใส อาภรณ์ห่มกายเปล่งฉัพพรรณรังสี จำ แนกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายกันแน่ พระธรรมกายของท่านสูง ใหญ่กว่าอาตมา สูงเสมอไหล่ของอมิตาภะพุทธเจ้า

อาตมายืนอยู่ ณ ที่นั้น มองภาพอภินิหารนี้จนเคลิบ เคลิ้มใหลหลง เลยนึกไม่ออกว่าสมควรจะกล่าววาจาอย่างไร เวลานี้ จะให้อาตมาบรรยายภาพอภินิหารในขณะนั้น อย่างละ เอียดสงสัยจะต้องใช้เวลาบรรยายสัก ๗ วัน ๗ คืน เอาเฉพาะ พระธรรมกายที่สง่าเคร่งขรึม สุดประมาณของอมิตาภะพุทธเจ้า พูดครึ่งวันก็พูดไม่จบ เป็นต้นว่าพระธรรมลักษณะของท่านอย่าง พระเนตรคู่นั้น ของท่านก็ดูประหนึ่งห้วงมหรรณพอันเวิ้งว้างไพ ศาล พูดไปอาจไม่มีใครเชื่อก็ได้ แต่จริงๆ พระเนตรคู่นั้นของ ท่าน กว้างใหญ่เหมือนทะเลในแดนมนุษย์ไม่ผิดเพี้ยน อาณาจักรของ แดนสุขาวดีประจิม ตามที่กล่าวไว้ในพุทธคัมภีร์ บอกว่า อยู่ห่าง ไกลถึง ๑๐ ล้านล้านพุทธภูมิ ถ้าคำนวณเป็นเวลา สมมุติว่า ในแต่ละนาทีของคนเรา เดินได้ ๑ ปีแสง ก็ต้องใช้เวลาเดินถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านปีแสง จึงจะไปถึงได้ อีกนัยหนึ่งก็คือ ดูจากชั่ว อายุขัยของคนๆ หนึ่งแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่ว่าจะไปยังแดนสุขาวดีประจิม ขอเพียงตั้งจิตอธิษฐาน ชั่วแวบ เดียวก็ไปถึงได้ ถ้ากล่าวจากด้านวัตถุ อาศัยร่างกายที่เป็นเลือด เนื้อออกเดินเพื่อไปสู่แดนสุขาวดีประจิม ต่อให้โลกทั้งโลก ตั้งแต่เริ่มเกิดจนแตกดับ ใช้เวลาในการเดินทางยาวนานขนาด นั้นก็ยังไปไม่ถึงอยู่ดี ดังนั้น ต้องอาศัยพลังจิตอธิษฐานบวกกับ อมิตาภะพุทธเจ้าประทานพร เพียงชั่วพริบตาเดียวก็สามารถไปถึ งจุดหมายปลายทางได้

อาตมากราบนมัสการอมิตาภะพุทธเจ้า ขอให้ท่านประ ทานพร ประทานสติปัญญาแก่อาตมาเพื่อการหลุดพ้นจาก สงสาร วัฏ อมิตาภะพุทธเจ้าแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า “พระโพธิสัตว์กวนอิม นำพาเจ้ามาถึงที่นี่ เพื่อทัศนาจรยังสถานที่ต่าง ๆ เจ้า ก็ไปเถอะ แต่หลังจากนี้เจ้าต้องกลับโลกมนุษย์”

ขณะนั้น อาตมารู้สึกติดตรึงกับความสวยงามน่าอภิรมย์ ของแดนสุขาวดีประจิม รู้สึกว่าโลกมนุษย์มีแต่ความทุกข์เวทนา ไม่คิดอยากกลับไปยังโลกมนุษย์อีกแล้ว ดังนั้นอาตมาจึงวิงวอนว่า “แดนสุขาวดีประเสริฐยิ่ง ข้าพุทธเจ้าไม่คิดหวนกลับไปอีกแล้ว ขอ อมิตาภะพุทธเจ้าโปรดแผ่เมตตากรุณา รับข้าพุทธเจ้าไว้ด้วยเถิด”

อมิตาภะพุทธเจ้าตรัสว่า “ไม่ได้หรอก ไม่ใช่ว่าข้าไม่รับเจ้า หรือ เจตนาขับไล่ไสส่งเจ้า หากเป็นด้วยว่า ๒ กัลป์ก่อนเจ้าได้ไป เกิดยังสุคติภพแล้ว และด้วยเหตุที่เจ้าได้ตั้งปณิธานไว้เองว่า จะ กลับไปจุติยังโลกมนุษย์เพื่อดับทุกข์เข็ญแก่เวไนยสัตว์ ฉะนั้น ปัจจุบันเจ้ายังจำเป็นต้องกลับไป เพื่อทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ให้บรรลุเสียก่อน จงนำสภาพที่ได้พบเห็นในแดนสุขาวดีไปบอก กล่าวถ่ายทอดให้มนุษย์โลกได้รับรู้ สั่งสอนพวกเขาให้รู้เรื่องบาป บุญคุณโทษ”

อดีตพุทธเจ้ายังประทานปริศนาธรรมอีกว่า “เจ้าได้เกิด เมื่อ ๒ กัลป์ก่อน เพราะเจ้าตั้งปณิธานโปรดเวไนยสัตว์ บิดามารดา รวมทั้งญาติโกโหติกาในชาติต่าง ๆ ปฏิญาณจะช่วยพวกเขาไปยัง บัว ๙ ชั้นด้วยกัน

ครั้นอมิตาภะพุทธเจ้าประทานปริศนาธรรมจบ อาตมา ก็รู้สึกว่าทั้งตัวสั่นสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ระลึกถึงสภาพที่ไปเกิด ยังสุคติภพ เมื่อ ๒ กัลป์ก่อนโน้น ภาพเหล่านั้นปรากฎออกมา ภาพแล้วภาพ เล่าแจ่มแจ๋วเหมือนติดอยู่กับตา

อมิตาภะพุทธเจ้าตรัสกับพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า “ท่าน นำเขาไปเที่ยวชมยังสถานที่ต่าง ๆ เถิด” อาตมาก้มลงกราบแทบ เท้าอมิต พุทธเจ้า ๓ ครั้ง จากนั้นก็ออกจากประตูใหญ่ของเวที แสดงธรรม

ยามนั้น อาตมาเห็นประตูใหญ่ทุกบาน ระเบียง ขอบ สระ รั้ว ลูกกรง ภูเขา พื้นดิน ล้วนประกอบขึ้นจากรัตนะ ๗ มีแสงในตัวทั้งสิ้น เหมือนกับไฟฟ้าหลอดไฟฟ้านีออนยังไงยัง งั้นที่แปลกประหลาดก็คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มองดูคล้ายมีรูป ร่างเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่โปร่งใสไร้กีดขวาง สามารถเดินผ่าน ทะลุได้ บนประตูใหญ่มีตัวอักษรสีทอง ๔ ตัว สองข้างประตูก็มกลอนคู่ติดอยู่ อาตมาอ่านไม่ออก แต่จนบัดนี้ยัง จำได้ตัวหนึ่ง อีก ๓ ตัวจำไม่ได้แล้วพระโพธิสัตว์กวนอิมอธิบายว่า “อ่านออกเสียง เป็นภาษาจีนจะได้ความหมายว่า ต้าสงเป่าเตี้ยน (รัตนบัลลังก์ มหาชาตรี) จะหมายถึง พุทธะแห่งอายุวัฒนะก็ได้”

มหาวิหารวิจิตรงดงามอร่ามเรืองหลังนั้น ใหญ่โตมโหฬารสุด จะเปรียบปาน มีคนหลายหมื่นคนอยู่ภายในมหาวิหารหลังนั้น ขณะเดียวกัน ก็เห็นพระโพธิสัตว์จำนวนมาก นั่งบ้าง ยืนบ้าง บ้าง อยู่ภายในวิหารบ้างอยู่นอกวิหาร พระธรรมกายแต่ละรูปล้วนเป็น สีทองโปร่งใส ความสูงของพระโพธิสัตว์ต่ำกว่าอมิตพุทธเจ้าเล็ก น้อย ในบรรดาพระโพธิสัตว์ อาตมายังเห็นพระโพธิสัตว์ต้าซื่อจื้อ กับพระโพธิสัตว์ฉางจิงจิ้นเป็นต้นรวมอยู่ด้วย

พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวว่า “เอาล่ะ อาตมาจะพาท่าน ไปเที่ยวชมบัว ๙ ชั้น เริ่มจากชั้นล่าง ชั้นกลาง ไปจนถึงชั้นสูง”

เดินไปตามทาง ปรากฎว่าร่างกายเราค่อย ๆ หดเล็กลงที ละน้อย เห็นปรากฎการณ์อันแปลกประหลาดนี้แล้ว อาตมาก็ เรียนถามพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า “เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้ ร่างกาย คนเราไฉนหดเล็กลงได้”

พระโพธิสัตว์กวนอิมตอบว่า “เวไนยสัตว์แต่ละชั้นในแดน สุขาวดี เนื่องจากอาณาจักรต่างกัน ความเล็กใหญ่ต่ำสูงของ ร่างกายก็แตกต่างไปด้วย ขณะนี้เรากำลังเริ่มจากชั้นสูงสุด (ที่พำนักของอมิตาภะพุทธเจ้า) ไปหาชั้นต่ำสุดในบัว 9 ชั้น บัวชั้นสูงจะสูงใหญ่กว่าบัวชั้นกลาง บัวชั้นกลางก็สูงใหญ่กว่าบัวชั้นล่าง ตอนนี้เราจะไปยังบัวชั้นล่าง ดังนั้นร่างกายจึงค่อย ๆ หดเล็กลงจน ได้สัดส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับร่างกายของเวไนยสัตว์ในบัวชั้นล่าง อย่างเช่นโลกมนุษย์ร่างกายคนเราสูงไม่เกิน ๘ ฟุต แต่เทวดาใน แดนสวรรค์กลับสูงใหญ่ถึง ๓๐ กว่าฟุต ที่เรียกว่าประสานสอด คล้องกับภูมิภพ”