พระโพธิสัตว์เมตเตยยะ ไขปริศนาธรรม

388 Views

หลังจากนั้น เราก็พากันเข้าสู่ลานภายในของสวรรค์ชั้น ดุสิต เพื่อเข้าเฝ้านมัสการพระโพธิสัตว์เมตเตยยะ ครั้นเข้าไปภาย ในมหาวิหารเมตเตยยะ ได้เห็นความใหญ่โตโอ่อ่าสง่างามของ มหาวิหาร จนสุดจะหาคำมาเปรียบเทียบให้มองเห็นภาพได้ ทุก หนทุกแห่งวาววับไปด้วยประกายสีทอง หน้าประตูมหาวิหาร มี อักษรตัวโต ๓ ตัวเปล่งประกายแวววาว เขียนด้วยภาษา ๕ ชนิด ติดอยู่ ที่เขียนเป็นภาษาจีนอ่านได้ความว่า “แดนดุสิต” ณ ที่นั้น อาตมาได้เห็นพระโพธิสัตว์เมตเตยยะด้วยตนเอง

รูปร่างหน้าตาของพระโพธิสัตว์เมตเตยยะ หาได้มีส่วน เหมือน “พระยิ้มพุงพลุ้ย” อย่างที่เราตั้งไว้สักการะบูชาในสัพพะ โลก ซึ่งท้องโตโย้ยื่นออกมาข้างหน้า พระพักตร์ยิ้มเซ่อ ๆ ก็หาไม่ พระโพธิสัตว์เมตเตยยะที่แท้จริงนั้น กล่าวได้ว่ามีธรรมลักษณ์สง่า เคร่งขรึม เพียบพร้อมด้วย ๓๒ ลักษณะ ๘๐ มงคล รูปโฉมภายนอก เด่นเป็นพิเศษ

สองข้างมหาวิหาร มีพระโพธิสัตว์มากมาย นั่งบ้าง ยืนบ้าง ห่มกายด้วยธรรมาภรณ์หลากหลายชนิด แต่ที่มากที่สุดคือผ้ากา สาวพัสตร์สีแดงที่มีแสงในตัว แต่ละท่านล้วนมีแท่นดอกบัว ๑ แท่น อาตมาเข้ากราบนมัสการท่านโพธิสัตว์เมตเตยยะ อาราธ นาธรรมจากท่าน ท่านได้ไขปริศนาธรรมต่ออาตมาดังนี้คือ “อนาคต (๖ พันล้านปีให้หลังอาตมาจะจุติศรีนาคาไตรจักรจะลงสู่สัพพะโลก ถึงเวลานั้น พื้นพิภพจะปราศจากขุนคีรี จะราบ เรียบดั่งฝ่ามือ สัพพะโลกจะกลายเป็นวิสุทธิภูมิของแดนมนุษย์ ระหว่างศาสนาด้วยกันจะต้องถนอมรักซึ่งกันและกัน ปลุกเร้า ซึ่งกันและกันเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น อย่าได้ดูหมิ่นก้าวร้าว จาบ จ้วงซึ่งกันและกัน ระหว่างนิกายต่าง ๆ ในศาสนาเดียวกัน ก็อย่า ได้ดูหมิ่นซึ่งกันและกัน จะต้องช่วยกันขจัดภัยพาลผดุงความเป็น ธรรม” เท่านี้ และยังประทานธรรมกถาอื่น ๆ อีก แต่อาตมา จำได้ไม่หมด)

หลังจากนั้น พระอาจารย์ของอาตมาคือ ภิกษุเฒ่าซวีหยุน ก็พาอาตมาไปที่อารามใหญ่หลังหนึ่ง หน้าอารามมีขุนศึกตกแต่ง กายคล้ายชุดราชวงศ์หมิงยืนอยู่ แต่ไม่ใช่เหว่ยตว้อ ขุนศึกนาย นั้นพาเราเข้าสู่ภายในอาราม แล้วก็ได้จัดแจงยกขนมหวานทำจาก น้ำผึ้งบุปผาที่เสาะหาโดยเทพธิดามาเลี้ยงรับรองเรา อาตมากินไป ชิ้นหนึ่ง รสหวานอร่อยหาใดเปรียบมิได้ รู้สึกอิ่มมาก ขณะเดียวกัน จิตใจก็กระชุ่มกระชวยขึ้นอีกหลายเท่า

ท่านภิกษุฝูหยงกล่าวกับอาตมาว่า “บนสรวงสวรรค์ล้วน แต่ใช้น้ำผึ้งบุปผาเป็นอาหาร ซึ่งเทพบุตรเทพธิดาหน้าพระลาน เป็นผู้นำมาถวาย ใช้ดอกไม้หลายอย่างหลายชนิดทำเป็นน้ำผึ้ง รสชาติดีมาก คนในโลกมนุษย์มีวาสนาได้ดื่มกินน้ำผึ้งบุปผานี้ สามารถขจัดโรคอายุวัฒนา ผู้เฒ่าจะกลับเป็นเยาว์ เจ้าทานมาก หน่อยจะได้ประโยชน์เอนกอนันต์

นับแต่นั้นมา ร่างกายของอาตมารู้สึกจะหนุ่มแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อนจริง ๆ จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยต้องทานยาเลย

ต่อจากนั้น ท่านภิกษุฝูหยงกล่าวกับอาตมาอีกว่า “บนสรวง สวรรค์อยู่สุขสบายเกินไป ไม่ค่อยจะบำเพ็ญศีลภาวนากันก็ เหมือนพวกมั่งมีศรีสุขในแดนมนุษย์นั่นแหละ ที่ไม่ยอมบวชเรียน รู้จักแต่เสพสุขเฉพาะหน้า หารู้ไม่ว่าก้าวไม่พ้นไตรภพ เวียนว่าย ตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารของ ๖ ภูมิ ยากแก่การหลุดพ้น พวกเราอยู่ ที่นี่ฟังธรรมะจากท่านโพธิสัตว์เมตเตยยะ วันข้างหน้ายังต้องไป จุติยังโลกมนุษย์เพื่อดับทุกข์เข็ญแก่เวไนยสัตว์อีก หลังจากนั้นจึง จะสามารถเข้าสู่วิถีแห่งโพธิสัตว์หลุดพ้นอย่างแท้จริง

ยามนั้น พระอาจารย์ซวีหยุนก็ได้ให้คำชี้แนะแก่อาตมา ท่านกล่าวว่า “ยุคปลายธรรมะจะต้องยืนหยัดช่วยนำเวไนยสัตว์ ไปสู่ความหลุดพ้นในภาวะที่ยากลำบากที่สุด อย่าได้เห็นแก่ความ สุขสบายในภาวะราบรื่น และอย่าได้หลบเลี่ยงในภาวะที่ยาก ลำบาก สามารถยืนหยัดในสัมโพธิญาณแห่งสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นการเดินตามวิถีแห่งโพธิสัตว์อย่างแท้จริง จำไว้ให้ดี ภายหลังกลับสู่โลกมนุษย์แล้ว เจ้าต้องบอกต่อผู้ร่วมทางธรรม เฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องที่ร่วมบำเพ็ญศีลภาวนา ให้ถือศีลเป็นครู ยืนหยัดวัตรปฏิบัติดั่งเดิมอย่างเคร่งครัด อย่าได้เที่ยวปฏิรูปอย่า ได้เที่ยวเปลี่ยนระบบสงฆ์ ปัจจุบันมีคนกล่าวว่า ปรมัตถ์สูตรเป็น ของปลอม บางคนแก้ชุดแต่งกายสงฆ์ บ้างไม่เชื่อกฎแห่งกรรม บอกว่าไข่เป็นอาหารมังสวิรัติ ไม่ยืนหยัดวัตรปฏิบัติอย่างมุมานะ แล้วใช้สิ่งนี้ไปส่งผลสะเทือนต่อเวไนยสัตว์ กลับใช้อวิชชาไปหลอกลวงผู้คนให้เกิดความหลงเชื่องมงาย ลุ่มหลงมัวเมา ตีความ พุทธคัมภีร์เสียจนผิดเพี้ยนเลอะเทอะ ไปหลอกเอาของถวายสิ่ง เหล่านี้ ล้วนเป็นมารทำลายมูลปัญญาแห่งพระตถาคตเจ้า ปล่อย ให้มารออกมาอาละวาดทำลายผู้คนอย่างเสรี ฉะนั้น เจ้าต้อง สืบทอดเจตนารมณ์ของข้า จึงเป็นศิษย์ที่ดีของข้า วันข้างหน้า เจ้า จะต้องไปเผยแพร่เทศนาสั่งสอนธรรมะยังนานาประเทศ แต่ว่าใน ภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายจะต้องประคับประคอง ฟื้นฟูบูรณปฏิ สังขรณ์วัดวาอารามที่ข้าสร้างมากาลก่อน ฉะนั้นชื่อเจ้าที่ตั้งไว้ว่า ฝูซิง (ฟื้นฟู) เมื่อครั้งที่ข้าถ่ายทอดวิชาให้นั้น ตอนนี้เจ้าเข้าใจความ หมายของมันหรือยัง”

หลังจากพักผ่อนอยู่ชั่วครู่ พระโพธิสัตว์กวนอิมก็มาพา อาตมาออกจากมหาวิหารไปชมทัศนียภาพ แดนวิมานที่หน้า พระลานเห็นแสงแพรวพราววาววับ ปรากฎอยู่ทั่วไปปักษินเทวา สกุณาพิมานจับคู่ขับขานดนตรีไพเราะเสนาะหู มโหรีทิพย์พิมาน ใสพิสุทธิ์ดีดสีบรรเลงวังเวงแว่ว เลิศล้ำเป็นธรรมชาติ เทพบุตร เทพธิดา แต่งกายด้วยชุดแพรพรรณสีฉูดฉาดเพริดแพร้วงามวิไล เดินเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ เดินเล่นตามสบาย บุปผชาติ พิมานบานสะพรั่ง ชูช่อดอกสลอนแข่งความงาม วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร ศาลา รวมทั้งรัตนเจดีย์ต่าง ๆ ล้วนเปล่งประกายชัชวาล สม เป็นทัศนียภาพของพิมานแมนแดนสวรรค์จริง ๆ โลกมนุษย์ไม่มี ทางเปรียบได้แม้เท่ากระผีกริ้น

อาตมาชมพลางสดุดีไม่หยุดหย่อน ท่านโพธิสัตว์กวนอิมชี้ให้อาตมาดูรัตนเจดีย์ขนาดใหญ่กว่าขุนเขาคุนหลุน ซึ่งกำลังเปล่ง สัพรังสีองค์หนึ่งพลางกล่าวว่า “เจดีย์นี้ก็คือสถานที่พำนักของ ไท่ซั่งเหล่าจวิน (ไท่เสียงเล่ากุน...เล่าจื่อ) เรียกว่าเจดีย์กลั่นยา เม็ดอายุวัฒนะ” มองไปแต่ไกล เห็นมหาเจดีย์กลั่นยาเม็ดอายุ วัฒนะอันใหญ่โตมโหฬารองค์นั้น ถูกเมฆหมอกบดบังบางส่วนไว้ เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง ไม่รู้ว่าสูงกี่ชั้นกันแน่ เหมือนมายืนอยู่ เบื้องหน้าขุนเขา เราได้แต่มองดูอยู่ด้านนอกเท่านั้น ไม่ได้เข้า ไปภายในเจดีย์ พระโพธิสัตว์กวนอิมกล่าวสืบไปว่า “เจดีย์นี้ เป็นที่พำนักของเทวราชรอบๆ มีต้นหลิงหยวนซู่ (พวกเต๋าใช้สำ หรับฝึกฝนบำเพ็ญตะบะให้คืนสู่โฉมเดิม) ตลอดจน ไม้ดอก ไม้ผล ๔ ฤดู กล่าวกันว่า พวกฝึกฝนบำเพ็ญตะบะ ถ้าบำเพ็ญได้ดี ต้น หลิงหยวนซู่ประจำตัวของเขาในแดนสวรรค์ ก็จะออกดอกสวย งามน่าชม ตรงกันข้ามก็จะไร้ชีวิตชีวา กระทั่งเหี่ยวเฉาโรยรา”

ยามนั้น พระโพธิสัตว์กวนอิมเร่งรัดอาตมาว่า “เร็วเข้าเถอะ เวลาเหลือไม่มากนัก เดี๋ยวอาตมาจะพาท่าน ไปยังแดนสุขาวดี ประจิม ที่นั่นสวยงามกว่านี้อีก เปรียบเทียบกับสัพพะโลกก็ยิ่ง เปรียบกันไม่ติด”