พบเหตุการณ์ประหลาดระหว่างทาง (พระโพธิสัตว์กวนอิมนำพาสู่แดนศักดิ์สิทธิ์)

426 Views

(พระโพธิสัตว์กวนอิมนำพาสู่แดนศักดิ์สิทธิ์)

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐

วันนั้น อาตมานั่งเข้าฌานที่วัดม่ายเสียเอี๋ยน (ท่านธรรมา จารย์เป็นเจ้าอาวาสวัดดังกล่าว-ผู้เรียบเรียง) ทันใดนั้น ฟังคลับ คล้ายคลับคลาว่ามีคนเรียกหาอาตมา พร้อมกับดันตัวอาตมาให้ เดินไปข้างหน้า ตอนนั้นอาตมาเหมือนคนกินเหล้าเมาสะลึม สะลือ โดยไม่ถามสาเหตุก็เดินออกจากวัด แต่ในใจของอาตมา รู้แต่ว่าขณะนี้ตนเองกำลังจะไปจาริกยังอำเภอเต๋อฮั่ว มณฑล ฝูเจี้ยน (จากวัดม่ายเสียเอี๋ยนไปภูเขาจิ่วเซียน อำเภอเต๋อฮั่ว ระยะ ทางประมาณ ๒๐๐ ลี้จีน-ผู้เรียบเรียง) เดินไป ๆ ตลอดทางไม่ รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และไม่รู้สึกหิวเลยเวลากระหายน้ำก็วักน้ำใน ลำห้วยขึ้นดื่ม ก็ไม่รู้ว่าเดินไปกี่วันกี่คืนอย่างไรก็ดี ตลอดทาง ไม่ต้องพักผ่อนหลับนอนเลย เพียงจำได้ว่าตอนนั่นเป็นเวลากลาง วันและท้องฟ้าแจ่มใส

ช่วงนั้นประจวบกับช่วงปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรมของจีน

ขณะที่อาตมาเดินถึงท้องที่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขาจิ่วเซียน คอมมูนซั่งหย่ง อำเภอเต๋อฮั่วนั้น รู้สึกว่าสติพลันแจ่มใสขึ้น ยามนั้น อาตมาได้ยินคนเดินทางพูดคุยกันว่า วันนี้เป็นวันที่ ๒๕ ตุลาคม ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ท้องที่ต่าง ๆ สับสนวุ่นวายมาก ฉะนั้นคนเดินทางจึงมักเลือกเวลาเดินทาง เป็นเวลากลางคืนอาตมาก็ไม่ยกเว้น

จำได้ว่าเป็นเวลา ตี ๓ ย่ำรุ่งของวันใหม่ ระหว่างทางอาตมา พบภิกษุเฒ่ารูปหนึ่ง (ทราบภายหลังว่าเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม แปลงกายมา) การแต่งกายของท่านคล้ายคลึงกับอาตมา เราไม่ เคยรู้จักกันมาก่อน การได้พบปะกับสมณเพศเดียวกันในระหว่าง ทาง ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เราต่างก็พนมมือนมัสการซึ่งกัน และกันพร้อมกันโดยมิได้นัดแนะกันไว้

เราต่างก็แนะนำตัวเอง ภิกษุเฒ่าผู้นั้นแนะนำตัวเองว่า “อาตมานามหยวนกวน วันนี้มีวาสนาได้พบพาน มิสู้ไปเที่ยวภูเขา จิ่วเซียนด้วยกันดีไหมครับ”

เนื่องจากเป็นเส้นทางที่อาตมาจะไปอยู่แล้ว อาตมาจึงผงก ศีรษะเห็นพ้องด้วย

ดังนั้น เราจึงเดินไปพลางสนทนาไปพลางตลอดทาง ดู เหมือนท่านจะล่วงรู้ภูมิหลังของอาตมา อย่างทะลุปรุโปร่งพูด เรื่องกฎแห่งกรรมเป็นอันมาก อีกทั้งกล่าวถึงชาติก่อนแต่ละ ชาติของอาตมาเหมือนอย่างเล่าเทพนิยายว่า ชาตินั้น ๆ ของ อาตมาเกิดอยู่ที่ไหน อยู่แห่งหนตำบลใดวันเวลาใด ท่านจะ ชี้ออกมาอย่างหมดเปลือก แปลกจริงแฮะ วาจาแต่ละประโยค ของท่าน อาตมาล้วนจดจำได้แม่นยำ (๗ ปีให้หลัง ท่านธรรมาจารย์ ควนจิ้งได้ไปสืบค้นยังสถานที่ต่าง ๆ ตามคำบอกเล่าของภิกษุเฒ่า ปรากฎว่าในแต่ละชาติที่กล่าวถึง มีบุคคลเหล่านั้นอยู่จริง อีกทั้งเวลาและสถานที่ก็ล้วนแต่ถูกต้องแม่นยำ ไม่คลาดเคลื่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรพชิต มีอยู่ชาติเดียวที่เป็นฆราวาสอยู่ใน ช่วงรัชสมัยคังซีแห่งราชวงศ์หมิง สถานที่คือหมู่บ้านฟังกุ้ยเก๋อ อำเภอซั่งหย่ง ชื่อเจิ้งหย่วนซือ มีบุตรชาย ๖ หญิง ๒ มีคน หนึ่งได้เป็นบัณฑิต ครั้นไปสืบค้นที่อยู่ ช่วงเวลา และหลุมศพ ปรากฎว่ามีจริงทุกประการ ปัจจุบันตระกูลนี้มีบุตรหลานทั้งสิ้น ๑๒๑ ครอบครัว รวม ๔๓๐ คน-ผู้เรียบเรียง)

เราเดินสนทนาไปตลอดทาง เผลอประเดี๋ยวเดียวก็มาถึง เขาจิ่วเซียน (ภูเขาสูงที่สุดของมณฑลฝูเจี้ยน) บนเขาลูกนี้ มีถ้ำอยู่ ถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำหมีเล่อ นั่นคือจุดหมายปลายทางที่เราตั้งใจ ไว้แต่แรกว่าจะไปให้ถึง ถ้ำนี้มีความกว้างแค่ห้อง ๆ หนึ่งเท่านั้น ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปหมีเล่อ (พระศรีอริยเมตไตรย) ประดิษฐาน อยู่จึงได้ชื่อว่า ถ้ำหมีเล่อ

แต่ว่า ครั้นเราไปถึงเขาจิ่วเซียน ขณะเดินขึ้นเขามาได้ครึ่ง ทางเท่านั้น ภาพอันแปลกประหลาดพิสดารก็ได้ปรากฎอยู่เบื้อง หน้าเราภาพที่เห็นก็คือ ทางเดินขึ้นเขาเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป ไม่ใช่ทางขึ้นเขาสายเดิมอีกแล้ว ทางที่เรากำลังจะเดินไปกลับเป็น ทางที่ตั้งซ้อนด้วยก้อนหิน ดูเหมือนจะเรืองแสงได้ด้วยพิสดาร มาก ครั้นขึ้นไปถึงหลังเขา พบว่าไม่ใช่ถ้ำลูกเก่า คือถ้ำหมีเล่ออีก ต่อไปแล้ว แต่กลับเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง

ที่ปรากฎให้เห็นอยู่เบื้องหน้านั้น คือ พระอารามหลังใหญ่ อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย โอ่อ่าโอฬารยิ่งเปรียบกับวังโบราณของปักกิ่งแล้ว ยังมโหฬารพันลึกยิ่งกว่าหลายเท่า สอง ข้างพระอารามมีรัตนเจดีย์ ๒ องค์ เดินอีกไม่นาน เราก็ไปถึง ประตูเขา

เห็นประตูเขาซึ่งก่อด้วยหินสีขาว สร้างอย่างใหญ่โตสง่างาม บนซุ้มประตูมีแผ่นป้ายมหึมา ส่งประกายสีทองระยิบระยับ บนแผ่น ป้ายมีตัวอักษรสีทองหลายตัวติดอยู่ ซึ่งอาตมาอ่านไม่ออก ที่หน้า ประตูมีพระภิกษุ ๔ รูปยืนอยู่ ห่มกายด้วยจีวรสีแดง สายคาด เอวสีทองธรรมลักษณ์ดูเคร่งขรึม ครั้นเห็นเรา ๒ คนมาถึง ต่างก็ย่อ ตัวลงกราบนมัสการต้อนรับพวกเราพร้อมกัน เรารีบคารวะตอบ อาตมาชักสงสัยตะหงิด ๆ การแต่งกายของพระภิกษุที่นี่ อาตมา ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ดูไปเหมือนพระลามะมากกว่า พวกเขาต่าง เผยอยิ้มและเอื้อนเอ่ยวาจากล่าวว่า “มาแล้ว ๆ ยินดี ๆ” พร้อมกับ เชิญเราเข้าข้างใน

เราก้าวเข้าประตู ผ่านพระวิหารหอพระอีกหลายแห่งประ หลาดแท้สิ่งปลูกสร้างของที่นี่ล้วนมีแสงในตัว แต่ละหลังล้วน แล้วโอ่อ่าน่าชม ครั้นเราเดินต่อไปอีกก็เห็นระเบียงทอดยาวออก ไปข้างหน้า สองข้างระเบียงปลูกเต็มไปด้วยไม้ต้นไม้ดอกพิเศษพิ สดารหลากสีหลากชนิด ไม่รู้ว่าเป็นต้นอะไร มองออกไปทางหน้า ต่างระเบียง จะเห็นแต่สิ่งปลูกสร้างจำพวกโบสถ์วิหารและรัตน เจดีย์เป็นต้น ครู่เดียวเราก็มาถึงมหาวิหารเอก บนมหาวิหารมีตัว อักษรตัวโตติดอยู่ ๔ ตัว ส่งประกายวาววับ ไม่ใช่ตัวอักษรภาษาจีน และก็ไม่ใช่ตัวอักษรภาษาอังกฤษอาตมาอ่านไม่ออก จึงถามภิกษุเฒ่าหยวนกวนว่าตัวอักษร ๔ ตัวนั้นเขาหมายความว่าอย่างไร ท่านตอบว่า นั่นคือ “อรหันต์ภพกลาง” เมื่อเป็น“อรหันต์” อาตมารำพึงในใจ นั่นคงเป็นสำนักบำเพ็ญศีลภาวนาของอรหันต์ เป็นแน่แท้ ถึงตอนนี้อาตมาเริ่มรู้สึกเป็นราง ๆ แล้วว่า ที่นี่มิใช่ โลกมนุษย์เราแล้ว จนถึงบัดนี้อาตมายังจำรูปตัวอักษรหนึ่งใน ๔ ตัวนั้นได้ดี อีก ๓ ตัวจำไม่ได้แล้ว

ตอนที่อาตมาพบกับภิกษุเฒ่าหยวนกวนนั้น เป็นเวลาเช้า ตรู่ตี ๓ เข้าใจว่าตอนนี้จวนสว่างแล้ว เห็นคนมากมายเดินเข้าๆ ออก ๆ ทั้งในและนอกพระวิหาร มีคนทุกผิวสี เช่นผิวเหลือง ผิวขาว ผิวแดงผิวดำเป็นต้น แต่ที่มากที่สุดคือผิวเหลือง มีทั้งเพศ หญิง เพศชาย ทั้งคนเฒ่าและเด็ก การแต่งกายของพวกเขาล้วน แต่พิสดาร มีแสงในตัวทุกคน อยู่เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ ๓ คนบ้าง ๕ คนบ้าง บ้างกำลังฝึกวิทยายุทธ บ้างร่ายรำ บ้างเล่นหมากรุก บ้างพักผ่อนทำสมาธิ แต่ละคนล้วนมีสีหน้าอารมณ์สุขเกษมเปรม ปรีดา เห็นพวกเรามาถึง ต่างก็ผงกศีรษะยิ้มระรื่นอย่างสนิทสนม เป็นกันเอง แสดงการต้อนรับ แต่ไม่ได้เข้ามาพูดจาด้วย

เดินเข้าไปภายในมหาวิหาร อาตมาเห็นตัวอักษรใหญ่ ๔ ตัว ภิกษุเฒ่าหยวนกวนบอกอาตมาว่า นั่นคือ “ต้าสงเป่าเตี้ยน” (รัตนบัลลังก์มหาชาตรี) มีภิกษุเฒ่า ๒ รูปเดินมาต้อนรับอาตมามอง สำรวจพวกเขา เห็นภิกษุเฒ่ารูปหนึ่งมีหนวดขาวโพลงยาวมาก อีก รูปหนึ่งไม่มีหนวด ครั้นพวกเขาเห็นพระธรรมาจารย์หยวนกวนมา ถึงก็ย่อตัวกราบกรานอย่างพินอบพิเทา อาตมารำพึงในใจพระธรรมาจารย์หยวนกวนผู้นี้ ขนาดอรหันต์ภพกลางยังกราบไหว้ อย่างนอบน้อม แสดงว่าไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาแน่ ๆ ขณะที่พวกเขา นำเราไปที่ห้องรับแขกนั้น อาตมากวาดสายตามองดูรอบ ๆ ห้องโถง เห็นควันธูปลอยวนเวียน กลิ่นหอมเตะจมูก พื้นห้องล้วนปูด้วย หินขาวที่เปล่งประกายได้ ที่น่าประหลาดก็คือภายในพระวิหาร ไม่มีพระพุทธรูปแม้แต่องค์เดียว แต่มีเครื่องถวายมากมาย ดอก ไม้แต่ละดอกใหญ่เท่าลูกฟุตบอลกลมดิก ยังมีโคมไฟประดับ หลากรูปหลายแบบ เปล่งเบญจรังสีงามระยับ

เข้าถึงห้องรับแขก ภิกษุเฒ่าส่งน้ำดื่ม ๒ แก้ว ซึ่งรับมาจาก เด็กรับใช้ให้เราคนละแก้ว เด็กรับใช้คนนั้นไว้ผมแกละ ๒ แกละ แต่งกายด้วยชุดสีเขียว เอวคาดสายสีทอง ดูสวยงามมาก น้ำในแก้วสีขาวบริสุทธิ์ หวานเย็นชุ่มฉ่ำดั่งอมฤต อาตมาดื่มไป ครึ่งแก้วกว่า ท่านธรรมาจารย์เฒ่าหยวนกวนก็ดื่มด้วย ดื่มน้ำนี้ แล้วรู้สึกจิตใจแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า ทั้งตัวโล่งสบาย ไม่รู้สึก เหนื่อยเพลียแม้แต่น้อย

ท่านธรรมาจารย์เฒ่าหยวนกวน ได้พูดจากระซิบกระซาบ กับภิกษุเฒ่าพักหนึ่ง ภิกษุเฒ่าก็สั่งเด็กรับใช้พาอาตมาไปอาบน้ำ ชำระกาย อาตมาเห็นกะละมังทองเหลืองสีขาวลูกหนึ่ง ใส่น้ำจน ล้นปรี่ตั้งอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว อาตมาจึงลงมือล้างหน้าเช็ดตัว จากนั้น จึงห่มจีวรสีเทาที่เตรียมไว้สำหรับอาตมา หลังอาบน้ำแล้วยิ่งรู้สึก สบายทั้งกายใจ อาตมารำพึงในใจ เห็นทีวันนี้อาตมาได้มาถึงดิน แดนอันศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่แท้แล้ว ความชื่นชมโสมนัสในใจนั้นยากจะบรรยายได้

ครั้นกลับถึงห้องรับแขก อาตมาก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าภิกษุ เฒ่าผู้นั้น ก้มกราบ ๓ ครั้ง ขอให้ช่วยชี้แนะทางสว่าง ถามท่านว่า อนาคตของพุทธศาสนาจะเป็นฉันใด ภิกษุเฒ่าไม่เอื้อนเอ่ยวาจา แต่จับพู่กันขึ้นเขียนตัวอักษร ๘ ตัวลงบนแผ่นกระดาษเป็นปริศนา ธรรมว่า

พุทธ โดย ใจ สร้าง
ศาสน์ จาก มาร ครอง

ภิกษุเฒ่าเขียนเสร็จยื่นส่งให้อาตมา อาตมายื่น ๒ มือน้อม รับขณะที่ขบคิดตีความตัวอักษร ๘ ตัวนี้อยู่นั้น ภิกษุเฒ่าอีกรูปหนึ่ง ได้อธิบายต่ออาตมาว่า“หนังสือ ๘ ตัวนี้ ท่านจะอ่านแบบขวางตั้ง ตั้งขวาง ซ้ายขวา ขวาซ้าย บนล่าง ล่างบน จนอ่านได้ครบ ๓๖ ประ โยคก็จะเข้าใจสภาพของพุทธศาสนาภายใน ๑๐๐ ปีต่อจากนี้ไป ถ้านำประโยค ๓๖ ประโยคนี้ไปอนุมานจนได้ครบ ๘๔๐ ประโยค ก็จะทราบสภาพการพัฒนาในอนาคตของพุทธศาสนาในขอบเขต ทั่วโลก จนถึงสิ้นพุทธกาลโน่นแหละ” (ตามที่พระธรรมจารย์ควน จิ้งแย้มพรายให้ทราบ ประโยค ๘๔๐ ประโยคที่ว่านั้น รอให้โอกาส สุกงอมแล้วจะประกาศให้ทราบต่อไป ระหว่างนี้ขอประกาศแค่ ๑๘ ประโยคก่อน-ผู้เรียบเรียง)

สนทนากันพักหนึ่ง ภิกษุเฒ่าก็ให้อาตมาไปพักผ่อนใน ห้องนอน เด็กรับใช้พาอาตมาเข้าไปในห้องนอน เห็นภายในห้องนอนไม่มีเตียงนอน มี แต่ม้านั่ง รูปสวยงาม หลายตัว ตั้งเรียงราย อยู่ บนม้านั่งปูด้วยผ้า แพรต่วนนุ่มนิ่ม อาตมา จึงเลือกม้านั่งตัวใหญ่ ตัวหนึ่งจากบรรดาม้านั่งทั้งหลาย นั่งทำ สมาธิเป็นการพักผ่อน พอนั่งลงเท่านั้น ก็รู้สึกทั้งตัวโล่งสบาย อย่างบอกไม่ถูก ตัวเบาหวิว ไม่รู้ก้นตัวเองวางอยู่ที่ใด

ให้หลังไม่นาน ก็ได้ยินเสียงท่านธรรมาจารย์หยวนกวน ร้องเรียกอาตมา อาตมารีบลงจากม้านั่ง เดินออกจากห้องนอน ท่านธรรมาจารย์หยวนกวนกล่าวกับอาตมาว่า “ตอนนี้อาตมา จะพาท่านไปที่สวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อนมัสการพระศรีอริยเมตไตรย รวมทั้งพระภิกษุซวีหยุนพระอาจารย์ของท่านด้วย” อาตมา ตอบว่า “ประเสริฐมากครับ ขอบคุณที่กรุณา” ขณะจะออกจาก มหาวิหาร ความจริงอาตมาคิดจะไปกราบอำลาภิกษุเฒ่า แต่ท่าน ธรรมาจารย์หยวนกวนกลับยืนกรานว่า “อย่าเลยเวลามีไม่มาก” จุดหมายปลายทางที่เรา จะไปตอนนี้คือ สวรรค์ชั้นดุสิต

พุทธ โดย ใจ สร้าง
ศาสน์ จาก มาร ครอง

๑๘ ประโยคนี้ เป็นเรื่องอดีตแล้วตีความดังต่อไปนี้

พุทธ โดย ใจ สร้าง พระพุทธเจ้าสอนว่า พุทธนั้นเกิดจาก ใจตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างสร้างโดยใจ เมื่อมีวาสนาผูกพัน ศาสนาพุทธจึงแผ่ กว้างไพศาลไปทั่วสากลโลก

ศาสน์ จาก มาร ครอง ยุคใกล้สิ้นพระธรรม มารแข็ง พระ อ่อน คนเรายึดถือชื่อเสียง ลาภยศ เป็นที่ตั้ง พระค่อยๆ เปลี่ยนสี และ เข้าสู่ทางมารตามชื่อเสียงลาภยศ

ศาสน์ โดย จาก ใจ นโยบายให้เสรีภาพ ในการนับถือ ศาสนา จะนับถือหรือไม่ตามใจท่าน จะไปบังคับผู้อื่นถือพุทธไม่ได้ และ พระธรรมวินัยก็ปล่อยให้เสรีด้วย

ใจ มาร สร้าง ครอง ที่ยืนหยัดวัตรปฏิบัติกันจริง ๆ มีน้อย ส่วนมากจะทำเพื่อชื่อเสียง เกียรติยศ แสวงผลประโยชน์ในด้านชีวิต นำ ความเสื่อมเสียมาสู่พุทธศาสนา

สร้าง ครอง พุทธ ศาสน์ หลังปลดปล่อยรัฐบาลประชาชน ทำ การปฏิรูปพุทธศาสนา เอาคุณภาพ ไม่เอาปริมาณ ให้ผู้มิได้บำเพ็ญศีลจริง สึกโดยสมัครใจ ใช้แรงงานทำงานพึ่ง ตนเองอยู่ในวัด

สร้าง โดย จาก มาร ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เกิดการปฏิวัติใหญ่ทาง วัฒนธรรมศาสนาพุทธ ถูกกระทบกระ เทือนอย่างหนัก

มาร สร้าง พุทธ ศาสน์ กังฉินหลินเปียว ปลุกระดมทหาร รักษาการณ์แดง ทำลายการสร้างชาติ ของจีน ขณะเดียวกันก็ทำลายพุทธ ศาสนาด้วย ศาสนาพุทธถูกทำว่าเป็น เรื่องหลงเชื่องมงาย

พุทธ จาก มาร สร้าง พระพุทธรูปส่วนใหญ่ ถูกทุบทำลาย วัดวาอาราม นอกจากถูกรื้อทิ้งแล้ว ยังถูกนำไปให้ทำประโยชน์อย่างอื่น เทวรูป และพระพุทธรูปล้วนถูกทำลาย หมดสิ้น

พุทธ จาก มาร ศาสน์ พระเณรในวัดถูกจัดรวมกลุ่มศึกษาคำ สอนเกี่ยวกับลัทธิวัตถุนิยม

ใจ โดย สร้าง มาร ศึกษาการปฏิวัติวัฒนธรรม ตลอดจน การปฏิวัติวัฒนธรรมสังคม พอเกิด ขึ้น ใจคนล้วนถูกมารครอบ การต่อ สู้แบ่งพรรคแยกพวก พระสงฆ์ลุ่มหลง ในชื่อเสียง

ศาสน์ โดย ใจ สร้าง ศาสนาพุทธกลายเป็นศาสนาผี ตกเป็น เป้าหมายของภูตผีปีศาจ ศาสนาพุทธ ถูกทำลายหมดสิ้น

ศาสน์ สร้าง โดย ครอง ช่วงนี้ไม่มีศาสนาพุทธ พระเณรได้รับ การการปฏิบัติ ดุจเดียวกับคนทั่วไป ส่งไปชนบทใช้แรงงาน ตามนโยบาย ของรัฐบาล

ครอง สร้าง พุทธ ศาสน์ พระเณรถูกส่งไปฟาร์มเกษตร หรือ บ้านเดิมไปทำไร่ไถนา ไปใช้แรงงาน ภายใต้การควบคุมสั่งสอนของชาวนา

สร้าง พุทธ โดย ครอง ปีเจี๋ยจื่อฟื้นฟูพุทธศาสนา อย่างเป็น ทางการ ประกาศให้เสรีภาพแก่พุทธ ศาสนาจัดตั้งพุทธสมาคมขึ้นในที่ต่างๆ

สร้าง ครอง พุทธ ศาสน์ ประธานเติ้งเสี่ยวผิง ประกาศให้พุทธ ศาสนามีเสรีภาพ กำหนดเงื่อนไขเสรี ภาพของศาสนาพุทธไว้ในบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ

ครอง ศาสน์ พุทธ ใจ ภิกษุเฒ่ากลับวัดเหมือนลูกกตัญญูฟื้น ฟูบูรณะวัดวาอาราม รัฐให้เงินอุดหนุน สร้างวัดตั้งพระพุทธรูปคืนเสรีภาพแก่ ศาสนาพุทธอย่างแท้จริง

ศาสน์ โดย จาก พุทธ ช่วงเริ่มฟื้นฟู ๓ ลัทธิ คือ ขงจื้อ เต๋า พุทธ ผู้คนบอกว่าเป็นพุทธทั้งหมด เพราะว่า ขาดธรรมาจารย์เทศนาสั่งสอนธรรมะ ผู้คนไม่เข้าใจเหตุผลพุทธ

ใจ โดย จาก ศาสน์ หลังจากคืนเสรีภาพแก่พุทธศาสนา แล้ว พุทธสถานกลายเป็นแหล่งท่อง เที่ยวผู้คนสนใจใคร่เรียนรู้ และมีความ สุขกับพุทธศาสนา พุทธศาสนาเริ่มรุ่ง เรืองขึ้นอีกวาระหนึ่ง

ตลอดทาง อาตมาเห็นสุวรรณวิหาร และรัตนเจดีย์อันใหญ่ โตมโหฬารมากมาย ล้วนมีแสงในตัว แลดูลานตาไปหมด แต่ว่า ท่านธรรมมาจารย์หยวนกวนกลับเร่งรัด ให้อาตมารีบเดินทาง บอกเวลามีจำกัด (ภายหลังอาตมาจึงทราบว่าเวลาในแดนสวรรค์ นั้นต่างกับเวลาในโลกมนุษย์ ไม่เหมาะอยู่นานเกินไป ขืนชักช้าโอ้เอ้วิหารลาย กลับไปยังโลกมนุษย์อีกที อาจเป็นเวลาหลายร้อย ปีกระทั่งหลายพันปีแล้วก็ได้) เส้นทางที่เราเดินไปล้วนปูด้วยหิน ขาว ก้อนหินแต่ละก้อนเปล่งประกายวาววับ กลิ่นดอกไม้ใบหญ้า พิสดารบนภูเขาโชยมาตามลมหอมละมุนเตะจมูก ทำให้จิตใจชื่น บานเคลิบเคลิ้ม

เดินเลี้ยวโค้งหลายโค้ง ระยะทางประมาณกิโลเมตรเศษ เบื้องหน้าก็ปรากฎสะพานใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ว่าประหลาดแท้ สะพานแห่งนี้ มีแต่ช่วงกลางลอยอยู่กลางอากาศ หามีทางขึ้น และทางลงไม่ ดูไม่น่าจะเดินขึ้นไปบนสะพานนั้นได้เลย ครั้นมอง ดูใต้สะพาน ก็ปรากฎเป็นเหวลึกมองไม่เห็นก้น

“เอ๊ะ สะพานนี้จะเดินข้ามไปได้อย่างไร” อาตมาพึมพำขณะ ที่อาตมารู้สึกลังเลก้าวเท้าไม่ออกอยู่นั้น ท่านธรรมาจารย์หยวน กวนได้เอ่ยถามอาตมาว่า “ปกติท่านสวดมนต์อะไรท่องคาถาบท ไหน”

อาตมาตอบว่า “ปกติอาตมาสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรกับ ปรมัตถ์ธรรมคาถา”

ท่านกล่าวว่า “เออ ดีแล้ว นั้นก็สวดซี”

อาตมาจึงเริ่มบทสวด ปรมัตถ์ธรรมคาถาทั้งบทมี ๓,๐๐๐ กว่าคำ ทว่าอาตมาสวดไปได้แค่๒๐-๓๐ คำเท่านั้น สภาพเบื้องหน้า พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง เห็นสะพานแห่งนั้นพลันยื่นหัวยื่น ท้ายออกไปต่อติดทั้งสองข้าง ตัวสะพานเป็นสีทองเหลืองอร่ามส่งประกายวาววาม เห็นได้ว่าประกอบขึ้นจากรัตนะ ๗ ประหนึ่ง สายรุ้ง ๗ สีสายหนึ่งแขวนอยู่กลางอากาศ งามวิจิตรตระการตาหา ที่เปรียบมิได้ ราวสะพานทั้งสองข้างประดับด้วยโคมไฟไข่มุกส่อง แสงสีต่าง ๆ ที่หัวสะพานติดตัวอักษรตัวโต 5 ตัว รูปอักษรคล้าย คลึงกับที่เห็นในมหาวิหาร อาตมาจึงเดาเอาว่า คงจะอ่านว่า “สะพานอรหันต์ภพกลาง” เป็นแน่แท้

ข้ามสะพานไปแล้ว เรานั่งพักที่ศาลาเชิงสะพาน อาตมาจึง ถือโอกาสเรียนถามท่านธรรมาจารย์หยวนกวนว่า “เหตุใดเมื่อ กี้นี้ เราไม่เห็นหัวท้ายสะพาน ครั้นท่องปรมัตถ์ธรรมคาถาแล้ว ถึง ได้มองเห็น”

ท่านตอบว่า “ก่อนท่องคาถา ธาตุแท้ของท่าน (โฉมหน้า ที่แท้จริง) ถูกกรรมกีดขวางของตัวเองกันไว้หลายชั้นบดบังทรรศ นบถไว้ จึงไม่อาจมองเห็นแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ต่อเมื่อท่องคาถาแล้ว ด้วยการสะกดของคาถานุภาพ กรรมกีด ขวางจึงอันตรธาน เมื่อสิ่ง กีดขวางไม่มีธาตุแท้ตัวเองบริสุทธิ์ จึงได้ปรากฎอาณาจักรทั้งปวง ที่มีอยู่แต่เดิมออกมา จากหลับเป็นตื่น จึงเห็นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เรียกว่า ไร้เมฆาหมื่นโยชน์ เห็นท้องนภาหมื่นโยชน์ ก็คือ เหตุผล นี้แหละ

พักหายเหนื่อยแล้ว เราก็เดินทางต่อ อาตมาเดินพลาง ท่องคาถาพลาง ทันใด ใต้ฝาเท้าพลันปรากฎดอกบัว เป็นกลีบๆ เปล่งประกายมรกตประหนึ่งแก้วผลึก ใบบัวก็เปล่งแสงสีสัน พันลายเหยียบบนดอกบัว ก็เดินลอยสู่ท้องนภาประหนึ่งเหาะเหินเดินอากาศยังไงยังงั้น มุ่งตรงไปเบื้องหน้า รู้สึกมีเสียงลมพัด ผ่านข้างหูดังหวีดหวิว แต่ร่างกายกลับไม่รู้สึกว่ามีแรงลมปะทะ อัต ราเร็วยิ่งกว่านั่งเครื่องบินเสียอีก เห็นสรรพสิ่งรอบ ๆ กายเคลื่อน ที่ถอยหลัง แวบผ่านตัวเราไปไม่ขาดสาย

เวลาผ่านไปไม่นาน อาตมารู้สึกว่าตัวค่อย ๆ ร้อนขึ้น ยามนั้น สิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าคือ ประตูเมืองที่ดูคล้าย ๆ เทียน อานเหมินของปักกิ่ง แต่มันกว้างขวางใหญ่โต สง่าโอฬารยิ่งกว่า เทียนอานเหมิน รูปแกะสลักหงส์มังกรบนเสาหินเปล่งประกาย วาววับ หลังคามีรูปลักษณะคล้าย ๆ วังโบราณ แต่เป็นสีเงินยวง ทั้งหมด ประหนึ่งเมืองรชตะมหึมาเมืองหนึ่ง เด่นสง่ายิ่ง

ครั้นเรามาถึงเมืองรชตะแห่งนี้แล้ว เราเห็นซุ้มประตูเมือง มีแผ่นป้ายติดตัวอักษร ๕ ภาษาด้วยกัน ภาษาที่เป็นภาษาจีน เขียนว่า “หนานเทียนเหมิน” (ประตูเทวาลัยทิศใต้) หรือ จาตุมหาราชิก (จาตุมหาราชิกเป็นสวรรค์ชั้นที่ ๑ อันเป็นสถานที่ พำนักของจตุโลกบาล) ภายในประตูจาตุมหาราชิก มีคนยืนอยู่ เป็นอันมาก ที่แต่งกายด้วยชุดพลเรือนนั้น มีลักษณะคล้ายคลึง กับชุดขุนนางสมัยราชวงศ์ชิงหรูหรามาก เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วน มีแสงในตัว ส่วนพวกที่แต่งชุดทหารก็มีลักษณะคล้ายขุนพลที่ แสดงบนโรงงิ้ว เสื้อเกราะที่สวมใส่เปล่งประกายวาววับ ดูน่า เกรงขาม พวกเขายืนเข้าแถวเป็นระเบียบอยู่สองข้างประตูเมือง ประนมมือแสดงความเคารพต่อพวกเรา ต้อนรับพวกเราเข้า เมืองแต่ไม่มีผู้ใดเข้ามาพูดจาด้วย

เข้าประตูเมืองไปได้ประมาณ ๑๐ ก้าว เห็นกระจกใหญ่ บานหนึ่ง กระจกนี้สามารถส่องโฉมหน้าเดิมของตนออกมา จำ แนกว่าเป็นคนดีหรือคนชั่ว

หลังจากเข้าประตูเมืองแล้ว ตลอดทางจะเห็นทัศนียภาพ พิลึกพิสดารเหลือคณานับ ดูคล้ายรุ้ง คล้ายลูกฟุตบอล คล้าย ดอกไม้ และคล้ายแสงไฟฟ้าเป็นต้น แวบผ่านตัวเราไป ในกลุ่ม เมฆหมอก จะเห็นพวกวัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร ปราสาทราชวัง และยอดเจดีย์อยู่ใกล้บ้าง ไกลบ้าง แวบ ๆ วับ ๆ เดี๋ยวชัดเดี๋ยว เลือน ท่านธรรมาจารย์หยวนกวนแนะนำว่า ชั้นนี้เป็นชั้นที่สูง กว่าชั้นจาตุมหาราชิกชั้นหนึ่งเรียกว่าชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่ ๒ ในฉกามาพจรหรือ ๖ ชั้นในกามภพ) อันเป็นที่พำนักของเง็ก เซียนฮ่องเต้หรือพระอินทร์ ปกครอง ๔ ทิศ ๓๒ ชั้นฟ้า

เราไม่มีเวลาหยุดดู คงตรงดิ่งขึ้นไป ท่านธรรมาจารย์ กล่าวกับอาตมาว่า เวลานี้เรามาถึง “สวรรค์ชั้นดุสิต” แล้ว ซึ่งเป็น สวรรค์ชั้นที่ ๔ ในฉกามาพจร พริบตาเดียวเราก็มาถึงหน้าประตู เขาพระวิหารหลังหนึ่ง เห็นคน ๒๐ กว่าคนมาต้อนรับพวกเรา ในนั้นมีอยู่คนหนึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน คือพระอาจารย์ซวีหยุนผู้ประ สิทธิ์ประสาทวิชาแก่อาตมานั่นเอง (พระเถระชั้นสูง ๑ ใน ๓ ของประเทศจีนในยุคปัจจุบัน) ยังมีอีก ๒ ท่านที่อาตมารู้จัก ท่านหนึ่งคือ พระภิกษุเมี่ยวเหลียน อีกท่านหนึ่งคือพระภิกษุฝูหยง (ทั้งสองท่านล้วนไปสู่สุคติภพแล้ว) ทุกท่านล้วนห่มกายด้วยผ้ากา สาวพัสตร์แพรต่วนสีแดงงามสง่ายิ่ง

พอเห็นพระอาจารย์ซวีหยุน อาตมารีบเข้าไปคุกเข่ากราบ คารวะ ยามนั้นอาตมาตื้นตันใจจนเกือบจะร้องไห้ออกมา พระอาจารย์ถามอาตมาว่า “เป็นไง ใจสงบดีไหม ยังมีเรื่อง ดีใจเสียใจอะไรอยู่อีกหรือเปล่า เจ้ารู้ไหม คนที่มากับเจ้า คนนั้น เป็นใคร”

อาตมาตอบว่า “ท่านมีนามว่าพระธรรมาจารย์หยวนกวน ครับ”

ยามนั้น พระอาจารย์ได้เปิดเผยความจริงอันชวนตระหนก แก่อาตมาเรื่องหนึ่ง ท่านกล่าวว่า “ท่านนั้นก็คือ พระมหาเมตตา การุณย์โพธิสัตว์กวนอิมผู้ดับทุกข์เข็ญแก่เวไนยสัตว์ที่พวกเจ้าสวด อยู่ทุกวันนั่นเอง”

อาตมาตะลึงงันด้วยคิดไม่ถึง ภายหลังที่พระอาจารย์กล่าว จบลงอาตมาจึงรีบคุกเข่าลงกราบแทบเท้าพระโพธิสัตว์กวนอิมใน ธรรมกายของพระธรรมาจารย์หยวนกวน โอ มีนัยน์ตาเสียเปล่า แต่หารู้จักขุนคีรีไท่ซันไม่ เบื้องหน้าพระโพธิสัตว์กวนอิมแปลง อาตมาไม่ทราบจะกล่าวกระไรดี

เทวดาใน “สวรรค์ชั้นดุสิต” ต่างกับมนุษย์ในสัพพะโลกของ เราซึ่งสูงแค่ ๕-๖ ฟุตเท่านั้น แต่เทวดาที่นี่ สูงประมาณ ๓๐ ฟุต แต่ว่า พระธรรมาจารย์เฒ่าหยวนกวน (กวนอิมแปลง) กล่าวว่า ในเมื่อพาอาตมามาถึงที่นี่แล้ว รูปร่างของอาตมาก็จะเปลี่ยนแปลง ด้วย คือ เปลี่ยนสูงใหญ่เป็น ๓๐ ฟุตเท่าพวกเขานั่นแหละ

ขณะนั้น พระอาจารย์ยังสั่งกำชับอาตมาว่าจะต้องบำเพ็ญ ศีลภาวนาในสัพพะโลกอย่างมุมานะ กรรมกีดขวางต้องผ่านการ ทดสอบจึงจะค่อยๆ ปลดเปลื้องออกได้ ทั้งสั่งกำชับว่าพยายาม สร้าง และบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดวาอาราม เป็นต้น

ณ ที่นั้น อาตมายังเห็นคนจำนวนมาก มีทั้งชายและหญิง ทั้งเด็กและคนชรา การแต่งกายของพวกเขา คล้ายกับชุดแต่งกาย ในสมัยราชวงศ์หมิง