Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
อารมณ์ สวรรค์งามวิสุทธิ์ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

อารมณ์ สวรรค์งามวิสุทธิ์

443 Views

วิสัยที่ใสวิสุทธิ์จิตไม่ฝืน
เมตตายินดีให้เจิดจรัส
วิญญาณอ่อนโยนตอบสนอง
เงียบสงบใจกว้างคืนสู่ธรรม

อารมณ์ที่ใสสะอาด ชีวิตอิสระอันชื่นบานต่างๆ จะหลั่งไหลออกมาตามธรรมชาติ หลั่งไหลจิตวิญญาณเดิมอันแท้จริงของตนเองออกมา

อารมณ์เป็นคุณสมบัติสำคัญของชีวิต ความสดใส ความเงียบเฉย อารมณ์ที่ไม่เห็นแก่ตัวสามารถเผยปรากฏนิสัยคนออกมาได้ ขณะเดียวกันก็ยังฉายความเมตตา กรุณา ความปิติเสีย สละที่เจิดจรัสออกมาไม่หมดสิ้น บางคนมีอารมณ์ที่แข็งกร้าวคนมองเห็นแล้ว ก็เกิดความกลัวจนหลบเสียแทบไม่ทัน บางคนก็มีอารมณ์อ่อนไหว ไม่มีใจเชื่อมั่นมักหลบหลีกเสียทุกแห่ง ยังมีคนที่อมทุกข์มาก ปกติมักทุกข์กังวลพะว้าพะวง แต่ว่าก็อาจเห็น อารมณ์ที่อ่อนโยนบริสุทธิ์ บ่อยครั้งจะไหลรินปัญญา และแสงจรัสออกมา การพูดจาความประพฤติก็สามารถรู้สึกได้รับควาามอบอุ่น ใจกว้าง ปิติยินดี ความสนิทสนมเช่นนี้ จะนำมาซึ่งความลิงโลด ใจกว้างเช่นนี้ จะนำมาซึ่งความงอกงาม ความเงียบสงบ จะให้ความอิสระสบาย

แต่ละคนก็มีอารมณ์ที่พิเศษเฉพาะ อารมณ์ที่ยึดติดจน เกินไป ก็มักก่อให้เกิดความรุนแรงหรือเก็บกด หมดกำลังใจ หรือท้อถอย เป็นเพราะอารมณ์กลายเป็นรากเง้าของความ ทุกข์กังวล ทางกลับกันอารมณ์ที่เคยรู้ตื่นปัญญาแล้ว ก็ย่อม มีคุณสมบัติของอารมณ์ที่ชื่นบานยินดี มันจะก่อเกิดพลัง จิตวิญญาณ ถ้าหากยังไม่ผ่านการรู้พื้นฐานจนประจักษ์แจ้ง แล้วมันก็จะแปลเปลี่ยนเป็นอารมณ์กดดันให้หึกเหิม ซึ่งอาจเป็น เครื่องมือทำลายจิตใด้เหมือนกัน อารมณ์ใคร่ อารมณ์มิตรล้วน ถูกอารมณ์ดกดดันให้หลงเมาเป็นครั้งคราว ถูกกระทบฉับพลัน จนสับสน ถูกอารมณ์รุนแรงจนบิดเบือนไป ด้วยเหตุดังกล่าวมา แล้วการบ่มเลี้ยงอารมณ์สามารถทำให้คนเกิดศานติ มีสุขติ มีความเกษมมีแรงตอบกลับอันเป็นด่านสำคัญ

คนเราเมื่อรู้ตื่นแล้วจึงจะมีอารมณ์ที่งดงาม เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการบ่มเลี้ยงในทุก ๆ ด้าน เพื่อสร้างสรรสวรรค์ที่งามบริสุทธิ์ จะขอยกตัวอย่างให้ชาวโลกลองพินิจพิจารณาดังนี้

๑. การให้ทาน การให้ทานสามารถขจัดสิ่งกีดขวางของอารมณ์ได้ เป็นการขยายอารมณ์ที่งามอ่อนโยนให้กว้าง การให้ ทานทำให้คนรู้สึกถึงความมั่งมี และเป็นอภินันท์แก่ใจอย่างเด่นชัด ตนเองก็คือผู้มีอารมณ์ล้ำเลิศเป็นการเผยปรากฏจิตวิญญาณขึ้นสูงอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะการเช่นใด ขอเพียงให้มีสภาพใจเช่นนี้ ก็จะไม่อัตคัตในอารมณ์ที่งามจริง

๒. อะลุ่มอล่วย หากคนเราสามารถอะลุ่มอล่วยให้ คนอื่น ก็สามารถดำรงความสัมพันธ์อันดีกับคนทั้งหลายได้แล้ว ด้วยอารมณ์ที่รู้สึกดีต่อกัน การอะลุ่มอล่วยสามารถยกระดับ อารมณ์ให้เจริญ และมีพลังสามารถและใจเมตตา และสร้าง ปัญญาให้เจริญขึ้น และบรรยากาศที่ปิติยินดี ดังคำกล่าวว่า “การผ่อนปรนทำให้คนระดับล่างมีความเคารพสามัคคี ขันติให้ ความเลวร้ายทั้งหลายไม่ปะทุขึ้น” หากสามารถผ่อนปรน อดทนอะลุ่มอล่วย จะมีความสามัคคีทุกแห่งหน ความอะลุ่ม อล่วย และอดทนจะแก้ให้งานทุกอย่างเสร็จสิ้นด้วยความ สะดวก หากสามารถอดทนอารมณ์หุนหันได้ ก็ไม่มีอะไรต้อง สะสางในภายหลัง ถึงตอนนั้นการกระทำอันเลวร้าย ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้

๓. เมตตา ความเมตตาก็เป็นอารมณ์ที่ทรงคุณค่าสูง อย่างหนึ่ง เมื่อเกิดจิตเมตตาขึ้นก็สามารถมีอารมณ์ที่เป็นมิตร กับคนทั้งหลายและไปด้วยกันได้ จะพบเห็นการสรรเสริญความงาม เป็นการกล่อมเกลาอารมณ์ให้ใสสะอาดอย่างประหลาด เหมือนกวีบทหนึ่ง “ผึ้งผีเสื้อว่าตนสำราญ สัตว์มัจฉายิ่งสงสาร มิตรเที่ยวอารมณ์ไม่กันเอง ตลอดคืนไม่อาจนอน” ความเมตตา สามารถทำให้คนที่ห่างหาย กลับมามีความปิติสุขกันใหม่ ทำให้คนที่อ้างว้างกลับมีความหนักแน่น ทำให้คนที่สิ้นหวังกลับมามี ความมุ่งหวังใหม่ ความเมตตาทำให้คนรู้สึกที่จะ “โลดเต้นเงียบๆ อยู่ตามร่องน้ำของซอกเขา สะอื้นให้ลอยลำโดดเดี่ยวของหญิงหม้าย”

๔. ชื่นชมกับไม่โกรธ ให้สามารถชื่นชมกับจุดเด่นของ คนอื่น ก็จะสามารถแสดงความปิติสุขได้อย่างนอบน้อม สามารถยกย่องผู้อื่นได้ ก็จะมีมิตรภาพสมัครสมาน การชื่นชม จุดเด่นของคน ๆ หนึ่ง ก็เหมือนการกำหนดชะตาชีวิตของคน ๆ หนึ่ง การดูหมิ่นจุดเด่นของคน ๆ หนึ่งก็เหมือนการกำหนดการ คงอยู่ของเขาว่ามีอยู่หรือไม่ การทำลายมนุษยสัมพันธ์ก็คือการ เปิดเผยจุดเลวด่างพร้อยส่วนตัว โดยไม่ชื่นชมยินดีถึงความ สำเร็จของคนอื่น สิ่งที่ยึดติดอยู่การเห็นผิดเพี้ยน การแก่งแย่ง และการโกรธเคืองล้วนก็เพราะไม่รู้จักชื่นชม และต้อนรับผู้อื่นทั้งนั้น

การไม่โกรธก็คือ การปล่อยวางนิสัยอันไม่ดีของตัวเอง แล้ว ที่เกิดตามมาคือ ความอ่อนน้อมและความเงียบสงบ มีเพียง ขณะที่อ่อนน้อม และสบายอารมณ์เท่านั้น จึงสามารถชื่นชมผู้ อื่น การงานสภาวะวัตถุได้ทัน ที่สัมผัสหรือพบปะโดยบังเอิญได้ก็สามารถเข้าถึงระหว่างเขากับเรา ที่หล่อหลอมรวมกันโดยไม่มีสิ่งใดขวาง เพราะฉะนั้น ความไม่โกรธจึงปรากฏวินัยอย่างหนึ่งของชีวิต ผ่านการไม่โกรธได้แล้ว จึงสามารถมองเห็นความงาม ที่หล่อหลอมกันอย่างเสมอภาคได้ ผ่านการไม่โกรธจึงสามารถมี “ไม่มีความเกลียดหรือความรัก เข้าใจได้อย่างโล่งแจ้ง” อันแยบยลได้

การให้ทาน อะลุ่มอล่วย เมตตา ชื่นชม และไม่โกรธ เป็น การเปิดจิตใจเป็นประตูธรรมของชีวิตสามารถบ่มเพาะ การรู้ตื่นของอาจารย์สามารถที่เปิดออก อารมณ์ที่มีอยู่อันแท้จริง ๖ เป็นความสุขเกษมของดวงจิต ใจที่ฝากไว้เป็นเป้าหมายการมุ่งสู่ทางไปสวรรค์