Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
วิธีลบล้างให้ตนปราศจากความกลัดกลุ้มวุ่นวาย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

วิธีลบล้างให้ตนปราศจากความกลัดกลุ้มวุ่นวาย

470 Views

๑. เก็บจิตเข้าไว้ ที่เกิดกลัดกลุ้มวุ่นวายนั้น ล้วนเกิดจาก ปล่อย ใจให้กระเจิง ไปจับไปเกาะ ไปพัวไปพัน ไปยึดไปติดกับอะไรๆ และเห็นมันเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อจึงได้กล่าว ไว้ว่า

ธรรมะของการเรียนรู้ไม่มีอื่นใด เรียกจิตที่ปล่อยออกไปให้ กลับมาเท่านั้นเอง ไก่ หมา ที่เลี้ยงไว้หายไปรู้จักเรียกหา จิตที่ปล่อยออกไป ไม่รู้จักเรียกหาน่าเศร้าแท้

๒. เที่ยงตรงในความเห็น ความทุกข์กังวล วุ่นวายใจ มักเกิดจากความลำเอียงเห็นแก่ตัว เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักร เป็นดอกบัว หากใช้ปัญญาเที่ยงธรรมปัญหาจะหมด

๓. เห็นกฎแห่งกรรม เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่ควรได้ยิน ควรคิดถึงคำไม่ควรพูดที่ตนเคยพูด ใครแสดงกิริยาอาการ ไม่ดี ต่อเราให้รู้ทันทีว่านั่นเป็นการก่อกรรม ถ้าคิดอย่างนี้ แม้ใครจะพูดบาดหูบาดใจ ใครจะแสดงอาการก็สงบใจลงได้ เพราะนั่น อาจเป็นกรรมสนองเราหรือกรรมที่เขาก่อเอง ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวกรรม

๔. การนินทาว่าร้ายเขาคือก่อกรรม ถูกนินทาว่าร้ายคือได้สะเดาะเคราะห์กรรม นินทาว่าร้ายเขาดูเผินๆ เหมือนได้เปรียบ แท้จริงคือเสียเปรียบโดยสิ้นเชิง ก่อกรรมไม่รู้ตัวถูกนินทาว่าร้าย ดูเหมือนเสียเปรียบ แท้จริงเขาช่วยสะเดาะเคราะห์แก้กรรมให้แล้ว

๕. ยกระดับจิตตัวเอง อย่ามีใจคอเยี่ยงเขา การด่าทอ แสดงโทสะต่อกัน มักเกิดจากต่างยึดถือความเห็นของตนเป็น ใหญ่ไม่ยอมลดละ ใจคอพอกัน ถ้ายกระดับจิตตัวเองได้ เขากำลังด่ากำลังเกิดโทสะ ให้มองเห็นเป็นอาการอะไร สักอย่างหนึ่ง ให้เห็นเป็นกระจกส่องเงาตนเอง หรือไม่เห็นอะไรเลย

๖. ให้เห็นความเป็นธาตุสมมุติ ทุกอย่างในโลกไม่ว่าจะมีอายุ ยืนยาวเพียงไร มั่นคงแข็งแรง สวยงามล้ำค่าแค่ไหนไม่พ้นจะต้อง ถึงวันแตกดับสูญสลาย เพราะปลงไม่ตกว่ามันเป็นธาตุสมมุติ เราจึงเศร้าโศกเสียใจ หวงแหนเสียดายของรักของหลง จนต้องทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิง ในที่สุดตัวเองก็ต้องแตกดับสูญสลาย ตามไปวันใดวันหนึ่งเช่นกัน

๗. อย่าร้อนตัวรับบทแทนคนอื่น เขาตีวัวแต่เราชอบทำเป็นคราด บางครั้งวัวยังไม่รู้ตัวว่าถูกตีคราดเกิดอาการเจ็บปวดแล้วก็มี

ครั้งหนึ่ง เศรษฐีเชิญแขกผู้มีเกียรติหลายท่านมาร่วมงานสำคัญ เลยเวลานัดหมายไปมาก อีกหลายคนยังไม่มา เศรษฐีกระ วนกระวายบ่นไปลอยๆ ว่า “ที่ควรจะมาแล้วสิยังไม่มา” แขกผู้มีเกียรติสามคนที่มาถึงอยู่ก่อนแล้ว คนหนึ่งร้อนตัวลุกขึ้น ลากลับด้วยความไม่พอใจ เศรษฐีรีบชี้แจงว่า “ผมไม่ได้ว่าคุณ” แขกผู้มีเกียรติอีกคนหนึ่งได้ยินคำนี้ก็ร้อนตัวบ้างลุกขึ้นลา กลับด้วยความไม่พอใจเหมือนกัน เศรษฐีก็ร้อนรนชี้แจงอีกว่า “ผมก็ไม่ได้ว่าคุณ” แขกคนที่สามผลุดลุกขึ้น กระแทกเสียงว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นผมน่ะสิ” ว่าแล้วก็กระแทกเท้าออกจากงานไป เศรษฐีเกาหัวงุ่นง่านตะโกนตามหลังไปว่า “ไอ้ที่ควรมาก็ยังไม่มา ไอ้ที่ไม่ควรไปก็จะไป” เพิ่งพูดไม่ทันขาดคำผู้มีเกียรติสองคน แรกทะลึ่งยืนพร้อมกันแล้วว่า “ไอ้ที่ควรไปคงต้องเป็นผมสินะ” ว่าแล้วก็ฮึดฮัดออกจากงานไป โดยไม่ยอมฟังเสียงของเศรษฐีอีกเลย

๘. อย่าหวังว่าใครจะต้องเหมือนเรา มีคำกล่าวว่า “ข้าวอย่าง เดียวกันเลี้ยงคนร้อยพันต่างจิตต่างใจ”

อารมณ์จิตใจของคนเราจะแตกต่างกันไป ตามสภาพความเป็นอยู่ผู้คนรอบข้าง ตามระดับการศึกษา และความแตกต่างของลมฟ้าอากาศ ฯลฯ จึงหาความพอดีเหมือนกันได้ยาก ดังคำที่ว่า

“เราจะเป็นที่ถูกใจคนทั้งร้อยไม่ได้ คนทั้งร้อยจะเป็นที่ถูกใจเราทั้งหมด ก็ไม่มี”

ฉะนั้น จึงอย่าหวังให้ใครเป็นอย่างที่เราต้องการ

๙. อย่าให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนมีอยู่มากไป ถ้าถามนัก การศึกษาว่าอะไรสำคัญที่สุด เขาจะตอบว่า “ก็วิชาความรู้นะสิ” ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์ เขาจะตอบว่า “ก็เงินนะสิ” ต่างก็จะหยิ่ง ในศักดิ์ศรีให้ความสำคัญในสิ่งที่ตนมี ในภาพยนตร์โทรทัศน์ เรื่องเปาบุ้นจิ้น ราชครูผังไท่ซือหยิ่งในศักดิ์ศรีให้ความสำคัญต่อ ฐานะราชครูของตนเองจนไม่เห็นนายอำเภอศาลไคฟงอยู่ในสายตา จึงต้องย่ำแย่อับจนถึงที่สุด

๑๐.สร้างความสุขให้เกิดขึ้นแก่ความคิดของใครๆ เสมอ ใครที่พยายามหาทางสร้างความสุข ให้เกิดขึ้นแก่ความคิดของใครๆ เสมอ เขาจะเป็นผู้ได้รับความสุขนั้นก่อนใครๆ ความทุกข์ กลัดกลุ้มก็จะไม่เกิด เช่น เรามีเรื่องขำขันอยากจะถ่ายทอด ให้ผู้อื่นขำขันด้วย เพียงคิดเท่านั้น ยังไม่ทันจะเอ่ยปากเล่า เราเองก็นึกขำขันแล้วในใจ ความเบิกบานก็ตามมา ถ้าเอาแต่จะจับผิดหาทางจัดการกับใครๆ ขณะครุ่นคิดวางแผน ตนเองก็เกิด ทุกข์ก่อนเขาหาความสุขเบิกบานไม่ได้

๑๑. เห็นความเป็นจริงว่าฟ้าดินเป็นเตาหลอม คนเราอยู่ในท่ามกลาง ถึงอย่างไรเราก็หนีไม่พ้นจะต้องรับการเคี่ยวกรำอยู่แล้ว

คำโบราณกล่าวว่า “หยกไม่เจียระไนไม่ได้รูป ทองไม่เผาไฟ ไม่มีค่า”

ธูปก็เช่นกัน แม้ไม่จุดไฟหรือจะกระจายกลิ่นหอม

ท้องฟ้าเหมือนกะทะ แผ่นดินเหมือนเตาไฟ เราอยู่ใน ท่ามกลาง ถูกกำหนดวางมาอย่างนี้ มีหรือจะไม่ถูกเคี่ยวกรำ แต่ฟ้าดินไม่มีปากจะพูดจา จึงต้องอาศัยคนอาศัยเหตุต่างๆ ทางโลกมาทดสอบ เรื่องแรงไฟสุขุมในจิตใจเรา แรงไฟสุขุมเป็นแรงไฟที่ให้ความอบอุ่นแก่ตนเอง และผู้อื่นเมื่อตกอยู่ในภาวะถดถอยท้อแท้หนาวสะท้าน แรงไฟสุขุมเป็นพลังหล่อหลอมจิตใจให้มั่น คงสูงส่งต่อไป แต่มิใช่เป็นไฟเผาผลาญระรานทำลาย

๑๒. กำไรชีวิต ไม่ว่าจะค้าขายหรือทำการใด ทุกคนล้วนอยากได้กำไร กำไรเงินทอง สิ่งของวัตถุความสุขในอบายมุขเป็นกำไรชั่วขณะทางโลก ยังอาจเป็นเหตุนำไปสู่การขาดทุนในวันข้างหน้าได้

ข้อคิดแนวทางการสร้างชีวิตสมบูรณ์พูนสุข ที่ได้กล่าวมา เป็นคุณต่อชีวิต การปฏิบัติบำเพ็ญเป็นคุณต่อชีวิตจิตญาณของตนและคนรอบข้าง จึงน่าจะเป็นกำไรชีวิตได้อย่างแท้จริง