พระโอวาทเกี่ยวกับครอบครัว

526 Views

โอวาทพระอาจารย์จี้กง
ชีวิตหนึ่งนั้น เราก็รู้จักคนเพียงไม่กี่คน ถ้าเทียบกับคนจำนวนมาก หรือคนทั้งโลก
ทำไมคนจำนวนน้อย ๆ เท่านี้ เราจะรักษาน้ำใจกันไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน เป็นคนรอบข้าง
หรือสามีภรรยาก็แล้วแต่ นับจากตัวเรา
เขาก็คือคนนอก
ไม่ได้มีเนื้อก้อนเดียวกัน
ไม่ได้มีหัวใจดวงเดียวกัน
ฉะนั้นถ้าหากไม่สามารถรวมได้ ก็จงปล่อยวาง
ทำเช่นนี้แล้วความทุกข์ก็ไกลตัวเราออกไป

ชีวิตนี้ไม่ว่าจะเป็นญาติ พี่น้อง ลูกหลาน
มีชีวิตอยู่ร่วมกันได้แค่ร้อยปี ไม่มากไปกว่านี้
ภายในร้อยปีก็ต้องมีคนที่ตีจากเราไปอีกมากมาย
ฉะนั้นความอนิจจังมีอยู่ทั่วไป
หากใจเราไม่รู้จักปล่อยวาง
ความทุกข์ก็จะเกิดแก่เราเพียงผู้เดียว

แม้ว่าเขาจะทำดีขึ้น หรือแม้ว่าลูกเราจะทำดีขึ้น
แต่หากเราไม่รู้จักที่จะพอ เขาทำดีขนาดนี้
เราก็เรียกร้องขึ้นไปสูงขนาดนั้น
ที่สุดแล้วเรียกร้องคนอื่น ไม่เท่าเรียกร้องตนเอง

คนๆ หนึ่งมาเจอกันได้ไม่ใช่ง่ายดายเลย
ฉะนั้นเรามีโอกาสมาเจอเขา เราจึงควรสร้าง
สัมพันธไมตรีที่ดี มากกว่าที่จะสร้างรอยร้าว
รอยเจ็บปวดต่อกัน
เมื่อถึงเวลาที่จากกันไป เราก็จะไม่รู้สึกเสียดาย
ไม่รู้สึกว่าเราจะต้องมานั่งแก้ไขอะไร
“การไม่รบคือ สุดยอดแห่งการรบ”
การรบที่ไม่ต้องรบคือ การอยู่ร่วมกันโดยที่ไม่ต้องใช้มีด
ใช้วาจา ใช้การกระทำทำร้ายใคร
เพราะขึ้นชื่อว่ารบ ก็ต้องเจ็บทั้งสองฝ่าย
ต่างกันตรงที่ว่า เจ็บมากเจ็บน้อย

คนบางคนมีบุญต่อกันก็ได้พบกันทุกวัน
แต่บางคนไร้บุญวาสนาอยากพบก็ไม่ได้พบ
บุญกรรมแตกต่างกันมาจึงไม่ได้สัมพันธ์กัน
เราทำบุญกับใครมาก็เจอคนนั้น

การอยู่ร่วมกันนอกจากเราจะต้องเห็นใจผู้อื่นแล้ว
เราต้องยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองด้วย
ไม่ใช่มองคนอื่นผิดเป็นอย่างเดียว
แต่มองตนเองผิดไม่เป็น
อย่างนี้ก็ไม่ใช่คนที่น่าเป็นมิตรด้วย
ความผูกพันต่างๆ นานา เหมือนกับสายลมที่พริ้วแผ่ว
เมื่อเราอยู่กลางสายลมก็รู้สึกเย็นสบายดี
ลมผ่านไปความผูกพันต่างๆ ทุกอย่างผ่านแล้วหมดไป
ไม่สามารถจีรังยั่งยืนได้

มีพบก็ต้องมีจาก ฉะนั้นตอนที่เขาอยู่กับเรา
รักษาโอกาสให้ดี เวลาที่เขาจากไป
เราจะไม่เสียใจสักนิด
เวลาเราสิ้นลมหายใจไป แม้กระทั่งลูกหลาน
ภรรยาที่รัก สามีที่รัก
ญาติพี่น้องที่เรารักก็กลายเป็นคนอื่นใช่หรือไม่ (ใช่)
เมื่อเราจากร่างกายไปแล้ว กายที่นอนนิ่ง
กับตัวเราซึ่งเป็นวิญญาณที่ออกจากร่าง
ถามว่าคนที่นอนนิ่งเป็นคนอื่นไหม (เป็น)
แม้กระทั่งตัวเรากับตัวเรา
ยังไม่สามารถที่จะเป็นคนคนเดียวกันได้ตลอดไป
จงรู้ว่าการเกิดมาเจอกันนั้นเป็นเรื่องยาก
ทุกๆ ครั้งที่ทำร้ายจิตใจกัน ก็จงมองให้ดี คิดให้ดี
บางคนหวงแหนวัตถุจนทำร้ายจิตใจคนรอบข้าง
อันว่าคนเกิดมาหนึ่งชีวิต
สำคัญกว่าทรัพย์สินกองท่วมเท่าภูเขา
อย่าทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่น ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
เพราะถ้าเราใช้อารมณ์เพียงชั่ววูบของเราทำสิ่งใดก็แล้วแต่ เราจะเสียใจไปตลอดชีวิต

ถ้าหากว่าลูกภรรยาหรือสามีของเรา
มีปัญหาขึ้นมาจะทำอย่างไร
มนุษย์นั้นเวลาที่แก้ปัญหามีอยู่สองวิธีคือ
หนึ่ง สงครามเย็น
สอง สงครามร้อน
ทุกวิธีของเราที่ทำมาแล้วไม่ได้ผล
ก็เพราะส่วนใหญ่เราขาดความอดทน
เส้นด้ายแห่งความอดทนขาดสิ้นต่อไม่ติดแล้ว
ก็ใช้วิธีสงครามร้อน ได้แก่
การพูดโดยตรงและระเบิดอารมณ์ออกไป
คือ การทะเลาะเบาะแว้ง
ทุกๆ บ้านเคยมีการทะเลาะเบาะแว้งไหม (เคย)
ทำไมเราจึงมีการทะเลาะเบาะแว้งขึ้น
เพราะว่าเรานั้น ไม่มีความอดทนมากพอใช่หรือเปล่า (ใช่)
เราก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งปัญหาได้ ถูกหรือเปล่า (ถูก)
แล้วสงครามเย็นเป็นอย่างไร
สงครามเย็นนั้นคือ การไม่พูดไม่จา
การไม่พูดไม่จากันนั้นถูกต้องหรือเปล่า (ไม่ถูก)
ทั้งสองฝ่ายก็อึดอัดใช่หรือไม่ (ใช่)
พอเกิดความอึดอัดกับคนในบ้านก็ไปหาคนนอกบ้าน
ปัญหารั่วไหลออกไปนอกบ้าน อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่พอใจ
ในที่สุดปัญหานั้นยิ่งไม่สามารถจะยับยั้งได้
ยิ่งหนักขึ้นไปกว่าเดิม ซึ่งก็ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ (ใช่)
วิธีสุดท้ายก็คือ การพูดอ้อมๆ เหลือเวลาให้เขานั้นได้ทำใจ
รอเวลาให้คนนอนนิ่งสงบได้เสียก่อน จึงค่อยแก้ปัญหา
คลายออกทีละปมดีหรือเปล่า (ดี)
การที่เรานั้นเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ก็สามารถรู้ได้ว่าปัญหาทุกอย่างนั้น
เกิดขึ้นเพียงประกายไฟประกายเดียว
แต่ลุกลามเหมือนกับไฟลามทุ่ง ที่ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้
เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มเกิดปัญหาทุกๆ บ้านอย่าได้ดูดาย
อันว่าน้ำแข็งที่เป็นน้ำแข็งหนาๆ ก็ละลายได้ด้วยไฟ
อันว่าจิตใจคนแม้ว่าแข็งกระด้าง
แต่หากว่าเราใช้ความร้อนความอบอุ่นเข้าไป
ก็สามารถที่จะละลายได้ใช่หรือเปล่า (ใช่)

เรื่องหนึ่งแก้ปมไปหลายวัน
พอมีปัญหาขึ้นมาแค่เรื่องเดียวกว่าที่จะแก้ได้ก็นาน
เพราะฉะนั้นตอนที่จะเกิดต้นเหตุปัญหาขึ้น
เราต้องรู้จักทำให้ปัญหาจบที่ต้นนั้นเลย
ถ้าหากว่าเรารอให้ปัญหาเกิดขึ้นมาแล้ว มาตามแก้ทีหลัง
ก็ใช้เวลานานใช่หรือไม่ (ใช่)
คนที่จะยอมแพ้ พ่ายแพ้ อาจจะเป็นเราก็ได้ ใช่หรือเปล่า
แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราก็จับปัญหาไว้
และตัดปัญหาทิ้งโดยทันที ณ จุดเริ่ม
เราก็จะประสบความสำเร็จในการขจัดปัญหา ใช่หรือไม่ (ใช่)
เวลาเราอยู่กับคนในบ้าน เรามักจะไม่ชอบเขา
เรามักจะชอบคนข้างนอกบ้าน
แล้วยกย่องคนข้างนอกบ้านว่าดีกว่าคนในบ้านเรา
แต่พอเราไปมีชีวิตอยู่ร่วมกับเขา เราก็มานั่งนึกเสียใจว่า
จริงๆ ทั้งคนนอกบ้านและในบ้านไม่ต่างกันเลย
ไม่ดีพอๆ กันเลย ใช่หรือเปล่า (ใช่)
ต้องโทษใจเราต่างหากที่มีปัญหา ไปอยู่กับใครก็ไม่รอด
อย่าได้เป็นผู้ที่พลาดโอกาส หรือผิดหวังไปแล้ว
ถึงจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมี

การให้สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ
ให้เขาสามารถเป็นคนดีต่อจากเราได้ใช่หรือไม่ (ใช่)
เพราะว่าถึงแม้ว่าเราจะให้ทรัพย์สินเงินทอง
ให้เกียรติยศ ชื่อเสียง แต่เมื่อให้เขาไปแล้ว
เขาไม่สามารถเป็นคนดี และไม่เป็นผู้ที่จะไปสร้างความดีต่อ
เท่ากับเราให้สิ่งร้ายแก่เขา ใช่หรือไม่ (ใช่)
หากมนุษย์เราไม่รู้จักตนเองว่าเป็นคนเช่นไร
เวลาไปอยู่กับคนอื่นจะอยู่ได้ไหม (ไม่ได้)
ก็ย่อมลำบากใช่ไหม (ใช่)
เราอยู่บนโลกนี้เราต้องมีน้ำใจ มีเมตตาต่อกันใช่หรือไม่ (ใช่)
การปฏิบัติเริ่มต้นอย่างง่ายๆ นั่นคือ
การเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
เพราะว่าเราเอาใจของตัวเองไปไว้กับคนอื่นใช่หรือเปล่า
แล้วก็บอกว่านี่คือสุดยอดดวงใจของฉัน บอกว่าทำตัวให้ว่าง
แต่เอาใจของตัวเองไปให้คนอื่น
อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า (ไม่ถูก)
ฉะนั้นถ้าเอาจิตใจไปผูกไว้กับใคร
ก็ดึงกลับมาอยู่ที่ตัวเรา รักษาไว้กับตัวเราดีกว่า
ใครก็รักษาจิตใจของเราไม่ได้ดีเท่ากับตัวเราเองใช่ไหม (ใช่)

พระโอวาทท่านหลวี่ฉุนหยัง
ควรรู้จักฝึกฝนตนเอง สำคัญที่สุดคือมนุษย์ต่อมนุษย์
ใจต่อใจไม่รู้ว่าคิดอย่างไร ไม่สามารถเดากันออกได้
จึงมักมีการผิดใจกันเสมอ
ฉะนั้นเมธีทุกท่านคุมใจตนเองดีกว่าคิดที่จะคุมใจผู้อื่น
เข้าใจไหม (เข้าใจ) เราบำเพ็ญเราจึงสามารถสำเร็จเองได้
ถ้าหากว่าท่านมิได้บำเพ็ญตนเอง มองแต่ผู้อื่น
เช่นนั้นก็คงสำเร็จเป็นไปไม่ได้ จริงหรือเปล่า (จริง)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
สมมุติว่าเราเป็นต้นไม้ที่ใหญ่มาก เป็นผู้นำของบ้าน
ผู้นำคนนี้เป็นผู้ชาย ผู้ชายคนนี้งอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ใหญ่มาก
เป็นผู้นำครอบครัว ลมภรรยามาแรงมาก
ถามว่าทำอย่างไรดี ถามว่าใครพัง
สามีเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ ต้นไม้ต้นใหญ่งอกขึ้นมา
ลมภรรยาพัดเข้ามาหอบใหญ่เป็นลมพายุ
ถามว่าภรรยาพังหรือสามีพัง (สามี)
พอสามีพัง ใครพัง (ภรรยา)
พอสามีพังภรรยาก็พัง
เพราะฉะนั้นถามว่าให้ใครยอมใคร
ให้ภรรยายอมดีกว่านะ ภรรยาไม่ต้องมีลม
ไม่ต้องมีอารมณ์อย่าโกรธได้ไหม (ไม่ได้)
ให้สามียอมเป็นต้นหญ้าต้นเล็กได้ไหม (ได้)
เพราะฉะนั้นคนที่โง่ ที่สุดเป็นคนที่ฉลาดที่สุด
เราก็แกล้งโง่ทำตัวเป็นต้นหญ้าต้นเล็กได้ไหม (ดี)
เพราะอย่างไรเราก็เป็นคนนำครอบคร้วอยู่แล้วใช่หรือไม่ (ใช่)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
ที่สำคัญที่สุดที่มีเรื่องทะเลาะมากที่สุดคือ สามี ภรรยา
ทะเลาะกันเกือบทุกวันเลย ทำอย่างไรดี
ทำอย่างไรดีฝ่ายผู้ชาย
ฝายหนึ่งร้อนอีกฝ่ายหนึ่งก็เย็นใช่หรือไม่ (ใช่)
แล้วส่วนใหญ่เราร้อนหรือเราเย็น (ร้อนครับ)
แต่โบราณมีคำพูดอยู่คำหนึ่ง
เอาไว้สอนสำหรับคนที่มีครอบครัวแล้ว
ตั้งแต่สมัยก่อน ผู้ชายจะเป็นผู้นำครอบครัว
ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ผู้หญิง ผู้ชายเท่าเทียมกัน
ทำไมถึงต้องมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้นำ
ก็เหมือนกับที่เพื่อนนักเรียนตอบไว้ว่า
ฝ่ายหนึ่งร้อน ฝ่ายหนึ่งต้องเย็นใช่หรือไม่ (ใช่)
แสดงว่าคนหนึ่งต้องเป็นขาหน้า คนหนึ่งต้องเป็นขาหลัง
แต่ในสมัยก่อนนั้นกำหนดไว้เลยว่า
ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง
แต่ในสมัยนี้ อาจารย์ไม่อยากจะสอน
ถ้าสอนแบบนี้ไปก็คงจะมีคนคัดค้าน
เพราะฉะนั้นขอพูด แต่เล็กน้อย
สมัยก่อนบอกว่าผู้ชายเป็นผู้มีคุณธรรม ผู้หญิงจึงเดินตาม
ฉะนั้นถ้าหากว่าในบ้านของเรา เราเป็นผู้ชาย
เราก็มาตรวจสอบว่าเรามีคุณธรรมมากพอหรือยัง
แล้วผู้หญิง ก็มาตรวจสอบว่าที่จริงแล้วแฟนของเราดีหรือเปล่า
ถ้าดีเราก็ควรที่จะเดินตาม ไม่ใช่เดินไปขัดไปใช่หรือไม่ (ใช่)
แต่หากว่าเราเป็นผู้หญิง แล้วก็ผู้ชายไม่ค่อยมีคุณธรรมเท่าไหร่
ผู้หญิงจะทำอย่างไร สมัยนี้บอกว่าสิทธิเท่าเทียมกัน
อย่างนั้นผู้หญิงก็มีคุณธรรม
เอาความดีนั้นไปชนะใจของสามีเราใช่หรือไม่ (ใช่)
ในเมื่อพูดเองว่าสิทธิเท่าเทียม
เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีคุณธรรม
จึงสามารถให้แฟนมาเดินตามเราได้
แต่เมื่อเขาเดินตามแล้ว ก็อย่าได้ใจ ต้องเก็บใจไว้แต่พอดี

ต่อสามีต่อภรรยา ต้องมีความซื่อสัตย์เห็นอกเห็นใจ
มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้าหากเป็นสามีไม่เข้าใจภรรยา
หรือภรรยาไม่เข้าใจสามี คงไม่มีใครเข้าใจ

พระโอวาทท่านหลันไฉ่เหอ
บ่อยครั้งที่เราอยู่ร่วมกันหากไม่มีความโอบอ้อมอารี
ไม่มีเมตตาจิตต่อกัน เรานั่นแหละ อาจจะทำให้เขาเกลียดเราได้
และเรานั้นอาจจะเป็นผู้สร้างความทุกข์ให้กับตัวเองได้
ถ้าเราขาดซึ่งจิตใจรักและเมตตาใช่หรือไม่ (ใช่)
อยู่บนโลกนี้ใครๆ ก็อยากมีสุขมากกว่ามีทุกข์
อยากให้คนรักมากกว่าคนเกลียด ใช่หรือไม่ (ใช่)
แล้วเราจะทำอย่างไรดีให้เรามีสุข มากกว่ามีทุกข์
มีคนรักมากกว่าคนชัง เราก็ต้องรู้จักโอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน
มีความเมตตา เรามาอยู่ด้วยกัน เราอยากสร้างแต่สิ่งที่ดีๆ
สร้างแต่รอยยิ้ม ให้แต่คำพูดที่ดีงาม จากไปเราจะได้ไม่เสียใจ
ชีวิตคนก็มีค่าเท่านี้ ตอนอยู่ขอให้ทำให้ดีที่สุด
เวลาไปเราจะไม่เสียดายอะไรเลย จริงหรือไม่
แต่เวลาเราอยู่ เรากลับมักลืมข้อนี้ไปใช่หรือไม่
ปล่อยตนเองไปตามอารมณ์ ตามใจตัวเอง ไม่สนใจคนรอบข้าง
จึงทำให้เวลาจากไปแล้ว
เรียกร้องอะไรไม่ได้แล้ว จริงหรือไม่ (จริง)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
ชีวิตของเรานั้นเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่มาใช้ชีวิตร่วมกัน
การที่เราใช้อารมณ์นำพาเรื่องราวต่างๆ ไปเป็นสิ่งที่ดีไหม (ไม่ดี)
ต่อพี่น้องเรา เสียสละคือ เราเคารพผู้ที่เป็นพี่
และเมตตาผู้ที่เป็นน้อง ถ้าพี่น้องไม่รักกันแล้ว
ศิษย์จะอยู่เป็นพี่น้องกันไปอย่างไร
ถึงห้าสิบปีร้อยปีใช่หรือไม่ (ใช่)
เกิดมาเป็นพี่น้องกัน วันแรก ก็ต้องเป็นไปจนชีวิตจะหาไม่
ตอนนี้เราไม่รู้จ้กรักษาพี่น้องให้ดี
แล้วเราจะอยู่กับเขาไปอย่างไรจนวันตายใช่หรือเปลา (ใช่)
เวลาพี่น้องมีเรื่องขัดใจกันก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน

พี่น้องเราทำไมนิสัยไม่ดีเลย ทำไมชอบทะเลาะกับเราบ่อยๆ
ทำอย่างไรดี ทะเลาะกับเขาเลยไหม
เราเห็นเขาไม่ดี เราก็ต้องฝืนความรู้สึกของตัวเราเองไม่ไปทะเลาะ
ไม่ไปปะทะคารมกับเขาใช่หรือไม่ (ใช่)
พี่น้องที่รักกันนั้นหายาก การที่จะรักกันจริงๆ นั้นคืออะไร
พี่น้องที่รักกันจริงๆ ไม่ใช่ว่าพูดจาดีเข้าหากันตลอดเวลา
แต่บางครั้งพูดจาตักเตือนกันอย่าเกรงอกเกรงใจด้วย
ตักเตือนเพื่ออะไร เพื่อให้พี่น้องของเรานั้นไม่หลงผิดใช่หรือไม่
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เพื่ออะไร
เพื่อให้คนในบ้านของเรานั้นได้บำเพ็ญธรรม
ท้ายที่สุดแล้วได้กลับคืนขึ้นนิพพานไปพร้อมกัน
ไม่ใช่ว่าเราขึ้นนิพพานแล้ว น้องเรายังตกอยู่ในโลกีย์
เมื่อพี่ขึ้นนิพพานแล้วปล่อยน้อง
น้องขึ้นนิพพานแล้วปล่อยพี่
ปล่อยพ่อ ปล่อยแม่ ปล่อยญาติเราอยู่ข้างในโลกีย์นี้
ให้เขาเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ
อันนี้ไม่ถือเป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแท้จริง

พระโอวาทท่านเสี่ยวเชี่ยวฝอถง
เวลาน้องดื้อกับเรา เรายังรักเขาได้
แม้เขาจะแอบขโมยเราไปสิบบาทร้อยบาท เรายังรักเขาได้
ถ้าพี่รู้จักปฏิบัติต่อน้องดี รู้จักดำเนินหน้าที่ของเราได้สมบูรณ์
คนที่ตามมาเขาย่อมอยากเอาเป็นแบบอย่างใช่หรือไม่ (ใช่)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
“อุปสรรคของการแก้ปัญหาคือ ความชัง”
รู้จักความชังไหม เวลาอยู่ในครอบครัวของเรานั้น
มีสามี ภรรยา ลูก ถ้าสามีภรรยาชอบทะเลาะกันบ่อยมาก
ต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง
ภรรยาคิดอยากให้สามีเลิกดื่มเหล้า
ภรรยาก็เกลียดนิสัยการดื่มเหล้าของสามี
สามีอยากให้ภรรยาเลิกเล่นไพ่
สามีก็เกลียดนิสัย การเล่นไพ่ของภรรยา
ในที่สุดปัญหานี้ก็แก้ไม่ได้
เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากให้เขาแก้ไขอย่างจริงจัง
เรายังเกลียดนิสัยของเขาอยู่ เราจึงไม่สามารถบอกให้เขาเลิกได้
เพราะทุกครั้งที่ไปพูดไปบอก
เราก็บอกด้วยอารมณ์ ไม่ค่อยพูดกันดีๆ
ฉะนั้นความชังจึงเป็นหนึ่งในอุปสรรคของการแก้ปัญหา
เวลาเราอยากให้ใครแก้ไขนั้น อย่าเพิ่งเกลียดเขาก่อน
จะต้องรักเขา ใช่หรือไม่ (ใช่)
อาจารย์พูดถึงสามีภรรยา ถ้าเราทำตัวแข็ง ปากแข็งๆ
ใจแข็งๆ ความคิดก็แข็ง
เหมือนเข้าช่องแข็งไว้ ไม่ยอมละลายสักที
คนอื่นทำให้ละลายได้ไหม (ไม่ได้)
เคยได้ยินคำว่า “น้ำหยดลงหิน” (ทำไมหินมันยังกร่อน)
คำนี้ใช้ได้ไหม ศิษย์เรียนรู้มาจากอะไร ใครตอบได้
เรียนรู้มาจากอะไร (จากประสบการณ์ธรรมชาติ)
เรารู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ใช่หรือไม่ (ใช่)
เหมือนกับการที่บอกว่า น้ำหยดลงหิน หินกร่อนไป
แสดงว่าที่เรานั้นแสดงตนเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อย
เป็นคนที่เอาอ่อนเข้าว่า ไม่แข็งเกินไป
มีนิสัยที่อ่อนโยนเมตตา ใช้ได้ผลไหม
ในคนที่แข็งเราก็สู้ได้
ในคนที่อ่อนเราก็กลมกลืนได้ ใช่หรือไม่ (ใช่)

พระโอวาทท่านเสียวเสี่ยวฝอถง
นั่นก็คือเราต้องรู้จักจริงใจต่อกัน บางทีทุกท่านก็รู้ว่า
ทำอย่างไรจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข
แต่บางครั้งเราก็อดลืมสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่นไม่ได้ ใช่หรือไม่ (ใช่)
บางครั้งเราต้องระวังคำพูด เพราะคำพูดของคนนั่นแหล่ะ
เป็นเหตุให้เราต้องบาดหมางกันก็มี
จากที่เคยรักกัน ก็กลายเป็นทะเลาะกันไม่หยุดไม่หย่อน
สิ่งแรกที่เราจะอยู่ร่วมกันนั่นก็คือว่า
คนหนึ่งคน เป็นธรรมดาที่ต้องมีดีมีร้ายมีดีมีเสีย ใช่หรือไม่ (ใช่)
แต่เวลาเราอยู่ร่วมกัน
เราสามารถจะทำงานร่วมกับเขาได้ก็ต่อเมื่อ
เราตัดข้อเสียของเขาทิ้ง ลืมข้อเสียเขาไป
อย่าเป็นคนที่เห็นข้อเสียของเขาแล้วเอาแต่พูดๆ
เพราะไม่อย่างนั้นเราจะทำให้
เขายิ่งไม่มีทางที่จะกลายเป็นคนที่ดีได้เลย
แล้วก็อย่าไปจำข้อเสียของเขา
เพราะถ้าเราจำข้อเสียของเขา เราก็คบเขาได้อย่างไม่จริงใจ
แล้วเราก็ให้อภัยเขาแค่ปากเท่านั้นเอง ใช่หรือไม่ (ใช่)
ฉะนั้นเวลาอยู่ร่วมกัน
เราอยากอยู่ร่วมกับเขาอย่างเป็นสุขแท้จริงนั้น
อะไรที่ร้ายๆ อะไรที่ไม่ดีของเขา
เราก็ล้างออกไปเสีย อย่าไปจำ แล้วอย่าเอามาพูด
เพราะถ้ายิ่งพูด เขาก็จะไม่มีวันได้ดีเลย ใช่หรือไม่
ฉะนั้นเราต้องลืมอะไรที่เป็นเรื่องผิด เล็กๆ น้อยๆ
ก็ให้อภัยเขาเสีย
เราก็จะได้เป็นคนที่ใจกว้าง พอเราไม่พูดเรื่องที่ไม่ดีของคนอื่น
เราก็เป็นคนที่ไม่ส่งเสริมทำให้เขายิ่งเป็นคนที่ไม่ดี
หรือพูดง่ายๆ เราไม่กลายเป็นคนที่ซ้ำเติมเหยียบย่ำเขา
ยังให้โอกาสที่จะให้เขาแก้ตัว ใช่หรือเปล่า (ใช่)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
“แอบเดินเข้าบ้านศิษย์เจ้าไป เหลียวแลคนใกล้บ้างศิษย์น้อย
สว่างธรรมในบ้านสองเรา อย่าทำให้ใครต้องหลงคอย
ทบทวนตนเบาเรื่องผิดใจ ขอให้มอบน้ำใจก่อน
หากไร้คนเห็นใจ ก็ยังคิดทำดีต่อ”
คนทุกคนมีชีวิต คนทุกคนเกิดมาจากท้องแม่
คนทุกคนมีบ้าน และคนทุกคนนั้น
ต้องรู้จักรักบ้านตัวเอง ใช่หรือไม่ (ใช่)
คนในบ้านของเรามีพ่อ มีแม่ มีพี่ มีน้อง มีญาติ ใช่หรือไม่ (ใช่)
คนทุกคนต้องทำอย่างไร กับคนในบ้านของตัวเอง
กับพ่อแม่ก็ต้องรู้จักที่จะกตัญญู ใช่หรือไม่ (ใช่)
กับพี่น้อง ต้องรู้จักที่จะปรองดอง ใช่หรือเปล่า (ใช่)
กับญาติพี่น้องของพ่อแม่นั้นก็ต้องเคารพ
อย่างที่พ่อแม่ของเรานั้นเคารพ ใช่หรือไม่ (ใช่)
บางทีนั้นเราเห็นคนนอกบ้าน ดีกว่าคนในบ้านเรา ใช่หรือไม่ (ใช่)
แท้ที่จริงนั้นคนทุกคนมีข้อดีและข้อเสีย
คนที่เราเห็นว่าดี ก็อาจจะไม่ดีก็ได้
แต่คนในบ้านเรา ถึงแม้ว่าไม่ดี
เราก็เห็นว่าเขาไม่ดีไม่ได้ ใช่หรือเปล่า (ใช่)
เราเห็นคนในบ้านเราไม่ดี เรารู้สึกอย่างไรบ้าง (เสียใจ)
เวลาเราได้ยินคนอื่นนินทาคนๆ หนึ่ง ให้ฟัง
ว่าคนๆ นี้ไม่ดีอย่างไร ทุกๆครั้งที่เรามองหน้าเขา
เราก็จะจำความไม่ดีของเขาได้ ใช่หรือเปล่า (ใช่)
และแทบไม่อยากจะมองหน้าเขาเลย ใช่หรือไม่ (ใช่)
แม้แต่มองก็ยังไม่รู้สึกว่าอยากจะมอง
แต่ว่าคนในบ้านของเรา เราต้องมองทุกวัน ใช่หรือเปล่า
หากเราเห็นว่าคนในบ้านเราไม่ดี แล้วเราจะอยู่ในบ้านได้อย่างไร
แล้วเราจะมีความสุขได้อย่างไร
ชีวิตของคนนั้น
จะมีความสุขหรือไม่มีความสุขนั้นมาจากในบ้านของตนเอง
ถ้าหากว่าเรานั้นรู้จักทำตนเองให้มีความสุข
และเรารู้จักมอบความสุขให้กับคนอื่น
และมอบความสุขให้กับคนในบ้านของเรา
ต่อพ่อแม่เราก็ต้องกตัญญู
ต่อพี่น้องต้องปรองดอง
ต่อญาติพี่น้องต้องเคารพ
อย่างนี้แล้วจะมีความสุขน้อยได้อย่างไร ใช่หรือไม่ (ใช่)
แม้ว่าเราออกไปนอกบ้าน จะไม่มีความสุข
แต่กลับเข้ามาในบ้านก็คงจะมีความสุข
อย่างน้อยในชีวิตคน ในวัฏสงสารนี้
ก็ยังมีที่ให้ศิษย์แอบที่จะมีความสุขคนเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นทำตัวอย่างไร
หากว่าพี่ให้เรานั้นไปหยิบน้ำแก้วหนึ่ง
หากเราไม่อยากจะหยิบ จะมีความสุขกับพี่ได้ไหม (ไม่ได้)
อยู่กับพี่ก็คงจะไม่มีความสุข
หากว่าพ่อแม่ร้อนแล้วเราไม่รู้จักเปิดพัดลมให้
ถือว่าเรานั้นเป็นคนที่กตัญญูไม่พอ ใช่หรือไม่ (ใช่)
เพราะว่าไม่สนใจ หากว่าญาติเราไม่มีข้าวกิน และเราก็ไม่สนใจ
ญาติของเรานั้นจะชอบเราไหม (ไม่ชอบ)
หากทางบ้านนั้นไม่มีเงินใช้
ยังจะบอกว่าเรามีความสุขได้
แต่หากว่าคนทั้งบ้านไม่มีน้ำใจ มีความสุขไม่ได้
เพราะฉะนั้น คำว่า “น้ำใจ” นั้น
ไม่ใช่มอบให้เฉพาะคนนอกบ้าน
แต่ต้องให้คนทุกคน อยากมีบ้านที่มีความสุขไหม (อยาก)
อยากมีบ้านที่มีความสุข ก็จงทำตัวเราให้มีความสุข
และเป็นคนที่มีน้ำใจให้มาก ๆ
อาจารย์เชื่อแน่ว่า หากว่าเรานั้นเป็นคนที่ดี
เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ร้ายเป็นสิ่งที่ดีได้
คนในบ้านของเราก็คงจะยินดีด้วย
และเขาก็คงจะตามเรามาบำเพ็ญ
นี่เป็นวิธีการพูดธรรมะอย่างหนึ่งที่ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ปาก
บางทีเราพูดตั้งมากมาย แต่เขาฟังไม่เข้าหู ใช่หรือไม่ (ใช่)
แต่เราทำตั้งมากมาย เขาไม่ดูก็ไม่ได้
นี่เป็นวิธีการพูดธรรมะโดยไม่ต้องพูดใดๆ ทั้งสิ้น

“อย่าทำให้ใครต้องหลงคอย”
เด็กๆ ตอนที่ออกไปจากบ้าน พ่อแม่คอยอยู่ที่บ้าน
คนที่เป็นพ่อแม่ก็หลงคอยลูกเหมือนกันมิใช่หรือไม่
แล้วทุกคนก็เคยเป็นเด็กมา
และก็เคยหนีเที่ยวด้วย ใช่หรือไม่ (ใช่)
ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกที เพราะว่าครั้งนี้เขาหลงคอยอะไรของเรา
หลงคอยเราจะถามเขาว่า กินข้าวหรือยัง
เมื่อวานหลับดีหรือเปล่า กินอิ่มไหม
ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีไหม
พ่อแม่อยากได้ยินคำเหล่านี้จากลูกทั้งนั้น ใช่หรือไม่
ส่วนคนเป็นลูกชอบถามไหม (ไม่ชอบ) ไม่ชอบถามเลย
เพราะฉะนั้นการแสดงความห่วงใยเล็ก ๆน้อย ๆ
ง่าย ๆ คืออะไร คือการเปิดปากออกถาม ใช่หรือไม่
บางทีพวกเขาก็สบายดี แต่บางทีก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร ใช่หรือไม่
คนนั้นดูหน้าไม่รู้ใจ เพราะฉะนั้นคนในบ้านเรา ก็เช่นเดียวกัน
เขามองหน้าเราเขาอาจจะไม่รู้ว่า เราคิดอะไรก็ได้ ใช่หรือไม่ (ใช่)
เคยเห็นตัวอย่างคนในบ้านเดียวกัน
เข้าใจผิดคนในบ้านเดียวกันก็ถมเถ ใช่หรือไม่ (ใช่)
เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดเรา
ขอให้เรานั้นพยายามใช้การสื่อสารให้เป็น
มีภาษาไว้ให้พูด ก็ต้องรู้จักใช้ ถ้าอยากให้ครอบครัวมีความสุข
เราเองก็อยากมีความสุขก็จงรู้จักที่จะไต่ถาม
จงใช้จิตใจของเรานั้นออกมาถาม
ไม่ใช่ถามแต่ปาก ใจไม่ถามไม่ได้
กลับไปคราวนี้ที่บ้านคงมีความสุขขึ้นเยอะ ใช่หรือไม่ (ใช่)

พระโอวาทท่านเสียวเสี่ยวฝอถง
“ผู้สืบทอดเกียรติคุณธรรมบรรพชนนาน
อันลูกหลานต้องขยันอดทนสอน
หวังครอบครัวร่มเย็นไม่ทุกข์ร้อน
ต้องรู้ผ่อนหนักเข้มงวดเริ่มจากตน”
หวังจะให้ครอบครัวอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
ตัวเรานั้นจะต้องปูพื้นฐานของตัวเราให้ดีก่อน
เมื่อตัวเราดี ลูกหลาน สามีหรือภรรยาก็จะพึ่งพิงได้
แต่ถ้าตัวเราไม่ดีแทนที่จะได้พึ่งพิง
กลับต้องหนีห่างไกลกัน ใช่หรือไม่(ใช่)
ก็น่าเสียดายที่มีบุญสัมพันธ์มาอยู่ร่วมกัน กลับต้องขาดสะบั้น
เพราะความไม่ตั้งใจของเรา ความไม่ระมัดระวังของตัวเรา
บ่อยครั้งที่เราต้องมานั่งเสียใจ เพราะว่าอะไร
บ่อยครั้งที่เราหัวเราะได้เบิกบานแจ่มใส เพราะว่าอะไร
มันต้องมีสาเหตุ ใช่หรือไม่ (ใช่)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
เวลากินข้าวก็ไม่ค่อยอยากจะเรียกพ่อแม่
เพราะว่าถ้าทำเสร็จแล้ว เดียวต่างคนก็ต่างกิน ใช่หรือไม่(ใช่)
วันหนึ่งต่างคนต่างกิน ต่างคนต่างอยู่
ต่างคนต่างใช้ ต่างมีห้องของตัวเอง
แล้วถามว่าเป็นครอบครัวอยู่ไหม (ไม่เป็น)
เพราะฉะนั้นเราจะมองข้ามจุดน้อยๆ ได้หรือไม่ (ไม่ได้)
จะไปมองแต่จุดใหญ่ว่า มีเงินใช้หรือยัง ต้องไปหาเงินก่อน
สุดท้ายมีเงินใช้ แต่ว่าลูกรู้จักแต่ใช้เงิน
แต่ไม่รู้จักว่า ทำอย่างไรถึงจะเป็นคนดี
ฉะนั้นเราจะมองข้ามจุดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตนี้ไม่ได้ ใช่หรือไม่(ใช่)

พระโอวาทท่านหลันไฉ่เหอ
หากเราบำเพ็ญอยู่ตรงนี้ ยิ้มได้ พูดได้ พูดธรรมะมากมายได้
แต่กลับไปบ้านยิ้มไม่ได้ พูดไม่ออก
อย่างนี้ไม่เรียกว่า บำเพ็ญ ใช่หรือไม่
บำเพ็ญต้องเมตตาจากบ้านได้ก่อน
ถึงจะเมตตากับผู้อื่นได้ อย่าเป็นคนที่เมตตาผู้อื่นเป็น
แต่เมตตาในบ้านตัวเองไม่เป็น
อย่าเป็นคนที่ควบคุมได้แต่ภายนอก
แต่พอเข้าไปในบ้านกลับระเบิดออกมา
อย่างนี้ไม่เรียกว่า ผู้บำเพ็ญ ใช่หรือไม่(ใช่)
จะบำเพ็ญตนเราต้องรู้จักควบคุมใจตนเองให้ได้
หากเราควบคุมใจตนเองได้ เวลาไปไหนคนย่อมอยากเข้าใกล้
คนย่อมนับถือ หากเราไปไหนคนแตกกระเจิง
ไปไหนคนไม่อยากคบหา แปลว่าเรายังบำเพ็ญได้ไม่ดี
ถ้าบำเพ็ญ ไปที่ไหน พูดอยู่ตรงไหน
ใครก็อยากฟังในสิ่งที่เราพูด
ใครก็อยากมองในการปฏิบัติของเรา
แปลว่า ทั้งพูดทั้งปฏิบัติเราได้บำเพ็ญดีแล้ว
ทำในบ้านตัวเองให้ดี
หากบ้านตนเองไม่ดี ไม่มีความสุข
แม้จะพูดธรรมะได้เก่งได้คล่อง ก็ไม่มีประโยชน์ จริงไหม (จริง)
แม้จะมีเงินทองมากมาย แต่บ้านตนเองกลับไปแล้ว
ไม่มีความสุข แม้จะมีเงินทองมากมาย
แต่ใจตนเองไม่รู้จักความสุขที่แท้จริง
มีเงินทอง พูดเก่ง จะมีประโยชน์อะไร
ในเมื่อใจตนเองยังรักษาให้มีคุณค่า
ให้มีความดีไม่ได้เลย ใช่หรือไม่ (ใช่)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
ผู้ที่บำเพ็ญธรรมได้ดีนั้น ครอบครัวต้องสมานสามัคคีกัน
ถ้าศิษย์ทำไม่ได้ หรือยิ่งแตกแยก เพราะว่ามีธรรมะเข้าไปในบ้าน
แสดงว่ากำลังเดินทางผิด เพราะธรรมะเป็นธรรมชาติ
จำเป็นต้องเข้ากับคนทุกคนให้ได้
จะต้องมีทางออกของสิ่งที่เรียกว่าความแตกร้าว
ถ้าหากศิษย์ยังหาไม่เจอ แสดงว่ายังเดินทางผิด
หรือไม่ก็ยังพยายามไม่พอ
ฉะนั้นอาจารย์จึงหวังว่า ศิษย์ของอาจารย์ทุกๆ คน
เข้ากับคนทุกคน เข้ากับคนในบ้าน และเข้ากับคนข้างนอกได้
นั่นจึงเรียกว่าเป็นผู้บำเพ็ญได้ดี
แต่ไม่ใช่เข้ากับคนได้แบบลิ้นสองแฉก
อยู่กับคนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง
มาอยู่กับอีกคนหนึ่งก็พูดอีกอย่างหนึ่ง
อย่างนี้ไม่ใช่เรียกว่าเข้ากับคนได้
จะเรียกว่าเป็นการตั้งระเบิดเวลาให้กับตัวเอง
รอสักวันหนึ่งให้ความแตกปะทุ
คนที่จะเอาตัวไม่รอดคนแรกก็คือเรา

พระโอวาทท่านเหอเชียนกู
เมื่อเป็นคนที่เอาแต่ใจตน เห็นแก่ตน อีกไร้ซึ่งธรรมแล้ว
เขาก็จะเป็นคนที่แม้แต่พ่อแม่ก็ย่อมไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูได้
ถ้าพ่อแม่ตนเองยังเลี้ยงไม่ได้ ไม่สามารถรักได้ นับถือได้
แล้วจะมีประโยชน์อะไรกับการมีชีวิตอยู่
ภายนอกให้คนอื่นกราบไหว้ได้ แต่ในบ้านไม่มีใคร
รักใคร่ ไม่มีใครเคารพ จริงหรือไม่ (จริง)

พระโอวาทท่านเสียวเสี่ยวฝอถง
ถ้าคนๆ หนึ่ง ทุกวันมีแต่เลี้ยงตัวเอง
ทุกวันมีแต่เพื่อตัวเอง คนๆ นั้นแม้คนในบ้านที่รักเขามากที่สุด
ก็ต้องทอดทิ้งเขาได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จริงหรือไม่ (จริง)
แต่ถ้าคนๆ นี้ไม่ใช่ มีแค่ตัวเอง แต่มีคนอื่นด้วย
ไม่ใช่แค่ช่วยตัวเอง แต่ช่วยคนอื่นด้วย
ถึงแม้ว่าคนจะเกลียดเขามากเท่าไร
แต่วันหนึ่งต้องเปลี่ยนใจมารักเขาได้ ใช่หรือไม่ (ใช่)

พระโอวาทพระนาจา
บางครั้งคนเราเกิดมา แม้จะมีสิ่งไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
เช่นเป็นคนที่ทำอะไรช้า แต่ถ้ามีเพื่อนคอยให้กำลังใจ
ไม่เหยียบย่ำ ไม่ซ้ำเติม
คนๆ นั้นก็สามารถที่จะฝาฟันไปได้ถึงใช่หรือไม่ (ใช่)
ฉะนั้นบางครั้งเราอยู่ร่วมกัน ก็ต้องรู้จักให้กำลังใจกัน
และชี้นำในสิ่งที่ดีให้กัน แล้วเขาก็จะสำเร็จได้
(ศิษย์พี่เมตตา ให้ผู้ปฏิบัติงานธรรมสามคน
แสดงเป็นลาสามตัว ตัวที่หนึ่งมีหูและ
หางครบ ตัวที่สองมีแต่หูแต่ไม่มีหาง ตัวที่สามมีหางแต่ไม่มีหู)
ลาสามตัวนี้ มีทั้งตัวที่สมบูรณ์แบบ และตัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ
อีกตัวหนึ่งขาดหู อีกตัวหนึ่งขาดหาง
คนเราในโลกนี้ก็เหมือนกัน
บางครั้งเราเพียรพยายามหาคนที่ดีที่สุด
เลิศที่สุดมาเป็นเพื่อนเรา มาเป็นคนที่อยู่ร่วมกับเรา
แต่แท้ที่จริงแล้ว หาได้ยาก ใช่ไหม (ใช่)
การอยู่ร่วมกันก็คือ ช่วยกันเติมใจให้เต็ม
พอรู้ว่าเขาขาด เราก็ให้เขา พอเราขาด เขาก็ให้เรา
เราก็จะอยู่กับเขาได้อย่างเป็นสุข
ไม่ใช่บอกว่า คนนี้ขาดหู คนนี้ขาดหาง เอาแต่ว่าๆ เขา
แล้วก็รังเกียจเขา แล้วบอกว่าฉันเป็นคนที่มีทั้งหู ทั้งหางสมบูรณ์
แต่จริงๆ แล้ว ใจไม่สมบูรณ์
ฉะนั้นอยู่ร่วมกันในโลกนี้ เป็นธรรมดา ย่อมมีดี ดีมาก ดีน้อย
แล้วก็ร้าย ร้ายมาก ร้ายน้อย ใช่หรือไม่ (ใช่)
เราจะอยู่กันอย่างตั้งแง่ตั้งงอนไม่ได้ ชิงดีชิงเด่นกัน ไม่ดี แต่เราต้องอยู่กันอย่างสมานกลมกลืน
ท่านผู้สูงอายุ บางครั้งรักลูก รักหลาน
จนลืมเป็นห่วงตัวเอง เป็นห่วงเขามากจนลืมควบคุมตัวเอง
และตัวเองชอบระเบิดอารมณ์ ระเบิดความขี้บ่น
พอระเบิดทีหนึ่ง ใครจะอยู่ด้วย มีแต่หนีไปหมดเลย ใช่ไหม
แล้วจะบอกลูกว่า มาเถอะมาอยู่กับแม่เถอะ
ก็แม่วางระเบิดเอง ใช่หรือเปล่า (ใช่)

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
นั่งมาตั้งสองวัน ไม่รู้ว่าเก้าอี้ตัวนี้นั่งแล้วสบาย
เพราะมาถึงก็นั่งลงไปเลย ไม่เคยรู้ว่า สิ่งที่เรามีอยู่นั้น
เป็นสิ่งที่ดี และมีค่าขนาดไหน
เก้าอี้ตัวนี้ก็เหมือนกับสภาพครอบครัวของเราที่มีอยู่
แม้ว่าจะมีการขัดใจกันบ้าง จะมีเรื่องสุขจนล้นบ้าง
จะมีเรื่องที่เป็นปัญหาจากคนภายนอกเข้ามาหาบ้าง
แต่ครอบครัวของเราก็ยังเป็นครอบครัวที่ดีที่สุด
โชคดีที่เรานั้น มีครอบครัว ที่เรามีบ้านอยู่
ที่เรามีเงินทองพอใช้ แม้ว่าเราจะจน
แต่หากว่าไม่มีเงินสักบาทเดียวกับมีเงินอยู่ยี่สิบบาทต่อวัน
ศิษย์เอาอะไร ต้องเอายี่สิบบาทต่อวัน ใช่หรือไม่ (ใช่)
เหมือนเรานั้นมีซีวิตอยู่อย่างจนก็อยู่ไปอย่างจน
เมื่อเรามีชีวิตอยู่อย่างรวย
ก็ต้องรู้จักที่จะเผื่อแผ่แบ่งปันให้กับผู้อื่น
ใช่หรือไม่ (ใช่) นี่จึงเป็นชีวิตของคนบำเพ็ญธรรมในยุคนี้

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
“อย่าอยู่ร่วมกันอย่างมีเงื่อนไข เพราะจะไร้ความสุขเกษมศานต์
อยู่ร่วมกันไร้เงื่อนไขจะเหมือนบ้าน
แต่ต้องหมั่นควบคุมตนให้ดีพอ”
เวลาเราอยู่ร่วมกับใครสักคน
ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน
ถ้าเราอยู่ร่วมกันแล้วเรามีเงื่อนไขมากมายที่เป็นข้อจำกัด
คนที่อยู่ร่วมกับเราน่าจะอยู่ร่วมกับเรา
อย่างมีความสุขไหม (ไม่มีความสุข)
ฉะนั้นจึงบอกว่าการอยู่ร่วมกันนั้น
จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างมีเงื่อนไขน้อยที่สุด
ไร้เงื่อนไขจึงจะสามารถมีความสุขได้
แต่ไม่ใช่ไร้เงื่อนไขแล้วจะไร้กฎระเบียบ
ทุกคนเกิดมาคิดเป็น อ่านเป็น เข้าใจเป็น
ทุกคนควบคุมตัวเอง
ทุกคนรู้จักตัวเองโดยไม่ต้องให้ผู้อื่นเป็นคนชี้ เป็นคนบอก
เพราะนิสัยของคนนั้นไม่ชอบให้ผู้อื่นมาสอนใช่หรือไม่ (ใช่)
ฉะนั้นเราเป็นผู้บำเพ็ญธรรม เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
หรือว่าเรียกร้องคนอื่นให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้
มีแต่ต้องเรียกร้องตนเอง ใช่หรือไม่ (ใช่)
เมื่อเราเรียกร้องตนเอง เราต้องควบคุมตนเอง
ทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ อย่าไม่รู้แล้วลงมือทำ
ขอให้เรารู้แล้วจึงลงมือทำ
การอยู่ร่วมกันในบ้านมีไหม ทำไมถึงบอกว่า
ที่อยู่ร่วมกันไร้เงื่อนไขจะเหมือนบ้าน
เคยเห็นบ้านที่ไม่เหมือนบ้านไหม
แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นบ้าน แต่ไม่เหมือนบ้าน ใช่หรือไม่(ใช่)
การจะอยู่ร่วมกันให้บ้านเป็นบ้านนั้น
เราทุกคนจะต้องรู้จักตัวเองเพียงพอ ใช่หรือไม่(ใช่)
เราจะต้องควบคุมตนเอง
เราเป็นลูกมีหน้าที่ทำอะไรต่อพ่อแม่ (กตัญญู)
เป็นลูกมีหน้าที่ทำร้ายจิตใจพ่อแม่
หรือว่าเป็นลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ (กตัญญูต่อพ่อแม่)
เป็นพ่อแม่มีหน้าที่อย่างไรต่อลูก ตีลูก หรือว่าดูแลลูก (ดูแลลูก)
เป็นพ่อแม่ก็มีหน้าที่ให้ความรักความเมตตาลูก
เราเป็นพี่มีหน้าที่อย่างไรต่อน้อง(ดูแลน้อง)
ข่มเหงรังแกน้อง หรือว่าช่วยเหลือน้อง (ช่วยเหลือน้อง)
การช่วยเหลือมีหลายวิธี บางคนช่วยเหลืออย่างเข้าใจ
บางคนช่วยเหลืออย่างไม่เข้าใจ ช่วยเหลืออย่างไรดี
เข้าใจเขาหรือไม่เข้าใจ (เข้าใจเขา)
ช่วยเหลืออย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน ใช่หรือไม่(ใช่)
อยากจะให้เขาเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นตามเรา
เราจะไปบังคับเขา เขาจะเปลี่ยนไหม (ไม่เปลี่ยน)
เพราะฉะนั้นอยู่ร่วมกันไร้เงื่อนไข ไร้เงื่อนไขในที่นี้คือ
ไร้ข้อจำกัดอันเป็นข้อจำกัดที่เราตั้งขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเป็นไปตามเงื่อนไขของธรรมชาติ
คุณธรรมและธรรมะนั้น ก็ยังพออนุโลม
แต่จิตใจของทุกคนนั้น มีซีกหนึ่งที่เป็นจิตใจอันเป็นธรรมะอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องอธิบายกันมากมาย ก็พอเข้าใจ
เพราะฉะนั้นอาจารย์จบท้ายด้วยบอกว่า
ต้องหมั่นควบคุมตนให้ดีพอ
สรุปแล้วทุกคนต้องควบคุมตนเอง ใช่หรือไม่ (ใช่)
เหมือนอย่างอาจารย์อยากให้ศิษย์ทุกคนบำเพ็ญธรรม
ก็ยังจำเป็นจะต้องพูดๆ
ให้ศิษย์เข้าใจ และเห็นคล้อยตาม ใช่หรือไม่
แล้วศิษย์จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออย่างไร
เวลาเจอคนอยากให้คนคล้อยตามเราพูด
เราจึงต้องค่อยๆ พยายาม ถ้าหากเขาไม่เป็นดังใจเรา
อย่าโกรธ อย่าว่า อย่าเดือดดาล

พระโอวาทพระอาจารยจี้กง
ครอบครัวของเรานั้น เป็นบ้านที่มีสติใช่หรือไม่
ต้องทำอย่างไร เวลาสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน
หากสามีว่านิดหนึ่ง ภรรยาโกรธได้ไหม (ไม่ได้)
ถามข้างสามีบ้าง หากภรรยา ว่านิดโกรธได้ไหม (ได้)
ไม่ยุติธรรมเลย ในเมื่อขอพรพระว่า
ขอให้ครอบครัวมีความสุข ความสุขนั้นเกิดจากการมีสติ
หากเรามีสติ เวลาใครว่าเราในครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน จะเป็นสามี จะเป็นภรรยา
จะเป็นพ่อ จะเป็นแม่ ว่าเรา เราต้องไม่โกรธ
อย่าโลภในความรักของเขา ที่เขามีให้เราอยากจะได้มากกว่านี้
เราก็จะมีความสุขขึ้น เราก็จะได้ครอบครัวแห่งการมีความสุข
ทีนี้ต้องขอพรจากพระที่ไหน เราก็มีความสุขได้
เพียงแต่ว่าทุกวันนี้ ศิษย์ของอาจารย์อยู่กันไปก็ทะเลาะกันไป
สองวันทะเลาะ ห้าวันทะเลาะที เจ็ดวันทะเลาะที
เป็นอย่างไร มีความสุขไหม (ไม่มี)

พระโอวาทท่านเสี่ยวผีเซียนถงเมตตา
“ผู้สืบทอดเกียรติคุณธรรมบรรพชนนาน
อันลูกหลานต้องขยันอบรมสอน
หวังครอบครัวร่มเย็นไม่ทุกข์ร้อน
ต้องรู้ผ่อนหนักเข้มงวดเริ่มจากตน”

โอวาทท่านอวี้หนวี่เมตตา
มีคำกล่าวว่าหากเราจะรับรู้คน รับรู้สิ่งรอบข้างภายในโลกนี้
เราจะต้องทลายอัตตาตัวตน
หรือความเป็นตัวตนของเราลงให้หมดสิ้น
แล้วค่อยๆ ก้าวเข้าไป แล้วเราจะสามารถอยู่ร่วมกับเขา
มองเห็นและยอมรับเขาได้

แต่ถ้าเมื่อไรเราอยู่ร่วมกัน
เรามีกำแพงแห่งตัวตน
เรามีความเป็นตัวตนว่าฉันเป็นคนแบบนี้
พอเธอทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับฉัน ฉันไม่ชอบ
เธออย่ามาใกล้ ก็ย่อมกระทบกัน ใช่หรือไม่ (ใช่)

ฉะนั้นเราจะอยู่ร่วมกับใคร
เราอยากเข้าใจเขา
เราจะต้องทลายเปลือกอัตตาตัวตนนี้
แล้วเราจะสามารถยอมรับและอยู่ร่วมกับเขาได้อย่างเป็นสุข
“มากความโดยคนเถียงกันประจำ”
อยู่ร่วมกันยิ่งมากความ ยิ่งมีแต่เรื่อง ใช่หรือไม่ (ใช่)
น้อยๆ ความกันดีกว่าอีก ใช่หรือไม่(ใช่)
ยิ่งมีเหตุผล เหตุผลยิ่งเหนือเหตุผล
เหตุผลยิ่งมากเหตุผล ใช่หรือไม่ (ใช่)

บางครั้งอยู่แล้วไม่มีเหตุผลไม่ได้หรือ
เพราะการที่เราไม่มีเหตุผล
บางทีอาจจะทำให้เราปล่อยวาง
แล้วไม่ต้องทุกข์ก็ได้ จริงไหม (จริง)
เพราะยิ่งเถียงหนึ่งคำ ย่อมเถียงกลับมาอีก (สองคำ)
มากกว่าสองอีก ถูกหรือเปล่า (ถูก)
ฉะนั้นปิดแล้วหูเราจะไม่ได้ยินเสียงเลย จริงหรือไม่ (จริง)
สิ่งศักดิ์สิทธิ์เคยพูด
เราเคยแอบฟังและได้ยินว่า
เป็นคนบำเพ็ญธรรมเสียอะไรล่ะ ใช่ไหม
ทำมากๆ ดีกว่าอีก เราก็เหมือนกัน
อยู่ในครอบครัว อยู่ในสังคม ภรรยาขี้บ่น
มีสามีคนไหนชอบไหม (ไม่ชอบ)
พ่อแม่จู้จี้มีลูกรักไหม รักเหมือนกันแต่ทนไม่ไหว
ต้องแอบหนีไปเรื่อย ๆ