Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
(๓) หนึ่งความคิดเป็นมาร ลุ่มหลงตลอตชาติ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

(๓) หนึ่งความคิดเป็นมาร ลุ่มหลงตลอตชาติ

764 Views

(๓) หนึ่งความคิดเป็นมาร ลุ่มหลงตลอตชาติ

หากหนึ่งความคิดเป็นมาร ก็ย่อมลุ่มหลงไปชั่วชีวิต นิสัย อารมณ์ยังคงมีกันอยู่ ก็ย่อมขุ่นมัวไม่สดใส ตำแหน่งของข้านั้น ใครๆ ก็ลุ่มหลงคลั่งไคล้ ใครกันที่จะมาทดสอบพลังบุญของเจ้า?

หากว่าเจ้าเกิดความคิดจิตสั่นไหว ผู้ที่ยึดติดอยู่กับเรื่องถูก ผิดนินทาหรือความชั่วความแค้น ความเคยชินกับความยโสอวดดี รวมทั้งจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ดีงาม ข้าก็จะให้พวกเจ้าสูญเสียการย้อน มองส่องตนและความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งควรจะมีกันในหมู่ มนุษย์ ทำให้ชีวิตของพวกเจ้านั้นต้องติดพันอยู่กับแรงกรรมของแดนอสูร ลูกหลานมารของข้าจะมาก่อความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับผู้ที่ชั่วช้าต่ำทราม กับผู้นอกคอกมีความประพฤติไม่ดีงาม จะยิ่งทำให้ความคิดที่จะกระทำผิดกระทำชั่วของพวกเจ้า ถลำดำดิ่ง ส่วนผู้ที่ถูกทดสอบจนร่วงหล่นไป ก็จะยิ่งพัดกระพือไฟโกรธแค้น ในใจของพวกเจ้าขึ้นมาด้วย ทำให้มันลุกโหมเผาไหม้อย่างไม่ หยุดหย่อน ทำให้ต้องต่อสู้กับมารที่แอบแฝงอยู่ในใจของพวกเจ้า แล้วจึงเกิดมายาลวงตาทั้งหลาย และยังจะเอาหญิงสวย (กาม ราคะ) มาทำให้เจ้าลุ่มหลงยึดติด ทำให้เจ้าต้องทุกข์ทนลำบาก เพราะความสัมพันธ์ต่อลูกๆ เจ้าจึงไม่อาจถอนตัวไปได้ ทำให้เจ้า ตกไปสู่ “ชีวิตภาวะอดีตกรรม” และบาปกรรมที่หนักที่สุดใน ปัจจุบันชาติ ให้ต้องรับทุกข์เป็นเวลาอันยาวนาน ต้องให้เจ้าถูกผูกมัดจากคนอื่นไม่หยุดหย่อน ให้เจ้าต้องวิวาทแก่งแย่งกับผู้อื่น ไม่หยุดหย่อน โดยที่ไม่สามารถลดละลงได้เลย

ยิ่งกว่านั้นคือ ให้เจ้าต้องใช้ชีวิตอย่างหวั่นหวาดเต็มไปด้วย อันตราย ไม่เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เจ้าต้องเลิกล้มถอนตัวออกกลาง คันเปลี่ยนแปรความมุ่งมั่นเอาในระหว่างทาง ใจธรรมถดถอย ไปแล้ว จึงหลีกห่างไกลไปจากประตูพุทธะอาณาจักรธรรม เป็น เพราะว่าข้าดูถูกดูหมิ่นความยโสอวดดื้อถือดีของผู้บำเพ็ญ ที่มีแต่ ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญ ที่คิดไปเองว่าตนเองนั้นสูงส่ง และไม่เห็นใคร อยู่ในสายตา จงระวังไว้ให้ดีหากถูกข้าจับจ้องมองเห็นเข้า พวกข้าก็จะฉกฉวยโอกาสแล้วเข้าประชิด ทำให้ความดีงามเรื่องดีงาม ของพวกเจ้าเสียหาย ทำให้พวกเจ้าไม่อาจหลุดพ้นจากการเวียน ว่ายตายเกิดได้ตลอดไป ไม่อาจสำเร็จเป็นเทพเซียนได้

มีคนพูดกันถึง “ความน่ากลัวของการเวียนว่ายในภูมิวิถีหกในท่ามกลาง เทวภูมิ มนุษยภูมิ เปรตภูมิ เดรัจฉานภูมิ อสูรกายภูมิ และ นรกภูมิ นั้น มักจะมองข้ามการดำรงคงอยู่ของอสูรกาย ภูมิกันพวกเจ้าคิดไปว่า เมื่อได้รับธรรมะแล้วก็จะไม่ตกสู่นรกภูมิ ไม่ตกไปสู่ความเป็นผี? ข้าขอบอกกับพวกเจ้าว่า หากว่าใจของ พวกเจ้ามีความเอนเอียงยึดติด ความคิดไม่ถูกต้องดีงาม ไม่ก้าว หน้าปฏิบัติตามหนทางธรรมของตนเข้า ก็จะทำให้พวกเจ้าจิตใจ หวั่นไหว จนไม่รู้ที่จะตรวจสอบพินิจตนได้ อีกทั้งนำพาความชั่วช้ามาประชิดตัว ทำให้ในขณะที่พวกเจ้าไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น ได้กลายเป็น ลูกหลานมารในอสูรกายภูมิ

พวกเจ้าคงคาดคิดไม่ถึงกันว่า ข้าเองก็เคยเป็นผู้บำเพ็ญ คนหนึ่ง แต่ว่าใจพุทธะในวันนี้ เจ้าสามารถรับประกันได้หรือ ไม่ว่าเมื่อถึงพรุ่งนี้แล้วจะยังคงอยู่? ยากเหลือเกิน ข้าเป็นคน ในสมัยหนันซ่ง “เฮ้อเปิ่นหนิง” คือชื่อเดิมของข้า ในตอนนั้น ข้าหลอกลวงคนอื่น หลอกลวงฟ้า หลอกลวงเทพผี รับรู้ปฏิบัติ ตามในทางเปิดเผย แต่ก็ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามในทางลับด้วย ใช้ หน้าตาจอมปลอม เพราะความเห็นแก่ตัวของแต่ละคน จึงทำให้ ต้องวิวาทแก่งแย่งกับผู้ร่วมบำเพ็ญอื่นๆ และยังชอบเยาะเย้ย ถากถางเจ้าอาวาสในสมัยนั้น แต่ข้าเป็นคนที่กล้าทำแต่ไม่กล้า รับ และยังทำให้ผู้อื่นต้องแบกรับความผิดแทนข้า เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าก็ไม่รู้จักสำนึกขมาดีๆ และยังผูกมัดขัดขวางคนอื่น ทำให้ตน เองมีพฤติกรรมไปในทางชอบออกหน้าออกตา เหล่านี้จึงเป็นสา เหตุหลักที่ทำให้ข้าต้องตกมาสู่แดนอสูรในวันนี้

พวกเจ้าไม่ต้องมาคุยเรื่องบุญจริงกุศลแท้ หรือการบำเพ็ญ สะสมความดีงามกับข้า ข้ารู้แต่เพียงว่า ใครคล้อยตามข้าก็รุ่งเรือง ใครขัดขืนข้าก็มอดม้วย หลังจากที่ข้าทำลายชื่อเสียงอันดีงามของ ผู้บำเพ็ญแล้วจึงถูกขับไล่ออกจากสำนัก จึงได้ตั้งกลุ่มของตัวเอง บิดเบือนวิชาความรู้ประจบสอพลอ หลอกลวงผู้อื่น ด้วยเหตุนี้จึง นำพาเวไนยสัตว์ผิดพลาดไปไม่น้อย และยังมีแผนการชั่วร้าย ปั้น เรื่องใส่ความให้ผู้ออกบวชต้องทุศีล ทำให้คนเหล่านั้นสูญเสียผล บุญที่ทำมาในช่วงเริ่มแรกไปเพื่อจะได้คลายความเจ็บแค้นของข้า

คนในสมัยนั้น ต่างก็พูดกันว่าข้าเป็นมารใหญ่มาเกิด ดังนั้น ใครเห็นใครก็กลัว และต่างพากันละทิ้งทอดทิ้งไปหมด แต่ในทาง กลับกันข้าเกิดความชื่นชอบ คิดว่าตนเองนั้นมีกุศลผลบุญใหญ่ ผู้คนบนโลกควรที่จะเคารพนบไหว้ต่อข้า

ในตอนที่กำลังจะละกายสังขารนั้น ใจของข้านั้นยังไม่ตาย ยากที่ความชั่วร้ายจะมลาย ความคิดที่ไม่ดียังไม่ได้กำจัดทิ้งหลังจากตายไปแล้วจึงไม่ได้สำนึกแก้ไข จึงได้ไปยังแดนมาร อยู่ภายใต้การควบคุมของพญามาร ในขณะนั้นเอง เป็นเพราะความผูกติดเกี่ยวโยงของความคิดและแรงกรรม จึงต้องตกต่ำ ถลำลึกไปยังหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ในชั่วแวบนั้นเอง จึงมีเขามาร สองเขางอกขึ้นมาบนหัว บนตัวก็เกิดหนามแหลมเต็มไปหมดรอบ ตัวก็มีไฟลุกกระพืออยู่ เส้นผมก็ชี้โด่เด่ ใบหน้าสีดำ และมีเขี้ยวโง้ง หน้าตาน่าเกลียดอัปลักษณ์ หากไม่มีรูปลักษณ์อย่างนี้ จะทำให้คน บนโลกตกอกตกใจหวาดกลัวได้อย่างไร

ขอบอกกับพวกเจ้าว่า จงระวังมารเล็กมารน้อยทั้งหลาย ของข้าที่จะคอยเสาะหาผู้ที่ไม่มีความกระปรี้กระเปร่า ผู้ที่ใช้ชีวิต อย่างท้อแท้สิ้นหวัง ผู้ที่ในใจไม่มีความดีงามเลยแม้แต่น้อย หรือผู้ที่ไม่มีความเที่ยงตรงถูกต้องในใจ ข้าก็จะให้พวกเจ้าต้องประ สบกับมาร เจอะเจอกับโรคภัยทำให้มารแห่งโรคภัยมากลุ้มรุม อยู่บนตัว จะได้ทำให้พวกเจ้าเจ็บป่วยไม่ว่าจะกินยาหรือผ่าตัด หรือจะใช้ทรัพย์สินทั้งหมด ของครอบครัวมาเยียวยารักษาก็ไม่ อาจรักษาให้หายได้ ข้าจะทำให้พวกเจ้าอยากอยู่ก็ไม่ได้อยาก ตายก็ไม้ได้อีก ต้องรู้ไว้ว่าพวกข้าจะแทรกซอนเข้าไปในทุกขุมอณู ไม่มีที่ที่พวกข้าไปไม่ถึง

การที่คนบนโลกประสบกับอุบัติเหตุ หรือว่ามีโรคภัยไข้เจ็บ รุมเร้านั้น ไม่ใช่ว่าจะไร้สาเหตุหรือไม่มีที่มาที่ไป ล้วนแล้วแต่มีผีมาร หรือเจ้ากรรมนายเวรคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ จึงทำให้เกิดเหตุ การณ์เหล่านั้นนี่เป็นความร้ายกาจที่ไม่มีรูปลักษณ์ นี่คืออันตราย ที่มองไม่เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ในจิตใจของพวกเจ้าเอง มีหรือ ไม่มีพลังธรรมอันวิสุทธิ์ดีงาม? ไม่เช่นนั้นก็จะถูกพวกข้าพิชิต กำราบเอา

โลกในยุคปัจจุบันนี้ มีสิ่งแปลกประหลาดมากมายเกิดขึ้น รวมทั้งภัยสงครามและเภทภัยทั้งหลาย ภัยพิบัติที่ลงมาสู่โลก นั่นเป็นเพราะคนเราก่อกรรมทำเข็ญเอง ก็เหมือนกับแมลงเม่าที่บิน เข้าสู่กองไฟหนอนไหมที่ทำรังห่อหุ้มตัวเอง ทำเองก็รับผลเอง

มีคำกล่าวว่า “เจ้ากรรมมีอยู่จริง หนี้แค้นสนองจริง” พวกเจ้าแต่ละคน เป็นเพราะจิตใจที่ไม่วิสุทธิ์สงบจากหลายภพ หลายชาติ จึงมีผลกรรมที่ก่อขึ้นทางกาย-วาจา-ใจ และยังมีแรง กรรมแต่ละอย่างรวมกันแล้ว กลายเป็นเหตุต้นผลกรรมวิญญาณ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่อยู่ในนรกภูมินั้น ถ้าหากได้ “ป้ายทวง ชีวิต” มาอยู่ต่อหน้าพวกเจ้าแล้ว การเอาชีวิตของพวกเจ้าที่อยู่บน โลกนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก ในตอนนี้ ข้าพร้อมลูกหลานมารก็จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพื่อทำให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ได้สมปรารถนา พวกเจ้าจึงต้องระมัดระวังหนทางชีวิตของตัวเองต้องระวังทุกย่างก้าวของตนเอง อย่าได้โทษว่าพวกข้านั้นไร้เยื่อ ใยไร้มโนธรรม

ยังมีอีกคือ หากในครอบครัวไหนไม่มีพลังความดีงาม กลับ ก่อบาปสร้างกรรมมากมาย พวกข้าก็จะรอคอยพวกเจ้าอยู่ที่ด้าน นอกของบ้านเรือน เพื่อทำให้พลังความเลวร้ายหมุนวนอยู่รอบ กาย รอจนกระทั่งดวงของคนคนนั้นตกต่ำ ก็จะเข้าประชิดตัวให้ เจ้าได้สร้างบาป และยังชักนำให้เจ้าประพฤติผิดต่อเรื่องมนุษย ธรรม (ธรรมของคน) และอนุตตรธรรม (ธรรมของฟ้า) เพื่อให้ ผิดบาปของเจ้านั้นหนักหนามากมายขึ้น และผู้บำเพ็ญที่จิตใจ ไม่ราบเรียบเป็นปกติและที่หยิ่งยโส ข้าก็จะทำให้เจ้ากรรมนาย เวรทวงหนี้ได้โดยที่เจ้าไม่รู้ตัว ให้รู้สึกว่าทุกๆ เรื่องราว ทุกๆ เหตุ การณ์ไม่ราบรื่น ทำให้พวกเจ้าไม่มีความเป็นผู้เป็นคน เพื่อจะทำ ให้พวกข้าฉวยโอกาสประชิดตัวได้ สำหรับผู้ที่ใช้ความฉลาดมา บำเพ็ญธรรม ข้าก็จะให้พวกเจ้าได้มีชื่อเสียงจอมปลอม ทำให้พวก เจ้าเกิดความกระหยิ่มยิ้มย่องใจ จึงไม่รู้จักย้อนมองส่องตน บดบังประทีปที่สว่างไสวในใจของเจ้า ชักนำให้เจ้าเดินไปสู่ความมืดมนอับแสง พวกเจ้าได้แต่ตั้งปณิธานกันแบบเห็นเป็นของเล่น! และ ขอบเขตระหว่างชายหญิงก็ไม่ชัดเจน ที่ชอบที่สุดคือให้จิตใจของ พวกเจ้าไม่สว่างไสวเสมอๆ จะได้ยิ่งทำให้พวกข้าเข้าใกล้ประชิด ตัวพวกเจ้ามากขึ้น นำให้พวกเจ้าเดินไปในหนทางมิจฉาเลวร้าย ทำให้พวกเจ้า ไม่สามารถกำจัดเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายทิ้งไป ได้ จึงทำให้ได้รับผลตอบสนองที่น่าหวาดกลัวทุก ๆ อย่าง

หากพวกเจ้าไม่ทำหูให้สะอาดสงบ ปากไม่รู้จักเก็บมิดที่ซ่อน เอาไว้ ไม่รู้ที่จะประคองรักษาหน้าที่พื้นฐานเพื่อปฏิบัติธรรม และคอยมองหาคุ้ยเขี่ยความไม่ดีงามของผู้อื่น ข้าก็จะทำให้เจ้าติดอยู่ ในวังวนของเรื่องถูกผิดนินทาว่าร้ายตลอดไป ทำให้อินทรีย์หกของ เจ้าไม่วิสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่สามารถเป็นสุขได้ในการใช้ชีวิต ข้าจะทำ ให้คนบนโลกจิตใจไม่สงบ เพราะความถูกความผิดบุญคุณ และ ความแค้น และให้ต่างเข่นฆ่าทำลายกัน

เมื่อธรรมสูงหนึ่งฟุต มารก็จะสูงหนึ่งเมตร กระจกถ้าไม่ได้ ขัดเช็ดก็ย่อมไม่สว่าง พวกเราลองหาโอกาสมาประลองกันสัก หน่อย ไม่แน่ว่าเจ้าที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็คือคู่ปรับที่ข้าตามหานั่นเอง! ให้ ข้าเป็นเงาติดตามตัวเจ้าก็แล้วกัน! ทำให้รูปกาย (เจ้า) กับรูปเงา (ข้า) ไม่แยกห่างจากกัน จะได้มีเยื่อใยผูกพันกัน เพื่อที่เจ้าจะได้ เข้าใจถึงโฉมหน้าเดิมทีของข้าได้มากขึ้น จะทดสอบจนพวกเจ้า กายพ่ายแพ้ และชื่อเสียหาย เป็นอุปสรรคขัดเกลาจนไม่อาจเป็นผู้เป็นคนได้

ธรรมจริงแท้มีอยู่แค่กายเดียว นั่นคือความสว่างไสวที่ไร้ ขอบเขตมารมีอยู่มากมาย ก็คือความคละเคล้าปะปน ความอับ แสง หากเจ้าลุ่มหลงยึดมั่นถือมั่น ประพฤติปฏิบัติออกนอกลู่แนว ทาง มีความลำเอียงอคติ หากไม่ได้บำเพ็ญตนเอง ไม่บำเพ็ญ ขัดเกลาให้จิตใจดีงาม และความคิดถูกต้องไม่สับสนแล้วละก็ พวกข้าก็จะมานำพาพวกเจ้าไปยังแดนมารที่มืดมนอันธการ ทำให้พวกเจ้าไม่รู้ตัวรู้ตน พวกเจ้าไม่สามารถหลีกพ้นจากอุ้งมือ พญาอสูรอย่างข้าไปได้ ทุกคนพึงรู้ถึงความสำคัญของภาระอัน ศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองแบกรับอยู่ แต่จะมีใครสักกี่คนที่สามารถทำ ตาม สิ่งที่ควรทำและฟังบัญชาของเบื้องบนได้ จะต้องแสดงออก มาเป็นความจริง? ใจดวงนี้ของเจ้าเดี๋ยวก็ขึ้นเดี๋ยวก็ลงกระเพื่อม สั่นไหวไม่สงบนิ่ง ให้พวกเจ้าและอุทิศทุ่มเท เจ้าก็รู้สึกว่าได้รับ ความไม่เป็นธรรม ให้เจ้าทุ่มเทอุทิศ เจ้าก็คิดแต่ว่าจะได้อะไร เป็นสิ่งตอบแทนกลับมา หากไม่เป็นไปตามความปรารถนาหรือ ไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น ก็จะสูญเสียความมุ่งมั่นเกิดความ ท้อแท้ใจ เปรียบเทียบแข่งขันกันแต่เรื่องชื่อเสียงผลประโยชน์ ยึดติดอยู่กับอัตตาตัวตน หากว่าความผิดจุดอ่อนของพวกเจ้า เหล่านี้ ตกมาอยู่ในเงื้อมมือของข้า ข้าก็จะจับพวกเจ้าแต่ละคนๆ จะทำให้พวกเจ้าได้ปล่อยไก่หน้าแตกต่อหน้าผู้อื่น

อย่าได้คิดว่ากายสังขารนี้ของพวกเจ้า เป็นสีคุ้มกันให้กับตน เองหากเกิดความคิดที่ชั่วร้ายขึ้นมา ล้วนถูกเก็บแฝงเร้นเอาไว้ เทพกับผีมองเห็นพวกเจ้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เหมือนลำตัว โปร่งแสง พวกเจ้ากลัวกันหรือไม่? ไม่จำเป็นต้องกลัวกันหรอก มีคำพูดกล่าวว่า “ใจไม่ลวกหยาบ ก็เย็นสบาย” พวกเจ้าหาก ปฏิบัติได้ถูกต้องดีงาม ต่อให้พวกข้ามารทั้งหลายจะมีฤทธิ์เดช มากขนาดไหน ก็ยังไม่สามารถจัดการกับพวกเจ้าได้ ไม่เช่นนั้น หากพวกเจ้าไม่ก้าวเดินไปในหนทางอันถูกต้องดีงาม ความ ประพฤติไม่ตรงไปตรงมา จิตใจไม่กระจ่างแจ้ง ก็ทำให้พลังดี งามไม่เจริญ ในตอนนั้นก็ย่อมมีความระแวง เกิดมีผีแอบแฝง ใจมารก็จะก่อขึ้นเอง ก็อย่าได้โทษพวกข้าว่ามาโดยไม่ได้เชื้อเชิญ จึงทำให้พลังเลวทรามวนเวียนอยู่รอบกายของพวกเจ้า พวกเจ้า จึงไม่สามารถนั่งนอนได้เป็นสุข จิตใจว้าวุ่นไม่สงบคงนั่งได้ ทำให้ “บริเวณหว่างคิ้ว” (ซึ่งก็สื่อถึงบริเวณญาณทวารนั่นเอง) มืดมนอับแสง ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้พบเจอพวกเจ้าก็จะไม่กล้าเข้าใกล้ ทำให้พวกเจ้าชอบหลั่งน้ำตาโดยไม่สามารถควบคุมได้เลย คำพูดวาจา และพฤติกรรมความประพฤติก็สูญเสียความเป็นปกติที่ดีงามไป ทำให้วิญญาณกลับตาลปัตร ไม่เป็นผู้เป็นคน

ปัจจุบันนี้ มีโรคเจ้ากรรมนายเวรมากมายที่รักษาแต่ก็รักษาไม่หาย เยียวยาแต่ก็เยียวยาไม่ดีขึ้น ใช่หรือไม่? นี่จึงเป็นข้อยืนยัน ได้ถึงการตัดสินบัญชีครั้งใหญ่ในยุคสามวาระท้ายปลายกัป เจ้า กรรมนายเวรทั้งหลายต่างก็เร่งรัดในการทวงหนี้เวรกรรมคืน หรือบ้างก็ทวงเอาชีวิตมารก็จะคอยช่วยเหลือ เป็นการตัดสินชี้ขาดครั้ง ใหญ่ ระหว่างคนกับผีขัดเกลาจนจิตใจหรือร่างกายของพวกเจ้า นั้น ไม่อาจที่จะทนทานได้ไหวทำให้พวกเจ้ารู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

วาระท้ายปลายกัปนี้ พวกเจ้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดูซิว่าพวกเจ้าจะรับมือกับพวกข้าอย่างไร หรือจะให้พวกข้ามากำ ราบเจ้าจนล้มไป ถึงแม้ว่าพวกข้าจะเป็นแขกที่ไม่รีบเร่ง แต่ใน อนาคตพวกเจ้าคงจะต้องขอบคุณพวกข้า ถ้าสามารถพูดได้แต่ ทำไม่ได้หรือสักแต่พูดแต่ไม่ขัดเกลาฝึกฝน ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ บำเพ็ญพรหมจรรย์ ด่านเกี่ยวกับกามราคะนั้นยากที่จะหนีพ้น ไปได้ง่ายๆ “ห้าล้ำเลิศ-สี่เที่ยงตรง” ทำกันได้กี่มากน้อย หากไม่ รู้ที่จะแปรสัมพันธ์ทางโลกให้เป็นสัมพันธ์ทางธรรม หากดวง ตาซัดส่ายสับสน ก็ย่อมถูกมารราคะเข้าประชิด พวกเจ้าทำถูก ต้องต่อปณิธานที่ได้ตั้งเอาไว้หรือไม่? พวกเจ้าได้ตั้งปณิธาน สำคัญต่อหน้าพระอนุตตรธรรมเจ้า ก็เหมือนกับทำสัญญาที่ ได้ลงตราประทับเอาไว้แล้ว มีข้อสัญญาจึงจะมีพยานหลักฐาน จะบิดพลิ้วไม่ยอมรับไม่ได้ ดังนั้นปณิธานของพวกเจ้าก็คือ ภาระหน้าที่ที่ต้องทำของพวกเจ้า หากทำหน้าที่ได้ไม่ดี ก็จะเป็น การตัดขาดชีวิตของตนเอง และไม่มีประโยชน์ต่อหน้าที่ของตน ไม่อาจบรรลุหน้าที่ของตนได้

วันนี้พระอนุตตรธรรมมารดาทรงเมตตากรุณา แม้จะ ไม่เรียกว่าเป็นผู้ผิดต่อปณิธาน หัวไม่ขาดชีวิตไม่สิ้น แต่เมื่อตั้งปณิธานล้วนแต่ไม่ไปเจริญบรรลุปณิธานนั้นๆ ก็ย่อมถูกจิตอัน ดีงาม ประณามโดยทำให้ร่างกายทุกข์ทรมาน และชีวิตจิตญาณเสียหาย รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังทำผิด บาปก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว พวกเจ้าพิจารณา โทษกันเอาเถิด!