Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
เมื่อมีความคิดผิดพลาดคลาดเคลื่อน ความดีที่ทำมาก็สูญเปล่า | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

เมื่อมีความคิดผิดพลาดคลาดเคลื่อน ความดีที่ทำมาก็สูญเปล่า

539 Views

ประจักษ์หลักฐาน สภาพความเป็นจริงในนรกภูมิ

เซียวเจิ้นเฉิงเตี่ยนฉวนซือ

ข้าพเจ้าคือ “เซียวเจิ้นเฉิง” ผู้มาจาก “ห้องสำนึกขมา” ในนรกภูมิ เป็นคนเมืองกุ้ยหยัง หูหนัน ขอบพระคุณพระอาจารย์ ที่เมตตา และขอบพระคุณขุนพลพิทักษ์ตำหนักธรรมที่เมตตานำ พาข้าพเจ้าเข้ามายังพุทธสถานแห่งนี้ ได้มีโอกาสผูกบุญสัมพันธ์ ร่วมกับเมธีทั้งหลาย ในใจรู้สึกประหวั่นครั่นคร้ามอยู่ไม่น้อย

ข้าพเจ้าเป็นผู้ศึกษาธรรมที่บำเพ็ญพรหมจรรย์ ตอนอายุได้ ๒๗ ปี ได้รับความเมตตานำพาของนักธรรมอาวุโส จึงได้ร่วม ปฏิบัติงานแพร่ธรรม ฉุดช่วยคนเดิมให้ได้ขึ้นฝั่งธรรม และได้รับ ความเมตตายกระดับจากนักธรรมอาวุโส จึงได้แบกรับภาระ เป็นเตี่ยนฉวนซือจากนั้นมา ข้าพเจ้าได้นำข่าวประเสริฐนี้เผย แพร่ไปทั่วทุกคาบสมุทรเสาะหาผู้มีบุญสัมพันธ์ ได้เข้าร่วมช่วย งานใหญ่ในการฉุดช่วยอย่างกว้างขวาง และการเก็บงานพร้อมสมบูรณ์ของพระอาจารย์ ในตอนนั้นมีนักธรรมผู้น้อยมากมาย ได้ติดตามอยู่ข้างกายข้าพเจ้า ในช่วงแรกข้าพเจ้าอาศัยความรัก ความอดทนในการนำพานักธรรมผู้น้อย ใครจะไปรู้ว่าเมื่ออาณา จักรธรรมรุ่งเรืองขึ้นมาแล้ว คนก็ค่อยๆวุ่นวายสับสนกันขึ้น ดังนั้น จึงไม่อาจทำให้ทุกๆ เรื่องกลมกลืนสมบูรณ์ได้ และถูกนักธรรม อาวุโสตำหนิติเตียนเอาว่า ทำไมจึงไม่เป็นแบบอย่างอันดีงามให้ผู้อ่านได้ดู? ทำไมจึงไม่สามารถนำพานักธรรมผู้น้อยให้มาร่วม กันปฏิบัติงานธรรมะได้ และยังหน่วงเหนี่ยวโอกาสสร้างบุญเจริญ ปณิธานของนักธรรมผู้น้อย ในตอนนั้นข้าพเจ้าคิดไม่ตกอารมณ์ จึงไม่สงบความคิดจึงไม่ราบรื่น และยังตำหนิติโทษบุญคุณของ นักธรรมอาวุโสด้วย

เฉียนเหยินบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นคนโอหังอวดดีอย่างมาก ไม่เคารพอาจารย์เทิดทูนงานธรรม ไม่รักษาพุทธระเบียบ และเมื่อ อยู่ต่อหน้าธารกำนัล โดยเฉพาะต่อหน้าญาติธรรม ก็ได้หยิบยก ความผิดของข้าพเจ้าขึ้นมากล่าวอ้าง จึงทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเสีย หน้า เมื่อกลับถึงบ้าน ก็คิดมากวุ่นวายใจ หรือว่าการที่ข้าพเจ้าอุทิศ ทุ่มเทอย่างยากลำบากให้กับอาณาจักรธรรม บริจาคทรัพย์สิน ละทิ้งบิดามารดา ทั้งยังมอบกายเนื้อตัวนี้ให้กับอาณาจักรธรรม หรือว่าความทุ่มเทเสียสละของข้าพเจ้า นักธรรมอาวุโสจะไม่เข้า ใจจะไม่รับรู้บ้างเชียวหรือ ในตอนนั้น อารมณ์จึงไม่สงบ จึงชัก นำมารจากภายนอกเข้าประชิดตัว ทำให้ปัญญาไม่อาจปรากฏออก มาได้ ด้วยเหตุนี้จึงโมโหอยู่ในใจ ไม่คิดที่จะอยู่ในอาณาจักรธรรม อีกต่อไป จากนั้นมาจึงร่วงหล่นถดถอยอย่างฮวบฮาบ ทำตัวเหมือน กับคนทางโลกไม่มีผิดเพี้ยน ข้าพเจ้าทำผิดต่อปณิธานของตนเอง โดยได้แต่งงานมีครอบครัวไป จึงไม่ได้กลับไปเจริญปณิธานของ ตนที่อาณาจักรธรรมอีก

เวลาผ่านไปจนถืงปีสาธารณรัฐ (หมินกั๋ว) ที่ ๓๗ (ค.ศ.๑๙๔๘) พระอาจารย์จึงมาปรากฏกาย เมตตาชี้แนะข้าพเจ้าในความฝัน พระองค์ต้องการให้ข้าพเจ้าเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างใหม่อีกครั้ง ให้แก้ไขความผิดพลาดให้เป็นความถูกต้อง (แก้ชั่วเป็นดี) เบื้องบน ย่อมให้อภัยกับผู้ที่รู้สำนึกผิด โดยเฉพาะคือ พระแม่องค์ธรรมทรงรักใคร่เอ็นดูพุทธบุตรชายหญิงที่อยู่ในโลกโลกีย์ แต่ความยโสโอหัง ของข้าพเจ้ายังคงมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลง และยาก ที่จะถ่อมใจสำนึกขมาต่อเบื้องบนอย่างจริงจัง ดังนั้นจึงไม่คิดที่จะกลับไปสร้างบุญมลายบาปที่อาณาจักรธรรมอีกเลย ด้วยเหตุนี้ พอถึงปีสาธารณรัฐที่ ๓๘ (ค.ศ.๑๙๔๙) เป็นปีที่ข้าพเจ้าอายุได้ ๕๓ ปี จึงต้องละกายสังขารไป

ในขณะที่วิญญาณแยกออกจากร่างกายอยู่นั้น ก็คิดว่าอย่าง ไรเสียพระอาจารย์คงจะมาพาวิญญาณของข้าพเจ้า กลับคืนสู่ เบื้องบนแน่ๆ ใครจะไปคิดว่าที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้านั้นเป็นความ ดำมืด รอแล้วรออีกรออย่างไรพระอาจารย์ไม่มาเสียที กลับถูก ยมทูตขาวดำมานำพาไปยังนรกภูมิแทน เมื่อคุกเข่าอยู่ต่อหน้า พญายมราช ข้าพเจ้าจึงได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของตน เองแต่ก็สายเกินการณ์ไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีกายสังขารอีกแล้ว ถึง อยากจะสร้างบุญเจริญปณิธานก็ทำไม่ได้ ไม่มีโอกาสอีกแล้ว ข้าพเจ้าละอายแก่ใจต่อพระมหากรุณาธิคุณของเบื้องบน ไม่มี หน้าที่จะไปพบพระแม่องค์ธรรมได้อีก ข้าพเจ้าร้องไห้เสียใจ อยู่ต่อหน้าพญายมราช ขอให้พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์นิรโทษ ผ่อนผัน แต่พระองค์กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ทำร้ายทำลายชื่อเสียง ของอนุตตรธรรม จิตใจของตนเองก็ไม่ได้บำเพ็ญให้ดี เมื่อเป็น เช่นนี้แล้วจะบรรลุธรรม กลับคืนสู่เบื้องบนได้อย่างไร บาปเวรเช่น นี้ยากที่จะนิรโทษผ่อนผันให้ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม อำนาจ อาณิตของเบื้องบนว่าจะจัดการให้เป็นไปอย่างไร ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงต้องไปอยู่ที่ “สถานสดับคัมภีร์” ใน “ห้องสำนึกขมา” ต้องรอคอยจนกว่าจะถึงวันที่เก็บงานพร้อมสมบูรณ์ ก็จะถูกตี เป็นเศษวิญญาณ...... ในใจของข้าพเจ้ารู้สึกผิดต่อพระคุณเป็น ล้นพ้นของเบื้องบนมาก ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีหน้าไปพบพระ แม่องค์ธรรม แต่ก็ขอให้เฉียนเหยินช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย ขอให้ พระอาจารย์เมตตานิรโทษกรรมให้ข้าพเจ้า

การจะกลับสู่เบื้องบนนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว เพียงขอให้ สามารถเข้าสู่สถานสดับคัมภีร์ เพื่อบำเพ็ญขัดเกลาก็พอ ให้ได้ แอบแฝงช่วยงานธรรมด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ข้าพเจ้าก็พอใจเป็น อย่างยิ่งแล้วล่ะ พระอาจารย์กล่าวว่า ปณิธานนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้า ตั้งเอง ผิดบาปนี้ก็เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าก่อเอง เหตุผลยากตัดขาดได้ ทุกสิ่งอย่างต้องเป็นไปตามหลักของฟ้าและพุทธระเบียบ พระอา จารย์ไม่อาจเป็นผู้ตัดสินใจจัดการให้ได้ ขอเพียงแต่ให้ข้าพเจ้า สำนึกขมาด้วยความจริงใจอยู่ในห้องสำนึกขมา และรอคอยเวลา ทุกสิ่งอย่างให้เบื้องบนเมตตาจัดการก็แล้วกัน ตอนยังมีชีวิตอยู่ ความไม่พออกพอใจมีอยู่มาก ไม่อาจสงบจิตสงบใจให้เป็นปกติได้ จึงยากที่จะสำแดงความดีงามออกมา ถึงตอนนี้จึงยากที่จะเงย หน้าขึ้นได้ (ละอายใจจนต้องก้มหน้าสำนึก) จึงทำให้ข้าพเจ้าต้อง ร้องไห้น้ำตาหลั่งรินชุ่มอก ได้แต่วิงวอนขอร้องพระอาจารย์ด้วย ความทุกข์ยากให้พิจารณาผิดบาปของข้าพเจ้าเป็นข้อๆ ด้วย ขอ เพียงแต่ช่วยให้ข้าพเจ้าหลีกห่างจากนรกภูมิไปได้ ขอเพียงไม่ถูก ตีเป็นเศษวิญญาณ แค่นี้ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว ขอเพียงแต่ได้ตอบ แทนพระมหากรุณาธิคุณของเบื้องบน ถึงจะลำบากกว่านี้ข้าพเจ้าก็จะยอมรับ

ภาระหน้าที่ที่พระอาจารย์ของพวกเราแบกรับนั้น ก็คือฉุด ช่วยคนเดิมในสามโลกอย่างกว้างขวาง ตอนอยู่บนโลกได้รับ วิถีธรรม แต่ผู้บำเพ็ญที่เมื่อตายแล้ว ต้องมาอยู่ที่นรกภูมินั้น มีมากเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะการบำเพ็ญปฏิบัติในขณะมีชีวิต อยู่บนโลก ไม่ได้นำอริยธรรมมาดำเนินกระทำตาม จึงได้สร้าง ความผิดบาปมากมาย แม้จะใช้คำพูดมากมายขนาดไหน ก็ไม่ สามารถนำความในใจบอกเล่าออกมาได้หมดสิ้นเพียง ขอให้เฉียน เหยินเมตตา เพียงขอให้พระอาจารย์เมตตา ได้ให้วิญญาณพี่น้องทั้งหลายในนรกภูมิมีโอกาสช่วยงานธรรมอย่างเงียบๆ

ให้วิญญาณเหล่านั้นได้สร้างบุญกุศลสักเล็กน้อยในยุคท้ายปลายกัปนี้ด้วย เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณเบื้อง บน และบารมีคุณพระอาจารย์ ขอให้เบื้องบนนิรโทษผ่อนผัน อย่า ได้ไร้เยื่อใยแล้วตีให้ข้าพเจ้าเป็นเศษวิญญาณเลย หวังว่าเมธีทั้งหลายสามารถบำเพ็ญปากได้ สามารถบ่มเพาะคุณธรรมบารมีได้ อย่าได้มีใจไม่หนักแน่น เส้นทางเดินของผู้บำเพ็ญนั้นไม่อาจหลุด รอดไปจากสายตาฟ้าได้เลย เพราะสายตาของฟ้านั้นเห็นอย่าง แจ่มชัด อย่าได้บอกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มองไม่เห็น อย่าได้คิดว่าสาย ตาคนมองไม่เห็นแล้วจะไม่มีอยู่ ทุกสิ่งอย่างต้องอาศัยจิตใจอันดี งามแสดงต่อเบื้องบน อย่าได้เป็นอย่างเช่นข้าพเจ้าในตอนเริ่มต้น ที่ได้แต่โทษว่าเฉียนเหยินไม่ได้ใช้ความรักมาเป็นห่วงเป็นใย ข้าพ เจ้าไม่อาจตระหนักถึงความลำบากใจของนักธรรมอาวุโส ทุกคนจะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างอันดีงาม บำเพ็ญความประพฤติให้ ดีๆ ถ้าเป็นนักธรรมอาวุโสก็จะต้องกล้าหาญในการเป็นผู้นำ อย่า เห็นว่าเมื่อประสบกับเรื่องอะไรแล้ว ก็มีคำตัดพ้อโทษโพยเกิดขึ้น ในวันนี้เมธีทั้งหลายมีใจที่จะร่วมงานปรกโปรดสามโลก วิญญาณบรรพบุรุษและวิญญาณดีที่อยู่ในนรกภูมิ ต่างคาดหวังว่าจะได้ เห็นแสงสว่างกันอีกครั้ง ดังนั้นหวังว่าเมธีทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้จะได้ ติดตามบำเพ็ญปฏิบัติธรรมกับนักธรรมอาวุโสให้ดีๆ กันทุกท่าน

ศิษย์พี่น้องชายหญิงทั้งหลายในที่นี้ รู้สึกแปลกกันหรือไม่ ว่าทำไมข้าพเจ้าที่เป็นถึงเตี่ยนฉวนซือ รู้ว่าเป็นความผิดพลาด แต่ก็ได้ทำความผิดพลาดด้วย แต่ไม่ได้ถูกตีไปอยู่ที่นรกอเวจี ที่ เป็นเช่นนี้เพราะพระอาจารย์เมตตา เห็นว่าในช่วงที่ข้าพเจ้าอายุ ๒๗ ปี และได้แบกรับภาระเป็นเตี่ยนฉวนซือ จนกระทั่งถึงอายุ ๕๓ ปีนั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศธรรมแทนฟ้าอย่างสุดกำลังกายใจ ได้ฉุดช่วยกล่อมเกลาคนเดิมมากมาย เบื้องบนจึงได้โอบอุ้มให้ อภัยในวันนี้ข้าพเจ้าจึงได้ไปอยู่ที่ห้องสำนึกขมา และยิ่งกว่านั่นคือ ได้มีโอกาสในครั้งนี้มาบอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้ทุกท่านได้รับทราบ เรื่องที่ได้บอกเล่าไปนั้น หวังว่าเมธีทั้งหลายจะเข้าใจได้ถ่องแท้ อย่า ได้ดูถูกไม่เห็นความสำคัญของปณิธานที่ตนเองได้ตั้งไว้ และควรที่จะย้อนคิดพินิจตนอยู่เสมอๆ มีเพียงบำเพ็ญขัดเกลาอย่างจริงใจ จึงจะได้รับการช่วยเหลืออย่างแอบแฝงจากเบื้องบนได้ เพื่อสะ ดวกต่อการทำให้อาณาจักรธรรมเจริญรุ่งเรือง จึงขอให้นักธรรม อาวุโสทั้งหลายดูแลสุขภาพของตนเองด้วย